“เรื่องของหยูเอ๋อร์ป้าต้องขอบใจไผ่มากนะ ถ้าไม่ได้ไผ่ช่วยเหลือป้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงแล้ว”ฟางหรูมองไผ่แล้วพูดขอบคุณไผ่ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
“ไม่เป็นไรเลยครับเรื่องเล็กน้อยเอง”ไผ่ยิ้มรับ
“ว่าแต่พี่หลินหยูดูแข็งแกร่งขึ้นนะดูท่าการปลุกพลังไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”ไผ่หันไปหาหลินหยูแล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ต้องขอบคุณไผ่มากที่ช่วยเชิญผู้อาวุโสน้ำให้มารักษาพี่แล้วก็แนะนำเรื่องดอกบัวชะตาวิญญาณดอกนั้น ไม่เช่นนั้นพี่ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จในการปลุกพลังอย่างแน่นอน” หลินหยูลุกขึ้นแล้วโค้งคำนับไผ่เพื่อเป็นการขอบคุณ
“เราเป็นเพื่อนกันต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้วพี่หลินหยูอย่าทำแบบนั้นเลยครับ”ไผ่รีบห้ามหลินหยูทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายโค้งคำนับขอบคุณ
“ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงได้มีเวลามาหาข้าได้ละ”หลินเฟยเอยถามขึ้นเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย
“ผมได้ยินมาว่าอีกห้าวันประตูมิติดินแดนหมื่นอสูรจะเปิดขึ้นแล้วรู้ว่าที่นี่ก็มีค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เชื่อมต่อกับเมืองเกล็ดหิมะผมเลยมาที่นี่เพื่อทักทายพวกพี่ก่อนแล้วจึงจะเดินทางไปยังเมืองเกล็ดหิมะต่อครับ”ไผ่ตอบกลับเมื่อได้ยินคำถามของหลินเฟย
“บังเอิญจริง ๆ พวกเราก็วางแผนจะชวนเจ้าเดินทางไปดินแดนหมื่นอสูรด้วยกัน แต่ไม่คิดว่าจะเจ้าเดินทางมาก่อน”โจวเทียนพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา
“บังเอิญจริง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ไผ่พูดแล้วหัวเราะออกมา
“ดี เราจะได้เดินทางด้วยกันมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ ในดินแดนที่ไม่รู้จักแห่งนั้นมันอันตรายจริง ๆ ที่จะเดินทางคนเดียว”หลินเฟยพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น เขารู้ถึงความแข็งแกร่งของไผ่ดีและรู้ว่าไผ่สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้
“ตกลงครับ”ไผ่พยักหน้าเห็นด้วย
“ยังไงลุงก็ขอฝากช่วยดูแลลูกชายที่ไม่ได้เรื่องของลุงด้วยนะ ด้วยความแข็งแกร่งระดับเพชรของหลานถ้าไม่ไปเจอระดับทับทิมหรือพวกสัตว์อสูรที่มีสายเลือดชั้นสูงก็คงไม่มีปัญหาอะไร”หลินเทียนพูดขึ้น
ด้วยความแข็งแกร่งของหลินเทียนจึงสามารถรับรู้ถึงระดับการฝึกฝนและความแข็งแกร่งของไผ่ ทำให้มั่นว่าในระดับเพชรด้วยกันไม่น่าจะมีใครแข็งแกร่งกว่าไผ่ได้
“อะไรนะระดับเพชร เจ้ามาถึงระดับเพชรแล้วงั้นรึ”หลินเฟยกับโจวเทียนอุทานขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจแล้วหันมามองไผ่พร้อมกัน หลินหยูกับโจวหลิงเองก็เช่นกันพวกนางมองไผ่ด้วยแววตาตกตะลึง
ไผ่ไม่ตอบเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น ท่าทางของไผ่อดไม่ได้ที่จะทำให้คนทั้งสี่คนหงุดหงิดขึ้นมา
