บทที่ 49
ระดับสาม
ความสามารถที่ชื่อว่ากายาอมตะมันคือความสามารถที่ทำให้สัตว์อสูรตนนี้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์
แมววิญญาณทมิฬถือว่าเป็นสัตว์อสูรที่พบเจอได้ยากที่สุดเพราะว่าเผ่าพันธุ์ของพวกมันมีคุณสมบัติเด่นในด้านการที่พวกมันนั้นจะมีร่างกายที่เป็นอมตะ
เพราะแบบนั้นเลยทำให้พวกมันนั้นมีการสืบพันธ์ที่น้อย
จนมาถึงในยุคสมัยปัจจุบันผู้คนกล่าวขานว่านี่เป็นสัตว์อสูรที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
เป็นเพราะว่าสัตว์อสูรชนิดนี้ไม่ถูกพบเจอมาหลาย10 ปีแล้วอาจจะเป็นเพราะว่าพวกมันนั้นไม่มีการสืบพันธุ์จนทำให้สูญหายไปตามกาลเวลา
เพราะแบบนั้นสิ่งที่อยู่ภายในมือของเขาในยามนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเป็นอย่างมาก
ความสามารถที่เป็นนามธรรมร่างกายแม้ว่าจะโดนโจมตีจนบาดเจ็บหนักเท่าไหร่ก็ไม่มีทางตาย
ตามความเข้าใจของจางหมิงตลอดที่ผ่านมาความสามารถของระบบมันไม่ได้ทำให้สัตว์อสูรเหล่านี้ไม่มีทางตาย
แต่ว่าในตอนที่สัตว์อสูรกำลังจะตายความสามารถของระบบจะเรียกพวกมันกลับมา
แต่ว่าก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสที่พวกมันจะไม่ตาย
แต่ถ้าเป็นความสามารถของเจ้าสัตว์อสูรตนนี้ไม่จำเป็นจะต้องกังวล
แน่นอนว่ามันไม่มีทางตายอย่างแน่นอนโดยความสามารถนี้สัตว์อสูรที่ชื่อว่าแมววิญญาณจึงกายเป็นสัตว์อสูรที่สามารถรับมือได้ยากที่สุดตัวหนึ่ง
ถ้าให้ลองเปรียบเทียบแล้วสัตว์อสูรเช่นนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีการโจมตีที่รุนแรงเทียบเท่ากับสัตว์อสูรระดับเจ็ดดาวตนอื่นแต่ถ้ามองถึงความสามารถของมันที่สามารถใช้ได้ทุกสถานการณ์ย่อมเป็นคู่ต่อสู้ที่ยากเย็น
เรียกได้ว่าเจ้าแมววิญญาณปีศาจเป็นสัตว์อสูรที่สามารถใช้ได้ทั้งการสอดแนมทั้งการต่อสู้
การที่ได้มันมาจากไข่อสูรเขาไม่รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อยในทางกลับการจางหมิงกลับรู้สึกดีใจซะด้วยซ้ำที่ได้รับมันมา
ในตอนนี้มองเจ้าลูกแมวน้อยภายในมือด้วยความปลื้มปิติ “ ยอดเยี่ยมจริงๆได้เจ้าสิ่งนี้มาก็ดี”
“ ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรแต่ละตัวจะถูกพัฒนาขึ้นตามความสามารถโดยการส่งเสริมของระบบจริงอยู่ว่าสัตว์อสูรแต่ละตัวมันจะมีขีดจำกัดของมัน ”
“ แต่ด้วยพลังของระบบจักรพรรดิอสูรสามารถทำการเพิ่มพูนกำลังของตนเองได้อย่างเรื่อยๆโดยการทำพันธสัญญากับสัตว์อสูร”
