ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 102 ค่ายกลสังหารสำแดงเดช อัจฉริยะรุ่นเยาว์ลงมือ

            สิ้นเสียงคำรามกึกก้องของมู่อวี่เซิงฟากฟ้าเบื้องบนพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สิบตราอักขระแห่งจักรพรรดิเปล่งประกายเจิดจรัสถักทอเป็นค่ายกลน่ากลัวที่เปี่ยมล้นจิตสังหารอันเย็นยะเยือก!

            ฉัวะ!

            ฉัวะ!

            ค่ายกลหมุนเวียนและปลดปล่อยแสงไร้สิ้นสุดประสานอักขระโบราณลึกลับหยั่งถึง บางคราก็เลือนราง บางคราก็แจ่มชัดประหนึ่งภาพมายาไหวเคลื่อน

            ทันใดนั้นอักขระเหล่านั้นกลับกลายเป็นสีแดงฉาน เริ่มหลั่งโลหิตน่าขนลุกถักทอเป็นอักษรโบราณหนึ่งคำถ้วน 

            ‘สังหาร!’

            ตามมุมทั้งสิบทิศของค่ายกลสังหารแสงกระบี่สีแดงโลหิตทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สะท้านทั่วทั้งปฐพีแผ่กระแสปราณกระบี่ไร้สิ้นสุดดุจแสงอสนีบาตศักดิ์สิทธิ์กรีดอากาศจนแตกสลายเป็นห้วงมิติ เกิดเป็นวิชาสังหารไร้สิ้นสุด!

            กระบวนท่าโจมตีที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่าพุ่งเข้าใส่จ้าวถ้ำแหวกสมุทรเจตนาฆ่าแผ่ซ่าน พลังน่าสะพรึงเกินบรรยาย!

            "ค่ายกลสังหาร!"

            ดวงตาของจ้าวถ้ำแหวกสมุทรหดเล็กลงทันใดไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อยสิ่งนี้น่าจะเป็นฝีมือของปรมาจารย์ค่ายกลแห่งตระกูลมู่นั่นเอง

            เขาซัดพลังของตนเองเข้าต้านทานอย่างรวดเร็วกระแสพลังแห่งวิถีอันไร้สิ้นสุดแผ่กระจายไปทั่วอากาศ

            ตู้ม!

            ตู้ม!!!

            เสียงระเบิดที่สั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องดังกระหึ่มอยู่เบื้องบนแสงเงาแห่งกระบี่สีแดงโลหิตอัดแน่นเต็มท้องฟ้า และสาดกระหน่ำลงมา

            ฉัวะ!

            จ้าวถ้ำแหวกสมุทรร้องโหยหวนออกมาหน้าอกของเขากลับมีรอยโลหิตลึกจนเห็นกระดูก 

            และในช่วงเวลาที่เขาพลาดพลั้งนั้นเองกระบวนท่าสังหารอีกหลายสายก็พุ่งลงมา กรีดเฉือนแขนท่อนล่างและขาซ้ายของเขาโลหิตสดๆ ไหลทะลักทันใด!

            "อ๊าก!"

            จ้าวถ้ำแหวกสมุทรสัมผัสได้ถึงความตายจึงคำรามบ้าคลั่ง เร่งกระตุ้นพลังอำนาจของตนเองจนถึงขีดสุดพลังแห่งวิถีแผ่กระจายไปยังทุกทิศทางอย่างต่อเนื่องแม้แต่อากาศยังแตกสลายไปทีละส่วนแต่ค่ายกลสังหารอันแสนพิสดารนี้กลับทำลายไม่ได้เลย และไม่ว่าผ่านไปนานเท่าไร แสงโลหิตก็ยังพุ่งเข้ามาอยู่เช่นนั้น!

            ดุจการต่อสู้ของสัตว์ร้ายที่จนตรอก!

            มู่อวี่เซิงจ้องมองไปยังฟากฟ้าเบื้องบนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

            ลมหายใจถัดมาเขาหยิบเอาคัมภีร์โบราณสีเงินเล่มหนึ่งออกมา ดวงตาคู่นั้นมีแสงสีม่วงวนเวียนกวาดมองทิศทั้งสี่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเปล่งเสียงคำรามกึกก้อง

            "ในนามแห่งปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดข้าขอบัญชาฟ้าดิน ข้าขอบัญชาสุริยันจันทรา ข้าขอบัญชาขุนเขาและธารา!"

            "ชีพจรมังกรเอ๋ย จงสถิตพลังแก่ข้า!"

            สิ้นเสียงกระแสพลังอันลึกลับก็แผ่กระจายออกมาจากเกาะเทพหลักส่วนลึกของทะเลไร้สิ้นสุดปรากฏแสงนับไม่ถ้วนราวกับดวงดาราที่ประดับประดาอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี เปล่งประกายเจิดจ้าแล้วรวมเข้าสู่ค่ายกลสังหารเบื้องบนอย่างต่อเนื่อง

            ในชั่วพริบตาค่ายกลสังหารที่สามกลับสว่างเจิดจ้าขึ้นไปอีก แสงสีโลหิตทั่วร่างทวีความรุนแรงขึ้นย้อมท้องฟ้าครึ่งซีกให้กลายเป็นสีเลือด 

            แสงดาบเงากระบี่และอสนีบาตที่ไร้ขอบเขตกลับเฉียบคมยิ่งขึ้นอาบด้วยจิตสังหารอันไร้ผู้ใดเทียบพุ่งเข้าใส่จ้าวถ้ำแหวกสมุทร!

            ฉัวะ!

            ฉึก!!!

            กระบวนท่าภายในค่ายกลสังหารทวีความรุนแรงขึ้นชั่วพริบตาทิ้งร่องรอยบาดแผลนับสิบแห่งไว้บนร่างของจ้าวถ้ำแหวกสมุทรจนบัดนี้เขากลายเป็นมนุษย์เลือดไปแล้ว

            "อ๊าก!"

            ความเจ็บปวดแผ่กระจายมาจากทั่วร่างความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วขั้วหัวใจ ผมเผ้าจ้าวถ้ำแหวกสมุทรยุ่งคล้ายคนเสียสติส่งเสียงร้องอย่างโหยหวนสาหัส ราวกับกำลังถูกทัณฑ์ทรมาน

            แต่เขายังคงต่อสู้ไม่ยอมซัดพลังเข้าปะทะกับค่ายกลสังหารอย่างต่อเนื่องเพราะเขารู้ดีว่าหากตนเองหยุดเมื่อใด ความตายก็จะมาเยือนเมื่อนั้น!

            เสียงร้องโหยหวนที่ชวนให้ใจสะท้านดังมาจากอากาศเบื้องบนทำให้ผู้ฝึกตนที่เฝ้าชมอยู่โดยรอบต่างขนลุกเกรียวหันไปมองยังเกาะหลักที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าของตระกูลมู่โดยไม่ได้นัดหมาย

            นี่มันค่ายกลสังหารอะไรกัน!

            ถึงกับทำให้ผู้แข็งแกร่งระดับเอกะส่งเสียงร้องโหยหวนเช่นนี้ออกมาได้

            ภูมิหลังของตระกูลมู่ช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!

            ไม่เพียงแค่ผู้นำตระกูลมู่เสินฉวนจะต่อกรกับเอกะหลายคนได้เท่านั้นแต่ในตระกูลยังมีปรมาจารย์ค่ายกลที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ถึงขนาดวางค่ายกลสังหารสังหารจ้าวถ้ำระดับเอกะได้!

            ค่ายกลสังหารที่สามถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องไปครึ่งก้านธูปแสงจึงค่อยๆ หรี่ลง

            ใบหน้าของมู่อวี่เซิงในตอนนี้ซีดเผือดโลหิตไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ช่างน่าเวทนายิ่งนัก

            ด้วยความสมบูรณ์ของค่ายกลสังหารในตอนนี้การล้อมสังหารเอกะยังเป็นไปไม่ได้!

            แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากชีพจรมังกรแห่งท้องทะเลไร้สิ้นสุดก็ยังไม่ไหว!

            ครืน!

            ครืน!

            ทันใดนั้นเสียงสั่นสะเทือนก็ดังขึ้นค่ายกลสังหารที่สามดับแสงไปโดยสิ้นเชิงก่อนจะระเบิดออกอย่างกะทันหันต่อหน้าผู้ฝึกตนทั้งหลาย

            จ้าวถ้ำแหวกสมุทรดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่จะออกมาจากตรงนั้นด้วยลมหายใจหนักหน่วงสารรูปของเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันทั่วร่างเต็มไปด้วยเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลกระแสพลังอ่อนแรงถึงขีดสุด!

            เห็นได้ชัดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้ว!

            มู่อวี่เซิงใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายยกมือขึ้นปล่อยตราอักขระแห่งจักรพรรดิทั้งสิบให้หายลับไปในอากาศแล้วมองไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่เหนือดินแดนตระกูล พร้อมกล่าวด้วยเสียงหอบหายใจ

            "มู่ฮ่าว!"

            "ข้าทำเต็มที่แล้ว!"

            "ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว!"

            มู่ฮ่าวพยักหน้า"เพียงพอแล้ว!"

            สิ้นเสียงร่างของเขาก็พุ่งออกจากค่ายกลพิทักษ์ตระกูลตรงไปยังจ้าวถ้ำแหวกสมุทรหมายจะสังหารทันที!

            การกระทำเช่นนี้ผู้ฝึกตนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างต้องตกตะลึง

            โอ้สวรรค์!คนของตระกูลมู่เป็นพวกบ้าไปแล้วหรือไร?

            เด็กหนุ่มวัยสิบสองสิบสามในระดับธรรมกายถึงกับกล้าที่จะเข้าไปปะทะกับเอกะ!

            ถึงแม้ว่าเอกะผู้นั้นจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ถึงอย่างไรซากศพของอูฐที่ตายไปแล้วก็ยังใหญ่กว่าม้า[1]!

            หืม?

            เดี๋ยวก่อน?

            สิบสองสิบสามปี???

            ระดับธรรมกาย?

            เด็กหนุ่ม!

            ซ้ำยังเป็นระดับธรรมกายขั้นที่ห้า!

            "เฮือก!"

            ในที่สุดก็มีคนสังเกตเห็นระดับพลังของมู่ฮ่าวแล้วอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเย็นๆ เข้าปอด ความตกตะลึงแผ่ซ่านไปทั่วอก

            เด็กหนุ่มวัยสิบสองสิบสามในระดับธรรมกายขั้นที่ห้า!

            นี่มันพรสวรรค์ระดับปีศาจอะไรกัน!

            ระดับพลังในวัยเช่นนี้เพียงพอที่จะเทียบเคียงกับทายาทศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆแล้ว!

            นี่มันสุดยอดอัจฉริยะโดยแท้!

            ตระกูลมู่ถึงกับยอมให้สุดยอดอัจฉริยะเช่นนี้เสี่ยงชีวิตเองเลยหรือ?

            เหนือฟากฟ้าจ้าวถ้ำแหวกสมุทรกัดฟันยืนขึ้นด้วยร่างที่ยังคงมีโลหิตไหลออกมาอยู่เช่นนั้นกระแสพลังอ่อนแอสุดขีด

            ในดวงตาของเขาฉายแววหวาดหวั่น เคราะห์ดีคือปรมาจารย์ค่ายกลของตระกูลมู่ผู้นั้นไม่ได้มีระดับพลังสูงมากนักค่ายกลสังหารอันแสนพิสดารนั้นจึงคงอยู่ได้ไม่นาน

            มิเช่นนั้น หากผ่านไปอีกครึ่งก้านธูปเขาจะต้องตายแน่!

            และในขณะที่เขากำลังจะลากสังขารที่บาดเจ็บสาหัสนี้หนีไปนั่นเองเขาก็พบว่ามีร่างหนึ่งพุ่งเข้าหมายจะสังหาร

            สีหน้าของจ้าวถ้ำแหวกสมุทรเปลี่ยนไปในทันทีแต่เมื่อเขาเห็นผู้มาเยือนชัดๆ ความโกรธก็ปะทุขึ้นมา วาดฝ่ามือออกไปในแนวราบ!

            "ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!"

            "ระดับธรรมกายคิดบังอาจมาสังหารข้า!"

            —-------------------------------------------------------------

            [1] ซากศพของอูฐที่ตายไปแล้วก็ยังใหญ่กว่าม้า(瘦死的骆驼还是比马大)หมายถึง แม้คนที่เคยยิ่งใหญ่ จะตกต่ำหรือหมดอำนาจไปแล้วก็ยังคงมีอิทธิพลหรือคุณค่ามากกว่าคนธรรมดาทั่วไป

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน