ตอนที่ 39 ทดสอบระเบิดเพลิง
ณห้องทดลองลับใกล้ๆ กับปราสาทที่กำลังก่อสร้างปรับปรุงใหม่.......
บู้มมมมม!!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! สำเร็จ!! ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว!! ไม่คิดว่าในโลกนี้จะมีแบบแปลงที่น่าอัศจรรย์ใจเช่นนี้อยู่ด้วยแต่หากได้ส่วนผสมของมังกรไฟหรือสัตว์ร้ายธาตุไฟมาผสมละก็อานุภาพของมันคงจะมากกว่านี้หลายเท่าตัวแน่!!”
เสียงร้องตะโกนด้วยความดีใจของชายชราดุ๊กดังก้องไปทั่วห้องทดลองลับที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เก็บเสียงในทันทีหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จกับการทดลองที่อากอร์นกับเจสสิก้าทำทิ้งไว้และมอบหมายให้เขาดูแลต่อ.......
“ท่านอาจารย์ดุ๊ก ในที่สุดท่านก็ทำสำเร็จจนได้ข้าว่าแล้วด้วยความสามารถของท่าน ท่านต้องทำมันได้สำเร็จแน่นอน”ทันใดนั้นเสียงของชายหนุ่มหน้าตาดีผิวขาวหน้าคมเข้มก็ดังขึ้นซึ่งชายหนุ่มคนนี้ก็คืออากอร์นนั้นเอง......
“พบนายท่าน!!” ดุ๊กรีบเก็บอาการของเขาและกันมาทำความเคารพต่ออากอร์นในทันทีก่อนที่ชายชราจะเปิดปากพูดขึ้นมาพร้อมกับแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นว่า “นายท่านท่านไปพบเจอแบบแปลงที่น่าอัศจรรย์ใจเช่นนี้จากที่ใดกัน ไอ้เจ้าระเบิดเพลิงนี้มันสุดยอดมาก หากได้วัสดุชิ้นส่วนของสัตว์ร้ายธาตุไฟหรือสัตว์อสูรธาตุไฟมาผสมละก็อานุภาพของเขาต้องยิ่งกว่านี้แน่บวกกับอักขระเวทย์ที่แม่หนูเจสสิก้าใส่ลงไปด้วยและการที่จะทำลายกองทำนับหมื่นนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย!!” ชายชราดุ๊กพูดอธิบายไปยิ้มหน้าบ้านไป......
“ข้าเข้าใจดีท่านอาจารย์ดุ๊กและชิ้นส่วนของสัตว์ร้ายหรืออสูรร้ายที่มีธาตุนั้นหายากมากราคาของมันก็แพงมากอีกด้วย เพียงแค่หนังของมันชิ้นเล็กๆก็ราคาหลายแสนเหรียญเงินแล้ว แต่หากท่านต้องการไว้เพื่อทดลองละก็ข้าเองก็พอมีให้ท่านได้ใช้อยู่บ้างเล็กน้อย”
หวืดดดดด!!
ตุบ!! ตุบ
เมื่อพูดจบอากอร์นก็ทำการโบกมือหนึ่งก่อนจากนั้นหีบใบใหญ่ความสูงเท่ากับครึ่งตัวของผู้ใหญ่ก็ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าล้นตั้งที่พื้นอย่างแรงจนทำให้พื้นห้องทดลองนี้เกิดการสั่นเล็กน้อยแต่ไม่นานก็กลับมาเป็นเช่นเดิม......
อะ!!
มีเพียงสีหน้าของชายชราดุ๊กเท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนกลับมาเป็นเช่นเดิมหลังจากที่เขาได้เห็นการกระทำของอากอร์นที่นำของออกมาจากแหวนมิติเพราะควรรู้ว่าแหวนมิตินั้นไม่ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ อีกอย่างราคาของมันก็แพงมากแพงจนขนาดที่สามารถซื้อเมืองขนาดใหญ่ได้หนึ่งเมืองเลย.....
