ตอนที่ 52
ด้วยความที่การต่อสู้ของ ซุน และ ฉีลู่ชิง ทำให้เวทีประลองเกิดความเสียหายการประลองในรอบชิงชนะเลิศ จึงต้องถูกเลื่อนออกไปอีกราวหนึ่งชั่วยาม เพื่อจัดการเปลี่ยนเวทีประลองโดยอาศัยยอดฝีมือจำนวนหนึ่งช่วยกันย้ายตำแหน่งเวทีประลองเสริมให้มาเป็นเวทีประลองหลัก...
ระหว่างนั้นทั้ง เหยาซุน และ หานเฉียง คู่ชิงชนะเลิศ ได้รับอนุญาตให้ทำการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเท่าที่จะทำได้ตามเวลาดังกล่าวแน่นอนว่ามันถือเป็นการดีสำหรับ ซุน อยู่ไม่น้อย เพราะเพิ่งจะสูญเสียลมปราณไปในตอนที่ต่อสู้กับหญิงสาว...
ด้านตระกูลซ่ง...
ซ่งไห่เฟิง ถ่ายทอดลมปราณเพื่อฟื้นฟูพลังให้กับ ซุน โดยตรง อีกทั้งยังมีสุราฟื้นฟูเชื่อว่าเวลาหนึ่งชั่วยาม คงสามารถเสริมลมปราณที่พร่องโหว่ให้กลับมาเติมเต็มได้ไม่ยากสิ่งสำคัญในตอนนี้คงเป็นอาวุธที่ขาดมือไปเสียมากกว่า...
“ยังดีที่เจ้าได้เตรียมขวานศิลาระดับ 4 เอาไว้... แม้พลังของเจ้าในตอนนี้จะยังไม่อาจใช้มันได้คล่องมือแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีสิ่งใดป้องกันตัว...” ชายชรากล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วง
แต่ ซุน กลับส่ายหน้าปฏิเสธ...
“ไม่ล่ะ ข้าไม่คิดจะใช้ ขวานศิลา ในการประลองรอบชิงอีกแล้ว...”
“อะไรนะ!!” ซ่งไห่เฟิง อดไม่ได้ที่จะตกใจ...
“มีเหตุผลอะไรงั้นหรือ”
“ขวานศิลาระดับ 4 น้ำหนักมันมากเกินไป หากไม่ใช้การทรงร่างข้าก็ไม่อาจกวัดแกว่งมันได้ถือครองไว้รังแต่จะเป็นภาระเสียเปล่า ๆ สำคัญกว่านั้นคือในรอบที่ผ่าน ๆ มา แม้ว่าหานเฉียง จะไม่ได้ใช้ดาบอักขระเลยสักครั้ง แต่ในรอบชิงมันจะต้องหยิบมาใช้อย่างแน่นอน
ขวานระดับ 4 แม้จะทรงพลังมาก แต่เมื่อปะทะเข้ากับอาวุธอักขระตรง ๆก็มีแต่จะพังทลาย... ข้าสูญเสียขวานที่จะใช้ฝึกฝนไปแล้วเล่มหนึ่ง ดังนั้นข้าจะไม่ยอมเสียอีกเล่มไปโดยเด็ดขาด...ข้าจะพยายามต่อสู้โดยไม่ใช้ขวานเท่าที่จะทำได้ก่อน หากยังไม่อาจเอาชนะค่อยวางแผนใหม่อีกครั้งบนเวทีประลอง...”ซุน กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ดูไม่ค่อยเป็นเดือดเป็นร้อนเท่าใดนัก
แต่มันกลับสร้างความหนักใจให้กับ ซ่งไห่เฟิง อยู่ไม่น้อยเนื่องด้วยการเดิมพันครั้งนี้หนักหนาสาหัสมากสำหรับตระกูลซ่งเสียงถอนหายใจของชายชราดูหนักหน่วง...
