BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    47 : KILL!!

    47 : KILL!!

     

     

            เธอกำลังฝัน...เป็นฝันที่แสนเหนื่อยเหมือนช่วงสอบยังตามมาหลอกหลอน  เมื่อเธอฝันว่ากำลังวิ่งไล่ให้เพียวกับโมมาอ่านหนังสือให้ได้  แล้วเอลก็มาเรียกให้พวกเธอเข้าสอบได้แล้วโดยที่เธอยังไม่ได้อ่านอะไรมาเลย  หัวโล่งไปหมด  แล้วพอจะเดินหาห้องที่ต้องไปสอบ  ก็พบว่าคนอื่นๆ หายไปไหนหมดก็ไม่รู้เหลือแต่เธอคนเดียว  แต่ก็ยังได้ยินเสียงเอลแว่วมาว่าให้เข้าห้องสอบได้แล้วเหลืออีกแค่ห้านาทีเท่านั้น  ทำให้เธอต้องวิ่งหา

                แต่ไม่รู้ทำไม..ยิ่งวิ่งเท่าไหร่  ภาพรอบข้างก็ยิ่งมืดลง  มืดลงทุกที  จนกระทั่งความมืดล้อมรอบกายในที่สุด

            ไม่ได้ยินเสียงเอลอีกแล้ว  และก็รู้สึกตัวเต็มที่ราวกับตื่นอยู่

            มาถึงนี่ได้สักทีนะ...

            เสียงของใครบางคนที่คุ้นเคยเอามากๆ ดังขึ้นรอบตัวอย่างจับต้นเสียงไม่ได้

            ใคร  เนียร์ส่งคำถามออกไป  เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยเหมือนเคยเจอแบบนี้มาก่อน

            เสียงนั้นส่งเสียงหัวเราะดังก้องกังวานไปทั่ว  ทำเป็นลืมไปได้นะ  ฉันก็คือเธอไง  ลืมไปแล้วเหรอ

            คราวนี้เสียงนั้นชัดเต็มที่  และเนียร์ก็ได้เห็นตัวคนพูดที่กระจ่างชัดขึ้นมาในความมืด  ร่างที่เหมือนกับตัวเธอทุกประการ  เป็นคนคนเดียวกันที่ถูกแบ่งแยกออกมาให้ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ภายในเบื้องลึกของจิตใจเช่นนี้

            เธอ?...ทำไม  เนียร์ไม่เข้าใจ

            ฉันต้องการพูดกับเธอ  แต่การจะพาตัวเธอมาในสถานที่ที่ถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกได้น่ะ  มันทำได้เฉพาะตอนที่เธอหลับอยู่เท่านั้นแหละนะ  ลำบากไปหน่อย  แต่ก็ช่วยไม่ได้แหละนะ  ฉันเป็นแค่ส่วนที่ถูกทอดทิ้งไม่เป็นที่ต้องการนี่นา  เธอว่าราวกับจะตัดพ้อ  หากแต่ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าไม่ได้เป็นตามนั้นเลยแม้แต่น้อย  แต่กลับมีรอยยิ้มเหยียดแทน

            เธอต้องการจะพูดอะไรก็ว่ามา  เนียร์พูดให้เข้าประเด็น  สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัวและชิงชังอย่างปิดไม่มิด  แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นตัวเองก็ตามที

            ไม่มีอะไรมาก  แค่อยากให้เธอยอมรับตัวฉัน  อ๊ะ ไม่ต้องพูดก็ได้  ฉันรู้ดีว่าเธอต้องปฏิเสธหัวชนฝาแน่  เธอพูดดักคอไว้ก่อนทำให้เนียร์ต้องหุบปากลงตามเดิม  ฉันแค่อยากจะบอกว่าถ้าเธอยังคงไม่ยอมรับตัวฉันล่ะก็  เมื่อถึงอตอนนั้น  เธอคงไม่ใช่แค่จะเอาหัวชนฝาแน่

            หมายความว่าไง  ถึงตอนนั้นมันตอนไหนกัน

            ก็ตอนที่คนรอบตัวเธอถูกกำจัดน่ะสิ  เธอตอบพลางส่งหัวเราะคิกคักราวถูกใจ  ฮ้า  คิดดูสิ  พอคนที่คิดแผนทั้งหมดนี้ได้คนที่มันต้องการแล้ว  พวกที่เหลือต้องถูกฆ่าแน่เลย  ถูกฆ่า  ถูกฆ่า  เพราะไร้ประโยชน์แล้ว  เธอพูดอย่างเป็นสุขจนแทบจะร้องเป็นเพลงอยู่แล้วพลางหมุนตัวเต้นไปรอบๆ  แล้วเข้ามาจับมือเนียร์พาเต้นไปด้วย

