ท่านคะ ทำแบบนี้เห็นทีจะหลงรัก

    ท่านคะ ทำแบบนี้เห็นทีจะหลงรัก 52 (อ่านฟรี 11 เม.ย.)

            “หนูคะเดี๋ยววันนี้ไปบ้านพี่กันนะ” คิณณ์ซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้นมองคนตัวเล็กที่กำลังสาละวนกับการเก็บเสื้อผ้าอยู่

            “ตอนไหนหรือคะ” ร่างบางถึงชะงักมือ หันไปถามอย่างแปลกใจ

            “เก็บเสื้อผ้าเสร็จแล้วไปเลยค่ะ เดี๋ยวไปค้างที่บ้านพี่เลย”

            “มัดมือชกเหลือเกินนะคะ”

            “ฮึๆ ไม่ทำแบบนี้หนูก็บ่ายเบี่ยงอีก”

            “พี่ไปแต่งตัวเลยค่ะเดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะรอนาน” หญิงสาวรีบไล่คนพี่ที่ยังคงเปลือยอก สวมเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว อวดมัดกล้ามแน่นที่เจ้าตัวตั้งใจฟิตมาเป็นอย่างดี ลัลน์เผลอมองเพียงครู่ก่อนจะเบือนหน้าหนี ภาพล่อตาล่อใจแบบนี้ไม่ดีต่อหัวใจเธอเลย

            “หนูเก็บของไปก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่รีบอาบแล้วเราไปบ้านกัน” คำว่าบ้านทำให้คนน้องหัวใจพองโต ทั้งหวั่นเกรงเมื่อต้องไปบ้านคนรักพบเจอพ่อแม่ของเขา ถึงแม้เธอจะเจอพ่อแม่ของเขาแล้วก็ตามแต่นั่นก็เพียงชั่วครู่ไม่ถึงวัน อีกทั้งวันนี้เธอต้องไปบ้านของเขาอีกต่างหาก

            หญิงสาวสะบัดหน้าไล่ความฟุ้งซ่านที่พักนี้มักจะก่อตัวขึ้นได้ง่ายเหลือเกิน ก่อนจะรีบเก็บเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นด้วยใจสั่นไหว พลางเงยหน้ามองนาฬิการอคอยเวลาที่จะได้พบพ่อแม่ของคิณณ์อีกครั้ง

             

            เมื่อรถหรูเคลื่อนตัวเข้ามาในเขตพื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา คฤหาสน์สีขาวมุกปรากฏสู่สายตากลมโตอย่างงดงามตระการตา ท่ามกลางสวนดอกกุหลาบสีขาวที่บานสะพรั่งรายล้อม ทำให้บรรยากาศดูราวกับสวรรค์บนดิน

            ลัลน์เผลอก้มมองเสื้อผ้าของตัวเองโดยไม่รู้ตัว ยิ่งเธอก้าวขามาภายในบ้านความหรูหราเข้ากระแทกตาจนเธอรู้สึกด้อยค่าตนเอง ความยิ่งใหญ่ของสถานที่นี้ตอกย้ำให้เธอรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างกันอย่างชัดเจน ในตอนแรกเธอเคยคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับคิณณ์อยู่แล้ว แต่เมื่อได้เห็นความโอ่อ่าหรูหราราวกับโลกอีกใบของเขา ความรู้สึกนั้นยิ่งชัดเจนและทวีคูณขึ้นทุกที

            คิณณ์รับรู้ถึงความลังเลในดวงตาของเธอ มือหนากอบกุมมือเล็กไว้แน่น ส่งผ่านความอบอุ่นและความมั่นใจให้เธอเงียบๆ ก่อนจะจูงเธอเข้าไปยังห้องรับแขก ที่ซึ่งพ่อแม่ของเขากำลังรอลูกสะใภ้คนโปรดอยู่

            “มาแล้วเหรอลูกแม่” ไอย์ลดารีบลุกขึ้นมาโอบกอดหญิงสาวร่างบางไว้แนบอกอย่างคิดถึง ลูกไม่รักดีมันดันแอบเธอไว้หาข้ออ้างสารพัดว่าลูกสะใภ้เธอเตรียมสอบบ้างล่ะ ไม่ว่างบ้างล่ะ นึกแล้วน่าเขกกะโหลกเจ้าลูกคนนี้จริงๆ

            “สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่” ลัลน์ถึงกับผงะเมื่อไอย์ลดาโผเข้ากอดไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว

            “ดูสิลูกแม่ผอมหมดเลย ตาคิณณ์ดูแลไม่ดีใช่ไหมลูก” ไอย์ลดายกมือขึ้นลูบแขนลัลน์เบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ทำเอาคนถูกถามได้แต่ยิ้มแห้งๆ ยังไม่ทันได้ตอบอะไร เสียงของวินตรัยก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

            “ลูกสาวพ่อ หาผัวใหม่ดีไหม พ่อรู้จักผู้ชายดีๆเยอะนะ” วินตรัยอดที่จะแกล้งลูกชายไม่ได้

            “นี่ลูกชายแท้ๆนะครับ ที่กอดอยู่นั่นลูกสะใภ้” หญิงสาวเบิกตากว้าง ส่วนคิณณ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองบิดาตัวเองอย่างปลงๆ

            “เอ้า ฉันมีลูกชายด้วยเหรอ”

            “ลืมผมก็ว่าไปอย่าง แต่ลืมเจ้าติณณ์ด้วยงั้นหรือครับ”

            “จำไม่เคยได้นะ จำได้แค่ยัยรินทร์ พวกลูกชายหัวรั้นฉันไม่มีหรอก” ลูกชายคนโตของบ้านกลอกตาขึ้นฟ้า ในขณะที่ลัลน์หลุดหัวเราะคิกกับบทสนทนาแสนวุ่นวายของสองพ่อลูก

            “พ่อลูกคู่นี้หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ไปหนูลัลน์เราไปกินข้าวกันเถอะนะ” ไอย์ลดาห้ามทัพ พร้อมส่งสายตาพิฆาตให้สามีและลูกชายเป็นเชิงสั่งให้หยุด ก่อนจะจูงมือลัลน์เดินนำไปยังโต๊ะอาหาร โดยไม่สนใจสองพ่อลูกที่ยังยืนเถียงกันเบาๆ อยู่ข้างหลัง

            “แล้วยัยรินทร์ล่ะครับแม่”

            “ไปเที่ยวกับเพื่อนน่ะ เดี๋ยวคงกลับมา” ไอย์ลดาหันมาตอบลูกชายที่เดินตามหลังมา

            “ใครเรียกคนสวยจ๊ะ” เสียงสดใสร้องดังขึ้นมา พร้อมกับร่างเพรียวบางที่โผเข้ากอดวินตรัยเต็มแรง คิณณ์ได้แต่บ่นพึมพำในใจว่า ถามหาผีก็มาทันทีจริงๆ

            “ว่าไงคะคนสวยของพ่อ” วินตรัยโอบกอดลูกสาวคนเล็กไว้แน่น สีหน้าภูมิใจราวกับได้เจอแก้วตาดวงใจ คิณณ์มองภาพตรงหน้าแล้วอดเบ้ปากไม่ได้ ความรักเมียของพ่อมันลามมายันลูกสาวที่หน้าตาเหมือนไอย์ลดาเป๊ะๆ ไม่แปลกเลยที่วินตรัยจะหลงลูกสาวมากเป็นพิเศษ ถึงเขาจะไม่เคยน้อยใจ แต่บางทีก็อดขำไม่ได้ ว่าพ่อของเขาหวงก้างขนาดไหน

            “หิวไหม มากินข้าวลูก”

            “ค่าๆคุณแม่”

            รินทร์รับคำเสียงใส ก่อนเดินไปนั่งข้างไอย์ลดา ส่วนคิณณ์ก็เลื่อนเก้าอี้ให้คนรักที่ยังยืนเกร็งๆ อยู่ ลัลน์หันมายิ้มให้เขา ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างคนรักอย่างเรียบร้อย แม้ยังรู้สึกไม่คุ้นชินกับบรรยากาศของบ้านคนรวย แต่ความอบอุ่นของครอบครัวนี้ก็ค่อยๆ คลายความกังวลในใจของเธอลงทีละนิด

            สเต็กเนื้อพรีเมียมถูกเสิร์ฟตรงหน้า เนื้อวากิวคุณภาพเยี่ยมถูกย่างอย่างพิถีพิถัน ระดับมิเดียมแรร์เผยสีชมพูสวยงาม ราดซอสพริกไทยดำหอมกรุ่น ข้างจานมีเบบี้แครอทเรียงตัวสวยเคียงคู่กับหน่อไม้ฝรั่งและมะเขือเทศย่างที่ขึ้นสีสวย นอกจากนี้ยังมีผักโขมอบชีสเนื้อเนียนนุ่มส่งกลิ่นหอมเย้ายวน