“เอาเถอะ... เจ้าจะทำยังไงมันก็สุดแล้วแต่เจ้า สิ่งที่ข้าทำได้ก็เพียงแค่เชื่อใจเจ้าเท่านั้น”
ซุน ประสานมือสุภาพ...
“ผู้อาวุโสโปรดวางใจ ต่อให้ไม่ใช่เรื่องงานที่จะเอาชนะแต่ข้าไม่คิดว่าตนเองจะพ่ายแพ้สักนิดเดียว...”
สมาชิกตระกูลทุกคนล้วนเข้ามาให้กำลังใจเด็กหนุ่ม โดยเฉพาะ ซ่งจื่อฮุ่ยที่จับคว้ากุมมือ... หญิงสาวดวงตาขุ่นมัวจากน้ำตาที่เอ่อล้นแทบจะตลอดการประลอง ซุนเผยรอยยิ้มให้กับนาง ก่อนจะใช้มือปาดน้ำตาของหญิงสาวเบา ๆ ปลอบประโลม...
ด้านตระกูลหาน...
ใบหน้าของ หานเต้าหยี มืดดำเคร่งเครียดหนัก ให้แพทย์โอสถที่ดีที่สุดช่วยรักษาอาการบาดเจ็บที่ขาของหานเฉียง อย่างน้อยก็ไม่ให้แสดงอาการในช่วงระยะเวลาที่ขึ้นประลอง...
“ไม่คิดเลยว่า เจ้าเด็กบ้านนอกนั่น มันจะทะลุขึ้นมาถึงรอบชิงชนะเลิศได้จริงๆ จากการต่อสู้ของ เหยาซุน และ ฉีลู่ชิง ก่อนหน้านี้ ชัดเจนมากว่าความแข็งแกร่งของเจ้าเด็กนั่นไม่ด้อยไปกว่าเจ้าเลย...หานเฉียง”
ใบหน้าของ หานเฉียง ก็ไม่ได้ดีไปกว่าบิดาเท่าใดนักแต่ยังคงเชื่อมั่นในพลังของตนเอง...
“ท่านพ่อโปรดวางใจ ข้าไม่คิดว่าจะพ่ายแพ้อยู่แล้ว... ยิ่งเจ้านั้นสูญเสียขวานศิลาประจำกายไปแล้วมันยิ่งไม่มีทางเอาชนะข้าได้...”
หานเต้าหยี ถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะหยิบเอากล่องไม้สีดำออกมาจากแหวนมิติของตน...เมื่อเปิดกล่องดังกล่าวขึ้น กลิ่นสมุนไพรก็ตีฟุ้งในอากาศอย่างรุนแรง... ด้านในเป็นโอสถสีดำเม็ดหนึ่งที่เพียงแต่เห็นก็รู้ได้ว่านี่มิใช่โอสถสามัญ...
แพทย์โอสถ ที่กำลังรักษา หานเฉียง เบิกตากว้างโดยพลัน...
“โอสถปลุกชีพจร!!”
หานเต้าหยี พยักหน้าตอบรับ...
“ถูกต้อง นี่คือโอสถปลุกชีพจรที่หาได้ยากยิ่ง... มูลค่าของโอสถนี้เพียงเม็ดเดียวก็มีราคานับแสนเหรียญทองในตลาดมืด หากไม่ใช้เส้นสายภายใน คงยากที่จะมีไว้ในครอบครอง...”
หานเฉียง ขมวดคิ้วขึ้นทันที...
“ท่านพ่อ อย่าบอกนะว่าท่านจะให้ข้าใช้โอสถนั่น?! แม้ว่ามันจะสามารถระเบิดพลังลมปราณมหาศาลได้ในชั่วพริบตา แต่หากข้าจำไม่ผิดโอสถปลุกชีพจร มีผลข้างเคียงที่รุนแรงมากเลยมิใช่หรือ?!”
