[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

เล่มที่ 7 บทที่ 203 ภารกิจระดับ SSS ที่ทำให้อะดรีนาลีนสูบฉีดที่สุดในชีวิต (2)

        ในซองจดหมายซองที่สอง เป็นภารกิจที่ต้องใช้หน่วยกิต

        “ภารกิจระดับ SSS: ฆ่าเหลียนเย่ นักสู้ระดับห้า มีคดีฆาตกรรม มีอาวุธ นิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต

        เงื่อนไขภารกิจ: ไม่มี

        รางวัลภารกิจ: ไม่มี”

        หากไม่ใช่เพราะกระดาษภารกิจมีข้อมูลของเหลียนเย่แนบมาด้วย ลู่เซิ่งคงคิดว่าจ้าวคังไท่ใส่จดหมายผิดซองไปแล้ว

        ภารกิจฆ่านักสู้ระดับห้ากระจอกๆ กลับถูกประเมินเป็นภารกิจระดับ SSS

        ที่สำคัญคือภารกิจนี้ไม่มีรางวัลใดๆ อีกด้วย

        ต่อมาหลังจากลู่เซิ่งอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของภารกิจ เขาถึงได้รู้ว่าทำไมภารกิจนี้ถึงถูกจัดอยู่ในระดับ SSS

        ใจความสำคัญของภารกิจไม่ได้อยู่ที่ตัวเหลียนเย่ แต่อยู่ที่คนที่อยู่เบื้องหลังเหลียนเย่

        พ่อของเหลียนเย่คือเหลียนจี้เป่ย

        เหลียนจี้เป่ยเป็นปรมาจารย์ระดับเจ็ด สังกัดโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับจ้าวจี๋ ผู้ก่อตั้งโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์

        น้องสาวของเขาเหลียนซู่ คือภรรยาคนที่ห้าของมหาศักดิ์สิทธิ์จ้าวจี๋

        ทำให้เขามีสถานะสูงส่งในโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์ เกือบจะเทียบเท่ากับมหาปรมาจารย์บางคน

        “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงถูกจัดเป็นภารกิจระดับ SSS การฆ่าเหลียนเย่น่ะง่าย แต่ผลที่จะตามมาหลังจากฆ่าเหลียนเย่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะรับมือได้

        ปรมาจารย์แห่งโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์ เป็นญาติของมหาศักดิ์สิทธิ์ระดับเก้า

        หากเข้าไปพัวพัน ก็จะมีแต่ปัญหาไม่รู้จบ...”

        ลู่เซิ่งกวาดสายตาอ่านข้อมูลอื่นๆ แทบทั้งหมดเป็นความผิดที่พ่อลูกเหลียนเย่ก่อไว้

        นับคร่าวๆ ตามกฎหมายของดินแดนหลงกั๋ว พวกเขาสองคนคงถูกประหารไปหลายร้อยรอบแล้ว

        “ภารกิจนี้เป็นภารกิจระดับ SSS ภารกิจแรกและภารกิจเดียว นับตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด...”

        จ้าวคังไท่หยิบกาน้ำร้อนมาราดลงบนกาน้ำชาดินสีม่วงอย่างช้าๆ มีไอน้ำสีขาวจางๆ ระเหยขึ้นมา

        “จุดเริ่มต้นมาจากคนงานในโรงงานผลิตเสื้อผ้า ลูกสาวทั้งสองของเขาถูกพ่อลูกเหลียนเย่ทำร้าย

        ร้องขอความช่วยเหลือจากใครก็ไม่ได้ สุดท้ายจึงมาคุกเข่าอยู่หน้าหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด นานกว่าครึ่งเดือน

        ท่านมหาศักดิ์สิทธิ์ทนเห็นไม่ได้ จึงตัดสินใจเพิ่มภารกิจฆ่าเหลียนเย่เข้าไปในภารกิจหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด

        เพื่อป้องกันไม่ให้นักศึกษารับภารกิจผิดพลาด จึงประเมินภารกิจเป็นระดับ SSS และยกเลิกรางวัลภารกิจ...”

        “แล้วทำไมท่านมหาศักดิ์สิทธิ์ไม่ออกมือเอง หรือให้รองอธิการบดีอย่างพวกคุณที่เป็นปรมาจารย์ระดับเจ็ดเหมือนกันออกไปจัดการ กลับต้องให้นักศึกษาทำ แถมยังไม่มีผลประโยชน์อะไร มีแต่เรื่องยุ่งยาก...”

        ลู่เซิ่งดูข้อมูลภารกิจพลางเอ่ยถาม

        สีหน้าของจ้าวคังไท่เคร่งขรึมขึ้น “ลู่เซิ่ง ระวังคำพูดด้วย!”