            นี่  ลองนึกภาพดูสิ  ร่างของเอลที่ซีดขาวจมอยู่ท่ามกลางกองเลือด  แล้วก็เอากลีบกุหลาบสีขาวมาโปรยรอบๆ ตัว  เอลจะได้เหมือนกุหลาบยังไงล่ะ  อา...ต้องสวยมากๆ แน่เลย

            หยุดนะ...  เนียร์พยายามจะหยุด  มองอีกฝ่ายที่พาเต้นอย่างหวาดหวั่น

            แล้วฟิวส์...ไฟสินะ  ใช่  ต้องเอาไฟเผา  แล้วให้วิ่งเต้นบนพื้นที่เต็มไปด้วยตะปูราดน้ำมัน  อา..ต้องเป็นการเต้นที่สวยมากแน่ๆ เลย  เสียงโหยหวนของฟิวส์คงจะเพราะสุดๆ ไปเลย

            หยุด..

            ส่วนโชล  ก็ถูกตอกมือตอกขากับกำแพง  แล้วก็มีท่อนไม้แทงคาท้องอันเบ้อเริ่ม  จากนั้นก็...

            ฉันบอกให้หยุดไงล่ะ!!  เนียร์ตะโกนสุดเสียง  แล้วดึงมืออกมาจากการจับกุม  มองอีกฝ่ายด้วยสายตาราวกับว่าฝ่ายนั้นเป็นคนบ้าโรคจิตไปแล้ว

            ฉันจะไม่ให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด  ฉันจะเป็นคนปกป้องทุกคนเอง  ได้ยินมั้ย!  เนียร์ตะคอกใส่

            เหรอ...  เธอหัวเราะกับคำพูดเหล่านั้น  แล้วฉันจะคอยดูนะ  ฉันจะคอยดูว่าพลังที่เธอมีอยู่ตอนนี้มันจะปกป้องทุกคนได้ไปถึงไหนกัน  เพราะถ้าเทียบกับพลังที่ฉันมีอยู่แล้ว  เธอยังเอาชนะตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ  ว่าแล้วเธอก็หัวเราะออกมาอีก  แล้วยังดังขึ้น  ดังขึ้นวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา  จนเนียร์ต้องยกมือปิดหูตัวเอง  ปรารถนาให้ตนนั้นตื่นจากฝันร้ายนี้เสียที

             

             

             

            เมื่อรู้สึกตัวอีกที  สิ่งแรกที่เห็นยามลืมตาขึ้นคือขนสีฟ้าที่ขยับไปมาสะกิดๆ ดันๆ อยู่ตรงหน้าเธอ

            “...บ็อก”  ใช้เวลาอยู่ครู่นึงกว่าจะนึกออกว่ามันคืออะไร

            บ็อกเห็นเจ้านายตื่นแล้วก็เหมือนจะดีใจ  ยิ่งเข้ามาซุกไซ้ที่หน้าเธอใหญ่

            “จั๊กจี้น่า”  เนียร์ดังตัวมันออกห่างแล้วพยุงตัวขึ้นนั่ง  รู้สึกดีใจที่ตัวเองตื่นขึ้นมาได้เสียที  แล้วพอมองไปที่เจ้าตัวที่ช่วยปลุกเธอขึ้นมานั้น  เนียร์จึงลูบหัวมันเบาๆ  “แกเห็นฉันทำท่าทรมานงั้นสิ  ถึงได้เข้ามาปลุก...ขอบใจนะ”

            บ็อกขยับหัวไปมารับสัมผัสมือที่เข้ามาลูบอย่างรักใคร่

            เนียร์เล่นกับมันอยู่ครู่นึง  แล้วกลับมาทบทวนสิ่งที่ฝันถึงเมื่อกี้ใหม่  แม้จะไม่ชอบกับวิธีการพูดของตัวเธออีกคนก็ตาม  แต่มันก็น่าเจ็บใจเหลือเกินที่อีกฝ่ายนั้นพูดถูก  แม้จะพยายามปฏิเสธว่าตัวเองมีพลังมากพอจะปกป้องทุกคนได้ก็เถอะ  ความจริงมันก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว  ว่าพลังในตอนนี้ที่มีอยู่  ทำได้อย่างมากแค่สู้  แต่ไม่มากพอที่จะปกป้องใครได้  ถ้าไปเจอพวกที่เอาจริงขึ้นมาล่ะก็  แม้แต่ชีวิตตัวเองยังไม่แน่ว่าจะเอาให้รอดได้รึเปล่าเลย

            ...เอาอีกแล้ว...ความรู้สึกเดิมๆ กลับมาอีกแล้ว  ที่กลัวว่าคนอื่นจะกลัวตัวเองหากใช้พลังนี้ไป  แม้พวกเอลจะต้องการให้เธอใช้พลังออกมาเต็มที่ก็เถอะ