“บิดาไม่ได้คิดจะให้เจ้าใช้ในทันที แต่จะให้แอบซ่อนโอสถนี้ไว้ที่หลังฟันกรามของเจ้า...หากสามารถจัดการ เหยาซุน ได้โดยไม่ใช้มันก็แล้วไป... แต่หากพลาดท่าขึ้นมาสิ่งนี้จะเป็นอาวุธลับที่ทำให้เจ้าไม่พ่ายแพ้!!” หานเต้าหยีเค้นเสียงขึ้นมั่นใจยิ่ง
หานเฉียง แม้จะลังเลอยู่ชั่วครู่ใหญ่ แต่ก็ยินยอมแอบซ่อนโอสถปลุกชีพจรเอาไว้ตามที่บิดาร้องขอ... ชายหนุ่ม หยิบดาบเล่มโตสีแดงขึ้นมาจับจ้อง ในศึกก่อนหน้านี้ทั้งหมดหานเฉียง ใช้เพียงดาบใหญ่ชั้นดีเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นในฝีมือตนเอง คิดว่าต่อให้ไม่ใช้ดาบอักขระตนก็สามารถชนะเลิศในการประลองครั้งนี้ได้
แต่ครั้งนี้มีเดิมพันมหาศาลค้ำคออยู่ ถึงจะดูคดโกงเอาเปรียบก็จำต้องทำ!!
“การประลองก่อนหน้านี้ ฉีลู่ชิง ใช้ พัดอัคคีร่ายรำซึ่งเป็นเพียงอาวุธอักขระชั้นลมปราณสีน้ำเงิน ยังเล่นงาน เหยาซุนเสียเกือบม่อยกระรอก สูญเสียขวานศิลาของมันไป... แต่ ดาบผ่าวายุ ของข้า เป็นถึงอาวุธอักขระชนชั้นลมปราณสีเขียวที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าพัดของนาง ข้าจะพ่ายได้เยี่ยงไร!!
เพลงขวานวายุที่ไร้ขวาน... มีหรือที่จะเหนือกว่า เพลงดาบผ่าวายุของข้าได้!!” ดวงตาของหานเฉียง แข็งกร้าวจนน่ากลัว ลูบมือไปบนตัวดาบด้วยความทะนุถนอม...
..........................................
ในที่สุดการปรับปรุงเวทีประลองก็จบสิ้นลง...พลุไฟถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นจำนวนมาก จนบดบังแสงสว่างของดวงดาว จำนวนผู้คนยิ่งหนาแน่นขึ้นแม้ยามนี้จะเป็นช่วงกลางดึกแล้วแต่งานเฉลิมฉลองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงโดยง่าย...
ฉีลู่ชิง เวลานี้นางขึ้นไปรับชมบนอัฒจันทร์ร่วมกับบิดาและปู่ของนางแล้ว...บาดแผลที่แก้มแม้จะบอบช้ำไม่น้อย แต่ก็สามารถรักษาได้ด้วยระยะเวลา อีกทั้งยังไม่มีรอยบาดแผลด้านนอกให้ได้เห็นไม่ชัดเจนนักว่าเป็นโชคดีของนางหรือความตั้งใจของ ซุน กันแน่...
“ลู่ชิงเอ๋อ... ในฐานะที่เจ้าเคยประมือกับ หานเฉียง เมื่อปีก่อนและประมือกับ เหยาซุน ในปีนี้มาแล้ว เจ้าคิดว่าศึกนี้ใครจะชนะเลิศงั้นหรือ?!” เจ้าเมืองฉี เอ่ยถามกับหลานสาว
นางแสดงสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย...
“หานเฉียง ในปีนี้คงไม่อาจนำความแข็งแกร่งจากเมื่อปีก่อนมาเปรียบวัดได้เพราะเจ้านั่นไปฝึกฝนอย่างหนักที่เมืองหลวง และเป็นศิษย์น้องคนสนิทของอัจฉริยะอย่างเกาทงหลิน ฝีมือคงก้าวกระโดดไปไกลโข...