“ ไม่แน่ว่าในวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปตัวของข้าอาจจะสามารถสร้างกองทัพสัตว์อสูรที่ไม่มีผู้ใดต้านทานขึ้นมาก็ได้” ในตอนนี้เพียงแค่คิดก้อรู้ได้ในทันทีว่าในวันข้างหน้าถ้าความสามารถอย่างพัฒนาต่อไปเรื่อยเรื่อยจะเป็นอย่างไร
ขีดจำกัดในการทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรยังไม่ถึงข้อจำกัดเลย
เพราะแบบนั้นในตอนนี้ถ้าเวลาผ่านไปการจะสร้างกองทัพสัตว์อสูรขึ้นมาก็ไม่ได้เกินความเป็นจริง
ต่อให้ร่างกายนี้เป็นร่างกายธรรมดาแต่ในวันข้างหน้าข้อความสามารถพัฒนาไปเรื่อยๆเขาจะแข็งแกร่งที่สุด
ในขณะที่กำลังปลื้มปิติแล้วก็ยินดีกับการได้รับสัตว์อสูรตนใหม่
อยู่ๆลมปราณอันมหาศาลมันก็ปลดปล่อยออกมาจากบริเวณรอบรอบ
ลมปราณอันมหาศาลแผดพุ่งขึ้นมาชั่วขณะดวงตาทั้งสองข้างของจางหมิงเบิกกว้างขึ้นเขาหันกลับไปมองบริเวณด้านหลังอย่างรวดเร็ว
เพราะว่าในตอนนี้สิ่งที่สามารถสัมผัสได้ต้องสายของลมปราณอันแข็งแกร่งมาจากบริเวณถ้ำ
“ ตรึง!!!! ”
จางหมิงรู้ได้ในทันทีว่าตอนนี้มันก็จะเกิดบางอย่างขึ้นอย่างแน่นอน
รีบวิ่งกลับไปที่บริเวณถ้ำอย่างรวดเร็วถ้ำเล็กๆที่อยู่บริเวณข้างลำธารยามนี้ลมปราณอันมหาศาลปลดปล่อยออกมาจากภายในนั้น
ลมปราณอันมหาศาลที่ปลดปล่อยออกมาจากบริเวณด้านในมันทำให้สายน้ำที่กำลังไหลเชี่ยวหยุดนิ่ง
เมื่อมองตรงเข้าไปบริเวณด้านในยามนี้ลมปราณภายในร่างกายของอี้หลงเซียนปลดปล่อยออกมาแล้วขอหุ้มล้อมรอบร่างกายเอาไว้
ลมปราณสีเขียวมรกตที่แสดงรูปลักษณะออกมาอย่างชัดเจนยามนี้ห่อหุ้มร่างกายของนางเอาไว้อย่างหนาแน่น
จางหมิงหยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองห่างจากร่างกายของนางหลายเมตร
ในตอนนี้ถ้าก้าวเข้าไปบริเวณเขตท่านร่างกายคงจะโดนแรงกดดันของลมปราณบีบอัดจนไม่สามารถขยับได้
แต่ในยามนี้เมื่อมองเห็นลมปราณอันหนาแน่นเหล่านั้นจางหมิงก็ตระหนก
หลังจากนั้นเองลมปราณอันแข็งแกร่งปลดปล่อยออกมาจากภายในร่างกายหลอมรวมกับพลังของฟ้าดินแล้วก็ผนวกเข้าตันเถียน
“ ปั้ง!!! ปั้ง!!!! ปั้ง!!!! ” เสียงของคลื่นอากาศมันเกิดการระเบิดบริเวณรอบรอบ
ดวงตาทั้งสองข้างของจางหมิงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกยามนี้ลมปราณภายในร่างกายของนางกำลังจะพัฒนาขึ้น
พลังแห่งฟ้าดินกำลังจะแทรกแซงเข้าร่างกายก้าวขึ้นไปบนบันไดอีกคันในเส้นทางแห่งการฝึกฝน
หลังจากนั้นไม่นานลมปราณอันแข็งแกร่งที่ปะทุบริเวณรอบรอบมันก็สงบลง
ลมปราณเหล่านั้นสงบลงและมันก็กลายเป็นคลื่นลมปราณอันแข็งแกร่งอยู่ภายในร่างกายของอี้หลงเซียน
