The Relic Seeker: มรดกเทพดารา

    ตอนที่ 5 ของที่คนตายทิ้งไว้

    # ตอนที่ 5 ของที่คนตายทิ้งไว้


    ของของฮาร์คมาถึงอู่ของบรามตอนสายวันรุ่งขึ้นในลังพลาสติกสีดำที่แตกมุมไปข้างหนึ่งเหมือนผ่านการโยนมากกว่าการขนส่ง


    ไม่มีพิธี ไม่มีคำปลอบ และไม่มีใครเอามาส่งด้วยตัวเอง


    มีแค่รถขนของท่ากับเด็กวิ่งงานผอมเกร็งคนหนึ่งที่ยืนกอดแพดไว้แน่นเหมือนกลัวว่าถ้าวางมือผิดตำแหน่ง เขาจะต้องรับภาระทางอารมณ์ของคนอื่นไปด้วย


    “พัสดุค้างผู้สูญหาย รหัสอ้างอิงตรงครับ” เด็กคนนั้นพูดเร็วๆ โดยไม่มองหน้าเรย์ “เซ็นรับตรงนี้ แล้วค่าขนส่งแปดสิบเครดิต”


    เรย์หลุดหัวเราะสั้นทันที “แม้แต่ของคนตายก็ยังมีค่าขนส่ง”


    เด็กส่งของทำหน้าตาแบบคนอยากหายตัว “ผมแค่ทำงานครับ”


    บรามเป็๲คนคว้าแพดมาเซ็นแทนแล้วโยนเหรียญเครดิตแบบกายภาพสองเหรียญใส่มือเด็กคนนั้น “ไป”


    เด็กผงกหัวแรงๆ ครั้งหนึ่งแล้วรีบหายไปพร้อมรถขนของ ราวกับอู่ของบรามตอนนี้เต็มไปด้วยบางอย่างที่ติดตัวกลับบ้านได้ง่ายกว่าเขม่าน้ำมัน


    ลังพลาสติกสีดำวางนิ่งอยู่กลางพื้นอู่ เหมือนหลุมขนาดย่อม


    เรย์ยืนมองมันโดยไม่ขยับ


    เขาเคยคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว เคยคิดว่าหลังไปหาเพ็ม หลังไปลงทะเบียนผู้สูญหาย หลังจ่ายค่าท่าและโดนข่าวลือกัดจนเริ่มด้านชาไปบางส่วน การเผชิญหน้ากับของใช้ของฮาร์คน่าจะไม่ต่างจากการโดนต่อยซ้ำจุดเดิมมากนัก


    แต่เขาคิดผิด


    เพราะศพยังอยู่ไกล


    ศพยังเป็๲แค่สิ่งที่ระบบเรียกว่า `ผู้สูญหาย`


    แต่ของพวกนี้อยู่ตรงหน้า และพวกมันคือหลักฐานว่าคนคนหนึ่งเคยมีอยู่จริงในพื้นที่เดียวกับที่เรย์ยังยืนหายใจอยู่


    บรามใช้ปลายรองเท้าแตะขอบลังทีหนึ่ง “เปิดไหม”


    เรย์มองเขา “ถ้าผมบอกไม่”


    “ฉันก็จะปล่อยไว้ตรงนี้จนแกเดินชนมันทุกวัน” คนแก่ตอบ “เพราะของพวกนี้ไม่หายไปเอง” 


    เรย์พยักหน้าช้าๆ แล้วคุกเข่าลงข้างลัง พลาสติกฝาลังปิดด้วยแถบล็อกสองชั้นจากท่าเก็บของ เขาแกะชั้นแรกได้ไม่ยาก แต่แถบชั้นในติดค้างเพราะมุมลังบุบ มือขวาของเขาเริ่มสั่นอีกครั้งทันทีที่ต้องออกแรงบิดปลายล็อกเล็กๆ นั่น


    บรามไม่พูดอะไร เขาแค่ยื่นมีดช่างด้ามสึกมาให้


    เรย์รับมา กรีดสายล็อกช้าๆ จนมันดีดหลุดออกดังเป๊าะเบาๆ เสียงเล็กนิดเดียว แต่กลับทำให้ความเงียบทั้งอู่ตึงขึ้นอีกหลายระดับ


    ในลังมีของไม่มาก


    ชุดสนามสองชุดพับหยาบๆ


    ถุงมือเก็บกู้ที่ปลายนิ้วชำรุดจากการใช้งานซ้ำ


    สายสลิงส่วนตัวม้วนหนึ่ง


    กล่องเครื่องมือภาคสนามขนาดกลาง


    กล่องบุหรี่โลหะที่ด้านข้างมีรอยบุบ


    ผ้าพันคอสีน้ำตาลหม่นที่มีกลิ่นน้ำมันเครื่องติดอยู่จางๆ


    และแพดข้อมูลภาคสนามรุ่นเก่าที่จอแตกร้าวมุมบนซ้าย


    ของของคนคนหนึ่งทั้งชีวิต สุดท้ายย่อเหลือได้ง่ายจนน่าหงุดหงิด


    เรย์ยื่นมือไปแตะถุงมือเก็บกู้ก่อนเป็๲อย่างแรก เพราะในกล่องนี้ ของชิ้นนี้อันตรายที่สุด


    มันทำให้เขานึกถึงมือที่หลุด


    ถุงมือขวาของฮาร์คหนักกว่าที่คิดและสึกตรงโคนนิ้วโป้งจนเห็นชั้นเสริมสีเข้มด้านใน รอยใช้งานตรงนิ้วชี้กับนิ้วกลางบอกชัดว่าเ๽้าของมันเป็๲คนชอบเกี่ยวสลิงและปลดตัวล็อกด้วยความเคยชินแบบคนทำงานสนามมานาน ฝ่ามือด้านในมีรอยไหม้เก่าเล็กๆ หลายจุดจากการจับโลหะร้อนโดยไม่รอให้มันเย็นพอ


    ฮาร์คเคยมีมืออยู่ในนี้จริงๆ


    จู่ๆ เรย์ก็อยากโยนถุงมือนั้นกลับลงลังแล้วปิดฝา แต่ในเวลาเดียวกันก็ยิ่งกำมันแน่นขึ้นราวกับถ้าปล่อย มันจะกลายเป็๲การทิ้งฮาร์คไว้อีกรอบ


    “ข้างในกล่องเครื่องมือคงมีของที่ยังขายได้บ้าง” บรามพูดเสียงต่ำเหมือนระวังจะไปกระทบอะไร “อย่างน้อยเอาไปหักหนี้ห้องเพ็มได้บางส่วน”


    เรย์วางถุงมือกลับลงช้าๆ แล้วเปิดกล่องเครื่องมือภาคสนามบ้าง ข้างในเป็๲ระเบียบจนเกือบเจ็บใจ ไขควงหัวเปลี่ยนสามขนาด, ชุดงัดแผงวงจร, ตัวตัดซีล, สายเชื่อมฉุกเฉิน, เทปกันรั่ว, และมีดสนามด้ามดำที่ลับคมไว้ดีเกินกว่าจะเป็๲ของคนสะเพร่า


    ทุกชิ้นสะอาดพอประมาณ บางชิ้นมีรอยขีดเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นว่าฮาร์คใช้มันจริง ใช้บ่อย และเก็บเข้าที่เดิมทุกครั้ง


    คนแบบนี้ไม่ควรตายเพราะความผิดพลาดแค่ครั้งเดียว


    ความคิดนั้นกลับมาทิ่มเขาอีกครั้งหนักกว่าเดิม เพราะยิ่งเห็นความเป็๲ระเบียบของฮาร์คมากเท่าไร ความจริงที่ว่าเรย์คือคนที่กลับมาคนเดียวยิ่งรับไม่ได้มากขึ้นเท่านั้น


    บรามดึงแพดภาคสนามขึ้นมาดูผ่านๆ “ล็อกด้วยรหัส”


    “ผมลองดู” เรย์ยื่นมือไปขอ แต่ก่อนที่เขาจะรับแพดจากบราม เสียงฝีเท้าสามสี่คนก็ดังขึ้นมาหยุดตรงปากอู่พร้อมกัน


    ทุกครั้งที่มีคนมาหาใน๰่๥๹นี้ เรย์รู้สึกก่อนเห็นหน้าเสมอ


    ความเงียบจะเปลี่ยน


    อากาศจะตึง


    แล้วข้างในท้องจะเย็นลงเหมือนร่างกายเรียนรู้เองว่าข่าวดีไม่ได้เดินมาเป็๲หมู่


    คนที่ยืนอยู่หน้าปากอู่มีสามคน


    โทลอยู่ด้วย


    อีกสองคนเป็๲นักเก็บกู้รุ่นกลางที่เรย์คุ้นหน้าแต่ไม่ได้สนิท หนึ่งในนั้นชื่อเจสส์ อีกคนชื่อมาร์ล ทั้งสามคนสวมชุดทำงานภาคสนามเหมือนเพิ่งลงรอบเช้ามาและยังไม่ได้เปลี่ยนอะไร นั่นทำให้การมาปรากฏตัวพร้อมกันตอนนี้ดูไม่เหมือนการแวะทัก


    มันดูเหมือนการมาขอคำตอบให้ชัดมากกว่า


    บรามเงยหน้าขึ้นช้าๆ “ถ้าไม่ได้มาซ่อม ก็พูดมาให้จบแล้วไป”


    โทลมองผ่านบรามเข้ามาในอู่ สายตาหยุดอยู่ตรงลังของฮาร์ค “เราได้ยินว่าของของฮาร์คถูกส่งมาที่นี่”


    “แล้ว?” บรามถาม


    “เรามาเอาส่วนของทีมเก่าออก” มาร์ลพูดขึ้น “ของบางชิ้นเป็๲ของใช้ร่วม ไม่ได้เป็๲ของฮาร์คคนเดียว” 


    เรย์ลุกขึ้นช้าๆ มือยังถือแพดของฮาร์คอยู่ “มีรายการไหม”


    มาร์ลชะงักนิดหนึ่งก่อนตอบ “ก็...พวกอุปกรณ์สนามบางส่วน สายสลิงพิเศษ แล้วก็ชิปพิกัดที่เขาถือให้ทีม”


    บรามแค่นหัวเราะ “ฟังดูคล้ายสิ่งที่พวกแกคิดว่าเอาไปขายได้มากกว่า ‘ของใช้ร่วม’ นะ”


    เจสส์ขยับเข้ามาครึ่งก้าว “เราไม่ได้มาปล้นศพ”


    เรย์ตอบโดยไม่ขึ้นเสียง “งั้นก็ดี เพราะศพยังไม่ได้กลับมาให้ปล้น”


    คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ แม้แต่บรามเองก็ชำเลืองมาทางเรย์ราวกับไม่แน่ใจว่าเด็กตรงหน้ากำลังคุมตัวเองอยู่หรือปล่อยให้ตัวเองคมขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่สนแล้วว่าใครจะโดนบาด


    โทลถอนหายใจแรง “เรย์ ฟังนะ เ๱ื่๵๹เมื่อคืนฉันอาจพูดแรงไป” 


    “อาจ?” บรามทวน


    โทลไม่สนใจคนแก่ “แต่ฉันไม่ได้มาที่นี่เพราะอยากหาเ๱ื่๵๹ วันนี้เช้ามีคนจากนอกท่าถามถึงฮาร์ค ถามถึงทีมเก่าของเขา และถามถึงทางลงแบล็คเรลแบบเจาะเกินกว่าที่คนทั่วไปควรรู้”


    เรย์กับบรามมองหน้ากันแวบหนึ่ง


    เร็วมาก


    แต่เร็วพอให้คนอีกฝั่งสังเกตได้


    มาร์ลหรี่ตา “พวกแกมีอะไร”


    “ไม่มี” บรามตอบทันที


    “ถ้าไม่มี ทำไมพวกนอกท่าถึงจ่ายค่าถามข่าวแพงขนาดนั้น” เจสส์สวน “ฉันได้ยินตัวเลขแล้วด้วย”


    แน่นอน


    สแครปเฮเวนไม่เคยเก็บอะไรได้นาน


    เรย์วางแพดของฮาร์คลงบนโต๊ะข้างตัวอย่างระวัง “ถ้าพวกนายมีรายการของใช้ร่วมจริง เขียนไว้ ทิ้งไว้ แล้วค่อยคุยกันทีหลัง”


    “ทีหลังเมื่อไหร่” โทลถาม “ตอนที่พวกข้างนอกลงไปถึงก่อนแล้วหรือไง”


    บรามเดินออกมายืนข้างหน้าเรย์อย่างเงียบๆ การเคลื่อนไหวไม่เร็ว แต่ชัดพอว่าถ้าอีกฝ่ายคิดจะพุ่งเข้ามาหยิบอะไรจากในอู่ตรงนี้ก่อน พวกเขาจะต้องผ่านคนแก่คนนี้ไปก่อน “ฉันจะพูดรอบเดียว” เขาบอก “ฮาร์คเพิ่งหายไปไม่กี่วัน ของของหมอนั่นยังไม่ถูกชำแหละแบ่งกันเหมือนซากเรือ พวกแกถอยออกไปจากอู่ฉันก่อน แล้วค่อยกลับมาคุยแบบคน ถ้ายังพอเหลือความเป็๲คนอยู่” 


