ในขณะที่เทียนฉินกำลังต่อสู้กับฝูงหมาป่าอยู่นั้น ทางด้านนิกายเมฆอนันต์ก็ได้เดินทางออกไปตามตำแหน่งที่ระบุไว้ในผลึกสีดำกันแล้ว ซึ่งตอนนี้ภายใต้การนำของ อูติงเถิน อาวุโสหลักคนหนึ่งของนิกายเมฆอนันต์ ก็ได้เดินทางมายังหน้าหุบเขาลูกหนึ่ง
ด้วยพลังระดับก่อกำเนิดขั้นสูงทำให้เขาสามารถรับรู้ได้ทันทีที่มาถึง ว่าเบื้องหน้าที่พวกเขายืนอยู่นี้มีค่ายกลอำพรางปิดซ่อนอยู่ ซึ่งทำให้พวกเขามีความมั่นใจเป็นอย่างมากเลยว่าจะต้องเป็นที่หลบซ่อนของพวกลัทธิอีกาดำแน่
"พวกเจ้าเตรียมตัวกันให้พร้อมข้าจะทำลายค่ายกลแล้ว จำไว้ไม่ว่าข้างในค่ายกลนี้จะเป็นพวกลัทธิอีกาดำหรือไม่ แต่หากมีผู้ใดโจมตีเข้ามาจงสู้อย่างไม่ต้องออมแรงเด็ดขาด!"
อูติงเถินกวาดสายตามองดูเหล่าลูกทีมของตนเอง ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเข้ม ส่วนลูกศิษย์ที่ได้ร่วมทีมมาได้ยินก็ขานรับกันเสียงดัง หลังจากนั้นอูติงเถินจึงหันกลับไปแล้วเริ่มทำการแก้ไขค่ายกลด้านหน้าอย่างมุ่งมั่น
ภายใต้สายตาของลูกศิษย์ที่จ้องมองดูอย่างกดดัน เพียงไม่กี่อึดใจบรรยากาศตรงหน้าก็ปรากฏปากโพลงทางเข้าขนาดใหญ่ มีรูปอีกาถูกสลักไว้ตรงโขดหินด้านหน้า อูติงเถินพ่นลมออกมาอย่างโล่งอก จากนั้นจึงหันมาพยักหน้าให้กับคนอื่นๆพร้อมกับก้าวเดินนำหน้าเข้าไป แต่พริบตาเดียวที่เข้ามาภายในถ้ำสีหน้าของอูติงเถินกลับเคร่งขรึมพลางเอ่ยออกมาเสียงเย็นเยียบ
"ออกมาเดี๋ยวนี้! คิดว่าซ่อนตัวอยู่ในนี้แล้วพวกข้าจะไม่รู้อย่างนั้นรึ?"
"ฮี่ๆๆ!"
เสียงหัวเราะแหบแห้งดังออกมาจากด้านในที่มืดมิด ทำให้จิตใจของศิษย์คนหนึ่งสั่นไหวเมื่อได้ยินเสียง อีกฝ่ายสามารถหลบซ่อนจากการรับรู้ของตัวเองที่มีพลังระดับก่อกำเนิดขั้นต้นได้ แสดงให้เห็นเลยว่าความแข็งแกร่งของมันนั้นเหนือกว่าเขามาก และที่สำคัญเขาได้ยินเสียงหัวเราะมากกว่าหนึ่งคนอย่างแน่นอน
ร่างทั้งสี่คนค่อยๆเดินออกมาจากความมืด ซึ่งนำโดยชายวัยกลางคนร่างผอม ผิวพรรณรวมถึงใบหน้าล้วนขาวซีดราวกับคนขี้โรค
ทางด้านซ้ายของชายร่างผอมเป็นชายแก่ ผิวหนังเหี่ยวย่นห่อหุ้มตัวของมันด้วยเสื้อคลุมสีดำในสภาพทรุดโทรม หมวกปีกกว้างคลุมใบหน้าของมันจนมิด มีเพียงดวงตาสีแดงกล่ำคู่หนึ่งเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ในความมืด
ทางด้านขวาเป็นชายร่างสูงใหญ่ถือแส้สีดำอยู่ในมือ บนไหล่ของมันมีสัตว์คล้ายกับอีแร้งนอนเกาะนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่ ส่วนคนสุดท้ายรูปร่างค่อนข้างท้วม แต่กลิ่นอายที่แผ่กระจายออกมากลับทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว มือของมันถือตะขอเหล็กไว้ด้านซ้าย ส่วนแขนขวาถูกพันไว้ด้วยโซ่สีดำอันใหญ่
เมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่เดินออกมาทั้งสี่คน อูติงเถินรวมถึงลูกศิษย์คนอื่นๆก็เกิดความตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน แม้ว่าพวกมันจะอยู่ในนิกายใหญ่ซึ่งมักมีการต่อสู้แข่งขันกันเสมอ แต่นั่นก็เป็นเพียงการต่อสู้ธรรมดาเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะเกิดการเข่นฆ่ากันจนตายไปข้างหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม อูติงเถินก็กลับมาควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เพราะสถานที่นี้ยังคงอยู่ไม่ห่างไกลจากนิกายเมฆอนันต์มากนัก และที่สำคัญลูกศิษย์ที่เขามาด้วยก็มีพลังระดับก่อกำเนิดทั้งนั้น
อูติงเถินส่งกระแสจิตกวาดสำรวจพวกมันอย่างหยาบๆ ทำให้สามารถโล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง เพราะคนทั้งสี่คนที่อยู่ตรงหน้าล้วนมีพลังเพียงแค่ระดับก่อกำเนิดขั้นต้น จากนั้นจึงแสยะยิ้มพร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย้นหยัน
"คิดว่าหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่แล้วจะไม่มีใครมาพบพวกเจ้าได้รึ?"
