ภายในโพลงมรณะ ความมืดหาใช่ความมืดของราตรีไม่
ราตรียังมีจันทรา ยังมีหมู่ดารา ยังมีแสงริบหรี่ให้ผู้คนตระหนักว่าเบื้องบนยังเป็ผืนฟ้าเดียวกัน แต่ ณ ก้นเหวแห่งนี้ กลับมีเพียงความมืดอันเก่าแก่เยี่ยงา ความหนาวชื้นที่ซึมลึกถึงไขกระดูก และกลิ่นคาวเน่าเหม็นคล้ายโลหิตแห้งกรังปะปนกับซากอสูรซึ่งสั่งสมมานับหมื่นปี
อี้ซินยืนอยู่เหนือพื้นทรายสีดำสนิท ร่างทั้งร่างชุ่มไปด้วยเืและเหงื่อ เขามิได้ขยับอยู่ครู่ใหญ่
มิใช่เพราะหวาดกลัว
หากกำลังฟัง
ฟังเสียงลมเย็นลอดผ่านรอยแยกบนยอดโพรง ฟังเสียงหยาดน้ำหยดลงบนพื้นศิลา ฟังเสียงกระดูกมหึมาบางชิ้นเสียดสีกันเบา ๆ ราวกับมีสิ่งใดกำลังครางอยู่ในห้วงลึกของความมืด และฟังเสียงลมหายใจของตนเองซึ่งยังคงหนักหน่วงสับสน
รวมถึงเสียงเต้นอีกจังหวะหนึ่งภายในทรวงอก
ตึก...
ตึก...
เสียงนั้นดังอยู่เพียงสองครา ก่อนจะเงียบหายไปประหนึ่งไม่เคยมีอยู่
อี้ซินค่อย ๆ ก้มลงมองทรวงอกของตน ฝ่ามือแตะลงตรงตำแหน่งหัวใจช้า ๆ ใต้ิัมีเพียงเนื้อหนัง เื และความอุ่นของร่างมนุษย์
แต่มิใช่ร่างเดิมอีกแล้ว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกช้า ๆ ก่อนปล่อยออกยาว ความเ็ปทั่วสรรพางค์ยังคงอยู่ครบถ้วน แผลบนแขน สีข้าง แผ่นหลัง และหน้าผากล้วนแสบร้อนราวถูกเปลวเพลิงเผา แต่ลึกลงไปใต้ความปวดนั้น เขากลับััได้ถึงพลังอีกชนิดหนึ่ง พลังดิบเถื่อน หนักแน่น และเกรี้ยวกราด ซึ่งฝังตัวอยู่ในกระดูก เส้นเอ็น เืลม และกล้ามเนื้อทั่วร่าง
เขาค่อย ๆ กำมือ
เสียงข้อนิ้วลั่นเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบ
ความรู้สึกหนักแน่นที่สะสมอยู่ในหมัด ทำให้ดวงตาของอี้ซินหรี่ลงช้า ๆ
สิบหกปีที่ผ่านมา เขาเป็เพียงผู้มีชีพจรพิการ
เด็กคนอื่นอายุเพียงเจ็ดแปดปีก็เริ่มรับรู้ปราณฟ้าดินได้แล้ว แต่เขากลับทำได้เพียงหาบน้ำ ตัดฟืน แบกหิน และถูกผู้คนหัวเราะเยาะว่าเป็สวะไร้ค่าซึ่งไม่มีวันก้าวเข้าสู่หนทางยุทธ์ได้ ชั่วชีวิตที่ผ่านมา เขาคุ้นชินกับร่างกายอันอ่อนแอ คุ้นชินกับความเจ็บโดยไร้ทางตอบโต้ คุ้นชินกับสายตาเหยียดหยันของผู้คนทั้งโลก
แต่บัดนี้...
อี้ซินก้มลงหยิบกรวดสีดำก้อนหนึ่งจากพื้น มันเย็นเฉียบและหนักแน่น เขาจ้องมันชั่วครู่ ก่อนออกแรงบีบ
กร๊อบ!