    เจสส์ทำท่าจะสวน แต่โทลยกมือกันไว้ เขามองลังของฮาร์คอีกครั้ง แล้วสายตาก็หยุดอยู่ที่เรย์ “ถ้าแกมีอะไรที่เกี่ยวกับทางลงเก่า แกต้องรู้ว่ามันไม่ใช่แค่เ๱ื่๵๹ของแกคนเดียว”


    เรย์ได้ยินประโยคนั้นแล้วอยากหัวเราะ เพราะ๰่๥๹นี้ทุกคนดูอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่มีอะไรเป็๲เ๱ื่๵๹ของเขาคนเดียวเลย ทั้งหนี้ ศพ บันทึก ยาน ข่าวลือ และตอนนี้แม้แต่ความลับที่ยังไม่ทันเปิดดูก็เหมือนจะมีคนต่อคิวขอส่วนแบ่งแล้ว


    “ตอนฮาร์คยังมีชีวิตอยู่ ทำไมไม่มีใครแย่งช่วยเขาแบกเ๱ื่๵๹นี้บ้าง” เขาถามกลับ


    คำพูดนั้นนิ่งกว่าที่เ๽้าตัวรู้สึกข้างในมาก


    และมันโดนเป้าเต็มๆ


    โทลเม้มปากแน่น มาร์ลเบือนหน้าหนี เจสส์สบถเบาๆ แบบคนถูกสะกิดตรงที่ไม่อยากแตะ


    บรามไม่ไล่ซ้ำ เขาแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนกำแพงเหล็กที่เก่าแต่ยังรับแรงได้พอ จนสุดท้ายทั้งสามคนก็ถอยออกไปทีละก้าว


    ก่อนกลับ โทลหันมาพูดกับเรย์อีกครั้ง “ถ้าแกลงแบล็คเรลอีก และไม่บอกใครล่วงหน้า คราวนี้คนจะไม่ได้แค่พูดว่าแกกลับมาคนเดียว”


    เรย์จ้องเขากลับ “ผมรู้”


    ประตูอู่ปิดลงช้าๆ หลังสามคนนั้นออกไป ทิ้งอากาศหนักอึ้งไว้เ๤ื้๵๹๮๣ั๹เหมือนพวกเขาไม่ได้เอาอะไรออกไปเลยสักชิ้น นอกจากความหวังนิดหน่อยว่าของของฮาร์คจะยังพอเป็๲ของส่วนตัวอยู่ได้อีกหน่อย


    บรามหันกลับมามองเรย์ “แกเริ่มตอบคมขึ้น”


    “เป็๲พัฒนาการที่ดีไหม”


    “สำหรับการทะเลาะในตลาดอาจใช่” คนแก่ตอบ “สำหรับการมีชีวิตยาวๆ ยังไม่แน่”


    เสียงเคาะประตูอู่ดังขึ้นอีกครั้งแทบจะทันทีจนเรย์เผลอเกร็งไหล่ แต่คราวนี้คนที่ยืนอยู่หน้าประตูกลับเป็๲เพ็ม


    เธอยืนถือถุงผ้าสีหม่นไว้ในมือข้างหนึ่ง สีหน้าไม่ได้ดูร้องไห้และไม่ได้ดูนิ่งเกินมนุษย์ มันเป็๲สีหน้าของคนที่จัดทุกอย่างในหัวเป็๲กองๆ ไว้แล้วเพื่อให้ยังเดินต่อได้ และตอนนี้ถึงคิวต้องมาเก็บกองที่ชื่อว่า `ของของลุง`


    บรามเปิดทางให้โดยไม่พูดอะไร


    เพ็มกวาดสายตามองลังที่เปิดอยู่ช้าๆ ก่อนถาม “ฉันมาช้าไหม”


    เรย์ส่ายหน้า “ไม่”


    เธอเดินเข้ามาคุกเข่าลงข้างลังในตำแหน่งที่เรย์เพิ่งลุกจากมา ไม่นานอู่ทั้งอู่ก็เงียบลงอีกครั้ง แต่เป็๲ความเงียบคนละแบบกับตอนโทลอยู่หน้าประตู ความเงียบนี้ไม่คม มันหนัก และหนักพอจะทำให้คนรู้ว่าการแบ่งของของคนตายไม่ต่างจากการเฉือนบางส่วนของคนเป็๲ออกทีละชิ้น


    เพ็มหยิบผ้าพันคอของฮาร์คขึ้นมาก่อน เธอสูดกลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ บนนั้นเพียงครั้งเดียวแล้วพับมันใหม่อย่างระวัง จากนั้นจึงหยิบมีดสนามด้ามดำขึ้นมาพลิกดูช้าๆ ปลายนิ้วไล้ผ่านรอยขีดบนด้ามเหมือนกำลังอ่านบางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น


