หลังจากที่ชักนํานทีแห่งความละเอียดอ่อนออกมาแล้วเปาเฟิงก็มิได้รอช้า ร่างกายของเด็กหนุ่มพลิ้วไหวราวสายลมหลบการโจมตีที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
แม้หลินเจาจะประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงตรงหน้าแต่เขาก็มิได้หยุดมือ หมัดแล้วหมัดเล่าได้ถูกปล่อยออกไปเล็งเห็นได้ชัดว่าการโจมตีทั้งหมดนี้ถูกเล็งเข้าใส่จุดตาย
อย่างไรก็ตามด้วยปัญญาเวทย์และนทีแห่งความละเอียดอ่อนแม้การเคลื่อนไหวของหลินเจาจะลึกลํ้าเพียงใดแต่มันย่อมมิอาจแตะต้องตัวของเปาเฟิงได้แม้แต่น้อย
ประหนึ่งปรมาจารย์ร่างของเด็กหนุ่มพลิ้วกายครั้งแล้วครั้งเล่าหลบการโจมตีที่พุ่งเข้ามาได้อย่างท่วงทัน ราวกับล่วงรู้อนาคตไม่ปาน
พริบตาหลินเจาก็ต้องพบกับความใ เขาไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วเหตุใดเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้
แล้วความรู้สึกที่คล้ายคลึงนี่มันอะไร?
แท้จริงแล้วอีกฝ่ายทําอะไรกันแน่ถึงได้รับมือกับเขาได้?
“กระบวนท่าที่สองเป็อันว่าท่านก็ยังมิอาจเอาชัยข้าได้’’โดยไม่สนใจท่าทีใของอีกฝ่าย เปาเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงราบเรียบเห็นได้ชัดว่าแววตาของเขาในยามนี้สงบนิ่งเป็อย่างมาก
กล่าวได้ว่าหลังจากที่เด็กหนุ่มใช้งานทั้งปัญญาเวทย์และนทีแห่งความละเอียดอ่อนการเคลื่อนไหวของเขาก็สามารถที่จะตอบโต้กับการเคลื่อนไหวราวผสานฟ้าดินของคู่ต่อสู้ได้ทัน
เหตุนี้เองตัวเขาจึงมั่นใจเป็อย่างมากว่าหากคู่ต่อสู้ยังไม่ทุ่มพลังทั้งหมด ย่อมไม่มีทางอย่างแน่นอนที่อีกฝ่ายจะเอาชนะเขา
แน่นอนว่าเขาก็ไม่มีทางเอาชนะอีกฝ่ายได้เช่นกัน
ดังนั้นตอนนี้จึงขึ้นอยู่กับเวลาแล้วว่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะจบลงในเมื่อใด
“องค์ชายข้าต้องยอมรับเลยว่าข้าได้ประเมินท่านตํ่าไปจริงๆ’’
หลังจากที่พบว่าตนไม่อาจเอาชัยได้ในสองกระบวนท่าหลินเจาก็มองเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากเดิมบอกได้เลยว่ายามนี้ต่อให้เป็สี่อัจฉริยะรวมกันเข้ามาพวกมันก็ยังมิอาจต้านทานเขาได้
แล้วนี่เหตุใดอีกฝ่ายจึงทํามันได้?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าองค์ชายเปาผู้นี้คือผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงอัจฉริยะที่คนในระดับเดียวกันมิอาจต้านทาน!
“อย่างไรก็ตามชัยชนะก็ยังคงมิอาจเปลี่ยนแปลง….กระบวนท่าที่สาม!ภายในกระบวนท่าที่สามข้าจะเอาชัยเหนือท่าน!’’
หลินเจากลับมาสงบนิ่งอีกครั้งความมั่นใจมากมายเอ่อล้นออกมาจากภายใน ส่งผลให้ความแข็งแกร่งทั้งหมดได้ปะทุขึ้น
ดุจดั่งประสงค์ของ์เพียงเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนเคลื่อนกาย...เขาก็ได้ไปปรากฏที่เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มแซ่เปาในทันที!
ระ...เร็วมาก!
นี่มันความเร็วอันใดกัน?
เปาเฟิงใความเร็วของหลินเจาที่สําแดงออกมาในตอนนี้มันเร็วยิ่งกว่าตอนที่ประลองกับหลินเหล่ยเสียอีกแต่ด้วยปัญญาเวทย์ของเขา เขาย่อมมองออกและตอบสนองได้ทัน
เพียงนึกคิดร่างของเด็กหนุ่มแซ่เปาก็พลิ้วกายหลบในทันที
ทว่ายังไม่ทันที่จะทําอันใดต่อเปาเฟิงก็พลันสังเกตเห็นถึงการเคลื่อนไหวราวผสานฟ้าดินที่ลึกลํ้ามากขึ้น
‘ความลึกลํ้านี้เกรงว่าคงมิอาจตามทันหรือปัดป้องได้แน่…’เปาเฟิงหรี่ตาลงและนึกถึงสภาวะเรียนรู้
สภาวะ‘เรียนรู้’ เป็ชื่อที่เด็กหนุ่มเอาไว้ใช้เรียกตอนที่เขาเข้าสู่สภาวะตื่นรู้และห้วงภวังค์ลึกลับของวิชามวยอ่อนโปเทียนไปพร้อมกัน ซึ่งภายใต้สภาวะนี้จะทําให้เขาสามารถทําความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาหรือสิ่งอื่นๆได้เร็วขึ้นกว่าเดิมดังนั้นสิ่งที่ไม่อาจจับต้องได้ราวผสานฟ้าดินที่ใกล้เคียงกับความรู้สึกในห้วงภวังค์ลึกลับเขาจึง้าเป็อย่างมากที่จะเรียนรู้และศึกษามัน
พริบตาเพียงหนึ่งความคิด โลกทั้งสองก็ราวกับเชื่อมโยงกันโดยมีร่างของเด็กหนุ่มเคลื่อนไหวออกไปอย่างพร้อมเพรียงก่อนหลบหมัดที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
หลินเจาขมวดคิ้วเขาไม่คิดว่าหมัดของเขาที่เพิ่มความลึกลํ้าเข้าไปจะมีคนสามารถอ่านทางมันได้แต่ไม่ช้าเขาก็ตัดสินใจกระหนํ่าการโจมตีดั่งพายุออกไปมันรุนแรงและทรงพลังราวกับทําลายล้างได้ทุกสิ่งยิ่งเมื่อรวมเข้ากับท่วงท่าแข็งกร้าวราวผสานฟ้าดินที่กําลังลึกลํ้าขึ้นเรื่อยๆแล้วย่อมยากที่จะมีผู้ใดอ่านทางมันหรือตอบสนองได้
อย่างไรก็ตามต่อหน้าพายุทําลายล้างที่น่าสะพรึงตรงหน้านี้ เปาเฟิงเพียงพลิ้วกายหลบมันราวต้นไม้ที่โอนเอนไปตามสายลม
“เข้าใจแล้ว…’’ท้ายที่สุดปากของเขาก็พึมพําเสียงเบายากที่จะได้ยิน แววตาเปล่งประกายความลึกลํ้าราวกับรู้แจ้งในบางสิ่งออกมา
ทันใดนั้นเอง…
ซูม!
ฝ่ามือที่ไร้ซึ่งความแข็งแกร่งได้ถูกปล่อยออกไปเมื่อมันกระทบเข้ากับหมัดของหลินเจาที่ยากจะป้องกันกลับกลายเป็ว่าหมัดของหลินเจาถูกผลักกระเด็น!
แต่ยังไม่ทันที่หลินเจาจะได้ตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นเขาก็พบว่าร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้าได้โถมเข้าใส่เขา หมัดที่รวดเร็วราวสายฟ้าไร้ซึ่งความแข็งแกร่งใดๆได้ถูกปล่อยออกมา
กระนั้นหลินเจาก็ไม่ได้ตื่นตะหนกการเคลื่อนไหวราวผสานฟ้าดินค่อยๆสูงลํ้ายิ่งขึ้นทําให้เขาสามารถพลิ้วกายหลบการเคลื่อนไหวตรงหน้าที่ละเอียดอ่อนและยากจะอ่านทางได้อย่างง่ายดาย
ประหนึ่งรู้ใจเด็กหนุ่มทั้งสองสัประยุทธ์กันและกัน โต้ไปโต้มา ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ
อย่างไรก็ตามทุกๆครั้งที่เวลาผ่านไปหลินเจาจะกลับกลายเป็ฝ่ายได้เปรียบอย่างน่าเหลือเชื่อ
“สามกระบวนท่าของข้าถูกทําลายลงแล้ว!’’พอรู้สึกตัวอีกที หลินเจาก็พบว่าตนได้สูญเสียบางสิ่งที่ยึดมั่นเอาไว้ตลอดมาไปแววตาที่มองเด็กหนุ่มตรงหน้าจึงไม่ได้เหมือนเช่นทุกที แต่กลับปรากฏความนับถือและชื่นชมออกมา
องค์ชายเปาผู้นี้...เขาเป็อัจฉริยะอย่างแท้จริง!
บอกได้ว่าแม้หลินเจาจะไม่รู้ว่าทําไมการเคลื่อนไหวของเขาที่ยากจะอ่านทางถึงถูกมองออกแต่สิ่งที่เขารู้อย่างหนึ่งก็คือทุกๆครั้งที่สัประยุทธ์กันจากที่เป็ฝ่ายกดดันมาตลอด กลับกลายเป็ว่าเขาถูกไล่ต้อนขึ้นเรื่อยๆ
นี่มัน...เป็ไปได้อย่างไร?
ขณะเดียวกันองค์ชายสองและเฉินเมิ่งิก็ตกตะลึงไปทั้งคู่มิคิดเลยว่าการต่อสู้ตรงหน้าจะเกินจินตนาการของพวกเขามาไกลถึงเพียงนี้
“เป็ไปไม่ได้!นี่มันการต่อสู้ของผู้ที่อยู่ในระดับครึ่งก้าวััชีวิต!’’ องค์ชายสองจิตใจสั่นสะท้าน บอกได้ว่าั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้จากเดิมที่เขาสงบและไม่คิดว่าจะมีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจกลับกลายเป็ว่าทุกๆครั้งที่สองคนนั้นผลัดกันรุกกันรับ สิ่งที่น่าทึ่งค่อยๆเผยออกมาเรื่อยๆจนกระทั่งยามนี้เขาสามารถบอกได้เลยว่าการต่อสู้ตรงหน้าเทียบเท่าได้กับการประมือของผู้ที่อยู่ในระดับครึ่งก้าวััชีวิตอย่างแน่นอน
นี่มัน...เป็ไปได้อย่างไร?
เหตุใดเด็กหนุ่มทั้งสองจากอาณาจักรเล็กๆถึงมีสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมายถึงเพียงนี้?
ทางด้านเฉินเมิ่งินอกจากจะตกตะลึงแล้วเขายังใอีกด้วยเขาไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าคนที่เขาไม่แยแสอย่างหลินเจานอกจากจะมีความแข็งแกร่งมากมายถึงเพียงนี้แล้วยังสามารถประมืออย่างสูสีกับเปาเฟิงได้อีก ยิ่งตอนนี้ที่อีกฝ่ายดูได้เปรียบเขายิ่งไม่อยากเชื่อเป็อย่างมาก
เป็ไปได้อย่างไร?
เหตุใดพวกมันถึงได้แข็งแกร่งเยี่ยงนี้?
โดยไม่รู้ตัวมือข้างหนึ่งของเฉินเมิ่งิกําหมัดแน่นขึ้นยามนี้เขาตะหนักได้อย่างแท้จริงแล้วว่าตนแม้จะเป็ถึงอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากจักรวรรดิประกายอรุณทว่าต่อหน้าอัจฉริยะที่แท้จริงอย่างสองคนนี้แล้ว...ย่อมไม่นับเป็อันใดได้!
แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
ทําไมระดับสามขั้นต้นที่ยังไม่ข้ามผ่านเขตแดนปลุกกายาถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้?
ดั่งเวลาที่พัดผ่าน…
กระบวนท่าแล้วกระบวนท่าเล่า...พริบตาก็เก้าสิบกระบวนท่า!
หลินเจาเก็บซ่อนความตกตะลึงเอาไว้ไม่อยู่กระทั่งลอบหวาดหวั่นในตัวคู่ต่อสู้ตรงหน้าอีกด้วยเขาไม่เข้าใจเลยว่าทําไมเขาถึงยังไม่อาจเอาชัยได้อีกถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกโล่งอกที่อีกฝ่ายก็ไม่อาจทําอะไรเขาได้เช่นกัน ทําได้แค่ไล่ต้อนกันไปกันมาเท่านั้น
ตรงกันข้ามเปาเฟิงในยามนี้ค่อยๆเข้าใกล้ความรู้สึกที่ราวผสานฟ้าดินมากขึ้นบอกได้ว่าั้แ่ที่เขาเข้าสู่สภาวะเรียนรู้ เขาก็ตะหนักได้อย่างแท้จริงว่าหากนําพาสิ่งนี้ออกมาได้ ความแข็งแกร่งย่อมต้องเพิ่มขึ้นมหาศาลจึงไม่แปลกใจเลยว่าแม้เขาจะอ่านทางหลินเจาในตอนแรกได้เขาก็ไม่สามารถอ่านทางอีกฝ่ายในตอนนี้ได้โดยง่ายอีก
กล่าวอีกนัยคือหากเปาเฟิง้าที่จะอ่านทางหลินเจาเขาจักต้องนําพาสิ่งเดียวกันออกมามิเช่นนั้นเขาก็จะไม่สามารถอ่านทางหลินเจาหรือเอาชัยได้!
ซึ่งตอนนี้หลังจากที่ประมือกันหลายกระบวนท่าการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อนยิ่งของเปาเฟิงก็ค่อยๆเริ่มเปลี่ยนแปลงไปท่วงท่าของเขาที่สามารถแปรเปลี่ยนได้ตาม้าแสดงให้เห็นถึงเค้าลางที่ค่อยๆเหมือนกันกับเค้าลางแห่งฟ้าดินทีละเล็กทีละน้อย
หลินเจาก็ดูจะตะหนักได้ถึงเื่นี้เช่นกันเขาจึงดูใเป็อย่างมาก ใบหน้าของเขาฉายความสับสนออกมาโดยที่คิ้วขมวดแน่นครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง
“เหตุใดการเคลื่อนไหวของเขาจึงค่อยๆสําแดงเค้าลางแห่งฟ้าดินออกมาทีละนิด?’’
เป็ไปได้ไหมว่า…
“องค์ชาย...นี่ท่าน!’’ตะหนักได้ว่าตนถูกใช้เป็เครื่องมือลับคมให้อีกฝ่าย สีหน้าก็เปลี่ยนไปแม้จะตกตะลึง เขาก็รู้สึกไม่อยากเชื่อเป็อย่างมาก
เป็ไปได้อย่างไร?
เหตุใดการฝึกฝนของข้าจึงได้ถูกมองออกและนําไป?