"ลัทธิอีกาดำ!!"
"แล้วพวกเจ้าคิดว่าพวกข้าจะถูกรังแกกันได้ง่ายๆหรือ!" ชายร่างผอมที่เดินนำหน้ามาเอ่ยตอบอย่างไม่หวั่นเกรง ในมือของมันถือกริชออกมาโยนเล่นไปมาราวกับว่าพร้อมจะต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
อูติงเถินจ้องมองกริชที่โยนไปมาไปครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงแม้ว่าเขาอยากจะสังหารพวกลัทธิอีกาดำมากขนาดไหน แต่ก็ยอมรับเลยว่าความแข็งแกร่งของคนกลุ่มนี้ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มลูกศิษย์ที่ตามมาด้วยของเขา ในระยะเวลาอันสั้นหากพวกนั้นประมาทขึ้นมาอาจถูกพลาดพลั้งถูกสังหารก็เป็นได้
"พวกเจ้ายอมจำนนเสียดีกว่าจะได้ไม่เจ็บตัว ส่วนเจ้า! หากทำให้พวกข้ามีความสุขพวกข้าอาจปล่อยให้เจ้ามีชีวิตต่อไปได้!
ฮ่าๆ!
ชายร่างท้วมกล่าวออกมาอย่างเย่อหยิ่ง จากนั้นจึงชี้นิ้วไปทางหญิงสาวคนเดียวในกลุ่ม พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงหื่นกาม
"ถ้าพวกเจ้ามีความสุขอาจจะปล่อยพวกข้าไปอย่างนั้นหรือ?"อูติงเถินยิ้มเยาะก่อนจะเอ่ยออกมาอีกครั้ง
"พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่าทำไมพวกข้าถึงได้รู้จักที่ซ่อนของพวกเจ้าได้!"
ชายร่างผอมได้ยินก็พลันแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมพร้อมกับเอ่ยออกมาเสียงเย็นเยียบ
"ข้าไม่สนใจหรอกว่าพวกเจ้าค้นพบที่นี่ได้อย่างไร แต่สิ่งที่พวกเจ้าควรรู้ก็คือ พวกเจ้าเข้ามารนหาที่ตายกันเอง!"
เพียงสิ้นเสียงที่เอ่ยออกมาชายร่างผอมก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมาปรากฏอยู่ตรงหน้าศิษย์คนหนึ่ง มันก็เงื้อมือแทงกริชเข้าใส่ทันที
"อาจารย์!"
ศิษย์คนนี้นามว่า ม่งหวุ่น ซึ่งเป็นศิษย์เอกของเขาคนหนึ่ง ร้องตะโกนออกมาเสียงหลงพลางจ้องมองชายที่อยู่ตรงหน้า จึงเห็นได้ว่าใบหน้าซีดขาวนี้ดวงตาของมันลึกโบ๋จึงลึกเห็นเบ้าตา ก่อนจะยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันกริชเล่มนั้นอย่างฉุกละหุก
ตู้ม!
