47 : KILL!!
เธอกำลังฝัน...เป็นฝันที่แสนเหนื่อยเหมือนช่วงสอบยังตามมาหลอกหลอน เมื่อเธอฝันว่ากำลังวิ่งไล่ให้เพียวกับโมมาอ่านหนังสือให้ได้ แล้วเอลก็มาเรียกให้พวกเธอเข้าสอบได้แล้วโดยที่เธอยังไม่ได้อ่านอะไรมาเลย หัวโล่งไปหมด แล้วพอจะเดินหาห้องที่ต้องไปสอบ ก็พบว่าคนอื่นๆ หายไปไหนหมดก็ไม่รู้เหลือแต่เธอคนเดียว แต่ก็ยังได้ยินเสียงเอลแว่วมาว่าให้เข้าห้องสอบได้แล้วเหลืออีกแค่ห้านาทีเท่านั้น ทำให้เธอต้องวิ่งหา
แต่ไม่รู้ทำไม..ยิ่งวิ่งเท่าไหร่ ภาพรอบข้างก็ยิ่งมืดลง มืดลงทุกที จนกระทั่งความมืดล้อมรอบกายในที่สุด
ไม่ได้ยินเสียงเอลอีกแล้ว และก็รู้สึกตัวเต็มที่ราวกับตื่นอยู่
มาถึงนี่ได้สักทีนะ...
เสียงของใครบางคนที่คุ้นเคยเอามากๆ ดังขึ้นรอบตัวอย่างจับต้นเสียงไม่ได้
ใคร เนียร์ส่งคำถามออกไป เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยเหมือนเคยเจอแบบนี้มาก่อน
เสียงนั้นส่งเสียงหัวเราะดังก้องกังวานไปทั่ว ทำเป็นลืมไปได้นะ ฉันก็คือเธอไง ลืมไปแล้วเหรอ
คราวนี้เสียงนั้นชัดเต็มที่ และเนียร์ก็ได้เห็นตัวคนพูดที่กระจ่างชัดขึ้นมาในความมืด ร่างที่เหมือนกับตัวเธอทุกประการ เป็นคนคนเดียวกันที่ถูกแบ่งแยกออกมาให้ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ภายในเบื้องลึกของจิตใจเช่นนี้
เธอ?...ทำไม เนียร์ไม่เข้าใจ
ฉันต้องการพูดกับเธอ แต่การจะพาตัวเธอมาในสถานที่ที่ถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกได้น่ะ มันทำได้เฉพาะตอนที่เธอหลับอยู่เท่านั้นแหละนะ ลำบากไปหน่อย แต่ก็ช่วยไม่ได้แหละนะ ฉันเป็นแค่ส่วนที่ถูกทอดทิ้งไม่เป็นที่ต้องการนี่นา เธอว่าราวกับจะตัดพ้อ หากแต่ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าไม่ได้เป็นตามนั้นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีรอยยิ้มเหยียดแทน
เธอต้องการจะพูดอะไรก็ว่ามา เนียร์พูดให้เข้าประเด็น สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัวและชิงชังอย่างปิดไม่มิด แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นตัวเองก็ตามที
ไม่มีอะไรมาก แค่อยากให้เธอยอมรับตัวฉัน อ๊ะ ไม่ต้องพูดก็ได้ ฉันรู้ดีว่าเธอต้องปฏิเสธหัวชนฝาแน่ เธอพูดดักคอไว้ก่อนทำให้เนียร์ต้องหุบปากลงตามเดิม ฉันแค่อยากจะบอกว่าถ้าเธอยังคงไม่ยอมรับตัวฉันล่ะก็ เมื่อถึงอตอนนั้น เธอคงไม่ใช่แค่จะเอาหัวชนฝาแน่
หมายความว่าไง ถึงตอนนั้นมันตอนไหนกัน
ก็ตอนที่คนรอบตัวเธอถูกกำจัดน่ะสิ เธอตอบพลางส่งหัวเราะคิกคักราวถูกใจ ฮ้า คิดดูสิ พอคนที่คิดแผนทั้งหมดนี้ได้คนที่มันต้องการแล้ว พวกที่เหลือต้องถูกฆ่าแน่เลย ถูกฆ่า ถูกฆ่า เพราะไร้ประโยชน์แล้ว เธอพูดอย่างเป็นสุขจนแทบจะร้องเป็นเพลงอยู่แล้วพลางหมุนตัวเต้นไปรอบๆ แล้วเข้ามาจับมือเนียร์พาเต้นไปด้วย
นี่ ลองนึกภาพดูสิ ร่างของเอลที่ซีดขาวจมอยู่ท่ามกลางกองเลือด แล้วก็เอากลีบกุหลาบสีขาวมาโปรยรอบๆ ตัว เอลจะได้เหมือนกุหลาบยังไงล่ะ อา...ต้องสวยมากๆ แน่เลย
หยุดนะ... เนียร์พยายามจะหยุด มองอีกฝ่ายที่พาเต้นอย่างหวาดหวั่น
แล้วฟิวส์...ไฟสินะ ใช่ ต้องเอาไฟเผา แล้วให้วิ่งเต้นบนพื้นที่เต็มไปด้วยตะปูราดน้ำมัน อา..ต้องเป็นการเต้นที่สวยมากแน่ๆ เลย เสียงโหยหวนของฟิวส์คงจะเพราะสุดๆ ไปเลย
หยุด..
ส่วนโชล ก็ถูกตอกมือตอกขากับกำแพง แล้วก็มีท่อนไม้แทงคาท้องอันเบ้อเริ่ม จากนั้นก็...
ฉันบอกให้หยุดไงล่ะ!! เนียร์ตะโกนสุดเสียง แล้วดึงมืออกมาจากการจับกุม มองอีกฝ่ายด้วยสายตาราวกับว่าฝ่ายนั้นเป็นคนบ้าโรคจิตไปแล้ว
ฉันจะไม่ให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด ฉันจะเป็นคนปกป้องทุกคนเอง ได้ยินมั้ย! เนียร์ตะคอกใส่
เหรอ... เธอหัวเราะกับคำพูดเหล่านั้น แล้วฉันจะคอยดูนะ ฉันจะคอยดูว่าพลังที่เธอมีอยู่ตอนนี้มันจะปกป้องทุกคนได้ไปถึงไหนกัน เพราะถ้าเทียบกับพลังที่ฉันมีอยู่แล้ว เธอยังเอาชนะตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ว่าแล้วเธอก็หัวเราะออกมาอีก แล้วยังดังขึ้น ดังขึ้นวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนเนียร์ต้องยกมือปิดหูตัวเอง ปรารถนาให้ตนนั้นตื่นจากฝันร้ายนี้เสียที
เมื่อรู้สึกตัวอีกที สิ่งแรกที่เห็นยามลืมตาขึ้นคือขนสีฟ้าที่ขยับไปมาสะกิดๆ ดันๆ อยู่ตรงหน้าเธอ
...บ็อก ใช้เวลาอยู่ครู่นึงกว่าจะนึกออกว่ามันคืออะไร
บ็อกเห็นเจ้านายตื่นแล้วก็เหมือนจะดีใจ ยิ่งเข้ามาซุกไซ้ที่หน้าเธอใหญ่
จั๊กจี้น่า เนียร์ดังตัวมันออกห่างแล้วพยุงตัวขึ้นนั่ง รู้สึกดีใจที่ตัวเองตื่นขึ้นมาได้เสียที แล้วพอมองไปที่เจ้าตัวที่ช่วยปลุกเธอขึ้นมานั้น เนียร์จึงลูบหัวมันเบาๆ แกเห็นฉันทำท่าทรมานงั้นสิ ถึงได้เข้ามาปลุก...ขอบใจนะ
บ็อกขยับหัวไปมารับสัมผัสมือที่เข้ามาลูบอย่างรักใคร่
เนียร์เล่นกับมันอยู่ครู่นึง แล้วกลับมาทบทวนสิ่งที่ฝันถึงเมื่อกี้ใหม่ แม้จะไม่ชอบกับวิธีการพูดของตัวเธออีกคนก็ตาม แต่มันก็น่าเจ็บใจเหลือเกินที่อีกฝ่ายนั้นพูดถูก แม้จะพยายามปฏิเสธว่าตัวเองมีพลังมากพอจะปกป้องทุกคนได้ก็เถอะ ความจริงมันก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว ว่าพลังในตอนนี้ที่มีอยู่ ทำได้อย่างมากแค่สู้ แต่ไม่มากพอที่จะปกป้องใครได้ ถ้าไปเจอพวกที่เอาจริงขึ้นมาล่ะก็ แม้แต่ชีวิตตัวเองยังไม่แน่ว่าจะเอาให้รอดได้รึเปล่าเลย
...เอาอีกแล้ว...ความรู้สึกเดิมๆ กลับมาอีกแล้ว ที่กลัวว่าคนอื่นจะกลัวตัวเองหากใช้พลังนี้ไป แม้พวกเอลจะต้องการให้เธอใช้พลังออกมาเต็มที่ก็เถอะ
ก็ขนาดตัวเองยังกลัวตัวเองเลย แล้วถ้าคนอื่นเห็นจะไม่กลัวรึไง
แต่พวกเอลก็บอกว่ายอมรับในตัวเธอแล้วนี่นา
เสียงเล็กๆ ในใจเอ่ยค้านออกมา ทำให้เนียร์ต้องคิดใหม่
นั่นสิ...พวกเอลต้องไม่กลัวอยู่แล้ว เธอต้องไว้ใจพวกนั้น เพราะหากไม่ไว้ใจแล้ว เธอก็คงจะไม่เหลือใครอีก
เมื่อคิดได้แบบนั้นก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย แต่ไม่รู้ว่าทำไม เหมือนยังมีบางอย่างยังคงรบกวนจิตใจ อาจเป็นเพราะความฝันก็ได้ที่ทำให้เธอรู้สึกมีลางสังหรณืบางอย่างที่ไม่ค่อยดีกำลังใกล้เข้ามา