            ก็ขนาดตัวเองยังกลัวตัวเองเลย  แล้วถ้าคนอื่นเห็นจะไม่กลัวรึไง

            ‘แต่พวกเอลก็บอกว่ายอมรับในตัวเธอแล้วนี่นา’

            เสียงเล็กๆ ในใจเอ่ยค้านออกมา  ทำให้เนียร์ต้องคิดใหม่

            นั่นสิ...พวกเอลต้องไม่กลัวอยู่แล้ว  เธอต้องไว้ใจพวกนั้น  เพราะหากไม่ไว้ใจแล้ว  เธอก็คงจะไม่เหลือใครอีก

            เมื่อคิดได้แบบนั้นก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย  แต่ไม่รู้ว่าทำไม  เหมือนยังมีบางอย่างยังคงรบกวนจิตใจ  อาจเป็นเพราะความฝันก็ได้ที่ทำให้เธอรู้สึกมีลางสังหรณืบางอย่างที่ไม่ค่อยดีกำลังใกล้เข้ามา

            และนั่น...ก็ไม่ได้ต่างจากที่คิดไว้เลยสักนิด  เมื่ออีกสองวันถัดมามีโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งโทรหาเธอ

            [ วันเสาร์ที่จะถึงนี้  จะมีการทำการทดสอบพลังความสามารถของคุณนะครับ  ขอให้คุณนิศาชลมาทำการทดสอบที่โรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยในเวลาสิบโมงเช้าด้วย ]

            คำสั่งที่ไร้ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมถูกส่งมาอีกแล้ว  แล้วมันน่าแปลกยิ่งขึ้น  เมื่อพอเธอถามถึงคนอื่นว่าจะต้องทดสอบแบบนี้เหมือนกันหมดรึเปล่า  ทางอีกฟากของสายกลับเลี่ยงไปโดยไม่ตอบ  จนน่าคิดว่ามีแค่เธอคนเดียวงั้นหรือที่ต้องมาทดสอบสมรรถภาพแบบนี้

            เมื่อวางสายลงจากทางนั้น  เนียร์นิ่งคิดไปครู่นึง  ก่อนจะตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งแล้วกดเลขโทรไปหาเอลเพื่อถามเกี่ยวกับเรื่องนี้

            [ ทดสอบเหรอ...ไม่นี่  ตั้งแต่เจอกับพวกเนนคราวนั้น  ก็ไม่มีคนของพวกนี้โทรหาฉันอีกเลยนะ...แล้วนี่เขาติดต่อกับเนียร์แค่คนเดียวเองเหรอ ]

            “ยังสงสัยอยู่  เพราะหมอนั่นไม่ยอมตอบตรงๆ  แต่ว่า...ถ้าใช่จริง  แล้วทำไมถึงเป็นฉันล่ะ”

            [ หรือว่าทางนั้นวางแผนล่อเธอไปหา ]  เอลเดาเอา  ทำเหมือนอีกฝ่ายจะโดนหลอกไปเชือดยังไงยังงั้น  [ แล้วเนียร์จะเอาไงล่ะ  ดูเสี่ยงออก  ฉันว่า..อย่าไปเลยดีกว่านะ ]

            เนียร์รับฟังคำอย่างเงียบๆ พร้อมกับคิดไปด้วย  ก่อนจะตอบกลับไป  “ไม่ล่ะ  ฉันไปดีกว่า  จะได้รู้กันไปเลยว่าพวกมันต้องการอะไรจากฉัน  ไม่ต้องห่วงหรอกนะเอล  พวกนั้นทำอะไรฉันไม่ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว”  เธอพูดให้เอลวางใจ  แต่เอลก็ยังเงียบไปเมหือนคำตอบที่ได้ไม่พ้องกัน

            [ เนียร์  เธอ...]  เอลค่อยๆ เริ่ม  แต่เนียร์ตัดบทเอาดื้อๆ

            “บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเป็นห่วง  ที่ฉันโทรมา  ก็แค่สงสัยว่าคนอื่นจะต้องทดสอบด้วยรึเปล่าก็เท่านั้นแหละ  ทางนั้นอาจไม่ได้คิดจะทำอะไรเลยก็ได้  เพราะฉะนั้นเลิกคิดมากได้แล้ว  เพราะงั้น..แค่นี้ก่อนนะ  แม่เรียกให้ไปกินข้าวแล้ว”  เนียร์รีบวางหูทันทีเพื่อไม่ให้เอลได้แย้งอะไรเธออีก  เพราะเธอตัดสินใจแล้วว่าจะไปตามคำบอกนั้น

            คิดถึงตรงนี้แล้วเนียร์ก็เผลอยิ้มออกมา  นึกขันตัวเองเมื่อนึกถึงสิ่งที่เพียวเคยพูดไว้  ที่ว่าพวกเธอเอาแต่ทำตามคำสั่งของทางนั้นโดยไม่มีการขัดขืนใดๆ ทั้งสิ้น

            อาจจะจริงอย่างเพียวว่า  แต่...ยังก่อน  ตอนนี้ไหลไปตามสถานการณ์ก่อน  จนกว่าจะรู้ว่าเจ้าคนต้นเรื่องทั้งหมดต้องการอะไรจากพวกเธอกันแน่  แม้พอจะเดาได้ว่าคนที่กล้าทำเรื่องเลวร้ายอย่างให้ฆ่าคนนั้นต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ ก็เถอะ  แต่ในเมื่อตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน  และยังมีคำถามอื่นๆ อีกที่ต้องการจะรู้

            เพราะฉะนั้น...จนกว่าจะถึงตอนนั้น  เธอต้องเป็นคนบ้าคอยทำตามคำสั่งเหล่านั้นไปก่อนกว่าจะได้รู้เรื่องทั้งหมด

             

             

             

             

            และเมื่อถึงวันนัดหมาย  เนียร์ก็พบว่าตัวเองพลาดซะแล้วที่เอาเรื่องนี้ไปบอกกับเอล  เพราะที่หน้าประตูโรงเรียน  เอลยืนรอเธออยู่พร้อมกับฟิวส์และโชล

            “ให้ตาย  ห้ามกันไม่ฟังเลยนะ”  เนียร์บ่นพึมพำ  แต่ก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว  เพราะคิดว่าหากเป็นเอลที่ต้องมา  เธอก็คงจะตามมาเหมือนกัน  สิ่งที่แตกต่างคงมีเพียงอย่างเดียว  นั่นคือเธอจะไม่ลากผู้ชายสองคนนั้นตามมาด้วยแน่ๆ

            เอลคงเดาสีหน้าเธอออก  จึงรีบพูด  “ขอโทษนะเนียร์ที่มาโดยไม่บอก  แต่ฉันไม่อยากเสี่ยงน่ะ”

            “ผมเองก็คงปล่อยให้พวกผู้หญิงไปเสี่ยงอันตรายตามลำพังไม่ได้เหมือนกัน”  โชลบอก

            เกรงว่าผู้หญิงที่ว่า  น่าจะหมายถึงเพื่อนเธอคนเดียวซะมากกว่านะ  เนียร์คิด  พอมองเห็นคนหัวส้มกำลังจะเปิดปากพูด  เธอเลยพูดดักไว้ก่อน

            “รู้น่า  ส่วนนายก็แค่โดนโชลลากตัวมาเหมือนเคยใช่มั้ยล่ะ”

            โชลฟังแล้วหันไปอมยิ้ม  มองคนที่คราวนี้เต็มใจจะมาเป็นครั้งแรกที่ตอนนี้ชะงักค้างอยู่ในท่าเดิมอย่างนึกสงสาร

            ทั้งหมดเดินเข้าไปในโรงเรียนที่วันนี้ประตูเปิดทิ้งไว้ต่างจากทุกครั้ง  ท่าทางว่าการมาใช้สถานที่คราวนี้คงมีการขออนุญาตอย่างเป็นทางการจากที่นี่แล้ว  รึไม่ก็...อาจเล่นเส้นสายนิดหน่อยกับลุงยามก็เป็นได้

            เมื่อไปถึงบริเวณสนามฟุตบอก  ทั้งสี่คนก็ได้เห็นรถบรรทุกขนาดเล็ก  ซึ่งอันที่จริงเหมือนรถของทางโรงพักบรรทุกพวกนักโทษมากกว่า  เนื่องจากประตูจะปิดมิดชิดมีกลอนล็อกอันโตข้างนอกแล้ว  ยังมีลูกกรงเล็กๆ เหมือนเป็นหน้าต่างอยู่อีก  ข้างๆ กับรถบรรทุกนั่น  ก็มีเสาสี่แท่งที่ดูดีๆ แล้วมีกล้องติดไว้อยู่ทุกเสาปักไว้สี่มุมเป็นสี่เหลี่ยม  และทั้งสี่เสานั้นก็ถูกล้อมกรอบด้วยเส้นลวดเหล็ก  จนทำให้มันคล้ายสถานที่คุมขังมากกว่า

            “มาถึงแล้วเหรอครับ”  ผู้ชายในชุดสูทตามเดิมที่ยืนรออยู่ตรงริมสนามเอ่ยทักขึ้น  ก่อนจะปราดตามองคนที่เดินตามเนียร์ข้างหลังมา

            “พวกนี้...”  เนียร์ตั้งใจจะอธิบาย  แต่ว่าอีกฝ่ายขัดขึ้นมาก่อน

            “ไม่เป็นไรครับ  พวกเขาสามารถมาด้วยได้  ไม่ได้ต่างจากที่คิดไว้หรอกครับ”  เขาพูดราวกับรู้ว่าพวกเอลต้องมาอยู่แล้ว  “เพียงแต่  หากพวกคุณคิดจะขัดขวางการทดสอบนี้ล่ะก็...”

            “ฉันไม่ทำอะไรแน่  ตราบใดที่การทดสอบที่ว่าของคุณไม่เป็นอันตรายต่อเนียร์”  เอลพูด

            “งั้นก็เชิญตามสบายครับ”  เขาว่าแล้วหันไปบอกให้เนียร์เข้าไปกรอบสี่เสานั้น  ซึ่งค่อนข้างลำบอกทีเดียว  ที่จะลอดเข้าไปในช่วงระหว่างเส้นลวดนั้น

            เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเข้าที่แล้ว  ผู้คุมก็หันกลับมาทางพวกเอลอีกครั้ง  พร้อมกับส่งของบางอย่างจากในกระเป๋าใบใหญ่ที่เตรียมมาส่งให้พวกเขา

            เมื่อได้รับมา  เอลก็พบว่ามันคือแว่นตานั่นเอง  อีกฝ่ายคงจะเดาสีหน้าพวกเธอออก  จึงอธิบายให้รับรู้

            “นั่นเป็นแว่นที่ทางเราประดิษฐ์ขึ้นมาเองครับ  เมื่อมองผ่านเลนส์นั้นแล้ว  จะทำให้มองเห็นสีแดงเป็นสีอื่นแทนครับ”

            เอลใส่แว่นนั้นเข้าไปแล้วเงยหน้ามองหลังคาตึกเรียนหนึ่งที่เป็นสีแดง  แล้วต้องพบกว่ามันกลายเป็นสีแสดที่ออกโทนแดงไปแล้ว  “ละ..เหลือเชื่อ”  เธอว่า  เพียงแค่มีสิ่งนี้  ปัญหาเรื่องการมองสีดำ-แดงของพวกเธอก็จะหายไป

            แต่ว่ามันเป็นเพราะอะไรถึงได้ให้พวกเธอใส่แว่นนี้ไว้  เอลสงสัยอยู่ได้ไม่นานก็ได้รับคำตอบ  เมื่อประตูหลังรถบรรทุกนั้นเปิดออก  เหล่าบรรดาผู้ชายทั้งหลายก็พากันลงมาจากรถ  ทุกคนต่างอยู่ในชุดสีดำ-แดงทั้งสิ้น  แล้วค่อยๆ ลอดเข้าไปในอาณาเขตสี่เหลี่ยมที่เนียร์ยืนอยู่  สีหน้าของเนียร์บอกชัดว่ากำลังตกตะลึงเมื่อได้เห็นพวกเขาเหล่านั้น

            “นี่คุณจะให้เนียร์ฆ่าคนพวกนั้นเหรอ”  เอลถามอย่างตื่นตระหนก  ผู้ชายสองคนข้างกายก็มีท่าทางไม่ต่างกัน

            “ไม่ต้องเป็นห่วงครับ  ทั้งเก้าคนนั้นเป็นนักโทษฆาตรกรที่ทางกฎหมายให้โทษประหารชีวิตแล้วครับ”

            “ฆาตกร?”  เอลทวนคำด้วยสีหน้าซีดเผือด  จ้องมองไปที่ผู้ชายเหล่านั้นแล้วพึ่งสังเกตเห็นว่าแต่ล่ะคนมีอาวุธอยู่ในมือกันพร้อม ไม่ว่าจะมีด หรือเลื่อย  ในขณะที่เนียร์นั้นไม่มีอะไรไปสู้ทั้งสิ้น

            ฟิวส์ตรงเข้าไปคิดจะกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายมาอัด  แต่โชลล็อกแขนเขาไว้ได้ทัน  กระนั้นฟิวส์ก็ยังตะคอกใส่ด้วยความโมโห  “นายบ้าไปแล้วรึไงหา! ให้ยัยนั่นสู้กับไอ้พวกนั้นคนเดียวเนี่ยนะ  โชล  ปล่อยฉัน  ฉันจะไปหายัยนั่น”

            ชายในชุดสูบยังคงสงบขณะกดปุ่มรีโมทเล็กๆ ขนาดเท่ากุญแจรถ  จากนั้นก็มีเสียงเปรี๊ยะดังขึ้นตามเส้นลวดที่ล้อมเสานั้น  จากเสียงที่ได้ยินบอกว่าเป็นไฟฟ้าชนิดแรงสูงทีเดียว

            “ผมขอแนะนำว่าให้อยู่ดูตรงนี้เฉยๆ เหมือนเดิมจะดีกว่านะครับ  และถ้าคิดจะพังเสานั้นล่ะก็  แรงดันไฟขนาดนั้น  ผมไม่ขอรับรองหรอกนะว่ามันจะไม่ระเบิดขึ้นมาเสียก่อน”

            และนั่น..ทำให้เอลกับฟิวส์ต้องข่มอารมณ์ตัวเองอย่างที่สุด  และได้แต่หวังว่าเนียร์จะไม่เป็นอะไร  โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าในขณะที่พวกเขากำลังเป็นห่วงอยู่นั้น  คนที่ถูกห่วงกำลังเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

     

     

     

     

            เนียร์มองกลุ่มคนตรงหน้าแล้วเริ่มหัวเราะเสียงดังเหมือนมันเป็นเรื่องตลกเสียนับประดา  ทั้งๆ ที่คนที่ยืนมองดูเธอ อยู่ห่างๆ นั้นกลับรู้สึกเครียดเป็นทวี  เพราะพวกเขาคิดไม่ออกเลยว่าตัวเองจะยังไม่มีอารมณ์หัวเราะอยู่ได้ยังไง  ถ้าตัวเองต้องมาสู้กับคนที่ขึ้นชื่อว่า ฆาตกร แบบนี้  ความบ้าคลั่งกำลังบังเกิดขึ้นภายในตัวของหญิงสาว

                “ฮ่าๆๆๆ  นึกไม่ถึง..นึกไม่ถึงเลยนะเนี่ย”  เนียร์ยังหัวเราะไม่หาย  และเมื่อเงยหน้ามองคนตรงหน้าอย่างเต็มตาอีกครั้ง  เหล่านักโทษก็ได้เห็นแววตาดุร้ายราวสัตว์เลื้อยคลาน  “ที่คราวนี้คู่ต่อสู้จะเป็นพวกเดียวกันกับตัวเองแบบนี้”

                นักโทษคนนึงที่พอได้เห็นหญิงสาวเต็มตาแล้ว  ก็พบว่าเธอไม่ต่างจากเด็กธรรมดาทั่วไปตรงไหน  “อะไรเนี่ย  ถ้าฆ่ายัยเด็กนี่ได้ก็จะพ้นโทษหมดเลยงั้นเหรอ  อีโธ่เอ๊ย  เด็กแบบนี้แค่ฉันคนเดียวก็เหลือแหล่แล้ว”

                “เห....”  เนียร์ลากเสียง  น้ำเสียงนั้นจับได้ถึงความไม่พอใจซ่อนอยู่  “เด็กแบบนี้..เหรอ  ท่าทางแกจะประเมินคนจากภายนอกต่ำเกินไปหน่อยซะล่ะมั้ง  แต่...คิกๆ  ไม่เป็นไรนะ  ฉันมีวิธีแก้”

                พรวด!

                เสียงบางอย่างพุ่งออกมาด้วยความแรงพร้อมกับการพุ่งของน้ำสีแดงจากรูสองรูบนหน้าของผู้ที่สบประมาทเธอ  สิ่งที่พุ่งออกมานั้นกระเด็นกลิ้งมาถึงเท้าหญิงสาว

                ขณะที่เจ้าตัวคนนั้นกำลังร้องเสียงหลงพร้อมกับใช้มือปิดเบ้าตาว่างเปล่าของตน  วิ่งไปทั่วจนไปชนกับสายไฟฟ้านั้น  ร่างนั้นถูกช็อตแรงก่อนจะหงายหลังล้มไปกองกับพื้นในสภาพไร้ลมหายใจ

            เนียร์ก้มลงหยิบลูกกลมๆ สองลูกขึ้นมา  ลูกกลมสีขาวที่มีเส้นแดงขีดเป็นฝอยแตกไปทั่วลูกกลม  แล้วก็มีจุดสีดำกลมๆ บนนั้น  มันสะท้อนภาพของเธอ

                “ตาน่ารังเกียจแบบนี้ต้องเอาออกมาซะ  ว่างั้นมั้ย”  ไม่พอยังมีอารมณ์หันมาถามคนที่เหลือ

                พวกที่เหลือไม่ได้มีอาการหวาดกลัวหรืออย่างไร  เพราะคนที่มาด้วยกันนี้ไม่ใช่เพื่อนอยู่แล้ว  เป็นเพียงกลุ่มคนที่สร้างขึ้นมาเพียงชั่วคราวเพื่อจัดการผู้หญิงคนนี้ทิ้งซะ  ซึ่งในเวลานี้พวกเขาได้รับรู้แล้วว่าเธอไม่ได้เคี้ยวง่ายอย่างที่คิด  แม้จะติดใจสงสัยถึงสิ่งแปลกๆ ที่เธอทำได้  แต่นั่นกลับยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่า เกม นี้ มันน่าสนุกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

                “ถ้าอย่างนั้น  เด็กดื้อแบบนี้มันต้องได้รับการสั่งสอน”  คนที่ถือมีดคาต้าร์พุ่งตรงไปหาเนียร์เป็นคนแรก

                เนียร์เบี่ยงตัวหลบวิถีของมีดที่เข้ามาทางหน้าเธอ  ขณะที่เธอกำลังผ่านตัวเขาไปนั่นเอง

                “ได้รับการสั่งสอนเหรอ  ฮึๆๆ  ปากเสียแบบนี้ต้องเอาของโสโครกยัดปาก” 

                ว่าแล้วเธอก็ถึงหัวเขาจากทางด้านหลังให้แหงนหน้าขึ้น  แล้วจัดการยัดลูกตาสองข้างนั่นใส่ปากเขาซะ  จับหัวเขาไว้แน่นเพื่อไม่ให้คายของในปากออกมา

                ครืด!

                เสียงเลื่อยไฟฟ้าของใครบางคนดังขึ้นเตรียมพร้อมใช้งาน  นักโทษที่ใช้เลื่อยตรงเข้ามาหาเนียร์  เหวี่ยงเลื่อยในมือมาในแนวนอน  หวังจะฟันร่างเธอออกเป็นสองท่อน  แต่เนียร์กลับโยนคนในมือออกไปก่อน  ทำให้ร่างนั้นถูกใบเลื่อยบั่นขาดออกเป็นสอง  แล้วเลือดที่ไหลผ่านออกมาจากรอยตัดทั้งสองด้าน  เหมือนจะพร้อมใจกันพากันฉีดเข้าใส่หน้าของผู้ใช้เลื่อย  บดบังการมองเห็นไปชั่วครู่นึง

                เพียงครู่เดียวที่ละสายตาไป  เนียร์ก็ไปปรากฏอยู่ด้านหลังเขา  ในมือที่ถือมีดคาต้าร์ของคนก่อนหน้านี้ปักลงกลางหัวอย่างไร้ความเมตตาใดๆ  ร่างนั้นทรุดลงไปทันที

                เนียร์ชักมีดออกมาจากหัวนั้น  แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือรูดเลือดและเศษอะไรก็ตามที่ติดอยู่บนคมมีดนั้นออกไป  ขณะเดียวกันนั้นเอง  ชายสองคนก็ลอบเข้ามาทางด้านหลังเธอพร้อมกับอาวุธในมือ

                แต่เพียงแค่หญิงสาวเหลือบมองด้วยหางตา  สองคนนั่นก็หยุดชะงักไปเฉยๆ  พากันทิ้งอาวุธในมือลงแล้วหันไปกุมคอตัวเองเหมือนคนขาดอากาศหายใจแทน

                นัยน์ตาเย็นชาราวสัตว์เลื้อยคลานบ่งบอกถึงความหงุดหงิด

                “เข้ามาทางด้านหลังแบบนี้  ไม่มีสำนึกของการเป็นนักสู้ที่ดีเลยนะ  อา...แต่อย่างว่าแหละนะ”  เธอยิ้มมุมปาก  แล้วร่างสองร่างนั้นก็บวมเป่งก่อนจะเบิดดังโพล๊ะไปต่อหน้าต่อตาคนทุกผู้ 

                “ทั้งฉันทั้งพวกแก  ก็คงไม่ใช่พวกนักสู้นี่นะ  เป็นพวกที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ได้อีกแล้วมั้ง”

                เหล่าผู้สังหารมนุษย์ด้วยกันเอง  คร่าชีวิตผู้คนเพียงเพื่อความสนุกของตัวเอง

                “คนบ้า”

                เหล่านักโทษที่เหลืออยู่ต่างพากันวิ่งเข้ามาหาเนียร์อย่างบ้าคลั่ง

                “ฆาตกร”

                ถึงตรงนี้  เนียร์ก็กระตุกยิ้ม  “ปีศาจ”

                ซูม!

            จู่ๆ อาณาบริเวณโดยรอบทั้งหมดก็แห้งไปอย่างน่าตกใจ  จนครู่หนึ่งที่พวกเอลที่ยืนมองอยู่ถึงกับหายใจติดขัดไปชั่วครู่หนึ่ง  เหมือนถูกดึงความชื้นออกไปจนหมด  แล้วเพียงชั่ววินาทีเดียวที่ในกรอบสายไฟที่ถูกใช้เป็นเวทีก็มีน้ำอยู่ในนั้นราวกับกำลังจะจมคนที่อยู่ในนั้นทั้งหมดภายใน

            สายไฟที่คอยกั้นอาณาเขตไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว  เพราะถูกสายน้ำกลืนไปทั้งหมด  สายน้ำที่ไหลเชี่ยววนเป็นพายุพัดพาร่างของเหล่าฆาตกรขึ้นไป  แล้วทั้งหมดก็ได้เรียนรู้ถึงความโกรธาแห่งสายน้ำ  มันพัดพาทุกสิ่ง  รวมไปถึงอาวุธทั้งหลาย  ทั้งขวานหรือเลื่อยของพวกนักโทษก็ถูกรวมไปอยู่ข้างใน

            แล้วในพายุนั้นก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นอาหารอย่างดีเยี่ยม  และยิ่งส่วนใบมีดนั้นตกอยู่ในการควบคุมของน้ำ  มันจัดการเชือดเฉือนเหยื่อข้างในอย่างแม่นยำ  ปั่นเป็นเศษซากจนน้ำที่เคยใสสะอาดกลายเป็นสีแดงสดจนน่าใจหาย  และเต็มไปด้วยเศษต่างๆ ที่ละเอียดบ้าง  หยาบบ้างเท่าที่พวกมันจะสามารถทำได้กับร่างทั้งหมดนั้น 

            เมื่อไร้การควบคุม  ทุกสิ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ตกลงสู่พื้นอย่างที่ควรจะเป็น 

            ร่างของนักโทษที่ถูกปั่นเป็นเสี่ยงๆ ตกลงสู่พื้นหญ้า  มองแทบไม่ออกว่าส่วนไหนใครเป็นเจ้าของ  ปนมั่วเละเทะไปหมด  น้ำทั้งหมดก็ตกลงมาเป็นฝนเลือดกระทบร่างของคนเพียงผู้เดียวที่ยังมีลมหายใจอยู่

            หญิงสาวก้มมองมือที่เต็มไปด้วยเลือดนั้น  แล้วเงยหน้าขึ้นรับหยาดเลือดบนฟ้าก่อนจะแผดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง  จนถึงกับทำให้คนที่เป็นผู้ชมถึงกับกลั้นหายใจมองด้วยความหวาดหวั่น

            เอลปิดปากตัวเองแน่น  รู้สึกเหมือนอยากจะอาเจียนออกมา  ขาไม่มีแรงจนทรุดลงไปกับพื้น  ขนาดแว่นที่สวมใส่อยู่ทำให้มองไม่เห็นสีแดง  แต่เลือดที่ได้เห็นเป็นสีอื่นนั้นก็ยังทำให้ความรู้สึกว่าน่ากลัวอยู่ดี  เอลยังคงจ้องไปที่เนียร์อย่างตาไม่กระพริบ  ผู้ชายอีกสองคนเองก็ทำได้แต่เพียงยืนมองนิ่งๆ

            ไม่มีใครกล้าพูดอะไรทั้งสิ้น  ต่างคนต่างตกตะลึงเกินกว่าจะพูดอะไรได้  แต่สิ่งเดียวที่รับรู้ได้นั้น  มีแต่เพียงความหวาดกลัว  ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนที่ยืนหัวเราะตรงนั้นเป็นเนียร์  แต่กลับไม่มีใครรู้สึกเลยว่าคนๆ นั้นเป็นเนียร์ที่พวกเขารู้จักมาก่อน

            เมื่อไร้สีที่เป็นตัวกระตุ้นอยู่บนร่างกายสิ่งมีชีวิตอีก  ความรู้สึกในกายเธอก็เริ่มเบาบางลง  เนียร์ก้มมองซากศพที่ล้อมรอบกาย  แล้วกล่าวกับตัวเองเบาๆ 

            “เราเลือกที่จะฆ่าได้... ขอเพียงเราควบคุมตัวเองได้เท่านั้น”  ถ้อยคำที่วาดหวังอยากจะให้ตัวเองนั้นได้เข้าใจ  แล้วเธอก็ได้แต่คลี่ยิ้มบางก่อนจะหลับตาลง 

            เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง  จากแววตาที่เคยเฉยชา  แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง  แล้วหันไปหาพวกเอลที่มองมาที่เธอ  สายตาที่มองมาบอกชัดถึงอารมณ์ที่มีอยู่

    “.....แต่หากมีพลังนี้แล้วทำให้คนที่เรารักกลัว...ฉันขอไม่มีเลยจะดีกว่า”  เนียร์ตอบให้กับตัวเอง

    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน