“เธอพูดอะไรเนี่ย?”
อู๋เจี่ยที่พึ่งจะเดินทางออกมาจากหมู่บ้านใต้เมฆาและมาถึงยังบ้านพักตากอากาศริมทะเลแห่งนี้ถามขึ้นมาด้วยความงุนงง เขาเพียงแค่รู้สึกว่ามันถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะเริ่มลงมือรักษาให้หลิวเยี่ยนเฟยเสียที
ตอนนี้ก็ผ่านมาประมาณหนึ่งเดือนตามที่ตกลงกันแล้ว และเขาก็ตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือกลับมาเพียบพร้อมแล้วในคราวนี้ด้วย
แต่สิ่งที่สำคัญก็คือแม้ว่าเขาจะอยู่ที่หมู่บ้าน แต่ข่าวสารที่ไปถึงที่นั่นถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ฝึกตนมันเร็วกว่าโลกภายนอกเสียอีกดังนั้นเรื่องที่พวกไป่ฟานเซียนปะทะเข้ากับกลุ่มโจรเงารัตติกาลจึงรู้ไปถึงหูของหมอเทวดาอู๋เจี่ยได้ภายในไม่ถึงวัน
เขาเกรงว่าจะเกิดอันตรายหรือได้รับบาดเจ็บขึ้น โดยเฉพาะกับหลิวเยี่ยนเฟยที่แผลเก่าก็ยังรักษาไม่หาย ถ้าไปได้แผลใหม่ที่กระทบกับร่างกายขึ้นมาก็เกรงว่าจะรักษายากขึ้นแล้ว
ถึงจะค่อนข้างมั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะหญิงสาวคนนั้นก็อยู่ด้วย โอสถของนางอย่างน้อยต้องสามารถยื้อชีวิตใครก็ตามที่บาดเจ็บเอาไว้ได้แน่นอน
แต่ทำไมพอเขามาถึงทุกอย่างมันกลับดูแปลกไปหมด หลิวเยี่ยนเฟยนั้นกลายเป็นมัมมี่ไปครึ่งตัวเพราะผ้าพันแผล ส่วนไป่ฟานเซียนกลับมาชวนเขาลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่างแทนเสียนี่
ผู้หญิงคนนี้คิดอะไรอยู่กัน แล้วทำไมพวกนายทุกคนถึงเห็นดีเห็นงามไปกับนางได้ละเนี่ย?
“คืออย่างนี้ครับ ปรมาจารย์อู๋...”
สุดท้ายเรื่องนี้ก็ต้องลำบากพ่อบ้านชราอย่างหวงจื่อหานที่ต้องช่วยอธิบายให้กับอู๋เจี่ยฟัง พวกเขาสองคนถูกเชิญไปนั่งฟังความเป็นมาทั้งหมดของเรื่องราวนี้ที่ห้องนั่งเล่น
อู๋เจี่ยและหลินเสี่ยวถิงที่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“สรุปก็คือเธออยากจะหาเงินสี่พันล้านสินะ?”
อู๋เจี่ยที่ดูเหมือนชายวัยกลางคนยิ่งกว่าหลิวเยี่ยนเฟยกอดอก เขาพอจะเข้าใจความคิดของไป่ฟานเซียนทั้งหมดแล้ว
“ใช่ เจ้าสนใจหรือไม่?”
ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับ แต่ขณะเดียวกันอู๋เจี่ยกลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางๆจากสายตาของหญิงสาว ปากของเขาอยากจะปฏิเสธแต่เมื่อมองถึงความจริงจังของนางแล้วเขาก็ไม่กล้าพูดออกมา
“แบบนั้นมันก็ดีไม่ใช่เหรอคะคุณหมอ?”
เป็นหลินเสี่ยวถิงที่มีศักดิ์เป็นลูกศิษย์ของอู๋เจี่ยที่ขัดขึ้นมาก่อน เธอหลับตาแล้วจับคางพลางครุ่นคิดถึงแผนการในอนาคตอยู่
“...เสี่ยวถิง?”
ชายหนุ่มไม่นึกว่าลูกศิษย์ตัวดีของเขาจะเห็นดีเห็นงามด้วยแบบนี้ เขาหันไปมองอย่างตกใจก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เด็กสาวทำตาดุขึ้นมา
“ฮึ่ม! คุณหมอคิดว่าการรักษาคนไข้ที่แล้วมาของคุณหมอเป็นอาชีพหรือไงคะ?”
เสี่ยวถิงทำสีหน้าเหนื่อยใจ เธอร่ายยาวถึงการกระทำที่แล้วมาของอู๋เจี่ย
“เล่นไปช่วยคนนั้นคนนี้ไปทั่วจนแทบไม่สนใจตัวเอง ทำงานหนักงกๆไม่สนใจสุขภาพ แล้วถ้าเจอคนไม่มีเงินก็รักษาให้พวกเขาฟรีๆ คุณหมอคิดว่าสมัยก่อนบัญชีตัวเองติดตัวแดงมากี่ปีแล้วคะ?”
เด็กสาวบ่นออกมาเหมือนกับเป็นภรรยาตัวน้อย เธอกำลังรายความในใจที่อัดอั้นมานานออกมาในคราวเดียว
“ตะ...แต่ว่าฉันก็หาเงินได้เยอะเหมือนกันนะ?”
อู๋เจี่ยพยายามเถียง แต่เมื่อโดนสายตาพิฆาตของเสี่ยวถิงเขาก็ได้แต่ทำตัวหงอ
“คุณหมอคิดว่างานวิจัยมหาศาลที่คุณหมอทำอยู่เอางบมาจากไหนล่ะคะ?”
มันก็เป็นความจริงที่ปกติแล้วอู๋เจี่ยนั้นจะได้รับค่าตอบแทนจำนวนมากจากการรักษาให้กับผู้ฝึกตนระดับสูงหรือผู้ที่มีฐานะใหญ่โต แต่ว่าชื่อเสียงของหมอเทวดานั้นได้มาจากการช่วยเหลือผู้คนไม่จำกัดฝ่าย ดังนั้นก็ยังมีอีกไม่น้อยที่เป็นแค่ผู้ฝึกตนตัวเล็กๆที่ไม่ค่อยจะมีเงิน ด้วยนิสัยของชายหนุ่มจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปเก็บเงินจากพวกเขา แต่ทั้งค่ายาค่าสมุนไพรและค่าอุปกรณ์เหล่านั้นล้วนกลายเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
และสิ่งสำคัญคืออู๋เจี่ยมีเลือดของนักวิจัยอยู่ในตัวสูงมาก เขาชอบทดลองอะไรแปลกๆเพื่อหาความเป็นไปได้ในการรักษาคน ดังนั้นเงินทุนค่าวิจัยส่วนนี้นั้นที่แล้วมาเป็นทางหมู่บ้านใต้เมฆาที่รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของหมอเทวดาคอยจ่ายให้ การมีอยู่ของอู๋เจี่ยสามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาที่หมู่บ้านได้มากมาย
เรียกได้ว่าเขาแทบจะไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องรักษาคนเลย
“...แล้วอย่าคิดว่าฉันไม่รู้เรื่องโลกฝั่งนู้นนะคะ คุณปู่เล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว”
หลินเสี่ยวถิงปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้อู๋เจี่ยเถียงไม่ออกที่สุด เขาอุตส่าห์ย้ำหัวหน้าหมู่บ้านชราไปหลายรอบแล้ว สุดท้ายจึงได้แต่ต้องพยักหน้ารับตกลงกับไป่ฟานเซียนในที่สุด
“...เข้าใจแล้ว ฉันจะร่วมธุรกิจในครั้งนี้ด้วย”
คำตอบของชายหนุ่มทำให้ไป่ฟานเซียนเผยรอยยิ้ม
“ถ้างั้นเรามาเริ่มวางแผนกันเลยไหมครับ?”
หวงจื่อหานที่เห็นท่าทีโดนสะกดข่มอยู่ฝ่ายเดียวของตัวตนอย่างหมอเทวดาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาที่มุมปาก พ่อบ้านชราเดินไปคว้าเอากระดานไวท์บอร์ดที่เคยคิดว่าจะได้ใช้ตอนสอนเด็กๆทั้งสามคนเข้ามาในห้อง
“งั้นเริ่มที่...จะคิดค่ารักษาพยาบาลเท่าไรดีครับ?”
หลังจากวันนั้นสองวัน ในโลกออนไลน์โดยเฉพาะชุมชนที่เกี่ยวข้องกับเหล่าผู้ฝึกตนได้เกิดข่าวที่สามารถสร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนที่อ่านมันได้ขึ้นมา
“จักรพรรดินีโอสถและหมอเทวดาจับมือกันเปิดคลินิกเล็กๆขึ้นมาทางภาคตะวันออก”
ประโยคด้านบนคือสาระสำคัญที่สรุปออกมาแล้วของข่าวนี้ มันจะดูเป็นข่าวทั่วไปเลยถ้าไม่ได้สังเกตถึงชื่อของตัวตนสำคัญของโลกผู้ฝึกตนถึงสองคนปรากฏขึ้นในบรรทัดเดียวกันแบบนี้
“อะไรเนี่ย!? นี่เรื่องจริงหรือเปล่า?”
“ข่าวนี้มาจากตระกูลถังเอง พวกเขาคงไม่กล้าโกหกหรอก”
“จักรพรรดินีโอสถกับหมอเทวดา นี่มันการจับคู่แบบไหนกันเนี่ย?”
“ต่อให้คนใกล้ตายก็คงจะลุกขึ้นมาฟิตปั๋งได้เลยล่ะมั้ง...”
“แล้วแบบนี้ที่หมู่บ้านใต้เมฆาจะไม่เป็นอะไรเหรอ...”
ความคิดเห็นเหล่านี้คือความคิดเห็นแรกที่ออกมาหลังจากที่อ่านเพียงหัวข้อข่าว แต่มันก็สามารถแทนความสงสัยในใจของใครหลายๆคนได้ ไม่นานข่าวนี้ก็ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง
“ฉันอยากไป! ถึงจะไม่ได้ป่วยอะไรแต่ก็ต้องไปดูสักครั้ง!”
มีหลายความเห็นที่ออกมาในเชิงนี้ แต่พวกเขาก็ถูกเบรกเอาไว้ด้วยความจริงบางอย่างที่ถูกเขียนอยู่ด้านในของข่าว
“...ค่ารักษาเริ่มต้นที่สิบล้านเหรียญ”
“นี่มันบ้าไปแล้ว!”
“นั่นไม่ใช่ทั้งหมดนะ นั่นมันเป็นแค่ราคาเริ่มต้น ถ้าอาการหนักกว่านั้นก็ยังมีบวกเพิ่มเข้าไปได้อีก”
ทันทีที่พวกเขาได้รู้ถึงค่ารักษาพยาบาล หลายคนที่เตรียมตัวจะไปเยี่ยมเยียนที่คลินิกนี้สักครั้งก็ต้องรีบเบรกเอาไว้ก่อนที่จะก้าวขาออกจากบ้าน
“นี่จะฟันกำไรกันหัวแบะเลยหรือไง!?”
“จะมีใครไปรักษาจริงๆไหมเนี่ย...”
“คงมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ยอมจ่ายเงินมากขนาดนั้น”
“แต่สำหรับคนที่เป็นโรคซึ่งรักษายากจริงๆ ถ้าฉันมีเงินฉันก็ยอมจ่ายล่ะ”
ความคิดเห็นนั้นแตกออกเป็นหลายฝ่ายในทันที พวกเขากำลังถกเถียงกันถึงราคาค่ารักษาที่แพงจนคนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง แต่ว่าแม้พวกเขาจะถกเถียงกันมากเท่าไร ตัวต้นเหตุอย่างไป่ฟานเซียนก็ยังคงสงบและนั่งจิบชาอยู่ที่บ้านเช่นเดิมอย่างนั้นเอง
“นายหญิงครับ การก่อสร้างชั่วคราวน่าจะเสร็จในไม่กี่วันนี้ครับ”
หวงจื่อหานเติมน้ำชาลงในถ้วยของไป่ฟานเซียนแล้วพูดขึ้น
“พูดก็พูดเถอะ ราคาที่เธอตั้งมันไม่แพงไปเหรอ?”
อู๋เจี่ยที่พึ่งเดินกลับเข้ามาจากการดูการก่อสร้างอดที่จะถามขึ้นไม่ได้
การก่อสร้างคลินิกของพวกเขานั้นถูกสร้างขึ้นในที่ดินด้านข้างของบ้านไป่ฟานเซียน เพราะมันถูกการโจมตีลูกหลงบางส่วนของราชินีมังกรถางจนโล่งเตียน ราคาของมันจึงไม่แพงและเหมาะที่จะสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ที่บริเวณนั้น
“เจ้าอยากจะนั่งรับผู้ป่วยทั้งวันทั้งคืนหรือไร?”
เรื่องพวกนี้ความจริงทั้งอู๋เจี่ยและไป่ฟานเซียนล้วนมีประสบการณ์มาก่อน ไป่ฟานเซียนนั้นก่อนที่จะกลายเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ในยุคก่อนก็ผ่านมาหลายเรื่องเหมือนกัน จนสุดท้ายสิ่งที่นางได้ข้อสรุปก็คือนางควรที่จะจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้ามาด้วยราคาที่สูงลิ่วเพื่อเป็นการคัดสรรกลุ่มเป้าหมายที่นางต้องการ
แล้วนางจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นบางทีนางอาจจะหาวิธีการหาเงินเพิ่มขึ้นได้อีกก็ได้
ไป่ฟานเซียนไม่ได้จะทำการกุศล นางมียอดเงินสี่พันล้านเป็นเป้า ดังนั้นถ้ามารับผู้ป่วยทุกคนที่บางครั้งก็ไม่ได้ป่วยจริงมารักษา และเก็บค่ารักษาถูกๆนั้นอีกกี่ร้อยปีนางจะได้เงินครบกัน?
“ใช่ค่ะ! อีกอย่างคุณหมอต้องมีช่วงเวลาพักผ่อนบ้างนะคะ”
หลินเสี่ยวถิงพยักหน้าสนับสนุน เพราะตั้งแต่กลับมาจากโลกมิติอื่น การรับคนไข้ของหมอเทวดาก็ถูกควบคุมโดยเธอทั้งหมด เด็กสาวจะกำหนดจำนวนที่แน่นอนในแต่ละวันเพื่อให้อู๋เจี่ยมีเวลาพักผ่อนและทำวิจัยบ้าง
การเป็นคนดีเกินไปจนตนเองลำบากนั้นเธอพบเจอมาเยอะแล้ว และเธอจะไม่ยอมให้คุณหมอที่เธอเคารพรักต้องมีจุดจบแบบเดียวกับตัวอย่างที่เธอได้เห็นมาแน่ๆ
“จะว่าไป ที่หมู่บ้านจะไม่เป็นอะไรรึ?”
ไป่ฟานเซียนอดแสดงความเป็นห่วงไม่ได้ หมู่บ้านใต้เมฆานั้นพัฒนามาได้จนถึงจุดนี้ส่วนหนึ่งเพราะชื่อเสียงของหมอเทวดา ถ้านางดึงตัวให้เขาทำงานอยู่ที่นี่ไม่ได้กลับไป มันต้องส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่นั่นแน่ๆ
“ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ คิดว่าช่วงที่ผ่านมาคุณหมอหายตัวไปกี่ปีกันคะ?”
หลินเสี่ยวถิงยืดอกอย่างภูมิใจ ตอนนี้หมู่บ้านไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อน มันพัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของผู้ฝึกตนที่ต้องการพักผ่อนกับธรรมชาติไปแล้ว และยิ่งตอนนี้เหล่าคนธรรมดาก็เริ่มจะได้รู้จักสถานที่นี้ มันจึงส่งเสริมเศรษฐกิจในหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี
“แล้วอีกอย่างพวกเราก็มีเด็กๆพวกนั้นอยู่จะเทียวไปเทียวมาระหว่างที่นี่กับหมู่บ้านก็ไม่ได้ลำบากนักหรอกค่ะ”
เด็กสาวชี้ไปยังวิหคสีดำที่บังเอิญติดมาจากการทะลุมิติด้วยในครั้งนั้น ในตอนนี้มันพัฒนาขึ้นเพราะพลังของโลกที่มันอยู่นั้นมากขึ้น ขนาดลำตัวมันใหญ่กว่าเดิม และที่สำคัญนั้นความเร็วมันมากกว่าเดิมมาก
ตอนนี้มันถูกเด็กน้อยสามคนที่ไม่มีโอกาสได้ขี่มันบ่อยนักขี่เล่นอยู่บนท้องฟ้าโดยมีราชินีมังกรบินอยู่ใกล้ๆด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
“แต่ฉันก็ยังคิดว่ามันแพงไปอยู่ดี...”
อู๋เจี่ยอดจะถอนหายใจอีกครั้งไม่ได้ เขาไม่เคยเรียกค่ารักษาเป็นเงินมากขนาดนี้ด้วยตัวเองมาก่อน ที่ได้รับมาส่วนมากจะเป็นคนไข้ที่รู้สึกว่าต้องตอบแทนและนำมาให้เขาเองทั้งนั้น
“...สมุนไพรบางหม้อที่คุณหมอปรุงมันแพงกว่านั้นอีกรู้ใช่ไหมคะ?”
หลินเสี่ยวถิงส่งสายตาพิฆาตมาอีกครั้งจนอู๋เจี่ยสะดุ้ง เขาพยายามหลบตาแต่ก็สู้ไม่ได้ สุดท้ายก็ยอมแพ้ไปอย่างปลงตก
“ถ้าวันเปิดไม่มีใครมาอย่าหาว่าไม่เตือนแล้วกัน...”
ในอีกสามวันต่อมา การก่อสร้างที่ใช้การสร้างแบบสำเร็จรูปผสานกับพลังของสองตระกูลใหญ่ที่ส่งคนมาช่วยด้วยตัวเองทำให้สามารถก่อสร้างคลินิกแห่งนี้ได้รวดเร็วแบบนี้ มันเป็นอาคารสองชั้นสีขาวที่มีพื้นที่บางส่วนลากยาวไปในทะเลแบบเดียวกับบ้านของไป่ฟานเซียน เพียงแต่ว่ามันดูโอ่โถงกว่า และที่ชั้นหนึ่งก็มีเก้าอี้สำหรับนั่งรออยู่หลายจุด
ด้านในนั้นถูกแบ่งเป็นหลายห้อง มีตั้งแต่ห้องตรวจไปจนถึงห้องที่มีเตียงคนไข้หลายเตียง พวกมันถูกสร้างขึ้นเผื่อเอาไว้ก่อนตามความคิดของเซี่ยซูเหยา
อู๋เจี่ยที่เมื่อคืนนอนค้างที่บ้านของไป่ฟานเซียนตื่นขึ้นมาแต่เช้าด้วยการปลุกของเสี่ยวถิง เพราะเมื่อคืนเขาสนใจกับห้องทำงานของไป่ฟานเซียนเป็นอย่างยิ่งทำให้เกือบจะไม่ได้หลับได้นอน
“ยังไงวันเปิดคุณหมอก็ต้องไปปรากฏตัวนะคะ”
ลูกศิษย์สาวของเขาพูดแบบนั้น แต่ในใจของเขาอยากจะตรงไปยังห้องทำงานของไป่ฟานเซียนแทน เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือแปลกๆรวมไปถึงวัตถุดิบหายากที่เขาไม่คิดว่าชาตินี้จะยังได้พบ
“...จะมีคนมาจริงๆเหรอ?”
อู๋เจี่ยพึมพำ เขายังคงคาใจกับค่ารักษาจำนวนมหาศาลนั้นอยู่ แต่เมื่อเขาเดินลงมาจากบ้านเขาก็ตื่นตะลึงจนตาแทบจะถลน
เพราะตอนนี้พื้นที่รอบนอกของบ้านนไป่ฟานเซียนนั้นเต็มไปด้วยผู้คนเต็มไปหมด ทั้งผู้ฝึกตนและคนธรรมดา เขามองเห้นนักข่าวจากหลายสถานีที่กำลังเตรียมพร้อมอยู่ที่อีกมุม นอกจากนี้ยังมีรถยนต์อีกหลายคันที่กำลังแล่นเข้ามาหาที่จอดบริเวณนี้!
ไป่ฟานเซียนที่เดินตามหลังมาเผยรอยยิ้มที่มุมปาก นางตบไหล่ของชายหนุ่มเบาๆจนสมุนไพรในปากของเขาร่วงลงไปบนพื้น
“นี่ก็ยังมากไปสักหน่อย...ข้าขึ้นราคาอีกนิดดีไหมนะ?”