และนั่น...ก็ไม่ได้ต่างจากที่คิดไว้เลยสักนิด เมื่ออีกสองวันถัดมามีโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งโทรหาเธอ
[ วันเสาร์ที่จะถึงนี้ จะมีการทำการทดสอบพลังความสามารถของคุณนะครับ ขอให้คุณนิศาชลมาทำการทดสอบที่โรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยในเวลาสิบโมงเช้าด้วย ]
คำสั่งที่ไร้ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมถูกส่งมาอีกแล้ว แล้วมันน่าแปลกยิ่งขึ้น เมื่อพอเธอถามถึงคนอื่นว่าจะต้องทดสอบแบบนี้เหมือนกันหมดรึเปล่า ทางอีกฟากของสายกลับเลี่ยงไปโดยไม่ตอบ จนน่าคิดว่ามีแค่เธอคนเดียวงั้นหรือที่ต้องมาทดสอบสมรรถภาพแบบนี้
เมื่อวางสายลงจากทางนั้น เนียร์นิ่งคิดไปครู่นึง ก่อนจะตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งแล้วกดเลขโทรไปหาเอลเพื่อถามเกี่ยวกับเรื่องนี้
[ ทดสอบเหรอ...ไม่นี่ ตั้งแต่เจอกับพวกเนนคราวนั้น ก็ไม่มีคนของพวกนี้โทรหาฉันอีกเลยนะ...แล้วนี่เขาติดต่อกับเนียร์แค่คนเดียวเองเหรอ ]
ยังสงสัยอยู่ เพราะหมอนั่นไม่ยอมตอบตรงๆ แต่ว่า...ถ้าใช่จริง แล้วทำไมถึงเป็นฉันล่ะ
[ หรือว่าทางนั้นวางแผนล่อเธอไปหา ] เอลเดาเอา ทำเหมือนอีกฝ่ายจะโดนหลอกไปเชือดยังไงยังงั้น [ แล้วเนียร์จะเอาไงล่ะ ดูเสี่ยงออก ฉันว่า..อย่าไปเลยดีกว่านะ ]
เนียร์รับฟังคำอย่างเงียบๆ พร้อมกับคิดไปด้วย ก่อนจะตอบกลับไป ไม่ล่ะ ฉันไปดีกว่า จะได้รู้กันไปเลยว่าพวกมันต้องการอะไรจากฉัน ไม่ต้องห่วงหรอกนะเอล พวกนั้นทำอะไรฉันไม่ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว เธอพูดให้เอลวางใจ แต่เอลก็ยังเงียบไปเมหือนคำตอบที่ได้ไม่พ้องกัน
[ เนียร์ เธอ...] เอลค่อยๆ เริ่ม แต่เนียร์ตัดบทเอาดื้อๆ
บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเป็นห่วง ที่ฉันโทรมา ก็แค่สงสัยว่าคนอื่นจะต้องทดสอบด้วยรึเปล่าก็เท่านั้นแหละ ทางนั้นอาจไม่ได้คิดจะทำอะไรเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นเลิกคิดมากได้แล้ว เพราะงั้น..แค่นี้ก่อนนะ แม่เรียกให้ไปกินข้าวแล้ว เนียร์รีบวางหูทันทีเพื่อไม่ให้เอลได้แย้งอะไรเธออีก เพราะเธอตัดสินใจแล้วว่าจะไปตามคำบอกนั้น
คิดถึงตรงนี้แล้วเนียร์ก็เผลอยิ้มออกมา นึกขันตัวเองเมื่อนึกถึงสิ่งที่เพียวเคยพูดไว้ ที่ว่าพวกเธอเอาแต่ทำตามคำสั่งของทางนั้นโดยไม่มีการขัดขืนใดๆ ทั้งสิ้น