        “รู้ไหมว่าหากยอดฝีมือระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ลงมือ จะสร้างความปั่นป่วนขนาดไหนในประเทศ?

        เรื่องนี้มีอะไรซับซ้อนกว่านั้น ท่านมหาศักดิ์สิทธิ์ทำเช่นนี้ย่อมมีเจตนาของเขา

        ฆ่านักสู้ระดับห้าที่ก่อกรรมทำเข็ญ แต่ต้องเสี่ยงที่จะถูกปรมาจารย์ระดับเจ็ดตามล้างแค้น

        ก็ต้องดูว่าชายหนุ่มคนไหนจะมีใจกล้าพอที่จะทำ...”

        ลู่เซิ่งกล่าวอย่างใจเย็น “ไม่ใช่แค่ ‘อาจจะ’ แต่มัน ‘แน่นอน’ ว่าจะต้องโดน พวกคุณถึงได้ประเมินภารกิจนี้เป็นระดับ SSS นั่นก็หมายถึงทุกอย่างแล้ว

        และไม่ใช่แค่การแก้แค้นของปรมาจารย์ระดับเจ็ด แต่ยังรวมถึงการแก้แค้นของโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์ด้วย

        แถมยังไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย”

        จ้าวคังไท่ทำหน้าเคร่งขรึมเติมน้ำชาให้ลู่เซิ่ง แล้วกล่าวว่า “ลู่เซิ่ง เรื่องผลประโยชน์มันไม่ได้คิดกันแบบนั้น

        เบื้องหลังพ่อลูกเหลียนเย่มีโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์และมหาศักดิ์สิทธิ์แห่งโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์ เบื้องหลังของนายก็มีมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดและท่านมหาศักดิ์สิทธิ์ถาน

        รู้ไหมว่าการได้เป็นศิษย์ของมหาศักดิ์สิทธิ์หมายความว่าอะไร?

        หมายความว่าเส้นทางศิลปะการต่อสู้ของนายในอนาคตจะราบรื่น ไม่ว่าจะเรื่องทรัพยากร การชี้แนะ หรือเรื่องอื่นๆ...”

        “ผมเข้าใจ”

        ลู่เซิ่งมีสีหน้าสงบ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ที่คุณเพิ่งพูดมา ที่อยู่ของคนงานโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่คุกเข่าอยู่หน้าหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์นานกว่าครึ่งเดือนมีไหม? ขอผมหน่อย”

        จ้าวคังไท่ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวว่า “เดี๋ยวฉันจะให้คนส่งไปที่อีเมลนักศึกษาของนาย”

        ลู่เซิ่งพยักหน้า แล้วลุกขึ้นจากโซฟา

        “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว รองอธิการบดี ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

        “อืม”

        ขณะที่ลู่เซิ่งกำลังจะเดินออกจากประตูห้องทำงาน จ้าวคังไท่ก็ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน

        “ลู่เซิ่ง เดี๋ยวก่อน”

        ลู่เซิ่งหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองเขา

        จ้าวคังไท่รีบเดินไปที่ข้างผนัง หยิบภาพเขียนที่ก่อนหน้านี้เคยถามลู่เซิ่งว่าแขวนตรงหรือไม่ลงมา ม้วนเก็บแล้วยื่นให้ลู่เซิ่ง กล่าวอย่างจริงจังว่า “มีสองทางเลือก ไม่ต้องรีบตัดสินใจ กลับไปแล้วค่อยๆ คิดดู

        ภาพนี้ให้นาย

        ลู่เซิ่ง พรสวรรค์ของนายดีมาก อนาคตอาจจะก้าวข้ามฉัน ก้าวข้ามคนส่วนใหญ่...”

        จ้าวคังไท่ตบไหล่ลู่เซิ่ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “นี่เป็นการทดสอบส่วนตัวที่ท่านมหาศักดิ์สิทธิ์มอบให้ เป็นเรื่องของจิตใจ

        หวังว่านายจะเข้าใจที่ฉันพูด”

        พูดจบก็ส่ายหน้าเดินกลับไป

        แววตาของลู่เซิ่งเป็นประกาย แต่ไม่ได้พูดอะไร หันหลังเดินจากไป

        หลังจากลู่เซิ่งจากไปไม่นาน ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำแต่งกายคล้ายกับจ้าวคังไท่ก็เดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยท่าทางองอาจ

        “เหล่าจ้าว วันนี้คุณพูดกับลู่เซิ่งมากเกินไปแล้ว”

        ชายคนนั้นนั่งลงตรงหน้าโต๊ะน้ำชา เทน้ำชาร้อนๆ ใส่ถ้วยให้ตัวเอง

        สีหน้าของจ้าวคังไท่ซับซ้อน กล่าวเสียงเบาว่า “ผมรู้ ผมแค่ไม่อยาก...ให้คนเก่งๆ พลาดโอกาสไป”

        “คนที่ผ่านการทดสอบของท่านมหาศักดิ์สิทธิ์ได้เท่านั้นถึงจะเป็นคนเก่งจริงๆ ถ้าไม่ได้...”