แต่ทว่า เหยาซุน เองก็มิใช่ว่าจะสามารถดูแคลน... คน ๆ นั้นไม่เปิดเผยความสามารถแท้จริงออกมาเลยตลอดการประลองแม้แต่ตอนที่สู้กับหลาน ยังสัมผัสได้ว่า เหยาซุน มีสิ่งที่เก็บงำเอาไว้อีกมาก...
ศึกนี้คงยากจะตัดสินด้วยข้อมูลการแข่งที่ผ่าน ๆ มา”
เจ้าเมืองฉี ได้ยินเช่นนั้นก็พลันแย้มยิ้มชรา...
“แต่หลานคงอยากให้ เหยาซุน ชนะมากกว่างั้นสินะ...”
นางใบหน้าบิดงอเล็กน้อย...
“ทะ...ท่านปู่พูดอะไร!! ทำให้หลานต้องอยากให้คนที่มันกล้าเตะหน้าหลานชนะเลิศด้วย!!”
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! นั่นสินะ เจ้านั่นมันช่างกล้าดีจริง ๆ เห็นทีจะต้องให้มันมารับผิดชอบในตัวหลานสาวข้าแล้วกระมัง?!”
“ท่านปู่!!” หญิงสาวแผดเสียงขึ้น ใบหน้าแดงก่ำ
บนเวทีประลอง...
สองชายหนุ่มขึ้นเวทีมาคนละฝั่งฝาก... สายตาจดจ้องกันมิวางตา มาถึงขั้นนี้แล้วไม่จำเป็นต้องกล่าวเหน็บแนมใส่กันเท่าใดนัก เพราะอารมณ์ของทั้งคู่เรียกได้ว่าสุกงอมเต็มที่จากออร่าที่แผ่ล้นมิต่างพยัคฆ์และราชสีห์
เหล่าผู้ชมล้วนตื่นเต้นตามไปด้วย หลายคนไม่คุ้นชินนักที่เห็นเหยาซุน ขึ้นเวทีโดยไม่มีขวานเล่มโตแบกเอาไว้กลางหลัง จะเหลือก็แต่เต้าสุราที่เหน็บข้างเอว...ทว่าแรงใจที่สนับสนุนเด็กหนุ่มผู้เป็นม้ามืดในการแข่ง กลับไม่ลดน้อยลงเลย ยังคงมีกลุ่มหญิงชายส่งเสียงกระหึ่มมากยิ่งกว่าเสียงสนับสนุนจากฝั่งของ หานเฉียง เสียอีก...
หานเฉียง ยกชูนิ้วหัวแม่มือ ก่อนที่ทำท่ารูดปาดที่ลำคอ ประหนึ่งเป็นการขู่เข็ญว่าจะเล่นงานอีกฝ่ายให้หนักข้อ...ซุน ยักมุมปากสูง ก่อนจะยกชูนิ้วกลางขึ้นช้า ๆ แน่นอนว่าผู้คนในดินแดนแห่งนี้ย่อมไม่เข้าในความหมายที่ซุน ได้กระทำ แต่มันคงเป็นความสะใจส่วนตนเสียมากกว่า...
กรรมการบนเวที สำรวจความพร้อม... ในการแข่งรอบนี้ยังมีกรรมการข้างเวทีเพิ่มเติมครบทั้ง4 มุม เพราะมั่นใจว่าการประลองรอบชิงชนะเลิศ จะต้องมีการปะทะรุนแรงอย่างแน่นอนจึงต้องมียอดฝีมือ คอยสร้างม่านพลังป้องกันเหล่าผู้ชมเอาไว้ข้างเวทีอีกชั้นหนึ่ง...
“เริ่มการประลองได้!!”
สิ้นเสียงกรรมการ ซุน พลันกดหัวคิ้วลงต่ำ... หลงนึกว่า หานเฉียงจะพุ่งเข้ามาเล่นงานในทันที ตระเตรียมวิธีการรับมือไว้หลากหลายรูปแบบ แต่กลับกลายเป็นว่าหานเฉียง เปี่ยมไปด้วยสติแจ่มใจ ไม่ถูกโทสะครอบงำ ชักดาบสีแดงฉานออกมาเนืองช้าพร้อมก้าวเดินตรงมาท่าทีนิ่งสงบ...
“เจ้านี่?! ข้าหลงอุตส่าห์พยายามปลุกปั่นยั่วยุมันมาโดยตลอดหวังให้มันขาดสติยามเผชิญหน้า แต่ดูเหมือนว่าข้าคงสบประมาทมันเกินไปงั้นสินะ...” ซุนคาดเดาอุปนิสัยของ หานเฉียง ผิดพลาดไป...
หานเฉียง ดวงตาเปล่งประกาย กำดาบผ่าวายุไว้แนบแน่น... กวัดแกว่งดาบใหญ่เพียงครั้งสร้างคลื่นดาบพุ่งทะยานออกไป น่ากลัวยิ่งกว่าศรเกาทัณฑ์ของ หลิวซิง เสียอีก!!
“คลื่นดาบผ่าวายุ!!”
ซุน เอี้ยวตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิวด้วยท่าร่างเมามาย... ก่อนจะพบว่ายังมีคลื่นดาบอีกจำนวนมากที่พุ่งตามมาอย่างต่อเนื่อง!! เสียงกรีดเฉือนอากาศเพียงแค่ฟังยังน่าสะพรึง ส่วนหนึ่งเกิดจากความแข็งแกร่งในเพลงดาบตระกูลหานแต่อีกเกินกว่าครึ่งเกิดจากพลังอักขระที่ตัวดาบ!!
รูปแบบพลังของ อาวุธอักขระ จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับผู้เชี่ยวชาญที่ใช้วิชาอักขระกำกับว่าตั้งใจให้อาวุธชิ้นนั้น ๆ มีพลังประเภทใด... ยกตัวอย่างเช่น แหวนมิติ ที่จัดเป็นอาวุธอักขระรูปแบบหนึ่งมีพลังในการสร้างมิติแปลกแยกให้สามารถเก็บสิ่งของต่าง ๆ ไว้ด้านใน
พัดอัคคีร่ายรำ ของ ฉีลู่ชิง ได้กำกับอักขระพลังเปลวเพลิงเอาไว้ดังนั้นตัวพัดจึงสามารถสร้างความร้อนสูง และสร้างเปลวเพลิงที่เหนือว่าปราณธาตุอัคคีสามัญ...และ ดาบผ่าวายุ เล่มนี้ มีพลังในการส่งเสริมปราณวายุให้รุนแรงขึ้นเป็นเท่าทวีดังนั้นตัวของ หานเฉียง ที่มีพื้นฐานปราณวายุอยู่ก่อนแล้ว จึงสร้างคลื่นดาบขึ้นจากกระแสลมที่บีบอัดให้พวยพุ่งออกไป...
ตูม! ตูม! ตูม!
ซุน หลบเลี่ยงคลื่นดาบอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่มีเวลาหายใจหายคอ...หนักหนายิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับ เกาทัณฑ์ยิงตะวัน เสียอีกเพราะรัศมีของคลื่นดาบกว้างกว่าลูกศร อย่างไม่อาจเทียบได้...
“ตาย!!” หานเฉียง แผดเสียงพลางถาโถมกระบวนท่าต่อเนื่อง...
ซุน หันมองตรงมายัง หานเฉียง ด้วยแววตาที่แข็งกร้าวดุจสัตว์ร้าย...ก่อนจะปลดปล่อยกลิ่นอายสัตว์ป่าออกมาอย่างรุนแรง พร้อมจิตคุกคามอันมหาศาล...เผยเงาร่างพยัคฆา เหนือขึ้นมาบนแผ่นหลังของตน...
“ทรงร่าง... สมิงขาว!!”
………………………………………