อาจจะจริงอย่างเพียวว่า แต่...ยังก่อน ตอนนี้ไหลไปตามสถานการณ์ก่อน จนกว่าจะรู้ว่าเจ้าคนต้นเรื่องทั้งหมดต้องการอะไรจากพวกเธอกันแน่ แม้พอจะเดาได้ว่าคนที่กล้าทำเรื่องเลวร้ายอย่างให้ฆ่าคนนั้นต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ ก็เถอะ แต่ในเมื่อตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน และยังมีคำถามอื่นๆ อีกที่ต้องการจะรู้
เพราะฉะนั้น...จนกว่าจะถึงตอนนั้น เธอต้องเป็นคนบ้าคอยทำตามคำสั่งเหล่านั้นไปก่อนกว่าจะได้รู้เรื่องทั้งหมด
และเมื่อถึงวันนัดหมาย เนียร์ก็พบว่าตัวเองพลาดซะแล้วที่เอาเรื่องนี้ไปบอกกับเอล เพราะที่หน้าประตูโรงเรียน เอลยืนรอเธออยู่พร้อมกับฟิวส์และโชล
ให้ตาย ห้ามกันไม่ฟังเลยนะ เนียร์บ่นพึมพำ แต่ก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว เพราะคิดว่าหากเป็นเอลที่ต้องมา เธอก็คงจะตามมาเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างคงมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือเธอจะไม่ลากผู้ชายสองคนนั้นตามมาด้วยแน่ๆ
เอลคงเดาสีหน้าเธอออก จึงรีบพูด ขอโทษนะเนียร์ที่มาโดยไม่บอก แต่ฉันไม่อยากเสี่ยงน่ะ
ผมเองก็คงปล่อยให้พวกผู้หญิงไปเสี่ยงอันตรายตามลำพังไม่ได้เหมือนกัน โชลบอก
เกรงว่าผู้หญิงที่ว่า น่าจะหมายถึงเพื่อนเธอคนเดียวซะมากกว่านะ เนียร์คิด พอมองเห็นคนหัวส้มกำลังจะเปิดปากพูด เธอเลยพูดดักไว้ก่อน
รู้น่า ส่วนนายก็แค่โดนโชลลากตัวมาเหมือนเคยใช่มั้ยล่ะ
โชลฟังแล้วหันไปอมยิ้ม มองคนที่คราวนี้เต็มใจจะมาเป็นครั้งแรกที่ตอนนี้ชะงักค้างอยู่ในท่าเดิมอย่างนึกสงสาร
ทั้งหมดเดินเข้าไปในโรงเรียนที่วันนี้ประตูเปิดทิ้งไว้ต่างจากทุกครั้ง ท่าทางว่าการมาใช้สถานที่คราวนี้คงมีการขออนุญาตอย่างเป็นทางการจากที่นี่แล้ว รึไม่ก็...อาจเล่นเส้นสายนิดหน่อยกับลุงยามก็เป็นได้
เมื่อไปถึงบริเวณสนามฟุตบอก ทั้งสี่คนก็ได้เห็นรถบรรทุกขนาดเล็ก ซึ่งอันที่จริงเหมือนรถของทางโรงพักบรรทุกพวกนักโทษมากกว่า เนื่องจากประตูจะปิดมิดชิดมีกลอนล็อกอันโตข้างนอกแล้ว ยังมีลูกกรงเล็กๆ เหมือนเป็นหน้าต่างอยู่อีก ข้างๆ กับรถบรรทุกนั่น ก็มีเสาสี่แท่งที่ดูดีๆ แล้วมีกล้องติดไว้อยู่ทุกเสาปักไว้สี่มุมเป็นสี่เหลี่ยม และทั้งสี่เสานั้นก็ถูกล้อมกรอบด้วยเส้นลวดเหล็ก จนทำให้มันคล้ายสถานที่คุมขังมากกว่า
มาถึงแล้วเหรอครับ ผู้ชายในชุดสูทตามเดิมที่ยืนรออยู่ตรงริมสนามเอ่ยทักขึ้น ก่อนจะปราดตามองคนที่เดินตามเนียร์ข้างหลังมา
พวกนี้... เนียร์ตั้งใจจะอธิบาย แต่ว่าอีกฝ่ายขัดขึ้นมาก่อน
ไม่เป็นไรครับ พวกเขาสามารถมาด้วยได้ ไม่ได้ต่างจากที่คิดไว้หรอกครับ เขาพูดราวกับรู้ว่าพวกเอลต้องมาอยู่แล้ว เพียงแต่ หากพวกคุณคิดจะขัดขวางการทดสอบนี้ล่ะก็...
ฉันไม่ทำอะไรแน่ ตราบใดที่การทดสอบที่ว่าของคุณไม่เป็นอันตรายต่อเนียร์ เอลพูด
งั้นก็เชิญตามสบายครับ เขาว่าแล้วหันไปบอกให้เนียร์เข้าไปกรอบสี่เสานั้น ซึ่งค่อนข้างลำบอกทีเดียว ที่จะลอดเข้าไปในช่วงระหว่างเส้นลวดนั้น
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเข้าที่แล้ว ผู้คุมก็หันกลับมาทางพวกเอลอีกครั้ง พร้อมกับส่งของบางอย่างจากในกระเป๋าใบใหญ่ที่เตรียมมาส่งให้พวกเขา
เมื่อได้รับมา เอลก็พบว่ามันคือแว่นตานั่นเอง อีกฝ่ายคงจะเดาสีหน้าพวกเธอออก จึงอธิบายให้รับรู้
นั่นเป็นแว่นที่ทางเราประดิษฐ์ขึ้นมาเองครับ เมื่อมองผ่านเลนส์นั้นแล้ว จะทำให้มองเห็นสีแดงเป็นสีอื่นแทนครับ
เอลใส่แว่นนั้นเข้าไปแล้วเงยหน้ามองหลังคาตึกเรียนหนึ่งที่เป็นสีแดง แล้วต้องพบกว่ามันกลายเป็นสีแสดที่ออกโทนแดงไปแล้ว ละ..เหลือเชื่อ เธอว่า เพียงแค่มีสิ่งนี้ ปัญหาเรื่องการมองสีดำ-แดงของพวกเธอก็จะหายไป
แต่ว่ามันเป็นเพราะอะไรถึงได้ให้พวกเธอใส่แว่นนี้ไว้ เอลสงสัยอยู่ได้ไม่นานก็ได้รับคำตอบ เมื่อประตูหลังรถบรรทุกนั้นเปิดออก เหล่าบรรดาผู้ชายทั้งหลายก็พากันลงมาจากรถ ทุกคนต่างอยู่ในชุดสีดำ-แดงทั้งสิ้น แล้วค่อยๆ ลอดเข้าไปในอาณาเขตสี่เหลี่ยมที่เนียร์ยืนอยู่ สีหน้าของเนียร์บอกชัดว่ากำลังตกตะลึงเมื่อได้เห็นพวกเขาเหล่านั้น
นี่คุณจะให้เนียร์ฆ่าคนพวกนั้นเหรอ เอลถามอย่างตื่นตระหนก ผู้ชายสองคนข้างกายก็มีท่าทางไม่ต่างกัน
ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ทั้งเก้าคนนั้นเป็นนักโทษฆาตรกรที่ทางกฎหมายให้โทษประหารชีวิตแล้วครับ
ฆาตกร? เอลทวนคำด้วยสีหน้าซีดเผือด จ้องมองไปที่ผู้ชายเหล่านั้นแล้วพึ่งสังเกตเห็นว่าแต่ล่ะคนมีอาวุธอยู่ในมือกันพร้อม ไม่ว่าจะมีด หรือเลื่อย ในขณะที่เนียร์นั้นไม่มีอะไรไปสู้ทั้งสิ้น
ฟิวส์ตรงเข้าไปคิดจะกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายมาอัด แต่โชลล็อกแขนเขาไว้ได้ทัน กระนั้นฟิวส์ก็ยังตะคอกใส่ด้วยความโมโห นายบ้าไปแล้วรึไงหา! ให้ยัยนั่นสู้กับไอ้พวกนั้นคนเดียวเนี่ยนะ โชล ปล่อยฉัน ฉันจะไปหายัยนั่น
ชายในชุดสูบยังคงสงบขณะกดปุ่มรีโมทเล็กๆ ขนาดเท่ากุญแจรถ จากนั้นก็มีเสียงเปรี๊ยะดังขึ้นตามเส้นลวดที่ล้อมเสานั้น จากเสียงที่ได้ยินบอกว่าเป็นไฟฟ้าชนิดแรงสูงทีเดียว
ผมขอแนะนำว่าให้อยู่ดูตรงนี้เฉยๆ เหมือนเดิมจะดีกว่านะครับ และถ้าคิดจะพังเสานั้นล่ะก็ แรงดันไฟขนาดนั้น ผมไม่ขอรับรองหรอกนะว่ามันจะไม่ระเบิดขึ้นมาเสียก่อน
และนั่น..ทำให้เอลกับฟิวส์ต้องข่มอารมณ์ตัวเองอย่างที่สุด และได้แต่หวังว่าเนียร์จะไม่เป็นอะไร โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าในขณะที่พวกเขากำลังเป็นห่วงอยู่นั้น คนที่ถูกห่วงกำลังเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เนียร์มองกลุ่มคนตรงหน้าแล้วเริ่มหัวเราะเสียงดังเหมือนมันเป็นเรื่องตลกเสียนับประดา ทั้งๆ ที่คนที่ยืนมองดูเธอ อยู่ห่างๆ นั้นกลับรู้สึกเครียดเป็นทวี เพราะพวกเขาคิดไม่ออกเลยว่าตัวเองจะยังไม่มีอารมณ์หัวเราะอยู่ได้ยังไง ถ้าตัวเองต้องมาสู้กับคนที่ขึ้นชื่อว่า ฆาตกร แบบนี้ ความบ้าคลั่งกำลังบังเกิดขึ้นภายในตัวของหญิงสาว
ฮ่าๆๆๆ นึกไม่ถึง..นึกไม่ถึงเลยนะเนี่ย เนียร์ยังหัวเราะไม่หาย และเมื่อเงยหน้ามองคนตรงหน้าอย่างเต็มตาอีกครั้ง เหล่านักโทษก็ได้เห็นแววตาดุร้ายราวสัตว์เลื้อยคลาน ที่คราวนี้คู่ต่อสู้จะเป็นพวกเดียวกันกับตัวเองแบบนี้
นักโทษคนนึงที่พอได้เห็นหญิงสาวเต็มตาแล้ว ก็พบว่าเธอไม่ต่างจากเด็กธรรมดาทั่วไปตรงไหน อะไรเนี่ย ถ้าฆ่ายัยเด็กนี่ได้ก็จะพ้นโทษหมดเลยงั้นเหรอ อีโธ่เอ๊ย เด็กแบบนี้แค่ฉันคนเดียวก็เหลือแหล่แล้ว
เห.... เนียร์ลากเสียง น้ำเสียงนั้นจับได้ถึงความไม่พอใจซ่อนอยู่ เด็กแบบนี้..เหรอ ท่าทางแกจะประเมินคนจากภายนอกต่ำเกินไปหน่อยซะล่ะมั้ง แต่...คิกๆ ไม่เป็นไรนะ ฉันมีวิธีแก้
พรวด!
เสียงบางอย่างพุ่งออกมาด้วยความแรงพร้อมกับการพุ่งของน้ำสีแดงจากรูสองรูบนหน้าของผู้ที่สบประมาทเธอ สิ่งที่พุ่งออกมานั้นกระเด็นกลิ้งมาถึงเท้าหญิงสาว
ขณะที่เจ้าตัวคนนั้นกำลังร้องเสียงหลงพร้อมกับใช้มือปิดเบ้าตาว่างเปล่าของตน วิ่งไปทั่วจนไปชนกับสายไฟฟ้านั้น ร่างนั้นถูกช็อตแรงก่อนจะหงายหลังล้มไปกองกับพื้นในสภาพไร้ลมหายใจ
เนียร์ก้มลงหยิบลูกกลมๆ สองลูกขึ้นมา ลูกกลมสีขาวที่มีเส้นแดงขีดเป็นฝอยแตกไปทั่วลูกกลม แล้วก็มีจุดสีดำกลมๆ บนนั้น มันสะท้อนภาพของเธอ
ตาน่ารังเกียจแบบนี้ต้องเอาออกมาซะ ว่างั้นมั้ย ไม่พอยังมีอารมณ์หันมาถามคนที่เหลือ
พวกที่เหลือไม่ได้มีอาการหวาดกลัวหรืออย่างไร เพราะคนที่มาด้วยกันนี้ไม่ใช่เพื่อนอยู่แล้ว เป็นเพียงกลุ่มคนที่สร้างขึ้นมาเพียงชั่วคราวเพื่อจัดการผู้หญิงคนนี้ทิ้งซะ ซึ่งในเวลานี้พวกเขาได้รับรู้แล้วว่าเธอไม่ได้เคี้ยวง่ายอย่างที่คิด แม้จะติดใจสงสัยถึงสิ่งแปลกๆ ที่เธอทำได้ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่า เกม นี้ มันน่าสนุกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าอย่างนั้น เด็กดื้อแบบนี้มันต้องได้รับการสั่งสอน คนที่ถือมีดคาต้าร์พุ่งตรงไปหาเนียร์เป็นคนแรก
เนียร์เบี่ยงตัวหลบวิถีของมีดที่เข้ามาทางหน้าเธอ ขณะที่เธอกำลังผ่านตัวเขาไปนั่นเอง
ได้รับการสั่งสอนเหรอ ฮึๆๆ ปากเสียแบบนี้ต้องเอาของโสโครกยัดปาก
ว่าแล้วเธอก็ถึงหัวเขาจากทางด้านหลังให้แหงนหน้าขึ้น แล้วจัดการยัดลูกตาสองข้างนั่นใส่ปากเขาซะ จับหัวเขาไว้แน่นเพื่อไม่ให้คายของในปากออกมา
ครืด!
เสียงเลื่อยไฟฟ้าของใครบางคนดังขึ้นเตรียมพร้อมใช้งาน นักโทษที่ใช้เลื่อยตรงเข้ามาหาเนียร์ เหวี่ยงเลื่อยในมือมาในแนวนอน หวังจะฟันร่างเธอออกเป็นสองท่อน แต่เนียร์กลับโยนคนในมือออกไปก่อน ทำให้ร่างนั้นถูกใบเลื่อยบั่นขาดออกเป็นสอง แล้วเลือดที่ไหลผ่านออกมาจากรอยตัดทั้งสองด้าน เหมือนจะพร้อมใจกันพากันฉีดเข้าใส่หน้าของผู้ใช้เลื่อย บดบังการมองเห็นไปชั่วครู่นึง
เพียงครู่เดียวที่ละสายตาไป เนียร์ก็ไปปรากฏอยู่ด้านหลังเขา ในมือที่ถือมีดคาต้าร์ของคนก่อนหน้านี้ปักลงกลางหัวอย่างไร้ความเมตตาใดๆ ร่างนั้นทรุดลงไปทันที
เนียร์ชักมีดออกมาจากหัวนั้น แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือรูดเลือดและเศษอะไรก็ตามที่ติดอยู่บนคมมีดนั้นออกไป ขณะเดียวกันนั้นเอง ชายสองคนก็ลอบเข้ามาทางด้านหลังเธอพร้อมกับอาวุธในมือ
แต่เพียงแค่หญิงสาวเหลือบมองด้วยหางตา สองคนนั่นก็หยุดชะงักไปเฉยๆ พากันทิ้งอาวุธในมือลงแล้วหันไปกุมคอตัวเองเหมือนคนขาดอากาศหายใจแทน
นัยน์ตาเย็นชาราวสัตว์เลื้อยคลานบ่งบอกถึงความหงุดหงิด
เข้ามาทางด้านหลังแบบนี้ ไม่มีสำนึกของการเป็นนักสู้ที่ดีเลยนะ อา...แต่อย่างว่าแหละนะ เธอยิ้มมุมปาก แล้วร่างสองร่างนั้นก็บวมเป่งก่อนจะเบิดดังโพล๊ะไปต่อหน้าต่อตาคนทุกผู้
ทั้งฉันทั้งพวกแก ก็คงไม่ใช่พวกนักสู้นี่นะ เป็นพวกที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ได้อีกแล้วมั้ง
เหล่าผู้สังหารมนุษย์ด้วยกันเอง คร่าชีวิตผู้คนเพียงเพื่อความสนุกของตัวเอง
คนบ้า
เหล่านักโทษที่เหลืออยู่ต่างพากันวิ่งเข้ามาหาเนียร์อย่างบ้าคลั่ง
ฆาตกร
ถึงตรงนี้ เนียร์ก็กระตุกยิ้ม ปีศาจ
ซูม!
จู่ๆ อาณาบริเวณโดยรอบทั้งหมดก็แห้งไปอย่างน่าตกใจ จนครู่หนึ่งที่พวกเอลที่ยืนมองอยู่ถึงกับหายใจติดขัดไปชั่วครู่หนึ่ง เหมือนถูกดึงความชื้นออกไปจนหมด แล้วเพียงชั่ววินาทีเดียวที่ในกรอบสายไฟที่ถูกใช้เป็นเวทีก็มีน้ำอยู่ในนั้นราวกับกำลังจะจมคนที่อยู่ในนั้นทั้งหมดภายใน
สายไฟที่คอยกั้นอาณาเขตไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว เพราะถูกสายน้ำกลืนไปทั้งหมด สายน้ำที่ไหลเชี่ยววนเป็นพายุพัดพาร่างของเหล่าฆาตกรขึ้นไป แล้วทั้งหมดก็ได้เรียนรู้ถึงความโกรธาแห่งสายน้ำ มันพัดพาทุกสิ่ง รวมไปถึงอาวุธทั้งหลาย ทั้งขวานหรือเลื่อยของพวกนักโทษก็ถูกรวมไปอยู่ข้างใน
แล้วในพายุนั้นก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นอาหารอย่างดีเยี่ยม และยิ่งส่วนใบมีดนั้นตกอยู่ในการควบคุมของน้ำ มันจัดการเชือดเฉือนเหยื่อข้างในอย่างแม่นยำ ปั่นเป็นเศษซากจนน้ำที่เคยใสสะอาดกลายเป็นสีแดงสดจนน่าใจหาย และเต็มไปด้วยเศษต่างๆ ที่ละเอียดบ้าง หยาบบ้างเท่าที่พวกมันจะสามารถทำได้กับร่างทั้งหมดนั้น
เมื่อไร้การควบคุม ทุกสิ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ตกลงสู่พื้นอย่างที่ควรจะเป็น
ร่างของนักโทษที่ถูกปั่นเป็นเสี่ยงๆ ตกลงสู่พื้นหญ้า มองแทบไม่ออกว่าส่วนไหนใครเป็นเจ้าของ ปนมั่วเละเทะไปหมด น้ำทั้งหมดก็ตกลงมาเป็นฝนเลือดกระทบร่างของคนเพียงผู้เดียวที่ยังมีลมหายใจอยู่
หญิงสาวก้มมองมือที่เต็มไปด้วยเลือดนั้น แล้วเงยหน้าขึ้นรับหยาดเลือดบนฟ้าก่อนจะแผดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง จนถึงกับทำให้คนที่เป็นผู้ชมถึงกับกลั้นหายใจมองด้วยความหวาดหวั่น
เอลปิดปากตัวเองแน่น รู้สึกเหมือนอยากจะอาเจียนออกมา ขาไม่มีแรงจนทรุดลงไปกับพื้น ขนาดแว่นที่สวมใส่อยู่ทำให้มองไม่เห็นสีแดง แต่เลือดที่ได้เห็นเป็นสีอื่นนั้นก็ยังทำให้ความรู้สึกว่าน่ากลัวอยู่ดี เอลยังคงจ้องไปที่เนียร์อย่างตาไม่กระพริบ ผู้ชายอีกสองคนเองก็ทำได้แต่เพียงยืนมองนิ่งๆ
ไม่มีใครกล้าพูดอะไรทั้งสิ้น ต่างคนต่างตกตะลึงเกินกว่าจะพูดอะไรได้ แต่สิ่งเดียวที่รับรู้ได้นั้น มีแต่เพียงความหวาดกลัว ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนที่ยืนหัวเราะตรงนั้นเป็นเนียร์ แต่กลับไม่มีใครรู้สึกเลยว่าคนๆ นั้นเป็นเนียร์ที่พวกเขารู้จักมาก่อน
เมื่อไร้สีที่เป็นตัวกระตุ้นอยู่บนร่างกายสิ่งมีชีวิตอีก ความรู้สึกในกายเธอก็เริ่มเบาบางลง เนียร์ก้มมองซากศพที่ล้อมรอบกาย แล้วกล่าวกับตัวเองเบาๆ
เราเลือกที่จะฆ่าได้... ขอเพียงเราควบคุมตัวเองได้เท่านั้น ถ้อยคำที่วาดหวังอยากจะให้ตัวเองนั้นได้เข้าใจ แล้วเธอก็ได้แต่คลี่ยิ้มบางก่อนจะหลับตาลง
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง จากแววตาที่เคยเฉยชา แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง แล้วหันไปหาพวกเอลที่มองมาที่เธอ สายตาที่มองมาบอกชัดถึงอารมณ์ที่มีอยู่
.....แต่หากมีพลังนี้แล้วทำให้คนที่เรารักกลัว...ฉันขอไม่มีเลยจะดีกว่า เนียร์ตอบให้กับตัวเอง