            หญิงสาวจ้องมองอาหารตรงหน้าด้วยความตะลึง เพราะทุกอย่างที่อยู่บนจานล้วนเป็นของโปรดของเธอทั้งสิ้น ไอย์ลดาและวินตรัยส่งยิ้มให้อย่างเอ็นดูทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ครอบครัวของคิณณ์ดูให้การต้อนรับเธอเป็นอย่างดีเกินกว่าที่คาดไว้

            “กินเยอะๆนะคะพี่สะใภ้” ลัลน์ถึงกับสำลักอาหารทันควันเมื่อรินทร์เอ่ยหยอกเธอ จนคนตัวโตยื่นแก้วน้ำเข้าปากกระจับพร้อมส่งสายตาดุน้องตัวแสบที่บังอาจทำเมียเขาสำลัก

            “กินไป!”

            “แล้วสรุปว่าแกจะมารับช่วงต่อเมื่อไหร่” วินตรัยถามไถ่ลูกชายคนโตถึงธุระที่เคยตกลงคุยกันไว้

            “รับช่วง?” หญิงสาวพึมพำเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มด้วยแววตาสงสัย

            “อีกสองเดือนครับ”

            “อืม จัดการให้เรียบร้อยด้วย”

            “ลูกคิดดีแล้วหรือคิณณ์ ลูกอยากเป็นผู้พิพากษามาตลอดนี่ขนาดพ่อของลูกยังบังคับลูกไม่ได้เลย ทำไมถึงทิ้งความฝันล่ะ” ไอย์ลดาถามลูกชายด้วยแววตากังวล ขณะที่ลัลน์ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อได้รับรู้ความจริงของเรื่องราว เขาไม่เห็นบอกอะไรเธอเลย แต่กลับมาได้ยินกับปากพ่อแม่ของเขา เธอกับเขาไม่ต้องแยกจากกันแล้วใช่ไหม

            “ครับ ผมอยากมีเวลาให้คนรักของผม” มือหนาอบอุ่นกอบกุมมือเล็กของเธอแน่น ดวงตาคมทอดมองเธอด้วยความรัก และรอยยิ้มอ่อนโยนของเขาทำให้เธอเริ่มน้ำตาคลอ

            “กว่าพี่จะคิดได้ เพื่อนหนูน้อยใจไม่รู้กี่รอบล่ะ” รินทร์เอ่ยแขวะพี่ชายที่ปล่อยให้เพื่อนเธอไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด ถึงแม้จะมารับมาส่งในวันเรียนก็ตาม แต่ในยามสำคัญพี่เขากลับไม่ว่างต้องทำงานตามเวลาราชการตลอด

            “แกพูดอะไรน่ะ” หญิงสาวถึงกับหน้าขึ้นสีรีบห้ามเพื่อนไว้

            “แล้วลูกจะแต่งงานกันเมื่อไหร่ล่ะ แม่อยากอุ้มหลานแย่แล้ว”

            “ผมอยากแต่งแย่แล้วครับ แต่รอน้องพร้อม”

            “หนูว่าไงลูกพร้อมแต่งกับตาคิณณ์ไหม” ได้ฟังดังนั้นลัลน์เม้มปากแน่น ก่อนหันขวับไปมองคนข้างตัวอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

            “พี่พาพ่อแม่มามัดมือชกหนูหรือคะ”

            “ถ้าหนูไม่พร้อมก็ไม่เป็นไรพี่รอหนูได้เสมอ” ลัลน์ได้ฟังดังนั้นเงียบชั่วอึดใจ คนพี่มักถามเธอเป็นประจำว่าพร้อมแต่งงานแล้วหรือไม่ แต่เธอก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด ในเมื่อตอนนี้มีเหตุผลที่จะได้อยู่ด้วยกันแล้วเธอก็ขอไม่ปฏิเสธอีกต่อไป

            “ถ้าพ่อแม่หนูอนุญาตนะคะ” เธอเอ่ยเสียงเบา ดวงตาหลุบต่ำอย่างเขินอาย

            “เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่เองแล้วกัน” ไอย์ลดาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เมื่อเธอจะได้ลูกสาวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ก่อนที่เสียงของวินตรัยจะดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            “แกไปหาสินสอดมาขอลูกสาวฉันด้วยล่ะ!”

    คล้ายกับเรื่องท่านคะ ทำแบบนี้เห็นทีจะหลงรัก ที่คุณอ่าน