ในยามนี้เมื่อจ้องมองร่างกายของนางที่กำลังอยู่ในท่านั่งสมาธิรู้ได้ในทันทีว่าระดับคงจะพัฒนาขึ้นกันแล้ว
ดวงตาทั้งสองข้างที่พับปิดอยู่เปิดขึ้นมาอย่างช้าๆใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
ลมปราณภายในร่างกายเต็มไปด้วยความสงบเองในตอนนี้จังหวะลมหายใจเองก็เริ่มกลับสู่จังหวะปกติ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในตอนที่ลมปราณกำลังจะพัฒนาก้าวขึ้นไปอีกระดับลมหายใจราวกับว่าเป็นภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุมันทั้งรวดเร็วและร้อนแผว
เมื่อพลังภายในร่างกายของตนเองสงบลงร่างกายที่หลุดออกมาจากการฝึกฝนอี้หลงเซียนค่อยค่อยลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ
นางกวาดมองบริเวณรอบๆร่างกายของตนเองในยามนี้รอบร่างกายเต็มไปด้วยความว่างเปล่าแม้แต่กองเพลิงที่ถูกจุดเอาไว้ก่อนหน้านี้ก็โดนพัดกระจาย
จางหมิงรุดเดินเข้ามาใกล้แล้วพูดขึ้น “ ขึ้นสู่ระดับสามยินดีด้วย ”
อี้หลงเซียนหันมองแล้วก็เอ่ยถามขึ้น “ ผู้ที่ไม่เป็นในการฝึกฝนวรยุทธเช่นเจ้ารู้เลยว่าข้ากำลังเข้าสู่ระดับใด?”
นางเริ่มแสดงศพความสงสัยมากขึ้นเพราะว่าถ้ากูที่ไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธไม่มีทางรู้อย่างแน่นอนว่าลมปราณของนางกำลังจะก้าวสู่ในระดับใด
ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ฝึกฝนวรยุทธมาในระดับหนึ่งก็ไม่อาจมองออก
แต่ว่าในตอนนี้ผู้ที่อยู่ด้านหน้ากับล่วงรู้ได้อย่างชัดเจนว่านางก้าวเข้าสู่ระดับสาม
จางหมิงสั่นหัวแล้วตอบ “ ไม่หรอกไม่หรอกเรื่องนี้ถ้าคนที่ศึกษาตำรามาหลายระดับซึ่งก็คงจะรู้ได้ระดับสามสำหรับวิธีการฝึกฝนวรยุทธคือระดับที่ก้าวเข้าสู่ขั้นยอดฝีมือภายในระดับนี้ภายในตำราเขียนเอาไว้ว่าจะดึงกำลังฟ้าดินเข้าร่างกาย ”
จางหมิงตอบกลับอย่างไม่เป็นพิรุธแต่อันที่จริงแล้วสิ่งที่เขาพูดออกไปก็เป็นความจริงเช่นนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในตำรามันมีเขียนเอาไว้จริงๆ
เพียงแต่ว่าเป็นคนปกติทั่วไปย่อมไม่รู้ว่าภายในตำรามันเขียนเอาไว้อย่างไรบ้างคนที่ฝึกฝนและผ่านเส้นทางนั้นมาแล้วเช่นเขาย่อมรู้ดีว่าระดับสามคือการดึงพลังของฟ้าดึงเข้าร่างกาย
ในการฝึกฝนในระดับนี้เมื่อเข้าสู่ระดับสามการฝึกฝนจะยิ่งหนักหนามากขึ้นเรื่อยเรื่อย
เพราะแบบนั้นเส้นทางของการฝึกฝนส่วนใหญ่ทั้งฝนเองก็ไม่สามารถก้าวขึ้นไประดับปรมาจารย์ได้