แต่บารอนตัวเล็กๆที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญอย่างอากอร์นกับมีมันอยู่ในครอบครองแบบนี้แล้วจะไม่ให้ชายชราดุ๊กตกใจต้องอ้าปากค้างได้อย่างไรแม้แต่ตัวมันเองยังเคยคิดเคยฝันที่อยากจะได้มันมาซักหนึ่งวงเลยและถึงกับขนาดที่คิดว่าจะลองสร้างมันได้ด้วยมีโอกาส......
“นะ...นะ.....นั่นคือแหวนมิติใช่ไหมขอรับนายท่าน!?” ในที่สุดชายชราดุ๊กก็ได้สติกลับมาจากนั้นก็เปิดปากถามอากอร์นเพื่อให้แน่ใจทันทีว่าใช้อย่างที่ตนคิดไว้ไหม......
“ถูกต้องแล้วท่านอาจารย์ดุ๊ก นี้คือแหวนมิติ เป็นของที่ข้าเก็บมาได้เมื่อนานมาแล้ว”อากอร์นพยักหน้าและตอบกลับชายชราออกไป แต่เขาก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรมากนักเพราะเขาเองก็ไม่ได้อยากบอกให้ใครรู้มากซักเท่าไหร่เกี่ยวกับเรื่องนี้.....
“อื้ม ไม่ทราบว่าข้าน้อยจะขอดูมันได้หรือไม่?” ชายชราดุ๊กคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจถามคำถามนี้ออกไปและเขาก็คิดว่าเขาอาจจะโดนลงโทษได้จากคำขอนี้.....
“ได้ซิท่านอาจารย์ ข้าเองก็คิดว่าจะเอามันให้ท่านอาจารย์ดูเช่นกันเพื่อท่านจะพบเบาะแสอะไรที่ใช้ในการสร้างมันขึ้นมา”อากอร์นตอบรับคำขอของชายชราในทันที พร้อมกับโยนแหวนมิติของเขาให้กับชายชราดูอย่างไม่กลัวและลังเลเลย.....
อะ!!
หมับ!!
ชายชราดุ๊กตกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าอากอร์นไม่ได้ตอบปฏิเสธเขาหรือแม้แต่จะใช้เวลาคิดให้มากความเลยราวกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่าตนจะต้องของดูแหวนมิติของตนแน่ๆและเมื่อเห็นอากอร์นโยนแหวนมิติมาให้ ชายชราก็รีบรับเอาไว้อย่างดีและระมัดระวังเป็นอย่างมาก.......
ก่อนจะยกแหวนมิติภายในที่อยู่ในมือขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียดและจมลงไปในห้วงของความคิดราวกับพวกนักวิทยาศาสตร์ที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการทดลองเท่านั้น......
เมื่ออากอร์นเห็นอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้คิดที่จะรบกวนใดๆ ชายชราดุ๊กเลยแม้แต่นิดเขาเลือกที่จะออกจากห้องทดลองไปพร้อมกับระเบิดเพลิงสองลูกที่ชายชราดุ๊กทำเสร็จแล้วและที่เขากล้าทิ้งแหวนมิติไว้กับชายชรานั้นก็เพราะเขาแหวนมิติวงนั้นได้เชื่อมความสัมผัสกับเขาแล้วหากมีการนำของออกมาโดนไม่ได้รับอนุญาตจากเขา แหวนมันจะเตือนเขาในทันที.......
ส่วนเจสสิก้าจอมเวทย์สาวผู้ชอบยั่วยวนอากอร์นนั้นเธอเองก็ไม่ได้อยู่ในห้องทดลองต่อเช่นกันเมื่อเห็นอากอร์นเดินออกมาพร้อมกับลูกระเบิดเพลิงสองลูกเนื่องจากเธอไม่ต้องการอยู่กับตาเฒ่าที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการทดลองแบบนั้นเธอเลยเดินตามอากอร์นออกมา......
“ฝ่าบาท พวกเราจะไปไหนกันเพค่ะ?” เมื่อออกมาจากห้องทดลองแล้วเจสสิก้าก็เปิดปากถามอากอร์นในทันทีว่าเขาจะไปที่ไหนต่อ......
“เจสสิก้า เจ้าไม่ควรเรียกข้าแบบนั้นนะข้าเป็นเพียงแค่บารอนขุนนางยศต่ำคนหนึ่งเท่านั้นหากมีพวกขุนนางยศสูงกว่ามาได้ยินเข้า ข้าเกรงว่า.......
“ฝ่าบาทจะทรงคิดมากไปทำไมกันก็ในเมื่อเจ้าเมืองแถวนี้เองต่างก็ตั้งตนเป็นราชาของดินแดนของตนทั้งนั้นอีกอย่างพวกขุนนางชั้นสูงเหล่านั้นก็ไม่มาสนใจเมืองที่อยู่ห่างไกลแบบนี้แน่บวกกับตอนนี้จักรวรรดิโรมานคิชกำลังเกิดสงครามแบ่งฝ่ายอยู่ด้วย ไม่ว่าขุนนางยศไหนระดับไหนต่างก็กำลังหาดีเข้าตัวเองทั้งนั้นแหละเพค่ะฝ่าบาทเองก็รู้ดีในเรื่องนี้”
เจสสิก้ายังคงเรียกอากอร์นว่าฝ่าบาทเช่นเดิมเพราะนางรู้ว่าตอนจักรวรรดิโรมานคิชได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนแล้วจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจแล้วและส่วนอาณาจักรในใต้อาณัติหรืออาณาจักรบริวารทั้งหลายต่างก็เริ่มสะสมกำลังพลให้กับตัวเองแล้ว......
เผื่อในอนาคตจักรวรรดิโรมานคิชเกิดการแบ่งแยกขึ้นมาจริงๆพวกเขาก็จะพร้อมที่จะตั้งตนเองขึ้นเป็นใหญ่ในพื้นที่ของตนทันทีดังนั้นแล้วหัวเมืองเล็กที่อยู่สุดเขตแบบเมืองเซนต์จูรี่ เมืองแซนดี่เมืองเจรันต้า เมืองฮาฟดี่ เมืองรูโฟซันและเมืองคอล์โบนั้นต่างก็คิดที่จะกลืนกินกันและรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเปลี่ยนให้ตนกลายเป็นอาณาจักรขนาดเล็ก.......
เพราะอาณาจักรปารีสนั้นมีหัวเมืองทั้งหมดยี่สิบสามหัวเมืองรวมกับเมืองหลวงปารีสแล้วก็เป็นยี่สิบสี่เมืองพอดีแต่เมืองทั้งหกเมืองนี้อยู่เขตห่างไกลความเจริญมากแถมยังอยู่ติดกับกำแพงภูเขาที่ไม่มีใครรู้ว่าด้านหลังกำแพงภูเขานั้นมีอะไรอยู่อีก......
มันเลยทำให้เมืองทั้งหกถูกละเลยและมองข้ามไปหากจะเกิดอะไรขึ้นกับทั้งหกเมืองนี้ราชาผู้ครองอาณาจักรปารีสคงไม่คิดอะไรมากก็แค่เป็นการตีกันของพวกชนชั้นต่ำและทำให้พื้นที่กลายเป็นเขตรกร้างไปเท่านั้นเพราะทั้งหกเมืองไม่ได้ติดกับเขตของจักรวรรดิอื่น.......
“เฮ้อ......เรื่องนี้ข้าเองก็รู้ดีแต่เราก็ไม่อาจที่จะประมาณหรือทำให้พวกขุนนางชั้นสูงไม่พอใจได้จนกว่าพวกเราจะแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้ และสามารถที่จะยืนหยัดได้ตัวของเราเอง”อากอร์นถอนหายใจยาวออกมาหนึ่งครั้งก่อนจะแสดงสีหน้าที่ดูจริงจังและตั้งใจออกมา.....
เพราะไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดแต่เขาเองก็คิดที่จะทำอย่างนั้นเช่นกันดังนั้นแล้วเขาจึงพยายามอย่างมากในการหานักเล่นแร่แปรธาตุระดับสูงอย่างชายชราดุ๊กมาช่วยงานเขาเพราะในแหวนมิติของเขายังมีแบบแปลงโบราณอีกมากที่ถูกเก็บอยู่ในนั้นซึ่งมันติดมากับแหวนมิติที่เขาได้มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วเพียงแค่เขาไม่อาจที่จะเข้าใจมันได้ทั้งหมดเท่านั้น......
เพราะมีบางอย่างในแบบแปลงเหล่านั้นที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจจนเมื่อเขาได้มาพบกับนายช่างใหญ่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการหลอมสร้างคนหนึ่งเขาได้บอกกับตนว่าแบบแปลงนี้ต้องมีนักเล่นแร่แปรธาตุช่วยเพราะคนเหล่านี้รู้ส่วนประกอบที่ขาดหายไปของมัน......
และนั้นจึงเป็นเหตุให้อากอร์นต้องการนักเล่นแร่แปรธาตุเป็นอย่างมากแต่ไม่ว่าจะส่งจดหมายเชิญไปเท่าไหร่ก็ตามมันก็ไม่มีนักเล่นแร่แปรธาตุคนไหนสนใจและตอบรับกลับมาเลยจนวันที่อาจารย์ดุ๊กมาหาเขา และก็บังเอิญที่อาจารย์ดุ๊กตนนี้รู้จักและสนิทกับเจสสิก้าด้วย......
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพค่ะฝ่า......บาท ของหม่อมฉัน!!”เจสสิก้าเข้าใจที่อากอร์นพูดมาดีว่ามันสำคัญมากแค่ไหนแต่เพื่อไม่ให้เป็นการเครียดหญิงสาวจึงใช้อกที่มีอันน้อยนิดของเธอถูกไปที่แขนของอากอร์นอย่างยั่วยวนและโชคดีที่แถวนี้ไม่มีใครอยู่ ไม่งั้นผู้คนคงเอาเรื่องนี้ไปพูดกันแน่......
เมื่อไม่สามารถห้ามเจสสิก้าได้อากอร์นก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเขามุ่งหน้าไปที่สนามทดสอบที่เขาสั่งให้เรเว่นเตรียมไว้ให้กับเขาก่อนหน้านี้ซึ่งสนามทดสอบนี้อยู่ที่ด้านหลังของเมืองเซนต์จูรี่มันมีพื้นที่กว้างเท่ากับสนามฟุตบอลสี่ห้าสนามรวมกัน......
ซึ่งพื้นที่ตรงนี้แต่ก่อนเคยเป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด แต่ในตอนนี้มันถูกตัดโค่นไปหมดแล้วเพื่อเอาไปใช้พัฒนาเมืองดังนั้นพื้นที่ตรงนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไปดังนั้นอากอร์นจึงคิดที่จะใช้พื้นที่นี้ในการทดสอบระเบิดพลังที่ชายชราดุ๊กได้วิจัยทำมันจนเสร็จทั้งสองลูกนี้......
“นั้นคือระเบิดเพลิงตามที่นายท่านเคยพูดไว้อย่างนั้นเหรอขอรับ?” เรเว่นปากเปิดถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเขามองไปที่ลูกกลมๆสีดำที่อยู่ภายในมือของอากอร์น.....
“ถูกต้องแล้ว นี้คือระเบิดเพลิงที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงหนึ่งลูกสามารถฆ่าทหารได้มากกว่าพันชีวิตเลยทีเดียวแต่ว่าระเบิดเพลิงทั้งสองลูกนี้พึ่งจะสร้างเสร็จและไม่รู้ว่าสมบูรณ์พร้อมใช้หรือยังดังนั้นข้าจึงได้มาลองทดสอบดูนี้ไง” อากอร์นตอบกลับเรเว่นในทันทีแต่ทว่าเขาเองก็ยังไม่มั่นใจในการทำงานของลูกระเบิดเพลิงทั้งสองลูกที่อยู่ในมือของเขาว่าจะมีประสิทธิภาพมากขนาดที่เขาคิดเอาไว้หรือเปล่าเพราะว่าชายชราดุ๊กพึ่งจะสามารถสร้างมันได้และยังไม่ได้ทดสอบมัน......