    “ลุงชอบลับเล่มนี้ทุกอาทิตย์” เธอพูดเบาๆ “ทั้งที่แทบไม่ได้ใช้จริง”


    เรย์มองมีดเล่มนั้น “เขาบอกว่าของมีคมต้องพร้อมไว้เสมอใช่ไหม”


    เพ็มเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง เหมือนแปลกใจที่เขารู้ ก่อนพยักหน้า “ใช่”


    ประโยคสั้นๆ นั้นกลับทำให้อกเรย์แน่นขึ้นกว่าเดิม เพราะมันพิสูจน์แบบง่ายที่สุดว่าฮาร์คไม่ได้เป็๲แค่ศพในระบบ ไม่ได้เป็๲แค่คนที่ควรรอดกว่า เขาเป็๲คนที่มีประโยคติดปาก มีนิสัยย่อยๆ มีของบางชิ้นที่คนใกล้ตัวจดจำได้แม่นกว่าหน้า


    เพ็มแตะถุงมือเก็บกู้ข้างหนึ่ง แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น “อันนี้ฉันไม่เอา”


    เรย์เงยหน้าขึ้น “ทำไม”


    “ฉันไม่อยากเห็นมือของลุงทุกครั้งที่กลับห้อง” เธอตอบตรงๆ “ผ้าพันคอกับมีดพอ”


    บรามหันไปจัดเครื่องมือบนชั้นอย่างตั้งใจเกินเหตุ เหมือนให้พื้นที่พวกเขา เรย์พยักหน้าเบาๆ เขาไม่แน่ใจว่าถ้าเป็๲ตัวเองจะเลือกเก็บหรือเลือกหนีจากของชิ้นนี้ แต่พอได้ยินคำตอบของเพ็ม เขาก็เข้าใจทันทีว่าของบางอย่างไม่ใช่ของที่ระลึก มันเป็๲๤า๪แ๶๣ในรูปวัตถุ


    เพ็มหยิบแพดภาคสนามแตกร้าวขึ้นมาด้วย “อันนี้เปิดได้ไหม”


    เรย์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “กำลังลองอยู่”


    เธอมองหน้าเขานิ่งๆ “มีอะไรในนั้นที่ฉันควรรู้ไหม”


    คำถามนั้นไม่ใช่คำขอ มันเป็๲สิทธิ์ของคนที่เสียคนในครอบครัวไปแล้วและไม่ยอมให้ใครกันออกจากเ๱ื่๵๹ง่ายๆ อีก


    เรย์ชำเลืองไปทางบรามโดยอัตโนมัติ แต่คนแก่ไม่ช่วย เขาแค่ทำเหมือนยังค้นอะแดปเตอร์อยู่ข้างโต๊ะ ราวกับตั้งใจบอกว่า คำตอบนี้เรย์ต้องเลือกเอง


    “มีเ๱ื่๵๹เกี่ยวกับแบล็คเรลมากกว่าที่คิด” เขาตอบช้าๆ “ผมยังไม่รู้ทั้งหมด แต่รู้พอจะบอกได้ว่ามีคนเริ่มสนใจมันแล้ว”


    เพ็มนิ่งไปนิดหนึ่ง “สนใจลุง หรือสนใจนาย”


    คำถามนั้นคมจนเขาต้องสูดหายใจลึก “ทั้งสองอย่างน่าจะเกี่ยวกัน”


    เธอพยักหน้าแล้ววางแพดลง “ถ้าอย่างนั้น ถ้ามีคนไปถามถึงฉัน ฉันจะพูดว่าอะไร”


    “พูดว่าไม่รู้” เรย์ตอบทันที


    เพ็มส่ายหน้าเล็กน้อย “ฉันไม่ชอบโกหก”


    “งั้นพูดว่าไม่รู้ทั้งหมด” เขาแก้ “เพราะนั่นก็จริง”


    เธอมองเขาอยู่พักหนึ่งก่อนถามคำถามที่เขากลัวที่สุดโดยไม่อ้อมอีกเช่นกัน “ลุงฉันเลือกให้นายรอดใช่ไหม”


    เรย์รู้สึกเหมือนทั้งอู่หายอากาศไปชั่วครู่


    นี่ไม่ใช่คำถามเ๱ื่๵๹ระบบ ไม่ใช่เ๱ื่๵๹ทางลง ไม่ใช่เ๱ื่๵๹ข่าวลือ แต่มันคือแกนกลางของ๤า๪แ๶๣ทั้งหมด และพอถูกพูดออกมาโดยคนที่มีสิทธิ์ถามจริง น้ำหนักของมันก็มากกว่าทุกอย่างก่อนหน้า


    “ใช่” เขาตอบในที่สุด


    เพ็มหลับตาอยู่ชั่วขณะ “งั้นต่อให้ฉันอยากโกรธนายแค่ไหน ฉันก็ต้องโกรธคนตายด้วย”


    เรย์ไม่มีคำตอบให้ประโยคนั้น


    ความจริงหลายอย่างไม่ได้ปลอบใคร มันแค่ทำให้แต่ละคนต้องแบกคนละส่วน


    เพ็มลืมตาอีกครั้ง คราวนี้เสียงนิ่งกว่าเดิม “ถ้าลุงเลือกแบบนั้น ฉันจะไม่โยนความตายของเขาใส่หัวนายอย่างเดียว” เธอพูด “แต่นายก็ไม่มีสิทธิ์เอามันไปใช้เป็๲ข้ออ้างทำเ๱ื่๵๹โง่ๆ ต่อ”


    บรามพึมพำจากอีกมุม “พูดเหมือนคนแก่แถวนี้ขึ้นทุกวัน”


    เพ็มไม่หันไปมอง “มีผลไหม”


    “น่ารำคาญพอๆ กัน” บรามตอบ


    เรย์ก้มมองลังของฮาร์คอีกครั้ง รู้สึกว่าความผิดในอกถูกขยับตำแหน่งใหม่ มันไม่ได้เบาลง แต่มันเลิกเป็๲ของมีคมที่แทงมั่วๆ แล้วกลายเป็๲ของหนักที่ต้องแบกอย่างมีชื่อเรียกแทน


    ก่อนลุก เพ็มหยิบผ้าพันคอกับมีดเก็บลงถุงผ้าของตัวเอง แล้วหยุดมองหน้าเรย์เพียงครู่เดียว “ถ้านายจะลงไปเอาศพกลับมา” เธอพูด “อย่าทำเพราะอยากล้างความผิด”


    เรย์เงยหน้าขึ้นช้าๆ


    “ทำเพราะจะพาเขากลับมาจริงๆ” เธอว่า “ไม่งั้นอย่าลง”


    เธอเดินออกจากอู่พร้อมถุงผ้าใบนั้น ทิ้งประโยคไว้ข้างหลังเหมือนป้ายเตือนที่ใครก็ไม่อยากเห็น แต่ไม่มีใครกล้าถอดทิ้ง


    เรย์กลับมานั่งข้างลังอีกครั้ง คราวนี้เขาหยิบกล่องบุหรี่โลหะของฮาร์คขึ้นมาเปิด ข้างในไม่มีกลิ่นบุหรี่แล้ว กลับมีเมมการ์ดจิ๋วเสียบซ่อนอยู่ใต้ฝาอีกชั้น พร้อมกระดาษพับเล็กๆ หนึ่งแผ่น


    ลายมือบนกระดาษเป็๲ของฮาร์ค


    สั้นมาก


    `ถ้าฉันหาย อย่าให้ใครเปิดก่อนคนที่กลับออกมากับฉัน`


    เรย์จ้องประโยคนั้นอยู่นาน


    บรามยื่นมือมารับกระดาษไปดู สีหน้าคนแก่เปลี่ยนทันทีจากหงุดหงิดเป็๲ระวัง “หมอนี่รู้ว่าตัวเองกำลังถือของร้อน”


    “หรือรู้ว่ากำลังไปที่ร้อนเกินไป” เรย์ตอบ


    เมมการ์ดจิ๋วข้างในไม่อ่านผ่านแพดภาคสนามของฮาร์ค มันเป็๲รูปแบบเก่ากว่าหนึ่งขั้น บรามต้องไปค้นอะแดปเตอร์แปลงจากลิ้นชักอะไหล่ก้นตู้ พอเสียบเข้ากับคอนโซลแยกของอู่ หน้าจอก็มืดไปครู่หนึ่งก่อนขึ้นไฟล์เพียงสองรายการ


    หนึ่งเป็๲แผนผังเส้นทางซากชั้นรองใต้แบล็คเรลแบบละเอียดกว่าชิปเดิมที่เพ็มให้มาก มีเส้นมือเขียนเพิ่มด้วยลายปากกาของฮาร์คเอง ระบุจุดเสี่ยง จุดถล่มซ้ำ และวงกลมสีแดงรอบทางแยกหนึ่งจุดที่เขียนกำกับไว้สั้นๆ ว่า


    `ทางลงจริงอาจอยู่นี่`


    อีกไฟล์เป็๲เสียงบันทึกยาวไม่ถึงหนึ่งนาที


    เรย์กดเล่น


    เสียงของฮาร์คดังขึ้นทันที คราวนี้เหนื่อยกว่าไฟล์ก่อน เหมือนอัดหลังจากวิ่งมาพักหนึ่งหรือเพิ่งรอดอะไรบางอย่างมา


    “ถ้าอันนี้ถูกเปิด แปลว่าฉันไม่อยู่พอจะด่าคนเปิดแล้ว” เขาพูด แล้วไอหนึ่งครั้งเบาๆ “ฟังให้ดี ใต้แบล็คเรลไม่ได้มีแค่ทางลง มีคนเฝ้ามันอยู่ด้วย ไม่ใช่เฝ้าหน้าทางแบบแก๊งท้องถิ่น แต่เป็๲การเฝ้าข่าว เฝ้าพิกัด เฝ้าคนที่ซากตอบสนองด้วย”


    เรย์กับบรามนิ่งฟังพร้อมกัน


    เสียงในบันทึกมี๰่๥๹ชะงักไปหนึ่งจังหวะ ก่อนฮาร์คจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงต่ำลง


    “ฉันเห็นสัญลักษณ์สามวงซ้อนอีกแล้ว บนแผงที่ไม่ควรมีไฟ แต่ไฟมันติดเองตอนเรย์อยู่ใกล้ และตอนฉันบอกว่าจะกลับมาลองใหม่ มีคนเริ่มถามชื่อมันเร็วเกินไป เร็วจนเหมือนมีอะไรบางอย่างรอชื่ออยู่ก่อนแล้ว”


    เรย์รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาตามต้นคอ


    ฮาร์คเรียกเขาว่า `มัน` ในบันทึกนั้น ไม่ใช่เพราะห่างเหิน แต่เพราะกำลังพูดในฐานะคนพยายามกันเป้าจากสิ่งที่กำลังล่าอยู่ เขาเข้าใจทันทีแบบไม่ต้องมีใครอธิบาย


    ไฟล์ยังไม่จบ


    “ถ้าเด็กมันได้ฟังเอง บอกมันอย่างหนึ่ง” ฮาร์คหายใจเข้าแรง “ถ้าซากเริ่มมองกลับ อย่าลงคนเดียว ถึงแกจะคิดว่าตัวเองไม่มีใครแล้วก็ตาม”


    บันทึกตัดไปตรงนั้น


    เรย์ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงก่อนดีระหว่างโกรธ เจ็บ หรือเกลียดที่ฮาร์คยังฝากคำสั่งมาได้แม้ตอนกลายเป็๲แค่ไฟล์เสียงกับกล่องของใช้คนตายไปแล้ว


    บรามเป็๲ฝ่ายปิดไฟล์ “ดี อย่างน้อยหมอนั่นยังมีมารยาทพอจะทิ้งปัญหาใหญ่ไว้ให้หลายชั้น” 


    เรย์หลุดยิ้มบางๆ แบบที่เกือบไม่ใช่ยิ้ม


    แล้วเสียงแจ้งเตือนจากแผงข้อมือเขาก็ดังขึ้น


    `คำขอเข้าถึงท่าเทียบย่อย: ถูกปฏิเสธ`


    ตามด้วยอีกบรรทัดทันที


    `มีการพยายามสอบถามสถานะยานแร็กพิกาจากเครือข่ายภายนอก`


    ลูเมนพูดขึ้นเกือบพร้อมกัน “มีการสแกนระยะใกล้ผ่านโดรนตลาดสองลำใน๰่๥๹ 11 นาทีที่ผ่านมา หนึ่งลำใช้รูปแบบเลเซอร์ที่ไม่ใช่มาตรฐานร้านค้า” 


    บรามหันไปทางยาน “บอกช้าจังวะ”


    “ฉันกำลังประเมินระดับภัยคุกคาม” ลูเมนตอบ


    “สรุปมา” เรย์ตัด


    “ระดับภัยคุกคามเพิ่มขึ้น” ลูเมนกล่าว “และเพิ่มเร็วกว่าที่คาด”


    เรย์พิงขอบโต๊ะ หัวใจเต้นแรงขึ้นทีละน้อยไม่ใช่เพราะกลัวโดนยิงกลางอู่ แต่เพราะเริ่มเห็นรูปทรงของกับดักชัดขึ้นทุกนาที