“ดูจากท่าทางตกใจของพวกลูกแล้วแสดงว่าไม่รู้เรื่องนี้ใช่ไหม”โจวหยวนหันมาถาม
“เป็นไปไม่ได้เมื่อสามปีก่อนเจ้านี่พึ่งจะทะลวงระดับทองแค่นั้นเองแต่ตอนนี้กลับมาถึงระดับเพชรแล้วอีกทั้งตอนนี้เจ้านี่พึ่งจะอายุ21เองนะ เจ้านี่มันตัวประหลาดแน่นอน”หลังจากตั้งสติได้โจวเทียนก็พูดขึ้นด้วยความแปลกใจ
“อะไรนะอายุ21ปี”ความนี่เป็นพ่อแม่ของหลินเฟยและโจวเทียนอุทานด้วยความตกใจบ้าง
“ข้าจะบอกอีกอย่างเจ้านี่มันแข็งแกร่งมากสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้เลย”หลินเฟยพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
“ไม่น่าเชื่อนี่มันอัจฉริยะที่เทียบกับตระกูลใหญ่ที่อยู่ในเมืองหยวนเทียนได้เลยหรือแม้แต่อัจฉริยะที่อยู่ในดินแดนหมื่นเผ่าพันธุ์”หลินเทียนพูดด้วยความชื่นชม คนอื่น ๆ เองก็พยักหน้าเห็นด้วย
“เดี๋ยวก่อนถ้าตอนนี้เจ้าอยู่ระดับเพชรระดับทับทิมคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของไผ่แล้วสินะแบบนี้…”หลินเฟยพูดอยู่แล้วเงียบไปจากนั้นก็หันไปสมตากับโจวเทียนแล้วทั้งสองก็หันไปมองไผ่พร้อมกัน
ไผ่ที่รับรู้ถึงสายตาที่ทั้งสองคนมองมาก็อดขนลุกไม่ได้จึงเงยหน้าขึ้นถามอย่างระวัง “มีอะไรครับสายตาดูไม่น่าไว้ใจเลยนะ”
“ตอนนี้เจ้าอยู่ระดับเพชรแล้วแสดงว่าระดับทับทิมก็คงไม่ใช่คู่มือของเจ้าแล้วใช่ไหม” หลินเฟยถามขึ้น
“ไม่ทั้งหมดมีบางเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งโดยสายเลือดทำให้ไม่สามารถสังหารมันได้”ไผ่ตอบกลับจากนั้นก็เหมือนจะคิดอะไรออกแล้วมองไปที่ทั้งสองคนก่อนจะเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของหลินเฟยและโจวเทียน
“ดีมากแบบนี้เราก็สามารถท่องไปทั่วทั้งดินแดนหมื่นอสูรโดยที่ไม่ต้องกลัวใครแล้วล่ะ เราจะไปปล้นสมบัติแล้วก็เก็บเกี่ยวสมุนไพรล้ำค่ากลับมาให้หมด ฮ่า ฮ่า ฮ่า”หลินเฟยพูดแล้วหัวเราะออกมา
“ท่านลุงท่านป้าผมต้องขอตัวกลับก่อนนะครับพอดีน้องสาวไม่สบาย”ไผ่พูดแล้วเตรียมจะลุกขึ้น
“นั่งเลยห้ามไปไหนทั้งนั้นเราจะไปปล้นพวกสัตว์อสูรด้วยกัน”โจวเทียนรีบจับแขนไผ่ดึงไว้ทันที
“แต่…”ไผ่กำลังจะพูดแต่เสียงหลินเฟยดังขึ้นก่อน
“ต่อไปนี้ให้เจ้าเป็นพี่ใหญ่เลยแล้วกันเป็นไง”หลินเฟยที่พึ่งจะพูดจบไผ่ก็พูดขึ้นมาทันที
“ตกลงครับ เรื่องที่ว่าใครจะเป็นรองพวกพี่ไปตกลงกันเอาเองก็แล้วกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ไผ่พูดแล้วหัวเราะออกมา
“ไอ้บ้าเอยหลงกลเจ้านี่จนได้”หลินเฟยกับโจวเทียนได้ยินคำพูดของไผ่ก็บ่นออกมาด้วยความหงุดหงิดที่หลงกล
“เป็นคนหนุ่มสาวนี่ดีจังเลยนะ”โจวหยวนพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา แม้พวกเขาจะดูเหมือนชายวัยกลางคนแต่อายุจริงของพวกเขาก็ปาไปหกสิบเจ็บสิบปีกันแล้ว
หลินเทียนและคนอื่น ๆ ไม่ได้สนใจการพูดคุยหยอกล้อของเด็ก ๆ เลยได้แต่มองดูด้วยรอยยิ้มเท่านั้น
หลังจากนั้นพวกเขาก็นั่งกินข้าวพูดคุยกันต่อ เมื่อกินข้าวเสร็จแล้วหลินเฟยและโจวเทียนก็พาไผ่เดินเที่ยวเมืองปักกิ่งต่อ
***(ที่หลินเฟยและโจวเทียนเรียกไผ่ว่าเจ้านี่บ้างอะไรบ้างเพื่อแสดงออกว่าพวกเขาสนิทกันนะครับ)***