บทที่ 37
เพิ่งซื้อมาได้แค่วันเดียวเอง…!
“ให้ตายสิ แม่งเอ้ย! เมื่อกี้มันคืออะไร!?”
ก่อนที่เสียงกรีดร้องของมิเกลจะเงียบลง อีอันก็กระทืบเท้า เขาวิ่งไปที่ต้นไม้กินเนื้อในชั่วพริบตา กระโดดข้ามกิ่งก้าน และหายเข้าไปในดงใบไม้ที่หนาแน่น
กร็อบ! ฉึก! ขวับ!
ลำต้นสั่นสะเทือนราวกับกระตุกชักและมีเสียงดังน่ากลัวตามมา หลังจากนั้นสักพัก มีบางอย่างขนาดใหญ่ตกลงมาใต้ต้นไม้ ขณะเดียวกันอีอันที่ฟาดใบไม้ก็กระโดดลงสู่พื้น ก้มหยิบอะไรบางอย่างเดินออกมาด้วย แล้วก็ขว้างสิ่งที่อยู่ในมือออกไปต่อหน้าทุกคน
“ลูโซลาร์ช่วย…”
ฟิลลิปที่เฝ้าดูราวกับถูกมนตร์สะกดถอนหายใจออกมา
มันคือปากที่กินหัวม้าเข้าไป หัวของม้าที่ถูกกัดบดครึ่งหนึ่งยังอยู่สภาพเดิมและมีของเหลวสีดำแดงไหลเหนียวเหนอะหนะออกมาตรงส่วนที่ถูกตัด
“ต้นไม้ที่มีปากงั้นเหรอ มีสัตว์ประหลาดเฮงซวยแบบนี้ด้วยงั้นเหรอ?”
อีอันแค่ยักไหล่
ปกติแล้วพวกสัตว์ประหลาดที่กลายพันธุ์เพราะความบ้าคลั่งของกำแพงดำมักเป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน
สายตาของมิเกลที่นั่งลงบนพื้นและจ้องไปที่ปากหันกลับมาหาอันอีกครั้ง
“ไหนบอกว่าแค่ไม่แตะต้องมันก็ได้…? คอเกือบจะหลุดออกจากบ่าอยู่แล้ว”
“…ข้าก็นึกว่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน”
อีอันใช้ฝ่ามือเช็ดเลือดออกจากใบหน้าและพูดต่อ
“น่าจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก เช่นเสียง”
“ภายนอก…อะไรเหรอ…? ช่างเถอะ ต่อไปนี้ห้ามส่งเสียงใช่ไหม?”
“งั้นก็ดีเลยสิ จะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงพวกเจ้าคุยกัน”
อีอันตอบและหันหลังกลับอย่างเฉยเมย เขาเดินเข้าไปใกล้ศพม้าและหยิบกระเป๋าสัมภาระที่แขวนอยู่ที่อานขึ้นมา จากนั้นยื่นให้เมฟหนึ่งใบ
“ไหน ๆ ก็เกิดขึ้นแล้ว ต้องย้ายของ”
“อืม เข้าใจ…แล้ว”
เธอยื่นมือซ้ายออกไปรับกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเปลี่ยนเป็นมือขวาและนำมาแขวนไว้ที่อาน
อีอันเอียงศีรษะมองเธอและหมุนข้อมือซ้าย
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไร ไม่ต้องสนใจ”
อีอันยักไหล่ข้างหนึ่งก็พูดต่อ “ต้องตั้งรูปขบวนด้วย ดูเหมือนว่าพวกมันจะโผล่มาเรื่อย ๆ”
“เป็นความคิดที่ดี ตามนั้นเถอะ”
“ท่านช่วยอยู่ท้ายแถว ส่วนมิเกลไปอยู่ข้างหน้าเมฟ”
ฟิลลิปพร้อมกับม้าของเขาอยู่ข้างหลังอีอัน และมิเกลผู้มีแต่ตัวเปล่ายืนอยู่หน้าเมฟ เป็นขบวนเพื่อปกป้องทั้งสองคน
มิเกลพูดอย่างเคอะเขิน
“ข้าไม่ต้องเดินนำหน้าเหรอขอรับ? ยังไงข้าก็คือคนนำทาง…”
“ถ้าข้าไปผิด เจ้าก็ค่อยบอกแล้วกัน” อีอันมองไปยังทางแคบ ๆ แล้วพูดต่อ “เราต้องเดินทางกันทั้งคืนให้ผ่านที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงจะไม่ทำแบบนั้น ยังไงคืนนี้ก็นอนไม่หลับอยู่ดี”
แม้ว่าจริง ๆ แล้วอยากไปหาต้นตอของการปนเปื้อน แต่ตอนนี้ภารกิจเป็นสิ่งสำคัญ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเลื่อนออกไป
‘อย่างช้าที่สุดต้องใช้เวลาสิบวันถึงจะกลับมา ระหว่างนั้น สถานการณ์ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง’
ในขณะที่อีอันกำลังจะก้าวเดิน
“อีอัน” อยู่ดี ๆ เมฟก็เอ่ย
“พูดมาได้เลย”
“เพิ่งเริ่มมีการปนเปื้อนได้ไม่นานสินะ”
“…ใช่”
“ถ้างั้น…ตอนนี้ก็ไม่สายไปที่จะหาต้นตอของการปนเปื้อนนี้ได้ใช่ไหม?”
อีอันหันไปมองและถามกลับ
“จริงเหรอ?”
เสียงของเมฟพูดต่อในขณะที่ฟิลลิปมีสีหน้าที่บ่งบอกว่าถึงเวลาแล้วสินะในความคิดของเขา
“แน่นอน เราไม่สามารถมองข้ามสิ่งปนเปื้อนนี้ไปได้”
“…”
อีอันคิดอยู่ครู่หนึ่งว่านี่เป็นเพราะความรักชาติหรือเป็นเพราะความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบในฐานะสาวกของทีร์เอ็น ไม่ว่าจะอย่างไหนก็เป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่แม้ชีวิตของญาติพี่น้องตกอยู่ในอันตราย
นี่ก็เป็นสไตล์ของยุคมืดเหรอ
ในขณะที่อีอันนึกชื่นชมอยู่ในใจ ก็อดพยักหน้าให้ไม่ได้
“ถ้าท่านต้องการแบบนั้นแล้วละก็…”
เพราะลึก ๆ แล้วเขาก็หวังอยู่ในใจ ขอแค่มีเมฟอยู่ด้วย ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็เพียงพอแล้ว
“ไม่สิ เดี๋ยวนะ นี่หมายความว่ายังไงขอรับ?” มิเกลรีบพูดแทรก เขาพุ่งพรวดออกมาข้างม้าของฟิลลิปและมองไปที่อีอัน “อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนเส้นทางงั้นเหรอ? ในป่าแบบนี้เนี่ยนะขอรับ?”
“ใช่”
“ทำไม…ท่านรู้ไหมว่ามีสัตว์ประหลาดเยอะแค่ไหน แล้วยังจะไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอีกเหรอ? แล้วทำไมข้าต้องไปด้วย? ข้าแค่ได้รับการว่าจ้างให้เป็นคนนำทางไปยังป่าสุสานเท่านั้นนะ!”
“ขอโทษที่ตัดสินใจกะทันหันนะ มิเกล”
เมฟพูดแทนนิ่ง ๆ
มิเกลกะพริบตาด้วยสีหน้าระแวง
“ฮ๊ะ…?”
“เดี๋ยวจะจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มให้อย่างเหมาะสม เจ้าจะไม่ตายหรือได้รับบาดเจ็บแน่นอน ข้าสัญญา”
มิเกลหันกลับมามองอย่างช้า ๆ ตามมาด้วยเสียงบ่นพึมพำของเขา
“ถ้านายท่านพูดมาขนาดนี้แล้วละก็…”
เสียงของมิเกลเย็นลงเหมือนประทับใจ
อา…หมอนี่ยังไม่รู้โชคชะตาของตัวเองสินะ
อีอันยิ้มและกล่าว
“เจ้าแค่ถือคบเพลิงไว้ก็พอ”
“พอจะมีวิธีตามหาไหม?”
“วิธีงั้นเหรอ มีสิ…”
สายตาของอีอันมองไปยังป่า ชั่วขณะนั้น ดวงตาของเขาส่องประกายแวววาวอ่อน ๆ
‘ตรวจจับพลังเวท’
แม้แต่สัมผัสที่หกซึ่งเป็นทักษะพิเศษของเขาก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นและอ่อนไหวจนกระทั่งขนลุกชัน
โลกใบใหม่เกิดขึ้นเบื้องหน้า เผยให้เห็นรากที่ปนเปื้อนของหญ้าและต้นไม้ที่กลายพันธุ์จากภายในซึ่งแผ่ขยายเหมือนหลอดเลือดอยู่ใต้ดิน
ความยาวคลื่นพลังเวทแผ่กระจายเหมือนชีพจร
สายตาของอีอันจ้องไปตรงกึ่งกลาง หาศูนย์กลางของวงแหวนต้นไม้
“…มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งหากกลับมาทางนี้หลังจากเสร็จธุระ”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ข้าจะรับผิดชอบเอง”
เมื่อได้รับคำตอบกลับมา อีอันหันหัวไปด้วยสายตาแปลก ๆ
มิเกลเการอยแผลเป็นบนใบหน้าและยิ้ม
“ถ้าหาเส้นทางในป่าไม่เจอก็ยังมีข้าที่เป็นนักล่าสัตว์มาก่อน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”
ช่างเป็นคนง่าย ๆ จริง ๆ
“แค่นั้นก็ถือว่าเป็นค่าข้าวแล้วกันนะ”
อีอันพูดออกมาพร้อมกับหัวเราะแล้วเริ่มเดินทางเข้าสู่ป่าที่มีเงาบ่งบอกถึงลางร้าย
ความเร็วในการเดินทางของคณะต้องช้าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่มีเส้นทางที่กำหนดไว้ และต้นไม้ หญ้า เถาวัลย์ก็เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ต้นไม้กินเนื้อที่ขวางทางก็เหมือนกับพิสูจน์ว่าอีอันนำทางเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่พวกมันไม่ได้คุกคามอะไรมากนัก เพราะอีอันเข้าไปใกล้ระยะโจมตีของต้นไม้ด้วยตัวเอง แม้ว่าปากของต้นไม้กินเนื้อจะเล็งไปที่หัวของอีอันอย่างแม่นยำทุกครั้ง
ฉึก!