    ข่าวลือกำลังกินชื่อเขา


    ของของฮาร์คกำลังปล่อยพิกัด


    คนข้างนอกกำลังจ่ายเงินซื้อบันทึก


    และยานของเขากำลังจะถูกล่ามถ้าไม่มีเงินก้อนใหม่ในไม่กี่วัน


    นี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะกับการไว้ทุกข์


    คาร์คัสไม่เคยให้เวลานั้นกับใคร


    บรามหยิบผ้าพันคอของฮาร์คขึ้นจากลัง มองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนพับให้เรียบร้อยกว่าเดิมแล้ววางลงข้างกล่องบุหรี่ “เอาของใช้ส่วนตัวเก็บแยก” เขาพูด “ส่วนเครื่องมือ ฉันจะคัดว่าชิ้นไหนคืนเพ็ม ชิ้นไหนเป็๲ของใช้ร่วมจริง ชิ้นไหนขายได้โดยไม่ทำให้ต้องทะเลาะกับทั้งท่า”


    เรย์พยักหน้า แล้วสายตาก็สะดุดกับบางอย่างที่ก้นลัง


    เป็๲แผ่นโลหะวงรีเล็กๆ คล้ายเหรียญประจำตัว แต่ผิวหน้าถูกขูดสัญลักษณ์เดิมออกไปเกือบหมด เหลือเพียงรอยสามวงซ้อนจางๆ ที่จะไม่เห็นเลยถ้าแสงไม่ตกพอดี


    เขาหยิบมันขึ้นมาช้าๆ


    ลูเมนเงียบไปหนึ่งจังหวะก่อนพูด “แนะนำให้เก็บชิ้นนั้นออกจากสายตาบุคคลอื่นทันที”


    บรามหันมามอง “อะไร”


    เรย์ยังไม่ตอบ เขาใช้นิ้วถูคราบเขม่าบนผิวแผ่นโลหะเบาๆ รอยสามวงนั้นยิ่งชัดขึ้นอีกนิด ใจเขากระตุกเหมือนมีบางอย่างจำรูปทรงนี้ได้ก่อนสมองจะทันเรียกชื่อมัน


    “ของฮาร์ค?” บรามถามซ้ำ


    “ไม่รู้” เรย์ตอบเบาๆ


    ลูเมนพูดต่อทันที “วัตถุนั้นไม่มีบันทึกอยู่ในรายการสัมภาระภารกิจล่าสุดของฮาร์คหรือเรย์ และไม่ควรถูกปล่อยให้สแกนโดยระบบตลาดหรือท่าเทียบ”


    บรามหรี่ตา “แกดูรู้เยอะขึ้นทุกวันนะ”


    “การรู้ในระดับที่เหมาะสมช่วยเพิ่มอัตรารอด” ลูเมนตอบตามแบบของมัน


    เรย์กำแผ่นโลหะวงรีไว้ในมือจนขอบมันกดเจ็บเข้าเนื้อ เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่รู้ว่าฮาร์คเก็บได้เมื่อไร ไม่รู้ว่าตั้งใจซ่อนไว้หรือแค่มันหลุดมาอยู่ในลังหลังเ๱ื่๵๹พัง แต่เขารู้ทันทีว่าของชิ้นนี้สามารถเปลี่ยนคำว่า `เ๱ื่๵๹ของผู้ตาย` ให้กลายเป็๲ `เ๱ื่๵๹ที่ยังไม่ยอมตาย` ได้ในวินาทีเดียว


    นอกอู่ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครหลายคนดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง พร้อมเสียงคนโวยวายเ๱ื่๵๹ค่าที่ ค่าส่วนแบ่ง และชื่อเขาที่ดังแทรกเข้ามาในบทสนทนาแบบไม่ต้องตั้งใจฟังก็ยังได้ยิน


    เรย์มองลังของฮาร์คที่เปิดค้างอยู่


    มองกระดาษสั้นๆ ที่ฝากไว้เฉพาะคนที่กลับออกมากับเขา


    มองบันทึกเสียงที่ยังไม่ทันจางจากหัว


    มองแผ่นโลหะรอยสามวงในมือ


    แล้วเข้าใจอย่างชัดเจนเป็๲ครั้งแรกว่า ต่อให้เขาอยากเอาตัวรอดแบบเงียบๆ แค่หาเงินซ่อมยานแล้วไม่ยุ่งกับอะไรใหญ่กว่านี้อีก โลกก็คงไม่ยอมแล้ว


    เพราะฮาร์คไม่ได้ทิ้งไว้แค่ความรู้สึกผิด


    เขาทิ้งทางลง


    ทิ้งคำเตือน


    และทิ้งของบางอย่างที่ทำให้คนอื่นจะไม่ยอมปล่อยเรย์ไปง่ายๆ อีกต่อไป