หินก้อนนั้นแตกละเอียดในฝ่ามือเขา
อี้ซินนิ่งงัน
แม้จะเพิ่งผ่านความทุกข์ทรมานจากการหลอมร่างมา แต่ผลลัพธ์ตรงหน้ากลับยังทำให้ลมหายใจของเขาหนักขึ้นอยู่ดี เขาค่อย ๆ แบมือ เศษหินร่วงลงบนพื้นทีละชิ้น จากนั้นจึงก้มมองฝ่ามือตนเองอีกครั้งอย่างมิอาจเชื่อสายตา
นี่มิใช่พละกำลังของเขาแต่เดิม
มิใกล้เคียงแม้แต่น้อย
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ กวาดสายตาไปทั่วโพรงมรณะ ความมืดซึ่งเมื่อครู่ดูหนาแน่นดุจผืนผ้าดำ บัดนี้กลับมิอับทึบเท่าเดิม ดวงตาของเขาจับรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น ทั้งแสงวูบวาบเล็กจ้อยที่ซ่อนอยู่ภายในผนังหิน ทั้งโครงกระดูกอสูรขนาดั์ที่กองซ้อนกันอยู่ไกลออกไป ทั้งแนวหินอันคดเคี้ยวซึ่งทอดลึกเข้าไปเบื้องใน
สายตา หู ความรู้สึก และการตอบสนองของเขาล้วนเปลี่ยนไป
อี้ซินทดลองก้าวไปข้างหน้า
เพียงก้าวเดียว เขาก็ชะงัก
เพราะฝีเท้านั้นพุ่งไกลกว่าที่เขาคิดไว้หลายส่วน ร่างทั้งร่างทะยานไปเบื้องหน้าราวเบาโหวงยิ่งกว่าเดิม จนเกือบพุ่งชนซี่กระดูกของอสูรั์ที่ตั้งค้ำอยู่ เขารีบหักตัวหลบ ไหล่เฉียดผ่านโครงกระดูกขาวซีดไปเพียงนิด ก่อนลงเท้าอย่างมั่นคงบนพื้นทราย
อี้ซินหรี่ตา
“มิใช่เพียงแรง...” เขาพึมพำ “แม้แต่ความเร็วและการทรงตัวก็มิใช่ร่างเดิม”
เขาย่อตัวลงเล็กน้อย ก่อนะโขึ้นตรง ๆ ครานี้มีการระวังมากขึ้น แต่ผลที่ได้รับกลับยิ่งทำให้หัวใจเขาสะท้าน ร่างของเขาลอยขึ้นสูงเกินศีรษะไปหลายเท่าตัว ก่อนร่วงกลับลงสู่พื้นอย่างหนักหน่วง
ตึง!
ทรายดำกระเซ็นออกเป็วงกว้าง
อี้ซินหมุนข้อมือช้า ๆ สูดลมหายใจลึก พยายามสะกดความสั่นะเืในใจ เขารู้สึกได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ร่างนี้มิใช่เพียงแข็งแรงขึ้นอย่างผิวเผิน หากแต่เป็การเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ทั้งิั กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็นล้วนแ่าราวถูกหลอมตีขึ้นใหม่
ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้น...ยังมิใช่สิ่งเหล่านี้
อี้ซินหลับตาลงช้า ๆ ยกสองมือขึ้นซ้อนกันตรงท้องน้อย แล้วลองทำในสิ่งที่เขาไม่เคยทำสำเร็จมาตลอดสิบหกปี
รับรู้ลมปราณฟ้าดิน
เสียงของเฒ่าหานดังขึ้นในส่วนลึกของความทรงจำช้า ๆ
“ลมปราณฟ้าดินมีอยู่ทุกหนแห่ง” เสียงชรานั้นราบเรียบและอ่อนโยน “ผู้คนทั่วไปเพียงสงบใจ รับรู้ และนำมันเข้าสู่ชีพจรได้ ส่วนเ้า...แม้วันนี้ทำมิได้ ก็มิจำเป็ต้องสิ้นหวัง เส้นทางของเ้าบางทีอาจมิได้เดินเหมือนคนอื่น”
ในอดีต อี้ซินคิดว่าคำเ่าั้เป็เพียงวาจาปลอบโยน
แต่บัดนี้ ขณะยืนอยู่ในโพลงมรณะ เขากลับัับางสิ่งได้จริง ๆ
มันแ่บางนัก
เหมือนหมอกเย็นละเอียดซึ่งแทรกอยู่ในอากาศรอบด้าน
อี้ซินค่อย ๆ เพ่งสมาธิไปยังหมอกปราณนั้น ช้า ๆ นิ่ง ๆ มิผลีผลาม เขาพยายามใช้ลมหายใจดึงดูดมันเข้าสู่ร่าง ความรู้สึกยังพร่าเลือน คล้ายจับได้แล้วกลับหลุดลอย แต่เขามิเร่งรีบ เพียงประคองลมหายใจให้มั่น ปล่อยให้กลิ่นอายบางเบานั้นค่อย ๆ ไหลตามลมหายใจลงสู่ทรวงอก แล้วนำมันเข้าสู่เส้นทางชีพจรตามที่เฒ่าหานเคยสอน
วูบ...