        ชายคนนั้นส่ายหน้า ดื่มน้ำชาร้อนๆ ในมือจนหมด

        “ปรมาจารย์วัยเยาว์ พรสวรรค์ดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์”

        จ้าวคังไท่เงียบ

        ...

        ลู่เซิ่งเดินกลับหอพัก

        ในมือถือซองกระดาษสีน้ำตาลสองใบและภาพเขียน ในหัวยังคงคิดถึงคำพูดที่จ้าวคังไท่พูดกับเขาในห้องทำงาน

        “ดูเหมือนจะมีสองทางเลือก แต่จริงๆ แล้วน่าจะมีแค่ทางเลือกเดียวสินะ...”

        “จ้าวคังไท่แทบจะเขียนคำว่า ‘เลือกอันที่สอง’ ‘อันที่สองถึงจะถูก’ ไว้บนหน้าแล้ว ถ้าฉันยังดูไม่ออกอีก ก็คงเป็นคนโง่แล้วละ”

        “แต่ดูออกก็เรื่องหนึ่ง พอรู้แล้วจะทำ...ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

        ลู่เซิ่งมองภาพเขียนที่จ้าวคังไท่ให้มา

        “ทุกสิ่งอยู่ที่ใจ”

        ลู่เซิ่งพึมพำสี่คำนี้ออกมา

        “ถ้าทุกสิ่งอยู่ที่ใจจริงๆ ฉันเลือกอันแรกไปนานแล้ว จะหาเรื่องใส่ตัวทำไม ไปสร้างศัตรูกับกลุ่มอำนาจระดับมหาศักดิ์สิทธิ์...”

        คนที่ถูกพ่อลูกเหลียนเย่ฆ่าตาย และครอบครัวของพวกเขา น่าสงสารจริงๆ

        พ่อลูกเหลียนเย่ก็สมควรตายจริงๆ

        แต่ไม่ได้หมายความว่าลู่เซิ่งจะต้องบ้าเลือด ออกหน้าช่วยพวกเขา

        สิ่งที่ลู่เซิ่งเคยทำให้อะดรีนาลีนสูบฉีดที่สุดในชีวิต คือการเป็นคนบ้าๆ บอๆ เหมือนเด็กมีปัญหา คว้าหน้าที่ผู้กอบกู้โลกมาไว้ในมือ

        แถมยังเป็นผู้กอบกู้โลกของคนในอนาคตอีกหมื่นกว่าปี

        น่าเสียดายที่ตอนนี้เสียใจก็สายไปแล้ว ความรับผิดชอบนี้มันฝังลึกลงไปในสายเลือดและกระดูกของเขาแล้ว อยากจะสลัดทิ้งก็สลัดไม่หลุด

        “การทดสอบนี้ดูเหมือนจะเป็นการทดสอบจิตใจ ความกล้าหาญ ความกล้า...แต่จริงๆ แล้วเป็นการบีบให้ฉันเข้าร่วมกับกลุ่มของถานจงอวี้

        เมื่อทำเรื่องนี้แล้ว จะต้องขัดแย้งกับมหาศักดิ์สิทธิ์แห่งโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์อย่างแน่นอน และวิธีเดียวที่จะไม่ถูกมหาศักดิ์สิทธิ์แห่งโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์แก้แค้น ก็คือการหาผู้แข็งแกร่งระดับมหาศักดิ์สิทธิ์คนอื่นมาคุ้มครอง...”

        ลู่เซิ่งมองทะลุปรุโปร่ง อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “มหาศักดิ์สิทธิ์สมกับเป็นมหาศักดิ์สิทธิ์จริงๆ นี่มันกลอุบายเปิดเผยชัดๆ บีบให้ฉันกระโดดลงหลุมเอง

        ไม่ว่าจะยอมเป็นศิษย์ของเขา หรือจะไสหัวไป

        นี่แหละคือสองทางเลือกที่ถานจงอวี้ยื่นให้ฉัน”

        ลู่เซิ่งสงสัยว่าถานจงอวี้จะมองเห็นการแสดงของเขาในหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่ ตอนนี้กำลังแก้แค้นที่เขาเคยบีบขยี้ร่างแยกจิตสำนึกของเขาในหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์

        “แล้วฉันควรจะเลือกอะไรดี?”

        ลู่เซิ่งถอนหายใจเบาๆ คำตอบดูเหมือนจะชัดเจนอยู่แล้ว

        “อื้ดๆ”

        โทรศัพท์มือถือสั่น ลู่เซิ่งหยิบขึ้นมาดู

        เป็นอีเมล

        ลู่เซิ่งจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ อ่านที่อยู่ที่แสดงอยู่ในอีเมลออกมาเบาๆ

        “หอพักคนงาน เลขที่ 213 ถนนผิงเจิ้ง เขตตะวันตก เมืองเฟิงเจ๋อ...”

        ...

        สิ่งแรกที่ลู่เซิ่งทำหลังจากกลับถึงหอพัก คือการตรวจสอบหน่วยกิตทั้งหมดที่มี

        มีทั้งหมดเจ็ดหมื่นหกพันสามร้อยกว่าหน่วยกิต

        ในจำนวนนี้มีพันกว่าหน่วยที่ได้จากภารกิจระดับ AA ก่อนหน้านี้

        ยังมีเงินรางวัลอีกหลายร้อยล้านที่เข้าบัญชีแล้ว

        ลู่เซิ่งเหลือหน่วยกิตไว้ห้าร้อยหน่วยกิตสำหรับใช้เมื่อเรียนจบ ที่เหลือทั้งหมดแลกเป็นน้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับหก

        ถ้าไม่พอแลกเป็นระดับห้า ถ้ายังไม่พออีกก็แลกเป็นระดับสี่ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนหมดเกลี้ยง

        ฝ่ายกิจการนักศึกษาทำงานอย่างรวดเร็ว ในบ่ายวันรุ่งขึ้นก็นำน้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับสี่และห้าที่ลู่เซิ่งแลกไว้ทั้งหมดมาส่งให้

        ส่วนระดับหกส่งมาให้แค่สามสิบหลอด บอกว่าที่เหลือต้องไปเอาที่สมาคมนักสู้

        สาเหตุหลักก็คือลู่เซิ่งแลกไปเยอะเกินไป จนสต๊อกน้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับหกของมหาวิทยาลัยหมดเกลี้ยง

        ปกติจะมีนักศึกษาที่ไหนแลกน้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับหกกัน

        ต่อให้แลกได้ก็ไม่แลก

        หลอดละพันหน่วยกิต สู้เอาเงินไปใช้ซื้อระดับห้าผสมๆ กันไปจะดีกว่า

        น้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดสี่ห้าสิบหลอดวางอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่ง

        เดิมทีลู่เซิ่งคิดว่าจะเทลงในอ่างอาบน้ำ แล้วใช้เหมือนตอนอยู่ที่กองทัพเขตตะวันออก

        แต่พอดูแล้วปริมาณมันน้อยเกินไป ประมาณการว่าไม่ถึงหนึ่งในห้าของอ่างอาบน้ำด้วยซ้ำ

        เลยหยิบถังน้ำแข็งขนาดใหญ่พิเศษมา เทน้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดที่ไม่เท่ากันทั้งหมดสี่ห้าสิบหลอดลงไป

        น้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดสีทองเข้ม สีทอง และสีทองอ่อนผสมปนเปกัน เกือบจะเต็มถังน้ำแข็งพอดี

        “ยังไงก็เป็นน้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดเหมือนกัน กินเข้าไปในท้องเหมือนกัน ไม่เป็นไรหรอกมั้ง...”

        ลู่เซิ่งยังเอาน้ำลายมังกรทองสี่หลอดที่แช่เย็นไว้ในตู้เย็นออกมาด้วย

        จริงๆ แล้ววิธีใช้น้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดที่ดีที่สุดคือการนำไปปรุงเป็นน้ำลายมังกรทอง

        แต่ช่วงนี้ลู่เซิ่งถูกปัญหาเรื่องทรัพยากรกดดันจนแทบหายใจไม่ออก รอขั้นตอนการปรุงเป็นยาไม่ได้แล้ว

        “ถ้าพวกนี้ไม่พอ เดี๋ยวค่อยเอาน้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับหกอีกสามสิบหลอดที่เหลือมาปรุงเป็นน้ำลายมังกรทอง”

        ลู่เซิ่งตัดสินใจ ยกถังน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยน้ำไขกระดูกสัตว์ประหลาดขึ้นมา ก้มหน้าลงไป

        สูดหายใจเข้าลึกๆ

        จากนั้น...

        “สกิลพิเศษทำงาน มังกรดูดน้ำ!”

คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน