ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 114 กินหม้อไฟ และตัวแทนรุ่นที่สาม

    ผมพักฟื้นที่ร้านของอาจารย์เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์สภาพร่างกายกลับมาแข็งแรงเกือบสมบูรณ์

            จากการอ่าน 'บันทึกเหตุประหลาด' ที่อาจารย์ปู่ทิ้งไว้ทำให้ผมมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิญญาณอาฆาตและอสูรที่พบเห็นได้ทั่วไปมากขึ้น

            ไม่เพียงเท่านั้น วิชาสายฟ้าผมก็พอจะใช้ได้บ้างแล้ว แต่ต้องร่ายคาถาประกอบและวาดตราสายฟ้าควบคู่ไปด้วย

            หากหวังจะทำเหมือนตอนที่ใช้เพียงมุทราเพื่อปล่อยสายฟ้าในเหตุการณ์ที่เนินเขาสิบลี้คงเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้

            แต่ผมเชื่อว่า หากมีเวลาเพียงพอสักวันผมจะสามารถร่ายมุทราเพียงมือเดียวแล้วใช้วิชาได้สำเร็จ

            พรุ่งนี้คือวันสอบปลายภาคของเทอมนี้

            ช่วงบ่าย ผมจึงโทรหาอาจารย์ที่กำลังออกไปตกปลา บอกเขาว่าผมจะกลับไปสอบและจะกลับมาหลังจากสอบเสร็จ

            เสียงของอาจารย์ฟังดูไม่ค่อยสบอารมณ์ คงเพราะยังตกปลาไม่ได้สักตัว

            ผมไม่กล้าพูดอะไรมาก รีบพูดไม่กี่คำแล้ววางสาย

            ผมหยิบอาวุธประจำกาย กระบี่กระดูกปลาและแส้กระดูกงูพร้อมกับยันต์สะกดวิญญาณสองสามใบไว้สำหรับป้องกันตัว

            นอกจากนี้ ผมยังแอบหยิบขวดน้ำตาวัวเปิดตาทิพย์ของอาจารย์ติดตัวไปด้วยก่อนจะล็อกร้านและนั่งรถโดยสารกลับไปมหาวิทยาลัย

            การสอบของมหาวิทยาลัยไม่ได้เข้มงวดเท่ากับสมัยมัธยมปลายทุกวิชาจัดกระจายวันสอบออกไป

            คะแนนสอบปลายภาคก็มีสัดส่วนเพียง 30-50% ของคะแนนรวมทั้งวิชา คะแนนของผมก็ถือว่าโอเค ไม่ได้กังวลว่าจะสอบตก

            ดังนั้น ระหว่างเดินทางกลับ ผมจึงรู้สึกค่อนข้างสบายใจ

            แต่ก่อนถึงมหาวิทยาลัย โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น

            เมื่อหยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นสายจากเม่าจิ้ง

            ผมแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก กดรับสายทันที "ฮัลโหล เม่าจิ้ง?"

            เสียงของเขายังคงเย็นชาเหมือนเดิม "ประตูทิศเหนือของมหาวิทยาลัยร้านหม้อไฟจวี้เล่อ"

            ได้ยินเช่นนั้น ผมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะ "จะเลี้ยงข้าวฉันงั้นเหรอ"

            แต่เม่าจิ้งตอบกลับมาสั้นๆ "ไม่ใช่...ล่าทารกวิญญาณ"

            รอยยิ้มของผมชะงักค้าง

            ล่าทารกวิญญาณ... ในร้านหม้อไฟ?

            ผมกำลังนั่งอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดิน รอบข้างมีคนมากมายผมจึงต้องเอามือปิดโทรศัพท์พูดเสียงเบา

            "เม่าจิ้ง เกิดอะไรขึ้น"

            เม่าจิ้งเป็นคนเย็นชา ไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก คราวนี้ก็เช่นกันเขาไม่ได้อธิบายอะไร เพียงตอบกลับมาสั้นๆ "นายมาที่นี่ก่อนแล้วกัน"

            พูดจบ เขาก็วางสายไปโดยไม่ถามแม้แต่ว่าผมตกลงหรือไม่

            แต่เม่าจิ้งช่วยผมไว้ถึงสองครั้งแล้ว ครั้งนี้เขาต้องการให้ผมช่วยแน่นอนว่าผมต้องไป

            ผมเอนตัวพิงพนัก คิดทบทวนเกี่ยวกับข้อมูลเรื่อง 'ทารกวิญญาณ' ที่เคยอ่านใน 'บันทึกเหตุประหลาด'

            บันทึกกล่าวว่า ทารกวิญญาณ ทารกแห่งความแค้น และทารกซากศพคือสามกรรมหนัก

            แม้พวกมันจะเป็นวิญญาณในร่างทารกแต่แต่ละประเภทล้วนมีความอันตรายร้ายกาจ

            และในบรรดาสามกรรมหนัก 'ทารกวิญญาณ' เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด

            พวกมันมักเกิดจากเด็กที่เสียชีวิตก่อนอายุครบหนึ่งเดือนจิตวิญญาณอ่อนแอแต่เต็มไปด้วยแรงอาฆาต 

            หากศพของพวกมันไม่ได้รับการฝังหรือทำพิธีอย่างถูกต้องก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นทารกวิญญาณ

            เมื่อทารกวิญญาณถือกำเนิดขึ้น มันจะกระหายเลือดและโหดร้ายผิดธรรมชาติ มันจะจู่โจมสิ่งมีชีวิตรอบตัวและระวังภัยเป็นพิเศษ

            เพียงมีสิ่งผิดปกติเล็กน้อย มันก็สามารถหลบหนีได้ทันที

            นอกจากนี้ ทารกวิญญาณยังคล้ายกับ 'ทารกแห่งความแค้น'

            พวกมันสามารถเติบโตโดยการซึมซับพลังจันทราและการสังหารเพื่อดูดกลืนพลังชีวิต

            หากปล่อยให้มันเติบโตจนถึงขนาดของเด็กอายุแปดขวบ มันจะกลายเป็น"เด็กปีศาจ" ซึ่งมีทั้งสติปัญญาและความโหดเหี้ยมเกินควบคุม

            ในบันทึกของอาจารย์ปู่ มีข้อมูลเกี่ยวกับ 'ทารกวิญญาณ' เพียงเท่านี้

            แต่สิ่งที่ผมยังไม่รู้คือ... ทารกวิญญาณที่เม่าจิ้งพูดถึงนั้นเติบโตถึงระดับไหนแล้ว

            ไม่นานนัก รถไฟฟ้าก็ถึงสถานีปลายทาง

            ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา พอดีกับเวลาอาหารเย็น

            ผมรีบมุ่งหน้าไปยังร้านหม้อไฟจวี้เล่อที่ประตูทิศเหนือของมหาวิทยาลัย

            เมื่อไปถึง ร้านเต็มไปด้วยผู้คน

            ผมกวาดตามองรอบๆ และเห็นเม่าจิ้งนั่งอยู่ที่มุมร้าน

            ขณะนั้นเอง มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังขอช่องทางติดต่อเขา

            ต้องยอมรับว่า หมอนี่หน้าตาดีจริงๆ หุ่นสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดตา

            เมื่อหญิงสาวเดินจากไป ผมจึงเดินเข้าไปหาเขา พลางแซวเล่น"เมื่อกี้เธอสวยนะ ไม่น่าเมินเลย"

            เม่าจิ้งเงยหน้ามองผมเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยไม่ได้สนใจคำแซวของผมเลยแม้แต่นิดเดียว

            เขาเปิดปากพูดเพียงว่า "อาจารย์ของฉันออกเดินทางไปไกลคืนนี้ฉันจัดการเรื่องนี้คนเดียวไม่ไหว"

            เขาเข้าเรื่องทันที ผมจึงเลิกเล่นและตั้งใจฟัง

            ผมกดเสียงให้เบาลงก่อนถามกลับ "เม่าจิ้งเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่"

            เม่าจิ้งเพิ่มไฟ ขณะใช้ตะเกียบคีบเนื้อเอ็นแกะจุ่มลงไป พลางกล่าว "ห้องน้ำสาธารณะในสวนสาธารณะของมหาวิทยาลัย... มีผีสิง"

            "ห้องน้ำสาธารณะ?" ผมขมวดคิ้ว

            ผมเคยได้ยินเรื่องบ้านผีสิง โรงงานร้างผีหลอกหรือแม้แต่โรงเรียนเฮี้ยน

            แต่ห้องน้ำสาธารณะมีผี? นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยิน

            เม่าจิ้งพยักหน้า "มีคนตายไปสองคนแล้ว ฉันไปตรวจสอบมาเมื่อคืนน่าจะเป็นฝีมือของทารกวิญญาณ"

            ผมเคร่งเครียดขึ้นมาทันที แล้วตั้งใจฟังสิ่งที่เขาจะเล่าต่อ

            "คนกลางติดต่อฉันมา แต่เมื่อคืนฉันไปดูแล้วรู้เลยว่าจัดการคนเดียวไม่ไหว คืนนี้เราสองคนต้องไปด้วยกันถ้าสำเร็จ แบ่งเงินกันคนละครึ่ง คนละหนึ่งหมื่น"

            เม่าจิ้งพูดจบ ก็เริ่มกินอาหารต่อ

            จากสิ่งที่เม่าจิ้งพูดผมจับใจความสำคัญได้หลายอย่าง

            มีทารกวิญญาณ เขาคนเดียวรับมือไม่ไหวมีคนตายไปแล้วถึงสองราย และที่สำคัญ มีคนจ้างงาน

            แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจที่สุด คือเขาพูดถึง"คนกลาง"

            ผมถามเขาทันที "เม่าจิ้งคนกลางหมายความว่ายังไง"

            เม่าจิ้งเงยหน้าขึ้นมองผมแวบหนึ่งก่อนตอบสั้นๆ"ตัวแทนรักษาความสงบ เป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างเบื้องบนกับพวกเราเป็นตัวกลาง"

            เมื่อได้ยินคำอธิบาย ผมก็เข้าใจทันที

            พูดง่ายๆ มันก็คือ 'ตัวแทนของทางการ'

            เพราะเรื่องแบบนี้มีแค่พวกเราผู้ที่มีความสามารถเฉพาะทางเท่านั้นที่จะรับมือได้

            เม่าจิ้งเห็นว่าผมนิ่งไปครู่หนึ่งก็ถามขึ้นมาอีก"ทำหรือไม่ทำ"

            ไม่ทำ? ถ้าไม่ทำก็บ้าแล้ว หนึ่งหมื่นเชียวนะ ผมไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือ

            แถมตอนนี้ผมก็เริ่มใช้วิชาสายฟ้าได้แล้วต้องหาโอกาสลองใช้งานจริงเสียหน่อย

            "ไม่มีปัญหาคืนนี้ฉันจะไปกับนาย" ผมตอบทันที

            เม่าจิ้งพยักหน้าจากนั้นเราก็เริ่มกินไปพลางคุยวิเคราะห์สถานการณ์ไปพลาง

            หากมีทารกวิญญาณปรากฏในห้องน้ำสาธารณะมีความเป็นไปได้สูงว่ามันต้องมีซากศพอยู่ที่นั่น

            มันอาจถูกนำมาทิ้งหรืออาจคลอดออกมาในห้องน้ำแล้วเสียชีวิต

            เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยมาก่อน

            มีนักศึกษาบางคนให้กำเนิดทารกในห้องน้ำแต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงช่วยเด็กออกมาได้ทันเวลา

            หากไม่มีใครช่วยเหลือทารกที่เสียชีวิตไปอาจกลายเป็นทารกวิญญาณที่สิงสู่สถานที่นั้น

            เราใช้เวลากินข้าวไปจนถึงสามทุ่มก่อนจะออกจากร้านหม้อไฟ

            ระหว่างที่ผมกับเม่าจิ้งยืนอยู่หน้าร้านจุดบุหรี่สูบกันอยู่ หญิงสาวคนหนึ่งก็เข้ามาขอช่องทางติดต่อเม่าจิ้งอีกครั้ง

            แต่หมอนี่ก็ยังไม่ให้เหมือนเดิม

            หญิงสาวคนนั้นหน้าขึ้นสีด้วยความขัดใจก่อนจะเดินสะบัดจากไป

            "เม่าจิ้งนายมีแฟนแล้วเหรอ" ผมอดถามไม่ได้

            เม่าจิ้งพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้า

            ผมขมวดคิ้ว "ตกลงมีหรือไม่มี?"

            เม่าจิ้งสูบบุหรี่เงียบๆ ไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น "มี...เป็นศิษย์พี่หญิงของฉัน... แต่ฉันฆ่าเธอไปแล้ว"

            เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าในดวงตาแฝงไปด้วยความเศร้า

            ผมได้ยินแล้วถึงกับขนลุกไปทั้งตัว

            เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ ผมเองก็ไม่ได้ถามต่อ เพราะจากสายตาของเขานี่เหมือนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

            และตลอดเวลาที่รู้จักกันมาผมไม่เคยเห็นเม่าจิ้งพูดเล่นสักครั้ง

            อีกทั้งด้วยอาชีพของพวกเราผมเชื่อว่าเรื่องราวของเขาต้องเต็มไปด้วยเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมาย

            บางที...มันอาจคล้ายกับเหตุผลที่เม่าจิ้งรู้ว่าผมมีแฟนอยู่ในตึกเก้าศพแต่เขาก็ไม่เคยถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย...


     

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน