บทที่20โชคชะตากำหนดให้พบพาน
“มิคิดว่าจะมีวาสนาได้พบพานกับยอดอัจฉริยะแห่งแดนเทพอัคคี"
ได้ยินเสียงคำกล่าวของสตรีวัยชรา ฟู่หวินถึงกับต้องหรี่ตามองทะลุผ่านม่านมู่ลี่ไปยังสตรีชรานางนั้นดูท่าสตรีชราผู้นี้จะมิธรรมดาสามัญดั่งเช่นสตรีนางโลมทั่วไป โดยเฉพาะบุคคลที่คุมบังเหียนม้าให้กับนางผู้ที่ไม่สะทกสะท้านแม้แต่ถูกพลังจิตที่แฝงไปกับพลังลมปราณของตนแม้เพียงกระผีก
“เ้ารู้จักข้า?”
“ชื่อเสียงท่านออกจะโด่งดังป่านนั้นเป็ใครจะไม่รู้จัก"
“เมื่อรู้จักข้าแล้ว เหตุใดจึงกล้าขวางทาง”
“ข้าเพียง้าใคร่เห็นตัวจริงของท่านเท่านั้นนับว่าสมคำเล่าลือไม่น้อย"
ฟู่หวินรู้สึกว่านางกำลังถ่วงเวลา แต่ไม่ทราบว่านางจะถ่วงเวลาเพื่อจุดประสงค์ใดด้วยมันที่เป็คนถือดีในตัวแลเ้าอารมณ์อยู่แล้ว การที่มีสตรีชราจากหอนางโลมกล้าเล่นลิ้นและคิดขัดขวางมันเช่นนี้หากปกติมันคงปลดปล่อยเพลิงปราณสั่งสอนนางไปให้เห็นดี ทว่าด้วยนางมีบุคคลที่แต่งกายซอมซ่อสวมงอบปิดบังใบหน้าคุมบังเหียนม้าผู้นั้นมาด้วย ทั้งไม่ทราบความลึกตื้นหนาบางของมันฟู่หวินจึงยังไม่ผลีผลามทำอะไร คนจึงนั่งนิ่งจ้องมองบุคคลสวมงอบผู้นั้น ดูท่าทีมันไปก่อน
เวลาผ่านไปเนิ่นนานบุคคลสวมงอบก็เอาแต่นั่งนิ่งไม่ไหวติงแม้เพียงครั้งส่วนสตรีชราน่าตายก็เอาแต่นิ่งเงียบจ้องมองมาที่ตนไม่วางตา ส่งให้ฟู่หวินอดรนทนรอต่อไปมิไหวโทสะของคนเริ่มเดือดพล่าน ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกผู้ทั่วปฐีแห่งนี้เพียงรู้จักตัวตนของมันหากไม่พินอบพิเทาก็จะหลีกเลี่ยงไปให้ไกลไม่เคยมีใครกล้าขัดขวางหรือขัดใจมันเช่นนี้ แล้วสตรีชราแห่งหอนางโลมและบุคคลสวมงอบไร้ราศีเหล่านี้เป็ใครกันถึงได้กล้าขวางทางมัน!
ได้คิดเช่นนี้ฟู่หวินก็ไม่รอช้า เพลิงปราณสีส้มอันขุ่นมัวพลันลุกไหม้ขึ้นที่ปลายนิ้วชี้ของมันพลังนี้แฝงพลังลมปราณไปเพียงสามส่วน มัน้าจู่โจมเพื่อข่มขู่สตรีชรา และอีกนัยหนึ่งคือเพื่อหยั่งเชิงบุคคลที่สวมงอบผู้นั้น
ฟู่หวินตวัดนิ้วชี้ของตนออกอย่างรวดเร็วเพลิงปราณสีส้มอันขุ่นมัวแปรเปลี่ยนเป็ศรเพลิงสีส้มอันโชติ่ พุ่งวาบทะลวงฝ่าอากาศมุ่งไปยังรถม้าของกัวรุ่ยหานอย่างรวดเร็วศรเพลิงนำพาพลังความร้อนให้แผดเผาบรรยากาศโดยรอบ ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีล้วนลุกไหม้ติดไฟและถูกแผดเผาหลงเหลือเพียงเถ้าธุลีที่ปลิวละลิ่วไปตามลมทว่าพลังความร้อนดังกล่าวกลับมิอาจแผดเผาเข้าใกล้รัศมีโดยรอบกายของบุคคลสวมงอบ รวมถึงรถม้าที่มันคุมบังเหียนได้และเพียงมันเงยหน้าขึ้น ศรเพลิงอันร้ายกาจก็หยุดสภาวะการเคลื่อนไปแลค้างเติ่งอยู่กลางอากาศแน่นิ่งสร้างความตกตะลึงแก่ฟู่หวินมิน้อย
เมื่อบุคคลสวมงอบมันเงยหน้าขึ้น ทำให้ฟู่หวินสามารถมองเห็นใบหน้ามันได้อย่างชัดตาคนผู้นี้คือบุรุษวัยประมาณสามสิบเศษ มีใบหน้าที่หยาบกร้าน หนวดเคราดำดกครึ้ม มีดวงตาขวาที่ปิดอยู่พร้อมรอยแผลเป็ที่กรีดทับดูไปดั่งคนตาบอดข้างเดียวก็ปาน แต่แท้จริงตาขวาข้างนี้มิได้มืดบอด เพราะเมื่อมันลืมตาขวาที่ปิดมาโดยตลอดข้างนี้เพลิงปราณสีทองอันแสนบริสุทธิ์ก็ลุกไหม้ขึ้นบนดวงตาขวาของมันทันที ทั้งยังสาดประกายแสงสีทองอันแรงกล้าแผดเผาเข้าใส่ศรเพลิงสีส้มจนสูญสลายไป!
ฟู่หวินเห็นเช่นนั้นแผ่นหลังต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบมันเคยได้รับทราบถึงบุคคลอันตรายที่อาจารย์ของมันหรือก็คือทูตบัญชาใต้หล้ากล่าวถึงและกล่าวเตือนอยู่เสมอว่าหากพบเจอให้รีบหลีกเลี่ยงชายผู้มีั์ตาขวาลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงอันบริสุทธิ์แลศักดิ์สิทธิ์ ชายผู้ที่ดำรงอยู่โดยไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆนอกจากความสบายใจของตนเอง
“เป็มัน….. มือปราบลำดับสอง!”
ฟู่หวินแม้ตื่นตระหนกแต่มันก็ยังคงถือดีจนเป็สันดานคนจึงยังกล่าววาจาออกมาโดยไม่คิดย่นระย่อ
“มิคิดว่ามือปราบลำดับสองถึงขั้นลดตัวมารับใช้สตรีนางโลมผู้หนึ่ง”
บุรุษสวมงอบหลับตาขวาลง แสงสีทองอันบริสุทธิ์ก็เลือนหายคนเปิดปากกล่าววาจาเสียงสากกระด้าง
“ข้าสะดวกมาก็มา สะดวกไปก็ไป จะทำอะไรก็ได้ไม่มัวคิดให้วุ่นวายดั่งสุนัขรับใช้ขององค์เทพอัคคีหรอก!”
ปากกล่าววาจา ส่วนั์ตาซ้ายก็สาดประกายเจิดจ้าออกมาเพียงมันสาดประกายตา พลังจิตสังหารถึงกับทำให้ฟู่หวินสะท้านขึ้นเฮือก อาชาดำขนแดงทั้งสองตัวที่แสนหยิ่งผยองเช่นเดียวกับผู้เป็นายถึงกับร้องเสียงหลงหนึ่งคุกเข่าหน้าลงอย่างมิอาจควบคุม อีกหนึ่งะโดีดขาหน้าด้วยความตื่นตระหนกแทบทำให้ประทุนรถม้าพลิกคว่ำเป็สตรีชรากัวมาม๊าที่มิอยากให้บังเกิดเื่ยุ่งยากไปมากกว่านี้ กอปรกับนางคิดว่าด้วยเวลาเท่านี้คงเพียงพอแล้วที่อวิ๋นเซ่อจะจากไปไกลเช่นนั้นนางจึงกล่าวขึ้นแ่เบา
“พอได้แล้ว….. ไปกันเถอะ"
บุรุษสวมงอบหรือก็คือมือปราบลำดับสองมันจึงค่อยละจิตสังหารก่อนที่จะกระตุกบังเหียนควบคุมรถม้าแห่งหอคณิกาหมื่นบุปผามุ่งหน้าจากไป
ตึง!
ฟู่หวินกำหมัดแน่นพร้อมฟาดเข้าใส่ประทุนรถม้าอย่างรุนแรงคราหนึ่งคนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาล
“เหล่ามือปราบติดลำดับ ซักวันข้าจะให้พวกเ้าได้สยบแทบฝ่าเท้าของข้า!”
..............................
การมาของฟู่หวินล้วนไม่มีผู้ใดรับทราบถึงจุดประสงค์ซึ่งจะมีก็เพียงมันและอีกไม่กี่คนในหน่วยบัญชาใต้หล้าเท่านั้น เมื่อหายนะภายใต้ปรากฏการณ์รอยแยกสีฟ้ายังคงเหลืออยู่และเท่าที่จัดการไปทำให้มันเพียงรู้ว่าตอนนี้ตัวปัญหาหลงเหลือเพียงหนึ่งเท่านั้น มันจึงต้องมาจัดการเก็บกวาดให้หมดสิ้นแต่ตัวปัญหาหรือตัวที่อาจเป็หายนะนั่นมิรู้ตอนนี้มันไปอยู่ยังที่ใดในปฐี ฟู่หวินเองก็ไม่รู้ทว่าชายหนุ่มกลับเลือกที่จะมายังเมืองหลวงแห่งเขตปฐมพสุธาโดยไม่มีเหตุผล มันไม่รู้ว่าทำไมตนจึงมีความรู้สึกว่าต้องมาที่นี่หรือเป็เพราะความรู้สึกเกลียดชังในสำนักมือปราบ มันจึงอยากมาเห็นสถานที่ที่เพาะบ่มเหล่าคนที่น่ารังเกียจเ่าั้และอีกนัยหนึ่งก็เพื่ออยากมาดูการสอบคัดเลือกมือปราบของเหล่าคนไร้สมองที่จะมีขึ้นในอีกไม่ช้านี้
ผู้ที่้าสอบเป็มือปราบแห่งราชวงศ์หลิงล้วนถูกฟู่หวินมองว่าเป็พวกไร้สมอง เพราะแสงไฟอันศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงต้องมาจากองค์เทพอัคคีเท่านั้นแสงไฟแห่งเทพที่แท้จริงอยู่ตรงหน้ากลับไม่คิดสวามิภักดิ์นอบน้อม คนเหล่านี้จะมินับว่าเบาปัญญาได้อย่างไรอีกทั้งคนเหล่านี้วันๆ ก็เอาแต่หยิบตำราท่องหนังสือ เช่นนี้หรือที่จะไปถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงได้
“พวกงี่เง่า"
ฟู่หวินสบทเสียงรอดผ่านไรฟันในขณะที่มันกำลังนั่งดื่มสุราอาหารในโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีเหล่าคนมากมายจับกลุ่มกันคล้ายหนอนหนังสือ บ้างท่องจำ บ้างสาธยายให้สหายร่วมโต๊ะฟังกันอย่างออกรสออกชาติ
ในบรรดากลุ่มคนที่ไร้สมองสำหรับฟู่หวินเหล่านี้กลับมีหนึ่งคนที่แตกต่าง แม้วันสอบคัดเลือกมือปราบใกล้เข้ามาเต็มทีแต่มันหาได้อ่านหนังสือท่องตำราดั่งเช่นคนอื่นไม่มันกลับนั่งเปิดโต๊ะรับดูนรลักษณ์ราศีของผู้คนแทน คนผู้นี้แน่นอนว่าเป็อวิ๋นเซ่อ เวลาในแต่ละวันของมันจะมีไว้สำหรับฝึกปรือความแข็งแกร่งทางร่างกายแลรวบรวมพลังญาณอันน้อยนิดไปพลางเมื่อถึงทางตันในแต่ละวันมิอาจหาความคืบหน้าได้อีกมันก็จะหยุดพักและใช้เวลา่ดังกล่าวดูดวงเพื่อหาทรัพย์ให้แก่ตน
ซึ่งความแตกต่างนี้จึงบังเกิดเป็จุดสนใจให้แก่ฟู่หวินและหากกัวรุ่ยหานรับรู้เื่นี้ รู้ว่าเื่ที่ตนอุตส่าห์เสี่ยงทำเื่ยุ่งยากให้อวิ๋นเซ่อได้เดินทางไปที่อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการพบเจอคนจากแดนเทพอัคคีเป็เื่ที่เปล่าประโยชน์ล่ะก็ มิรู้ว่านางจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
หรือบางทีต่อให้คนหาทางหลีกเลี่ยง แต่โชคชะตาก็อาจจะมิให้หลีกเลี่ยงกันพ้นก็เป็ได้
“เ้าคงเป็บุคคลเดียวในสถานที่อันโสมมแห่งนี้ที่ศรัทธาในองค์เทพอัคคีจึงมิได้โง่งมดังเช่นคนอื่นๆเช่นนั้นข้าจะอุดหนุนเ้าซักครั้ง"
เสียงกล่าววาจาทำให้อวิ๋นเซ่อต้องเงยหน้าไปจ้องมองยังเ้าของเสียงพบว่าผู้กล่าวเป็บุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบปี สวมชุดคลุมสีดำขลิบทองดูมีสง่าราศีและน่าเกรงขามเป็อย่างยิ่งทว่าเพียงพบพานอวิ๋นเซ่อกลับรู้สึกไม่ถูกชะตากับมันผู้นี้นัก ทั้งการที่มันเอ่ยปากเสียดสีผู้อื่นเช่นนั้นยิ่งทำให้อวิ๋นเซ่อไม่ชอบขี้หน้ามันเข้าไปใหญ่
“อันใดคือโง่งม"
บุรุษผู้กล่าวแน่นอนว่าเป็ฟู่หวิน เมื่อได้ยินอวิ๋นเซ่อกล่าวถามเช่นนั้นมันก็กล่าวตอบด้วยความทรนงถือดี
“การสอบเป็มือปราบคือสิ่งที่โง่งม เป็พวกคนถ่อยที่มิรู้จักไฟศักดิ์สิทธิ์อันแท้จริง”
คำตอบของมันก้องกังวานจนทุกผู้ได้ยินอย่างชัดหูความไม่พอใจจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนเ่าั้แทบทุกผู้ อยู่ดีๆ ก็ถูกด่าทอว่าเป็พวกโง่งมเสียแล้วมีบางคนแทบจะพุ่งทะยานคิดสั่งสอนบุรุษหนุ่มผู้นี้ซักครั้ง แต่ติดตรงที่ยังมีอีกหลายคนที่ทราบถึงตัวตนของบุรุษผู้นี้จึงได้ตักเตือนกัน เช่นนี้จึงไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาแก้ต่างให้กับตนแม้เพียงคนเดียวต่อหน้าฟู่หวิน ยอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแห่งแดนเทพอัคคีทำให้พวกมันทุกคนได้แต่กล้ำกลืนความอัปยศไว้ภายในใจเท่านั้น
ผู้อื่นไม่กล้า ก็มิได้แสดงว่าไม่มีใครกล้าอวิ๋นเซ่อมันก็จะสอบเป็มือปราบเช่นเดียวกัน คำเหยียดหยามว่าโง่งมนี้จึงเหมารวมมาถึงตัวมันด้วยยิ่งมันไม่รู้จักตัวตนของบุรุษผู้นี้หรือต่อให้มันรู้ ด้วยนิสัยของมัน มันก็ยังจะไม่สนฟ้าสน์ดังนั้นมันจึงกล่าววาจาขึ้น
“แล้วสิ่งใดถึงไม่เรียกว่าโง่งม"
“ก็การศรัทธาในองค์เทพอัคคี ผู้นำแห่งพลังชีวิตมาสู่โลกยังไงเล่า"
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
ฟู่หวินหรี่ตามองอวิ๋นเซ่อ “เ้าหัวเราะอะไร"
“ข้าเพียงหัวเราะให้กับคนที่โง่งม แต่ไม่รู้ตัวว่าตนโง่งมงายแลกลับมองว่าผู้อื่นโง่งมยังไงล่ะ….. ข้าขอถาม ท่านเคยเห็นกับตาแล้วหรือว่าองค์เทพอัคคีคือผู้ให้พลังชีวิตแก่ทุกสรรพสิ่งบนโลกถ้ายังไม่เห็นกับตา ข้าว่าเหตุผลท่านก็ช่างโง่งมงายสิ้นดี อาจจะโง่งมกว่าพวกมันเสียอีก”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
ได้ยินหมอดูหนุ่มผู้ที่มิทราบหัวนอนปลายเท้าผู้นี้กล่าววาจาเผ็ดร้อนกลับคืนเข้าใส่ฟู่หวินทุกผู้ก็ต่างหัวเราะครืนใหญ่ด้วยความสะใจ ราวกับว่าได้ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจออกมาด้านฟู่หวินพลันใบหน้าเขียวคล้ำด้วยโทสะ มดปลวกที่ไร้ซึ่งพลังเช่นนี้ยังกล้าเล่นลิ้นกับมันส่วนอวิ๋นเซ่อก็ยังกล่าวสืบต่อ
“ท่าน้าดูนรลักษณ์ราศีใช่หรือไม่ย่อมได้ ดูไปแล้วท่านมีสง่าราศีกว่าบุคคลมากมายในผืนปฐีแห่งนี้นัก บุคลิกภายนอกส่งเสริมถึงพลังอำนาจอันรุ่งโรจน์ในอนาคตยิ่งได้รับการเกื้อหนุนท่านยิ่งจะบินได้สูงกว่าใคร แต่น่าเสียดายที่ปากจะเป็ตัวพาอับจน"
ประกายตาของฟู่หวินทอแววจิตสังหารอันแรงกล้า
“เ้ากล้ากล่าววาจาลบหลู่เหยียดหยามข้าต่อหน้าผู้อื่น!”
