ยามสายของวันใหม่หลันหลันได้เข้าไปดูอาการของบุรุษแปลกหน้าอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอาการของเขาดีขึ้นแล้วเด็กหญิงจึงเอ่ยปากลาเนื่องจากเด็กหญิงได้อยู่นี่นี่ครบตามกำหนดแล้ว
“คุณหนูถิงจะกลับเมืองหลวงแล้วหรือ”
“เ้าค่ะวันนี้ครบกำหนดถือศีลหนึ่งเดือนแล้วทางจวนคงส่งรถม้ามารับแล้วเ้าค่ะ”
“คุณหนูจะว่าอย่างไรหรือไม่หากพวกลุงจะขอติดรถม้ากลับเมืองหลวงด้วย”
แม้หลันหลันจะไม่รู้ว่าบุรุษทั้งสองว่าเป็ใครแต่การผูกสัมพันธ์ไว้ก็ไม่น่าจะเสียหายเด็กหญิงยิ้มตอบอย่างจริงใจให้ลุงฮู่ที่เอ่ยถามเด็กหญิงอย่างเกรงใจ
“หากลุงฮู่ไม่รังเกียจว่ารถม้าของจวนหลันหลันจะเล็กเกินไปหลันหลันย่อมยินดีให้ท่านลุงฮู่และนายของท่านลุงเดินทางกลับเมืองหลวงด้วยอย่างแน่นอน”
บุรุษมากอายุมองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยแววตาชื่นชมยามนี้แม้พวกเขาจะมิได้สนิทกันแต่ก็พอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างดังนั้นเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงตรงหน้าเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองสมวัยเช่นนี้คนแก่เช่นเขารู้สึกเอ็นดูแม่หนูคนนี้ขึ้นอีกเท่าตัว
“ขอบใจแม่หนูมากหากถึงเมืองหลวงแล้วพวกเราจะ..”
“ท่านลุงอย่าได้เกรงใจไปการได้ช่วยคนถือว่าเป็เื่ดีและถือว่าเป็การทำบุญอีกด้วย”
บุรุษมากอายุมองเด็กหญิงที่เดินออกไปจากห้องก่อนจะหันมองบุรุษที่ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง‘โชคดีที่ได้พบคุณหนูถิง มิเช่นนั้น…’ ใบหน้าของบุรุษที่นอนอยู่บนเตียงดีกว่าเมื่อวานมากนักที่คุณหนูตระกูลถิงกล่าวมานั้นคงมิได้โกหกอย่างแน่นอน
หลันหลันได้เดินไปบริเวณอารามเพื่อลาเณรน้อยเมื่อไปถึงพบว่าเณรน้อยได้ยืนรออยู่นางก่อนแล้วพร้อมด้วยรอยยิ้มประดับเต็มใบหน้า
“คุณหนูถิง”
“เณรน้อย”
หลันหลันมองเณรน้อยอย่างแปลกใจ
“ไม่ทราบว่าเณรน้อยมารอพบข้าเช่นนั้นหรือ”
“เป็เช่นนั้นเมื่อเช้าท่านเ้าอาวาสได้ออกจากการจำศีลสักครู่เพื่อให้ข้านำข้อความาแจ้งแก่คุณหนู”
“เชิญเณรน้อยกล่าวมาเถิดเ้าค่ะ”
“ความรักเวลา ชีวิตและมิตรแท้สี่อย่างนี้หากคุณหนูสามารถหาได้ทุกอย่างที่คุณหนูตั้งใจไว้ย่อมผ่านไปได้ด้วยดีแต่บทบาทที่ได้รับก็อย่าลืมที่จะใช้”
พูดจบเณรน้อยก็โค้งน้อยๆ ก่อนจะเดินจากไปในทันทีโดยมิได้อธิบายอะไรต่อ จางจูที่อยู่ด้านหลังหลันหลันได้ยินดังนั้นก็รู้สึกฉงนอยู่ไม่น้อยว่าสิ่งที่เณรน้อยกล่าวมานั้นหมายความว่าอย่างไรหลันหลันอมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะอธิบายให้จางจูฟัง
“ความรักเวลา ชีวิตและมิตรแท้ ทั้งสี่อย่างนี้ล้วนเป็สิ่งที่เงินก็ซื้อไม่ได้หากข้ามีเวลา มีชีวิต มีมิตรแท้ย่อมทำให้ชีวิตของข้าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”
“แล้วความรักกับบทบาทของคุณหนูล่ะเ้าคะ”
“ความรักนั้นข้ายังไม่คิดเพราะถึงอย่างไรเื่นี้สตรีเช่นข้าสามารถตัดสินใจได้เช่นนั้นหรือ”
จางจูก้มหน้าลงน้อยๆ อย่างรู้สึกเสียใจที่เอ่ยถามคุณหนูไปโดยไม่คิด เพราะสตรีในยุคนี้ล้วนแต่งงานตามคำแนะนำของแม่สื่อและคำของบิดามารดาจางจูจมอยู่ในความคิดของตนจนลืมคำถามสุดท้ายไปในที่สุด หลันหลันถอนหายใจเบา ๆก่อนจะนึกถึงประโยคสุดท้ายที่ท่านเ้าอาวาสได้กล่าวไว้ ‘บทบาทที่ได้รับงั้นหรือบทบาทนางร้ายใช่หรือไม่ บทบาทนี้ข้าคงจะทิ้งไปไม่ได้สินะ แม้จะอยากอยู่เงียบ ๆให้เวลาผ่านไปก็ตาม’
“คุณหนูเ้าคะรถม้าและของขนขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ”
จางอี้ได้เดินมาบอกหลันหลันที่ยังคงยืนเหม่ออยู่หน้าอารามนั้นเด็กหญิงพยักหน้ารับช้า ๆก่อนจะบอกให้จางอี้ไปเชิญลุงฮู่และเ้านายของเขาขึ้นรถม้าคันของนาง
“ดีที่นายท่านส่งรถม้ามาหลายคันมิเช่นนั้นคุณหนูอาจจะต้องลำบาก...”
“การช่วยคนด้วยความเต็มใจอย่าได้นำมาบ่นเช่นนี้ใครได้ยินเข้าจะแอบนินทาเอาได้”
จางจูย่นคอเบาๆ เมื่อถูกดุแต่นางรู้ดีว่าหลันหลันมิได้ดุนางอย่างจริงจังเพียงแค่กล่าวเตือนเท่านั้น
ยามเมื่อเดินทางถึงเมืองหลวงลุงฮู่ได้ขอแยกตัวออกไปโดยบอกว่าได้นัดคนไว้ที่โรงเตี๊ยมเด็กหญิงจึงได้เอ่ยลาก่อนจะเดินทางกลับมายังจวนถิงประตูหน้าของจวนนั้นมีบุรุษและสตรีมากมายมายืนรอเด็กหญิงถิงหลงที่อยู่ในอาภรณ์สีเทายืนอยู่ข้างไป่จื่อ ถัดไปเป็อนุหลัง ถิงโม่หานถิงอู่และบ่าวในเรือนอีกไม่น้อยเมื่อรถม้าจอดสนิทเด็กหญิงได้เดินลงมาโดยมาจางจูที่ยื่นมือรอรับหลันหลันอยู่
“ท่านพ่อน้องหลันหลันมาแล้ว”
เสียงะโอย่างดีใจเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเด็กหญิงเดินลงมาจากรถม้าจนฮูหยินถิงต้องเอ่ยดุถิงอู่เบาๆ
“หลันหลันคารวะท่านพ่อท่านแม่ อนุหวัง พี่ใหญ่ พี่รองเ้าค่ะ”
“เดินทางเป็อย่างไรบ้างเหนื่อยหรือไม่”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีเ้าค่ะทำให้ท่านพ่อเป็ห่วงแล้ว”
“เช่นนั้นก็รีบเข้าไปพักผ่อนเถอะเดินทางมาเหนื่อย ๆ”
“เ้าค่ะ”
เมื่อทั้งหมดเห็นว่าดวงใจของพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัยทุกคนต่างคลายความกังวลก่อนจะพากันเข้าจวนเพื่อพักผ่อนแต่หลันหลันกลับมิได้เดินกลับเรือนในทันทีหญิงสาวกลับเดินไปทางเรือนฝั่งตะวันออก
“หลันหลันนั่นเ้าหรือ”
“เ้าค่ะท่านย่าหลานกลับมาแล้ว”
เด็กหญิงยิ้มก่อนจะสอบถามอาการของหญิงชรา
“ยาที่หลานให้ท่านย่าหมดหรือยังเ้าคะ”
“ยังมียังมืหมด ย่าทานเฉพาะตอนที่ปวดเกินทนจริง ๆ เท่านั้น”
เด็กหญิงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปหาจี้หมัวหมัว
“หมัวมัวเื่ที่ข้ากำชับท่าน ท่านได้ทำหรือไม่”
“บ่าวกวดขันเื่อาหารการกินและสุขภาพฮูหยินใหญ่ยิ่งกว่าทุกสิ่งเ้าค่ะเสื้อผ้าและของใช้บ่าวให้คนมาทำความสะอาดเสมอหน้าต่างประตูล้วนมิได้ปิดแต่เปิดให้โล่งเพื่อรับอากาศและแสงแดดเ้าค่ะ”
หลันหลันมองไปรอบๆ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ เด็กหญิงสังเกตว่าบรรยากาศรอบ ๆเรือนของย่าหลี่เปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่นางเข้ามามากนักไม่อับและมืดหม่นเหมือนเมื่อครั้งก่อน
“ดีแล้วเช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าเราลงมือกันเลย”
มือที่หลันหลันจับไว้กระตุกเล็กน้อยแต่หลันหลันกลับมิได้ใส่ใจเพราะรู้ดีว่าเื่การรักษาครั้งนี้ท่านย่าของถิงหลันเองก็คงจะรออย่างใจจดใจจ่อมานานแล้วเหมือนกัน
“หลานพักสักสองสามวันแล้วค่อยมารักษาย่าก็ได้ย่ารอมาตั้งหลายปีจะรออีกไม่กี่วันจะเป็ไรไป”
“หากรอแล้วท่านย่าไม่มีอาการเ็ปหลานก็จะตามใจท่านย่าเ้าค่ะแต่หากท่านย่าต้องรอด้วยความทรมารเช่นนี้หลานคงตามใจท่านย่ามิได้”
“ฮึ!!!จี้หมัวมัว ดูหลานสาวข้าพูดเข้า”
แม้จะทำทีเป็ไม่พอใจแต่ความจริงในใจของหลี่ฉางนั้นตื้นตันจนบอกไม่ถูกเด็กหญิงสนทนากับย่าหลี่ไม่นานก็ลากลับมาพักผ่อนคืนนั้นเด็กหญิงได้เข้าห้องหนังสือของบิดาเพื่อพูดคุยและอ่านหนังสือข้าง ๆ บิดาถิงหลงเอ่ยถามเื่ราวต่าง ๆจนเมื่อถึงแก่เวลาถิงหลันจึงเปิดปากบอกเื่ที่ตนจะรักษาย่าหลี่ให้ถิงหลงฟัง
“ท่านพ่อพรุ่งนี้ลูกจะรักษาฝีให้ท่านย่านะเ้าคะ”
“เ้าแน่ใจหรือว่าจะรักษาได้”
แม้ถิงหลงจะไม่เชื่อเท่าใดนักแต่แววตาแน่วแน่ของถิงหลันทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้นหลายส่วน
“ความจริงที่ลูกไปวัดไร้ทุกข์นั้นก็เพื่อพบกับคนผู้หนึ่งเ้าค่ะ”
“ใครกัน”
“เื่ที่เขาเป็ใครนั้นลูกไม่สามารถบอกผู้ใดได้แม้กระทั่งท่านพ่อตอนนั้นลูกได้กราบเขาเป็อาจารย์และเขาได้ถ่ายทอดวิชาการแพทย์ประหลาดให้ลูกมามากมายตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา”
ชายมากอายุหยักหน้าช้าๆ
“หากเ้าสามารถทำให้ท่านย่าดีขึ้นได้พ่อคงจะเบาใจได้มากทีเดียวเดิมทีพ่อได้หาหมอที่ดีที่สุดมารักษาท่านย่าแต่ดูเหมือนไม่มีผู้ใดสามารถรักษาได้แต่กลับยิ่งทำให้ท่านย่าของเ้ามีอาการหนักขึ้นจน...”
เด็กหญิงเดินเข้าไปจับมือบิดาของนางก่อนจะยิ้มเต็มหน้าไปทางบิดาถิงหลงที่รู้สึกผิดกับเื่นี้มาตลอดรู้สึกเบาใจเหมือนได้ยกูเาออกจากอก
“เช่นนั้นก็คงต้องฝากเ้าด้วยนะ”
“ท่านพ่อกล่าวหนักเกินไปแล้วเื่นี้เป็เพราะท่านพ่ออนุญาตจึงทำให้ลูกได้พบท่านอาจารย์ที่เก่งพอที่จะสามารถรักษาท่านย่าได้เ้าค่ะ”
“อื่ม”
สายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นมองตามร่างน้อยๆ ที่ค่อย ๆ เดินลับตาออกจากห้องหนังสือไปพ่อบ้านถังที่ยืนอยู่หน้าห้องย่อมได้ยินเื่นี้อย่างชัดเจนจึงได้แต่มองนายของตนที่นั่งใจลอยในห้องหนังสืออย่างยากจะคาดเดา