เฟิงหลงหายไปเกือบสองวันและกลับมาในเช้าวันที่สามอย่างเงียบๆแต่เขาเลือกที่จะไปคลุกตัวอยู่ที่เรือนใหญ่และเขาก็ไม่มาหาเธอที่เรือนกลางเหมือนทุกครั้งที่กลับมาจากทำงานอีก
ท่าทีที่แปลกไปของเฟิงหลงทำให้เธอรู้สึกตงิดใจอย่างบอกไม่ถูกพอเธอไปหาเขาที่เรือนใหญ่ เขาก็ปฏิเสธไม่ให้เธอพบ
จนกระทั่งวันนี้...
เฟิงหลงยอมออกมาจากเรือนใหญ่เพราะไท่ฟูเหรินส่งคนไปเชิญให้มาร่วมวงน้ำชาด้วยกัน
เธอเหลือบมองคนที่ยกชาขึ้นจิบและพูดคุยกับไท่ฟูเหรินด้วยท่าทีคล้ายกับเฟิงหลงคนก่อนแถมสีหน้าของเขายังนิ่งเป็นท่อนไม้และไม่เหลือบมองมาทางเธอแม้แต่น้อย
ทำไมจู่ ๆ เขาถึงดูแปลกไปทั้งที่ก่อนหน้าเขาเอาแต่ค่อยแกล้งเธอตลอดมา...
“เฟิงหลงเจ้าหายไปตั้งหลายวัน ที่ค่ายมีเรื่องอะไรหรือ?” ไท่ฟูเหรินวางถ้วยชาลงบนโต๊ะแล้วหันไปถามลูกชายที่นางเรียกมารับจิบน้ำชาด้วยกัน
“ลูกเพิ่งรับทหารใหม่ก็เลยต้องอยู่จัดการงานให้เรียบร้อย”คำตอบเรียบนิ่งของเขาทำให้เธอชะงักเพราะรับรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงหงุดหงิดในนั้น
ในขณะที่ไท่ฟูเหรินเองก็หลุบตาลงเล็กน้อยคล้ายกับว่านางเองก็คงรับรู้ได้ถึงความหงุดหงิดของลูกชายเช่นกันนางถึงหาทางเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้ลูกชายอารมณ์ดีขึ้น
“ชิงหย่า เจ้าเอาขนมหว่านโต้วหวงที่เจ้าเพิ่งทำเสร็จมาให้หน่อยเฟิงหลง แม่ส่งให้คนทำของโปรดไว้ให้ เจ้ากินสักหน่อยนะ”
เธอเหลือบมองขนมที่ถูกจัดวางอยู่ในจานอย่างสวยงามด้วยความสนใจ
ขนมหว่านโต้วหวงหรือขนมถั่วกวนนั้นเป็นขนมกินเล่นที่ชาวจีนโบราณในทางตอนกลางและเหนือนิยมกันมากเพราะเป็นขนมที่ไม่หวานมากนักแต่กินแล้วให้รู้สึกสดชื่น
“ข้าเพิ่งลองทำครั้งแรกรสชาติอาจจะยังไม่ดี คงต้องขออภัยท่านพี่เฟิงหลงล่วงหน้า”
ท่าทางไม่มั่นใจปนอายของชิงหย่าทำให้เธอเกือบจะกลอกตาอย่างหมั่นไส้กับจริตการอ่อยของนาง
ถ้าเฟิงหลงไม่ได้พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“อืม... รสชาติดีขอบใจเจ้ามากชิงหย่า ฝีมือเจ้าพัฒนาขึ้นมากทีเดียว”น้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อยของเฟิงหลงและรอยยิ้มที่เขาส่งให้ชิงหย่าทำให้เธอใจหายวูบและความรู้สึกบางอย่างก็แล่นเข้ามา
ความรู้สึกเจ็บหน่วงที่แล่นปราดเข้ามาในหัวใจในครั้งนี้หนักยิ่งกว่าครั้งก่อนเพราะมันทำเอาหายใจแทบไม่ออก
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังกำมือแน่นและบังคับสีหน้าให้เป็นปกติมากที่สุดเพราะไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น
อาการที่รุนแรงขนาดนี้...มันคืออะไรกัน?!
เธอค่อย ๆผ่อนลมหายใจออกมาช้า ๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บไม่นานความเจ็บนั้นก็หายไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
และในจังหวะนั้นเองเธอก็เห็นว่าไท่ฟูเหรินกับชิงหย่าลอบสบตาก่อนที่ไท่ฟูเหรินจะชิงดึงความสนใจของเฟิงหลงไปยังชิงหย่าที่มีท่าทีเขินอายอย่างเห็นได้ชัด
และที่สำคัญเฟิงหลงเองก็เทไปให้ความสนใจชิงหย่าเช่นกัน...
เธอมองบรรยากาศบนโต๊ะน้ำชาตรงหน้าแล้วกำหมัดแน่น
แผนของไท่ฟูเหรินสำเร็จแล้ว!
สมแล้วที่ไท่ฟูเหรินเป็นแม่ของเฟิงหลงนางรู้จักลูกชายตัวเองดีและสามารถวางแผนการได้อย่างแยบยลจริงๆ
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอยังแอบหวังเล็กๆ ว่าเฟิงหลงอาจจะปฏิเสธสิ่งที่แม่ของเขากำลังเสนอให้
แต่ท่าทางของเฟิงหลงในตอนนี้ดับความหวังเธอลงทั้งหมดสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้เธอรู้ว่ามันถึงเวลาที่เธอต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าเธอจะทนอยู่ที่นี่แล้วมองเขาหวานชื่นกับอนุหรือ...
เธอควรที่จะไปตามทางของเธอ!
อัญญ่ากะพริบตาถี่ ๆเพื่อไล่ความร้อนผ่าวที่ดวงตาออกไปก่อนที่จะยึดหน้ากากองค์หญิงหมิงจูเอาไว้และรักษารอยยิ้มบนใบหน้าให้ยังคงอยู่ไปตลอดการจิบน้ำชา
ต่อเธอกำลังเจ็บปวดมากแค่ไหนเธอก็จะไม่ยอมให้ใครเห็นน้ำตาและมองเธออย่างสังเวชเด็ดขาด...
เธอ...คงคาดหวังกับเฟิงหลงมากเกินไป!
“องค์หญิง! องค์หญิงท่านได้ยินข่าวหรือยัง เขาลือกันว่านายท่านรับคุณหนูฟ่านเข้าเป็นอนุ!”
คำพูดของจื้อหลานที่ถลาเข้ามาหาเธออย่างร้อนรนทำให้เธอตัวชาวาบและใจสั่นไปชั่วครู่ก่อนที่เธอจะยอมรับความจริงด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
ไท่ฟูเหรินรุกฆาตแล้ว...
“จื้อหลานเจ้านั่งลงแล้วหยุดส่งเสียงดังด้วย ข้าจะอ่านหนังสือ”เธอละความสนใจจากจื้อหลานแล้วหันกลับมาสนใจหนังสือในมือต่อ
“แต่ว่าพวกบ่าวในจวนมันลือกันให้ทั่วว่าไท่ฟูเหรินสั่งเตรียมงานรับอนุแล้วนะเจ้าค่ะทั้งยังสั่งให้คุณหนูฟ่านเตรียมตัว... เอ่อ...”สิ่งที่จื้อหลานพูดทำให้เธอชะงักมือที่กำลังเปิดหนังสือไปนิดหนึ่งก่อนที่จะเปิดหนังสือต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไท่ฟูเหรินอยากจะจัดงานอะไรก็เป็นเรื่องของนางมิใช่หรือ”
"ทำไมท่านถึงยังนิ่งเงียบแบบนี้นายท่านจะมีอนุแล้วนะเจ้าค่ะ"
เธอปิดหนังสือลงก่อนที่จะหันไปมองจื้อหลานดุๆ
“เจ้ากลับไปนอนได้แล้วข้าจะพักผ่อน”
“แต่ว่า...”
“กลับไป!”เสียงเข้มของเธอทำให้จื้อหลานยอมถอยออกไปเธอมองตามจื้อหลานไปแล้วเดินไปลงกลอนประตูด้วยมือที่สั่นเท่า
นี่ก็ล่วงเข้าวันที่สามแล้วนับตั้งแต่วันที่เฟิงหลงกลับมาจากค่ายทหารและเขาก็ไม่เลยย่างกรายมาหาเธอที่นี่อีกเลย
ไท่ฟูเหรินคงรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกันนางจึงฉวยโอกาสนี้จัดการเรื่องชิงหย่าให้เรียบร้อย
เธอเหลือบมองแสงไฟจากเรือนใหญ่ของเฟิงหลงแล้วปิดหน้าต่างลงก่อนที่จะหยิบหมอนและผ้าห่มออกจากห้องนอนและไปนอนที่ตั่งยาวในห้องทำงานแทน
นั่นก็เพราะที่ห้องนอนนี้มีความทรงจำของเธอกับเขามากเกินไป!
เธอซุกหน้าลงกับหมอนเพื่อกลั้นไม่ให้เสียงร้องไห้ดังออกมาพลางครุ่นคิดถึงเรื่องของเธอกับเขาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้
กระหม่อมไม่มีวันแตะต้องพระองค์!
นี่คือคำแรกของเขาที่พูดในวันแต่งงานและตลอดช่วงเวลาที่ผ่านเขาก็ไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเราเลยและไม่มีแม้กระทั่งการติดต่อใด ๆ ในระหว่างที่เธอกับเขาห่างกัน
แค่นั้นเธอก็ควรจะรู้ได้แล้วว่าเขาวางเธอให้อยู่ในสถานะไหน!
ทั้งที่เธอเองก็รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าตำแหน่งโหวฟูเหรินที่เธอครองอยู่นี้เธอได้มาจากการที่ฮ่องเต้ประทานเธอให้เป็นรางวัลแก่เฟิงหลงที่ปกป้องอาณาจักรเซี่ยเหยาเท่านั้น
และเธอก็เป็นบ้าและหลงใหลไปกับความใกล้ชิดระหว่างเธอกับเขาจนลืมไปว่านี่เป็นเพียงตัณหาของชายหญิงที่อยู่ใกล้กันเท่านั้น
การรับอนุในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนไม้หน้าสามที่ตีเธอให้ตื่นจากความฝันเพื่อมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงตรงหน้า
ในเมื่อเขาตั้งใจจะรับชิงหย่าเป็นอนุจริงๆ เธอก็ควรตื่นขึ้นและหยุดทุกอย่างตรงนี้
ต่อไปเธอจะรักตัวเองให้มากขึ้นและจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องอยู่ในสภาพนี้อีกแล้ว!
"เอาว่ะ!อกหักครั้งเดียวไม่ตายหรอกน่า...ไอ้อัญ!