อวิ๋นเซ่อก็ทอประกายตาอันเจิดจ้าตอบกลับอย่างไม่ย่นระย่อ
“แล้วท่านวิเศษวิโสมาจากไหน…..ข้าก็เพียงกล่าววาจาให้ท่านได้รู้ว่าการเหยียดหยามผู้อื่นมันรู้สึกเช่นใดท่านมิชมชอบที่ถูกเหยียดหยาม แล้วผู้อื่นจะชมชอบหรือ”
“หุบปาก!”
ฟู่หวินเดือดดาลถึงขีดสุด ก่อนหน้านี้หนึ่งวันมันก็ได้เดือดดาลจากมือปราบลำดับสองและสตรีชราแห่งหอนางโลมมาก่อนแล้วเมื่อผสมรวมเข้ากับเื่ของวันนี้ยิ่งทำให้มันมีโทสะมากยิ่งขึ้น มันจึงเตรียมที่จะบันดาลโทสะออกมา
อวิ๋นเซ่อคนตั้งท่าเตรียมรับมือ แต่ปากก็กล่าววาจาขึ้น
“บ้านเมืองนี้มีขื่อมีแป ทั้งมีสำนักมือปราบที่เที่ยงธรรมดำรงอยู่หากท่านลงมือทำร้ายผู้อื่น ท่านก็จะไม่มีทางได้อยู่เป็สุขแน่"
“มดปลวกเช่นเ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะสั่งสอนข้า!”
ฟู่หวินพลันปลดปล่อยพลังลมปราณออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมฟาดฝ่ามือหมายสั่งสอนหมอดูปากดีผู้นี้ซักครั้ง ทว่ามือยังมิทันจะได้ฟาดเข้าใส่อวิ๋นเซ่อฝ่ามือที่แข็งแกร่งราวเหล็กคีบมิทราบที่มาก็คว้าจับลงยังข้อมือของมันก่อน พร้อมสลายพลังลมปราณของชายหนุ่มไปจนหมดสิ้นฟู่หวินบังเกิดความแตกตื่นในจิตใจ มิว่ามันจะเค้นพลังลมปราณเพื่อสลัดหลุดจากการคร่ากุมมากเท่าใดก็คล้ายดั่งว่าลมปราณของตนถูกดูดกลืนลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่จนหมดสิ้นก็ปาน!
เสียงชราแต่ทรงอานุภาพดังก้องกังวานในแก้วหูของฟู่หวิน
“แล้วต้องมีคุณสมบัติเช่นไรจึงจะสั่งสอนเ้าได้”
ทั้งอวิ๋นเซ่อและฟู่หวินต่างหันขวับจ้องมองไปยังเ้าของฝ่ามือและเสียงดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพบว่าผู้มาเป็บุรุษชราแต่งกายด้วยชุดคลุมซอมซ่อไร้สง่าราศีผู้หนึ่ง แต่ภายใต้ความซอมซ่อนี้อวิ๋นเซ่อกลับมองเห็นว่าั์ตาของท่านดูกระจ่างใสลึกล้ำยากหยั่งถึงเป็อย่างยิ่ง……..