ความเย็นบางอย่างไหลเข้าสู่ร่างจริง ๆ
ในวินาทีนั้น หัวใจของอี้ซินสั่นสะท้าน
เข้าได้จริง!
ลมหายใจของเขาสะดุด สมาธิคลอน ลมปราณสายนั้นจึงสลายไปโดยฉับพลัน
แต่แม้จะสูญสิ้นไปแล้ว อี้ซินกลับมิได้รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย
เพราะแค่เพียงครู่นั้นก็เพียงพอแล้ว
เพียงพอให้เขารู้ว่าชีพจรของตนมิได้พิการอีกต่อไป
เพียงพอให้เขารู้ว่าประตูซึ่งเคยปิดตายมาทั้งชีวิต...กำลังเปิดออกแล้ว
อี้ซินค่อย ๆ ลืมตา ความมืดรอบกายสะท้อนอยู่ในม่านตาของเขา ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับมีประกายแปลกประหลาดซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน
เขายกมือขึ้นเช็ดเืตรงมุมปากออกช้า ๆ ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ ครั้งหนึ่ง เสียงหัวเราะนั้นมิได้มีความชื่นบาน หากเป็ความเย็นเยียบลึกล้ำของคนผู้เพิ่ง่ชิงสิ่งซึ่งเคยคิดว่ามิอาจเอื้อมถึงมาไว้ในมือได้
“หลัวเหวินซาน...” เขาเอ่ยช้า ๆ “คืนนี้หากพวกเ้ามิผลักข้าลงมา ข้าคงต้องเป็สวะต่อไปจริง ๆ”
ทันทีที่กล่าวจบ ความเ็ารุนแรงก็ฉายผ่านม่านตาเขา
แต่เขามิปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในความแค้นนานนัก
เพราะสถานที่แห่งนี้มิใช่ที่สำหรับยืนเพ้อฝัน
โพลงมรณะมิใช่สำนัก มิใช่เรือนพัก มิใช่โลกเบื้องบนอันโสมมที่ยังมีกฎเกณฑ์ให้หลบเลี่ยงได้ ที่นี่คือแดนตาย ซึ่งมีโครงกระดูกอสูรั์ซ้อนทับกันอยู่รอบตัว และสิ่งที่ทำให้มันกลายเป็ซากได้...ย่อมมิใช่อะไรที่อ่อนแอ
อี้ซินก้มลงมองาแทั่วกายอีกครั้ง จากนั้นจึงฉีกชายเสื้อส่วนที่ยังพอใช้ได้ออกมาพันสีข้างไว้ชั่วคราว แม้ร่างใหม่จะมีพลังฟื้นตัวผิดธรรมดา แต่าแก็ยังเป็าแ หากปล่อยไว้ย่อมสูญเสียโลหิตเกินควร
ขณะกำลังพันผ้า เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากด้านซ้ายของโพรง
กรึบ...