แต่กลับถูกโจมตีอย่างง่ายดาย เพราะอีอันรู้ว่ามันเล็งที่หัวอย่างเดียว แค่ฟันดาบให้ตรงจังหวะก็พอแล้ว
หากเป็นคนอื่นก็คงต่างออกไป เนื่องจากมันยังกลายพันธุ์ไม่สมบูรณ์ แค่รับมือแบบนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ปากของมันฉีกขาดออกจากกัน
แม้ว่าอีอันจะดูมีชีวิตชีวา แต่ความตึงเครียดของคนอื่น ๆ ในกลุ่มไม่ได้คลายลงเลย เพราะว่าพระอาทิตย์ตกดินแล้ว ความมืดในป่าก็แตกต่างจากเดิม
ฟิลลิปและมิเกลถือคบเพลิงคนละอัน ไล่ความมืดออกไปได้อย่างหวุดหวิด
อีอันฝ่าความมืดได้โดยไม่ลำบากมากนัก แต่ก็ไม่ใช่กับคนอื่น ๆ
“ไม่มีเสียงแมลงร้องเลยแหะ…” มิเกลพึมพำขณะส่องคบเพลิงไปรอบ ๆ
อีอันตอบอย่างเฉยเมย “ในไม่ช้าเจ้าจะโหยหาความเงียบนี้”
มิเกลหน้าเจื่อนลงและพูดออกมา “โปรดระวังคำพูดด้วยขอรับ ท่านไม่รู้เหรอว่าถ้าพูดอะไรที่เป็นลางไม่ดี เรื่องนั้นอาจจะเกิดขึ้นจริง ๆ”
“ข้ากำลังจะพูดแบบนั้นเลย”
“เอ๊ะ…?”
“ยังไงเราก็ต้องเจออยู่แล้ว”
“อะไรกัน อย่างน้อยก็ให้เกิดช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้…”
ฟิ้ววว!
เสียงลมกลืนเสียงของมิเกลและปลิวผ่านไปรอบ ๆ
อย่างไรก็ตาม เสียงนั้นทำให้มิเกลและฟิลลิปตัวแข็งทื่อ เพราะได้ยินแค่เสียงเท่านั้น ไม่มีลมพัดมาแต่อย่างใด
“…เพราะแบบนี้ไง คนที่มีความเชื่องมงายถึงร่วมเดินทางด้วยไม่ได้”
อีอันชักดาบออกพร้อมกับเดินให้ช้าลง
ฟิ้ววว-!
มีเสียงลมดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้น หญ้าและต้นไม้ที่ต้องแสงจากคบเพลิงก็เริ่มสั่นไหว
ฟรึ่บ ฟิ้วววว ฟรึ่บบ!
จากนั้นพื้นดินรอบ ๆ และโคนต้นไม้ก็พุ่งสูงขึ้น
“บ้า…บ้าอะไรเนี่ย...”
มิเกลถอนหายใจ
เขาคิดว่าอย่างมากที่สุดก็เป็นก็อบลินกับโคบอลด์ที่เละไปครึ่งหนึ่ง แต่สิ่งที่ปรากฏในตอนนี้เแปลกประหลาดจนไม่อาจเปรียบเทียบได้ ทั่วทั้งร่างกายอยู่ในสภาพบิดเบี้ยวน่ากลัวโดยมีรากและเถาวัลย์พันอยู่รอบตัว นอกจากนี้ยังมีเห็ดงอกอยู่เต็มเปลือกตาหรือบนหัว ตัวของมันไม่ใหญ่มาก มีขนาดไม่ถึงเอวของมิเกลเท่านั้น
เพราะแบบนี้ถึงดูเป็นลางร้ายมากขึ้น