แต่เมื่อคิดดูแล้วเส้นทางในการฝึกฝนในยามนี้ของเขาเป็นเรื่องที่ง่ายดายกว่าฝึกฝนในวิถีของการฝึกฝนลมปราณมาก
“ มองดูในตอนนี้ท่านคงจะเป็นอัจฉริยะจริงๆภายในตำรากล่าวว่าคนที่สามารถขึ้นมาอยู่ในระดับสามได้คงจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 50ปี แต่ในตอนนี้ตัวของท่านเพียงแค่อายุ 20 เท่านั้นกลับก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับนี้ได้ในวันข้างหน้าคงจะเป็นปรมาจารย์อย่างแน่นอน ” จางหมิงพูดจากใจ
ดูพรสวรรค์ของนางในตอนนี้เหมือนกับเห็นภาพตัวเองในอดีตที่เริ่มทำการฝึกฝนวรยุทธ
แต่มองดูแล้วนางมีระดับการฝึกฝนที่รวดเร็วกว่าเขาภายในอดีตมาก
ในวันข้างหน้าถ้านางไม่ได้อายุสั้นอย่างไรเสียก็คงจะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับปรมาจารย์อย่างแน่นอน
“ การฝึกฝนก็คือการฝึกฝนในวันข้างหน้าไม่มีทางรู้หรอกว่าจะเข้าไปอยู่ในระดับไหน” อี้หลงเซียนตอบกลับ
ในขณะที่ตอบกลับเช่นนั้นดวงตาของนางก็เหลือบไปมองเห็นลูกแมวสีดำภายในมือของจางหมิง
นางรุดก้าวเข้าไปหาอย่างรวดเร็วดวงตาของอี้หลงเซียนเต็มไปด้วยความปีกราคาย
จ้องมองแมวน้อยที่อยู่ภายในมือของจางหมิงพร้อมกับพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ เจ้านี่มันก็แมววิญญาณทมิฬ”
นางเองก็รู้จักเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้เช่นเดียวกันมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกเขียนเอาไว้ภายในตำราแต่นางเองก็ไม่เคยพบเจอมันมาก่อนยามนี้พบเจอรูปลักษณะเช่นนี้จึงรู้ได้ในทันทีว่าเป็นแมววิญญาณทมิฬอย่างแน่นอน
“ ท่านเองก็รู้จัก? ”
“ แน่นอนว่าต้องรู้จัก เจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้เป็นสิ่งมีชีวิตหายากภายในกำลัข้าเคยเรียนตั้งแต่ยังเยาว์เจ้าเจอมันได้อย่างไรค่อยในตำราเขียนมันว่ามันน่าจะสูญหายไปนับร้อยปีแล้ว ”
“ ก็พบเจอในป่าโดยบังเอิญ ” จางหมิงแสร้งโกหก
เมื่อได้ยินเขาพูดออกมาเช่นนั้นทางด้านของอี้หลงเซียนได้ยินจึงทำการพูดขึ้นพร้อมกับตบไหล่จางหมิงอย่างรวดเร็ว “ อันใดดวงของเจ้านี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ”
ตามความเข้าใจของนางแล้วก็คงจะเป็นเช่นนั้นไม่ว่าผู้ใดก็คงจะมองว่าดวงของจางหมิงยอดเยี่ยมที่พบเจอสัตว์อสูรหายากเช่นนี้
“ ไม่ได้มีเพียงแค่นั้นนะดูนั่นสิ ” จางหมิงส่งสายตาไปมองด้านหลังนำทางนาง
อี้หลงเซียนมองตามสายตาไปพบเห็นร่างของหมาป่าโลหิตที่มีร่างกายใหญ่ยักษ์ดวงตาจึงเบิกความด้วยความตื่นตระหนก “ นั้นมันอันใดกัน!!!!!”
จบบท