เป็เสียงคล้ายเล็บคมครูดผ่านพื้นศิลา
อี้ซินเงยหน้าทันที
ร่างทั้งร่างหยุดนิ่งประหนึ่งคมดาบถูกตรึงคาอยู่กลางอากาศ สายตาจับจ้องความมืดเบื้องหน้าไม่กะพริบ
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
กรึบ... กรึบ...
มาจากหลังกองซากกระดูกขนาดมหึมาซึ่งกองซ้อนกันอยู่เบื้องซ้าย
อี้ซินค่อย ๆ ถอยหนึ่งก้าวโดยมิให้เกิดเสียง ฝ่ามือขวากวาดลงพื้น คว้าเศษกระดูกแหลมยาวชิ้นหนึ่งขึ้นมาแทนอาวุธ
ลมหายใจของเขาช้าลง
แต่หัวใจกลับเต้นหนักแน่นขึ้น
จากนั้น เงาดำขนาดราวสุนัขป่าก็พรวดออกมาจากหลังกองกระดูก
มันผอมแห้งจนเห็นซี่โครงชัดเจน ิัสีเทาดำแนบติดกระดูก ดวงตาทั้งคู่แดงฉานราวโลหิต เขี้ยวแหลมยาวโผล่พ้นริมปาก และกลางสันหลังมีหนามกระดูกชูเรียงกันเป็แนว น้ำลายเหนียวข้นหยดลงบนพื้นเป็สายไม่ขาด
มันมิใช่สัตว์ป่า
แต่เป็อสูรร้ายตัวหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
อสูรตัวนั้นก้มตัวต่ำ ส่งเสียงขู่ในลำคอ ขณะเดียวกันก็สูดกลิ่นโลหิตจากตัวอี้ซินราวกับพบอาหารชั้นเลิศ ดวงตาของมันยิ่งแดงเข้มขึ้นอีก
อี้ซินมิได้ขยับ
เขาไม่เคยสังหารอสูรมาก่อน แม้เคยถูกสัตว์ป่าในป่ารกร้างไล่ล่ามาบ้าง แต่สิ่งนั้นแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าโดยสิ้นเชิง
นี่คืออสูรแห่งโพลงมรณะ
ส่วนเขา...เป็เพียงมนุษย์ซึ่งเพิ่งเกิดใหม่จากขุมนรก
อสูรร้ายขู่ต่ำอีกครั้ง ก่อนจะทะยานเข้าใส่
เร็ว!
อี้ซินเบี่ยงกายหลบอย่างฉิวเฉียด กรงเล็บคมของมันตวัดผ่านไหล่ซ้าย ทิ้งรอยแสบยาวเป็ทางบนิั เขาหันกลับแทบพร้อมกันแล้วแทงเศษกระดูกในมือใส่ลำตัวมัน แต่เ้าอสูรกลับบิดร่างหลบได้อย่างรวดเร็ว ก่อนใช้หางแข็งดุจแส้เหล็กฟาดเข้าที่เอวเขาอย่างแรง
ปึง!
อี้ซินถูกฟาดจนถอยไปสามก้าว ความเจ็บร้าวแล่นขึ้นด้านข้างจนลมหายใจสะดุด
“บัดซบ...” เขาแค่นเสียงต่ำ
หากเป็ร่างเดิม เพียงคราเดียวเขาคงล้มคุกเข่าไปแล้ว
แต่บัดนี้ เขายังยืนอยู่
ทั้งยังมิได้เสียหลักมากอย่างที่คิด
อสูรร้ายมิให้เวลาเขาไตร่ตรอง มันทะยานเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้อี้ซินมิถอย เขาเพ่งจับจังหวะที่มันพุ่งกลางอากาศ แล้วหลบเพียงครึ่งก้าว จากนั้นอาศัยแรงบิดของเอวเหวี่ยงหมัดขวาเข้าใส่ชายโครงมันอย่างสุดแรง
ปัก!
เสียงกระแทกแน่นหนักดังขึ้น อสูรถูกต่อยจนร่างกระเด็นไปกระแทกกองกระดูก ซากขาวซีดแตกกระจายเกลื่อนกลาด
อี้ซินนิ่งไปชั่วอึดใจ
หมัดเมื่อครู่...หนักกว่าที่เขาคิด
อสูรร้ายเงยหน้าขึ้น ส่งเสียงร้องแหลมอย่างเ็ป ทว่ามิได้ตาย กลับยิ่งคลุ้มคลั่ง มันพุ่งต่ำไปตามพื้นดุจเงาดำหมายกัดข้อเท้าเขา
อี้ซินะโข้ามหัวมันไปอย่างหวุดหวิด แล้วลงสู่พื้นด้านหลังทันที ครานี้เขามิรอให้อีกฝ่ายหันกลับเต็มตัว เขาพุ่งเข้าประชิดก่อน ใช้มือซ้ายคว้าหนามกระดูกบนสันหลังมันแน่น แล้วกระแทกเข่าเข้าใส่ท้องมันติดกันสองครั้ง
ตุ้บ! ตุ้บ!
อสูรร้ายร้องลั่น บิดร่างพยายามสะบัดเขาออก แต่กำลังแขนของอี้ซินกลับแ่าเกินคาด เขายกเศษกระดูกแหลมในมือขวาขึ้น แล้วแทงลงใส่เบ้าตามันอย่างไม่ลังเล
ฉึก!
ร่างอสูรชักกระตุกทันที โลหิตสีดำข้นพุ่งสาดเปื้อนแขนเขาไปทั้งข้าง
แต่มันยังดิ้นรน
อี้ซินกัดฟันแน่น กดเศษกระดูกลงลึกอีกจนเกือบมิดทั้งชิ้น
“ตาย!”
ปัก!
คราวนี้ร่างอสูรเกร็งค้าง ก่อนจะค่อย ๆ อ่อนแรงลงทีละน้อย
ทั่วทั้งโพรงกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง
เหลือเพียงเสียงหอบของอี้ซินกับกลิ่นเืสดที่ยิ่งเข้มข้นขึ้น
เขาถอยออกมาช้า ๆ ดวงตายังคงจับจ้องซากอสูรไม่วางใจ จนแน่ใจว่ามันมิขยับเขยื้อนอีกแล้ว จึงค่อยถอนหายใจยาว
มือขวาของเขายังสั่นเล็กน้อย
หาใช่เพราะหวาดกลัว
แต่เป็เพราะนี่คือครั้งแรกที่เขาสังหารสิ่งมีชีวิตหนึ่งด้วยมือตนเองอย่างแท้จริง
เฒ่าหานเคยกล่าวไว้ว่า โลกยุทธ์มิใช่สถานที่ของคนใจอ่อน เมื่อถึงคราวต้องสังหาร ผู้ที่ลังเลก็คือผู้ตาย
บัดนี้ เขาเข้าใจถ้อยคำนั้นแล้ว
อี้ซินก้มลงมองโลหิตสีดำบนมือ ก่อนใช้ทรายดำขัดออกอย่างหยาบ ๆ แล้วจึงเริ่มสำรวจซากอสูร ครู่หนึ่งเขาพบว่าภายในอกของมันมีสิ่งแข็งเล็ก ๆ ซ่อนอยู่
เขาใช้เศษกระดูกผ่าเนื้อหนา ๆ ออก แล้วชะงัก
ภายในนั้นมีแก่นสีเทาหม่นขนาดเพียงปลายนิ้วก้อยฝังอยู่
แม้มิเคยเห็นของจริง แต่เขาก็เดาได้ทันที
นี่คือ แก่นอสูร
อี้ซินหยิบมันขึ้นมาอย่างระวัง กลิ่นอายเย็นแปลกประหลาดบางอย่างแผ่ซ่านออกจากก้อนเล็ก ๆ นี้ มันมิบริสุทธิ์ละมุนเช่นปราณฟ้าดิน หากแต่หยาบแน่นและแฝงพลังดิบอยู่ชัดเจน
