นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 120 การผจญภัยของเด็กน้อย

            ตอนที่ 120 การผจญภัยของเด็กน้อย

             

             

            โอไรออนมองดูผืนความมืดอันธการไร้แสงที่ควรจะมีเพดานอยู่อย่างสนอกสนใจ เขาลองขยับปีก 1คู่ของตนน้อย ๆ หากเพราะอายุและร่างกายเขาจึงยังไม่อาจบินได้อย่างเผ่าซือบาสทั่วไปที่เติบโตสมบูรณ์

             

            เส้นสายใยมากมายที่โยงร้อยลงมาจากเพดานเชื่อมกับกระดาษภารกิจ นักผจญภัยมากหน้าหลายตา อาวุธหลากชนิด ทั้งหมดนี้ทำให้โอไรออนรู้สึกตื่นตะลึง เขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าในสถานรับเลี้ยง เขาย่อมไม่เคยมีโอกาสได้มาสมาคมนักผจญภัย

             

            แม้เมืองท่าข้างสมุทรจะไม่ได้มีความหลากหลายทางประชากรมากเท่านครรัตนะแต่โอไรออนก็ยังสามารถพบเจอเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ได้บ้าง ตั้งแต่เผ่าซือบาสเช่นเดียวกันกับเขา เผ่ารูเบียส เผ่าไร้หาง และอื่น ๆ รวมไปถึงโจรสลัด

             

            โอไรออนจับจ้องโจรสลัดเหล่านั้นด้วยหางตา แม้เขาจะไม่มีท่าทีอะไรนักแต่มือที่จับกับนิทานอยู่ทำให้นิทานรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวภายในนั้น

             

            นิทานลูบหัวโอไรออนเบา ๆ แล้วจึงพาเขาไปยังโต๊ะทะเบียน ถือเป็นเรื่องบังเอิญที่พนักงานทะเบียนในครั้งนี้ก็ยังคงเป็นคนเดียวกันกับที่เขาได้ลงทะเบียนด้วยเมื่อหลายวันก่อน

             

            โต๊ะทะเบียนถูกแยกไว้เป็นช่องพร้อมกำแพงเป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่าความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งหนึ่งที่นักผจญภัยชอบและเลือกที่จะรักษาความลับเกี่ยวกับภารกิจของตน

             

            “ส่งภารกิจค่ะ” นิทานเอ่ยขึ้นพลางยื่นบัตรประจำตัวนักผจญภัยสีเขียวอ่อนของตนให้ พนักงานรับบัตรใบนั้นมาพลางเงยหน้ามองนิทานน้อย ๆ แล้วจึงเหลือบตาลงไปมองโอไรออนทางด้านข้าง

             

            เธอจดจำผู้หญิงตรงหน้าได้เป็นอย่างดี แม้รูปลักษณ์ของเธอจะไม่ได้โดดเด่นอะไร ความสามารถก็ถือว่าสูงกว่ามาตรฐานเล็กน้อย แต่เธอจดจำได้เพราะเธอเป็นพนักงานที่ต้องจดจำใบหน้าคนในทุก ๆ วัน

             

            เธอจดจำร่มคันใหญ่ที่เธอเดินกางแทบทุกเมื่อรวมถึงตอนนี้ได้ พยัคฆ์สนธยาตัวนั้นก็ทำให้เธอมั่นใจยิ่งขึ้นว่าเป็นคนที่เธอลงทะเบียนให้ไม่กี่วันก่อน

             

            เหมือนจะเป็นคุณแซฟไฟร์ นักผจญภัยที่จัดการกับพวกลูกเรือของกะโหลกไขว้ได้ ทำภารกิจไวดีนี่ เธอลอบคิดโดยไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติม เธอเพียงประเมินนักผจญภัยทุกคนอย่างที่เธอทำในทุก ๆ วัน

             

            บัตรนักผจญภัยของนิทานถูกเธอรับมาวางบนแท่นอาคมบนโต๊ะสำนักงานนั้น บัตรประจำตัวเรืองแสงจาง กลายเป็นอักษรอาคมที่ลอยขึ้นสู่ฟ้า เผยให้เห็นรายละเอียดภารกิจที่เรียงรายกันเป็นข้อความ

             

            เธอเพียงกวาดตาเล็กน้อยก็รับทราบถึงภารกิจและสิ่งที่เธอต้องได้รับจากนักผจญภัยหญิงตรงหน้า 

             

            “กุ้งสะท้อนแสง 3ตัวค่ะ” เธอพูดชัดถ้อยชัดคำ การยืนยันความสำเร็จของภารกิจคือหนึ่งในหน้าที่ของเธอในฐานะพนักงานทะเบียน

             

            นิทานหยิบร่างของกุ้งสะท้อนแสงเป็น ๆ ที่ถูกผนึกไว้อย่างดีออกมาวาง 3ตัว รวมถึงซากกุ้งอีก 10ตัว

             

            อีก 10ตัวเก็บไว้กินเองน่าจะพอนะ ตัวใหญ่อยู่ ถึงจะมีเพิ่มมาอีกคนก็เถอะ นิทานคิดอย่างยิ้มแย้ม ตั้งแต่กลับมาเขาก็แทบจะอดใจไม่ไหวที่จะได้ลองชิมกุ้งสะท้อนแสงที่ขึ้นชื่อทั้งเรื่องประโยชน์และความอร่อย

             

            พนักงานมองผลงานตรงหน้าเธอพร้อมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แม้จะไม่ได้เป็นผลงานที่ทำให้เธอตกตะลึงกับความสามารถแต่ปริมาณขนาดนี้ก็แสดงให้เห็นความสามารถของแซฟไฟร์ได้เป็นอย่างดี

             

            เธอตรวจสอบกุ้งทั้งหมดอย่างละเอียด แว่นขาเดียวบนตาข้างขวาของเธอเรืองแสงบางเบา กุ้งทั้งหมดอยู่ภายใต้สายตาของเธอ เธอสวมถุงมือพร้อมพลิกกุ้งเหล่านั้นไปมา ผ่านไปสักครู่นิทานจึงได้รับคำยืนยันภารกิจเสร็จสิ้น

             

            “ตามที่ภารกิจระบุไว้ กุ้งสะท้อนแสงหากส่งแบบเป็น ๆ จะได้รับรางวัลทบ จากพื้นฐาน 3 ตัว 5หมื่นไกอา จะกลายเป็น 3ตัวนี้มีรางวัล 1แสนไกอาค่ะ” พนักงานหญิงถอดแว่นขาเดียวลงก่อนเริ่มจดบันทึก

             

            นิทานผิวปากหวิว งานของนักผจญภัยนั้นรายได้ดีอย่างที่เขาคาดไว้จริง ๆ เพียงแค่สัปดาห์กว่าเขาก็ได้เงินมากกว่าเงินเดือนของเขาทั้งเดือนแล้ว

             

            “ส่วนกุ้งสะท้อนแสงอีก 10ตัวจะได้รับรางวัลสมทบตัวละ 1หมื่นไกอาค่ะ ทั้งหมดทั้งสิ้นรางวัลคือ 2แสนไกอา” พนักงานหญิงกล่าวต่อขณะที่ง่วนจดบันทึกข้อมูล

             

            นิทานสีหน้านิ่งเฉยในขณะที่โอไรออนมีสีหน้าตกตะลึง โอไรออนเขย่าแขนเสื้อของนิทานไปมาอย่างตื่นเต้น เด็กกำพร้าเช่นเขาย่อมไม่เคยมีโอกาสได้เห็นเงินจำนวนมากเช่นนี้มาก่อน

             

            นิทานส่ายหน้าขำพลางยิ้มน้อย ๆ ท่าทีอันสุขุมของแซฟไฟร์ทำให้โอไรออนหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย เขาดันตกใจกับเงินจำนวนแค่นี้ในขณะที่สตรีข้างกายเขาคือนักผจญภัยมากประสบการณ์ เขามั่นใจว่าเงินจำนวนแค่นี้ย่อมไม่ใช่อะไรสำหรับแซฟไฟร์

             

            ยะฮู้วววว จนมาตั้งนาน คืนนี้กินของอร่อย ๆ ดีกว่าคีตา! นักผจญภัยเงินโคตรดีเลย!! นิทานลิงโลดอยู่ในใจพลางส่งข้อความทางจิตไปให้คีตา แม้ภายนอกเขาจะนิ่งเฉยแต่นั่นเป็นเพราะตัวตนของแซฟไฟร์ที่เขาต้องรักษาไว้ 

             

            กุ้งย่างเนย! กุ้งย่างเนย!

             

            คีตาตอบผ่านทางจิตพร้อมกับหางที่เริ่มกระดิกไปมาเล็กน้อย ดูเหมือนมันจะจดจำที่เพชฌฆาตบอกเรื่องวิธีกินกุ้งที่อร่อยที่สุดได้เป็นอย่างดี

             

            ——————————————————————————————————————————————

             

            “เอ้า โอไรออน ตามสบายเลยนะ เติมพลังแล้วพรุ่งนี้เราจะเข้าป่ากันอีกรอบ” นิทานฉีกยิ้มกว้างขณะที่ผายมือเชิญให้โอไรออนสวาปามอาหารหลากรสบนโต๊ะอาหาร

             

            ขณะนี้พวกเขาอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่คนไม่เยอะนักแต่ได้รับการแนะนำมาจากเพชฌฆาตก่อนหน้า บรรยากาศของร้านนี้นั้นไม่ได้คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้าหรือมีสาวงามทำการแสดงอวดเรือนร่าง เป็นเพียงร้านอาหารที่เงียบสงบและอาหารอร่อย

             

            โอไรออนจับจ้องอาหารหน้าตาน่าทานมากมายบนโต๊ะอาหาร เนื้อปลาสีเขียวที่ถูกตกแต่งด้วยแอปเปิลสีแดงสด อบมาจนเข้าเนื้อ เนื้อปลาเปื่อยยุ่ย ราดด้วยซอสสีเข้มรสจัดทำให้ต่อมน้ำลายของเขาทำงานเต็มที่

             

            สลัดหลากสีที่ปะปนไปด้วยผักหน้าตาประหลาดที่เขาไม่เคยเห็น ผลไม้ลูกเล็กหลากสีสันและน้ำราดที่ส่งกลิ่นหอม แม้จะแปลกประหลาดแต่ก็เย้ายวนจนเกินทน

             

            ซุปสีเข้มหม้อใหญ่ที่เขาจับจ้องเป็นหลักนั้นภายในมีเนื้อสัตว์หลากชนิด เขาเห็นเนื้อไก่มอเรลที่เขาเพียงเคยได้ยินมาก่อนชิ้นใหญ่เดือดปุด ๆ ส่งกลิ่นหอมมาจากในถ้วยนั้น

             

            และที่สำคัญที่สุด กุ้งอบเนยตัวใหญ่เท่าแขนหลายตัววางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ นอกจากเนยแล้วยังมีสมุนไพรมากมายที่โรยอยู่บนนั้น สร้างสีสันที่ชวนน่ารับประทาน น้ำราดทางด้านข้างคือเนยร้อน ๆ ที่ผสมด้วยน้ำผึ้งสีใสราวทับทิม

             

            กลางโต๊ะคือกุ้งสะท้อนแสงแบบดิบที่ไม่ได้ผ่านการปรุงอะไรมากนอกจากจุ่มน้ำร้อนชั่วครู่แล้วจึงนำไปแช่น้ำเย็นจัดทันที แล้วจึงใช้ไฟแรงสูงเผาด้านบนเพียงชั่วพริบตา เกิดเป็นเนื้อกุ้งใสเด้งที่เพียงแค่เห็นก็รับรู้ได้ถึงความหยุ่นสู้ฟัน ประกอบกับน้ำจิ้มสีดำที่ทำจากถั่วหมักและสมุนไพรฉุนจมูกที่เขาไม่เคยเห็น

             

            โอไรออนตาลายกับอาหารเหล่านั้นจนเขาไม่รู้ว่าเขาจะเริ่มที่อะไรดี ทุกอย่างนั้นแปลกตาและน่ากินไปหมดสำหรับเด็กกำพร้าที่นาน ๆ จึงจะได้กินอาหารดี ๆ เช่นเขา

             

            ทางการของอาณาจักรไฟกัลป์นั้นดูแลเด็กกำพร้าเป็นอย่างดี การศึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย อาหารครบหมู่และที่ซุกหัวนอน เพียงแต่ก็เป็นเพียงอาหารพื้นฐานเท่านั้น ไม่ใช่อาหารชั้นสูงเช่นนี้

             

            นิทานนั้นเข้าใจโอไรออนดี เขาก็เป็นเด็กกำพร้าเช่นกัน เพียงแต่พ่อแม่ของเขาทิ้งมรดกไว้มากพอเขาจึงไม่จำเป็นต้องอยู่สถานรับเลี้ยงเช่นโอไรออน

             

            “ลองกุ้งสะท้อนแสงก่อนเลย ช่วยให้จิตใจสงบ ส่งเสริมเรื่องการค้นพบคำด้วยนะคะ” นิทานพูดขึ้นในขณะที่ใช้ตะเกียบคีบกุ้งอบเนยตัวใหญ่วางให้โอไรออน

             

            “กินได้จริงเหรอครับ” โอไรออนถามแบบยั้ง ๆ แม้ว่าสายตาของเขาจะจับจ้องเพียงกุ้งอบเนยตัวนั้นก็ตาม

             

            “ตามสบาย พวกฉันกินกันเองไม่หมดหรอก ดูนั้นสิ เพซเริ่มลุยแล้วน่ะ” นิทานชี้ไปทางคีตาที่ขณะนี้จองกุ้งอบเนยคนเดียวถึง 3ตัว มันกำลังสวาปามทั้งหมดเข้าปากอย่างมีความสุขจนรอบปากของมันมันแผล็บไปหมด

             

            โอไรออนเห็นดังนั้นก็กล่าวขอบคุณน้อย ๆ แล้วจึงจิ้มกุ้งเข้าปากช้า ๆ เพียงเขาเคี้ยวไม่นาน นัยน์ตาก็ทอประกายแสงเจิดจ้า เขาจ้วงกินชิ้นที่เหลืออย่างต่อเนื่องพลางเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข อีกมือหนึ่งก็ลองชิมอาหารหลากหลาย

             

            นิทานหัวเราะพลางตักซุปใส่ถ้วยแบ่งให้ทั้งคีตาและโอไรออน แล้วจึงชิมกุ้งดูบ้าง

             

            หัวโล่งขึ้นจริงด้วยแฮะ น่าจะช่วยให้คิดอะไรง่ายขึ้นจริง ๆ แต่เอามาทำอาหารแบบนี้จะให้คิดอะไรนอกจากอร่อยหว่า นิทานยักไหล่ เพียงจิ้มกุ้งกินต่อไปอย่างเอร็ดอร่อย

             

            “โฮ่ง!”

            นิทาน! นิทาน! ขอกุ้งอีก!

             

            “จ้าๆ กินผักด้วยล่ะ” นิทานตัดแบ่งกุ้งส่งไปให้คีตาพลางหยิบผ้าเช็ดปากมาเช็ดปากที่เปรอะคราบมันของโอไรออน

             

            พวกเขากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยพลางคุยสัพเพเหระ แม้นิทานจะไม่ใช่คนช่างคุยแต่โอไรออนก็ดูจะเกร็งมากพอ ๆ กัน ในฐานะแซฟไฟร์แล้วเขาจึงพยายามชวนคุย

             

            ผ่านไปชั่วโมงกว่า อาหารอร่อย ๆ และบรรยากาศร้านที่สงบทำให้พวกเขาผ่อนคลายหลังจากตรากตรำในป่ามาหลายวัน ยิ่งกับโอไรออนที่เผชิญประสบการณ์เช่นนั้นมาด้วยแล้ว

             

            ความอบอุ่นนี้ทำให้นิทานได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นดังออกมาจากตัวโอไรออนที่ก้มหน้าก้มตากินอาหาร

             

            นิทานไม่ได้พูดอะไร เพียงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เท่านั้น โอไรออนรับผ้านั้นมาเช็ดน้ำตาของตัวเอง คีตาที่แม้จะยังกินอยู่ก็ยกหางข้างหนึ่งไปวางไว้บนตักเด็กชาย

             

            ผ่านไปอีกพักใหญ่ โอไรออนจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

             

            “พี่แซฟไฟร์คิดว่า พ่อกับแม่เขาทิ้งผมไปหรือเปล่าครับ” คำถามที่หลุดออกมาจากปากโอไรออนนั้นแม้จะดูเหมือนเป็นเพียงคำบ่น หากเมื่อคนเราผ่อนคลายและปลอดภัย ความเจ็บปวดในใจที่พยายามเก็บซ่อนไว้จึงค่อย ๆ ทะลักออกมา