อูติงเถินได้ยินเสียงเรียกก็หันไปมองพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ความรวดเร็วของชายร่างผอมนี้หาได้ยากแม้แต่ในนิกายของมันเอง ทักษะแบบนี้คงมีแต่วิชานอกรีตที่ชอบลอบโจมตีเป็นแน่ และถ้าหากพวกมันทั้งสี่คนมีความสามารถแบบนี้กันหมด อาจจะต้องเป็นฝันร้ายของ ลูกศิษย์ตนเองอย่างแน่นอน
"ตกใจอย่างนั้นหรือ? คงไม่ใช่ว่าไม่เคยฆ่าใครอย่างนั้นหรอกนะ!"ชายร่างผอมมองดูคนที่มันโจมตีกระเด็นไปไกล ก็เอ่ยเสียงแหบแห้งของมันออกมาอย่างดูถูก
"ฮ่าๆ!"
สามคนที่เหลือหัวเราะอย่างอวดดีก่อนที่ชายร่างท้วมจะเอ่ยออกมาอย่างเย้ยหยัน
"ข้าเปลี่ยนใจแล้ว! ไม่ว่าพวกเจ้าจะยอมจำนนหรือไม่? ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมด!"
"ไอ้พวกลัทธินอกรีต ข้าจะให้เจ้าได้รู้ถึงพลังต่อสู้ที่แท้จริงเอง!"
อูติงเถินเอ่ยออกมาเสียงแข็ง ดูเหมือนว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะยื้อเวลาให้คนมาสมทบไม่ได้แล้ว และไม่ว่าจะมีคนอื่นมาอีกหรือไม่ก็ตาม เขาก็จะสังหารคนทั้งสี่คนนี้ให้จงได้ ถึงแม้ว่าลูกศิษย์ที่มากับเขาจะไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการฆ่าฟันมากนักก็ตาม ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่มีกำลังมาเสริม อูติงเถินก็มั่นใจว่าจะร่วมกันสังหารพวกมันได้แน่
จากนั้นเขาจึงส่งกระแสจิตบอกให้ศิษย์ของเขาเกาะกลุ่มกันไว้ เนื่องจากการรวมกลุ่มช่วยกันป้องกันจะค่อนข้างปลอดภัยหากเผชิญการลอบสังหาร อีกทั้งยังทำให้ตัวเขาเองไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังในเวลาต่อสู้อีกด้วย
"พวกเจ้ายังมึนงงอะไรอยู่! ยังไม่รีบเตรียมพร้อมกันอีก!" อูติงเถินตะโกนออกมาเสียงดัง ก่อนจะเร่งพลังปราณออกมาเต็มที่
"พวกเราตั้งค่ายกลคลื่นเมฆา!"ม่งหวุ่นที่ได้สติก่อนคนแรกตะโกนกระตุ้นคนที่เหลือทันที จากนั้นจึงเริ่มกันตั้งขบวนค่ายกลของนิกายเมฆอนันต์ออกมาอย่างรวดเร็ว
"คิดว่าจะให้พวกเจ้าได้ทำตามใจอย่างนั้นรึ?"ชายชราส่งเสียงคำรามพร้อมกับสีหน้าแววตาที่แสดงออกมาล้วนเต็มไปด้วยความกระหายเลือด ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับฟาดง้าวเหล็กในมือของมันกระแทกเข้ากับกลุ่มที่กำลังตั้งค่ายกลอย่างดุเดือด!
"แย่แล้ว!"
อูติงเถินเคลื่อนไหวไปทางกลุ่มของลูกศิษย์ตนเองอย่างเร่งรีบ ก่อนจะวาดดาบในมือเข้ากระแทกกับง้าวเหล็กนั้นทันที
เปรี้ยง!
เสียงการปะทะกันดังก้องกังวาลไปทั่วถ้ำ แรงกระแทกที่เกิดขึ้นนั้นทำให้แขนของอูติงเถินรู้สึกถึงความรุนแรงที่ชายชราซัดเข้ามา พลันจ้องมองไปที่มันอย่างไม่วางตา
"อยากจะปกป้องคนอื่น! ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าชีวิตที่ไร้ค่านั้นเป็นแบบไหน!"
ทันใดนั้นชายร่างผอมก็ขับเคลื่อนพลังปราณสีดำออกมา ก่อนจะกลายร่างเป็นปีศาจตัวใหญ่พุ่งเข้าโจมตีทางอูติงเถินทันที
"อาจารย์!"
ม่งหวุ่นที่กำลังเร่งสร้างค่ายกลอยู่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาไม่ได้คาดหวังเลยว่าในการมาทำภารกิจครั้งนี้เขาจะกลายเป็นภาระให้กับอาจารย์ได้ แต่ถึงอย่างนั้นม่งหวุ่นก็ยังไม่หยุ
ดการตั้งค่ายกล เพราะเขาเข้าใจว่ามันจะมีประโยชน์มากหากค่ายกลคลื่นเมฆาถูกสร้างสำเร็จ
จบตอน 148