เขาเก็บมันไว้ในชายเสื้อ จากนั้นจึงเงยหน้ามองลึกเข้าไปในโพรงอีกครั้ง
อสูรเพียงตัวเดียวก็เกือบทำให้เขาาเ็หนักเพิ่ม หากมีอีกหลายตัวไล่ตามกลิ่นโลหิตมาถึง เขาย่อมมิอาจรับมือได้โดยง่าย
เขาจำต้องหาที่พักชั่วคราว
และต้องหาทางออก
อี้ซินกวาดสายตาไปรอบด้าน ก่อนเริ่มขยับไปตามขอบผนังศิลาแทนที่จะเดินผ่านกลางโพรง เขาเลือกทางซึ่งมีหินก้อนใหญ่และโครงกระดูกบังตัวได้มากที่สุด
ยิ่งเดินลึกเข้าไป เขายิ่งพบสิ่งผิดธรรมชาติ
ผนังหินหลาย่มีรอยสลักโบราณฝังลึกอยู่เป็แนว บางรอยคล้ายดวงดาว บางรอยคล้ายอสนีบาตบิดพัน บางรอยกลับละม้ายเงาร่างอสูรมีปีกกางออก โบราณล้ำเกินกว่าจะเป็ฝีมือคนยุคปัจจุบัน
อี้ซินยกมือแตะหนึ่งในรอยสลักนั้นเบา ๆ
เย็นเฉียบ
ทว่าใต้ความเย็นนั้น เขากลับััการสั่นไหวแ่เบา ราวกับสิ่งเหล่านี้เคยมีพลังมหาศาลหมุนเวียนอยู่
เขาเดินต่อไปอีก่ใหญ่ จนมาถึงแนวหินซึ่งแยกเป็ทางแคบ ลาดเอียงขึ้นเล็กน้อย คล้ายอุโมงค์ธรรมชาติซึ่งเชื่อมไปยังอีกส่วนของโพรง
ลมหอบบางเบาพัดออกมาจากด้านใน
มีลม ย่อมมีทาง
อี้ซินก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง
อุโมงค์นั้นคดเคี้ยว บาง่แคบจนต้องก้มศีรษะ บาง่กลับเปิดกว้างเป็ห้องหินย่อม ๆ ยิ่งเข้าไปลึก ผนังศิลายิ่งมีแสงริบหรี่ประหนึ่งเศษดาราฝังอยู่ในเนื้อหิน
ในที่สุด เขาก็มาหยุดที่ห้องหินแห่งหนึ่ง
ใจกลางห้องมีแท่นศิลาเตี้ย ๆ ตั้งอยู่ บนแท่นนั้นมีกระดูกมือของใครบางคนพาดอยู่แห้งกรัง ใกล้กันเป็เศษผ้าซึ่งผุพังจนแทบกลายเป็ฝุ่น
อี้ซินย่อตัวลงช้า ๆ
มนุษย์
เคยมีผู้คนมาถึงสถานที่แห่งนี้ก่อนเขา
เขากวาดตามองผิวแท่น ก็พบรอยขีดเขียนหลายบรรทัดอยู่บนนั้น รอยพวกนั้นเก่ามากจนพร่าเลือน แต่สายตาใหม่ของเขายังพอจับถ้อยคำได้
“...ผู้มาทีหลัง...หากเ้ายังมีสติอ่านถึงตรงนี้...แปลว่าเ้ามีวาสนามากกว่าข้า...”
อี้ซินขมวดคิ้ว ก้มลงอ่านทีละบรรทัดอย่างช้า ๆ
“...โพลงนี้มิใช่เหวธรรมดา แต่เป็...ถ้ำดารา...ซากอุกกาบาต...แห่งยุคโบราณ...”
หลายคำเลือนหายไปเพราะกาลเวลา แต่ก็เพียงพอจะทำให้หัวใจของเขาเต้นหนักขึ้น
ถ้ำดารา
ชื่อเรียกนี้สอดคล้องกับทุกสิ่งรอบกายเกินไป
เขาอ่านต่อ
“...หากเ้าได้พบหัวใจดารา...จงจำไว้ว่า...นั่นมิใช่ของขวัญ...ทุกสิ่งล้วนต้องแลก...”
บรรทัดท้ายสุดเลือนลางเกือบมองมิออก แต่ยังเหลือคำสำคัญชัดเจนพอประมาณ
“...ทางออก...อยู่...ทางลมเหนือ...”
อี้ซินนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเงยหน้ามองไปตามทิศที่ลมหอบบาง ๆ พัดมาจริง ๆ
อย่างน้อย เขาก็มีปลายทางให้มุ่งไปแล้ว
ทว่าในเวลาเดียวกัน ความระวังกลับยิ่งเพิ่มขึ้น
หากมีผู้ใดมาถึงที่นี่ก่อน แล้วกลับต้องตายอยู่ตรงนี้ แปลว่าหนทางเบื้องหน้าย่อมมิได้เรียบง่าย
ขณะอี้ซินกำลังจะหมุนกายออกจากห้องหิน เสียงแปลกประหลาดหนึ่งพลันดังขึ้น
กรอบ...
มิใช่เสียงเล็บ มิใช่เสียงกรามอสูร
แต่คล้ายเสียงเปลือกบางอย่างขยับะเื
อี้ซินหันกลับทันที
เสียงนั้นดังมาจากทรวงอกของเขาเอง
เขาค่อย ๆ ยกฝ่ามือแตะตรงหัวใจ
ภายในนิ่งเงียบเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะมีแรงเต้นอีกครั้ง
ตึก...
ตึก...
คราวนี้ตามมาด้วยความอุ่นประหลาดซึ่งแผ่ซ่านออกจากส่วนลึกของร่างกาย
อี้ซินยืนนิ่ง ความสงสัยปรากฏชัดในแววตา สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในร่างเขา...หาใช่เพียงหยกดาราไม่
ทว่าเขามีเวลาคิดต่อไม่มากนัก
เพราะในความเงียบถัดจากนั้น ประสาทััของเขาก็จับได้ถึงกลิ่นคาวโลหิตใหม่
มากกว่าหนึ่งตัว
มาจากทางอุโมงค์เบื้องนอก
อี้ซินก้มลงหยิบเศษกระดูกแหลมอีกสองชิ้นขึ้นมาถือ แววตาเย็นจัดในทันใด
โลหิตจากอสูรที่เพิ่งถูกสังหาร...ล่อพวกอื่นมาแล้ว
เขาถอยไปยืนชิดแท่นศิลา เลือกตำแหน่งซึ่งบีบให้ศัตรูเข้ามาได้ทีละตัว จังหวะลมหายใจถูกกดให้เบาและมั่นคง หมัดทั้งสองกำแน่น เศษกระดูกแหลมสะท้อนแสงดาวริบหรี่บนผนังศิลา
เสียงกรอบแกรบค่อย ๆ ใกล้เข้ามา
หนึ่งเสียง
สองเสียง
สามเสียง
อี้ซินมิแม้แต่จะกะพริบตา
โลหิตในกายเขาร้อนระอุขึ้นทีละน้อย แต่จิตใจกับเย็นลงทุกขณะ เย็นเยียบเสียจนแม้แต่เขาเองยังรู้สึกแปลก
หากคืนนี้เขาจำต้องสู้ต่อ
เขาก็จะสู้
หากถ้ำดาราแห่งนี้้าทดสอบว่าเขามีคุณสมบัติจะรอดหรือไม่
มันก็ต้องทดสอบด้วยเื
อี้ซินค่อย ๆ ยกกระดูกแหลมขึ้นระดับอก ก่อนเอ่ยต่อความมืดเบื้องหน้าเสียงต่ำ
“เข้ามา”
สิ้นคำ เงาร่างแรกก็พุ่งออกจากอุโมงค์ในทันที
และในเสี้ยวพริบตาก่อนศึกนองเืครั้งใหม่จะเริ่มต้น อี้ซินกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิมว่า บางสิ่งที่หลับใหลอยู่ลึกในทรวงอกของตน...กำลังค่อย ๆ ตื่นขึ้น
ราวกับมันเองก็เฝ้ามองโลหิตและการฆ่าฟันครั้งนี้อยู่เช่นกัน..!!