เมื่อเห็นรถม้าแล่นมา คนรับใช้ตรงหน้าประตูจวนก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาเลิกผ้าม่านตรงประตูรถม้าขึ้นทันทีสารถีวางที่เหยียบเท้าเพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจูงมือเสิ่นเย่ว์เฉินก้าวลงส่วนชุนซีกับชุนอิงเดินตามหลังไปติดๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นไปรวมตัวกับแม่ลูกเซียวซื่อ โดยมีสาวใช้ตระกูลจูเดินนำทางอยู่ด้านหน้า
เมื่อเดินพ้นประตูจวนตระกูลจูเข้าไปสิ่งแรกที่เห็นคือต้นไม้โบราณอายุร้อยปีต้นหนึ่ง ต้นไม้ต้นนี้แผ่กิ่งใบงดงาม ลำต้นกว้างเหยียดตรงดูแข็งแรงทรงพลัง
เหล่าสาวใช้พาพวกนางเดินตรงไปยังสวนฉางชุน ตอนนี้ภายในสวนมีผลไม้และขนมหน้าตางดงามเตรียมไว้แล้วใช้สำหรับรับรองแเื่ที่มาเยือนในวันนี้
ตลอดทางเดินเต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวชอุ่มร่มรื่น พื้นปูด้วยแผ่นหินเดินแล้วรู้สึกเย็นสบายไม่มีเหงื่อออก
สวนฉางชุนเป็สวนที่ใหญ่ที่สุดของจวนตระกูลจู ภายในปลูกดอกไม้ใบหญ้าไว้นานาชนิดจึงมีดอกไม้เบ่งบานตลอดทั้งสี่ฤดู งดงามละลานตา ทั้งนี้ยังมีกลิ่นหอมละมุนละไมจากดอกไม้เ่าั้แต่ละฤดูกาลแต่ละ่เวลาที่แตกต่างกันของทุกปี คนตระกูลจูจะเชิญขุนนางและชนชั้นสูงในเต๋อโจวมาจิบชาชมบุปผาในสวนแต่ละแห่งของบ้านตนเพื่อผูกมิตรกับผู้มีรสนิยมและเพื่อผูกสัมพันธ์สร้างเส้นสาย
ทว่างานชมบุปผาวันนี้แตกต่างไปจากปกติ แขกที่เชิญมาวันนี้ล้วนเป็สตรีและไฉซื่อสะใภ้รองตระกูลจูยังเป็ผู้จัดแจงวางแผนนี้ด้วยตนเองอีกด้วย
เนื่องด้วยในบ้านมีคนป่วยอยู่ตลอด วันนี้หลีซื่อกับไฉซื่อจึงแต่งกายเรียบง่ายเป็พิเศษพวกนางไม่ได้สวมเงินใส่ทองประดับตัวด้วยไข่มุกและหยกทั่วร่างดั่งที่ทุกคนคิด ทั้งยังมวยผมทรงทั่วไปพัสตราภรณ์บนร่างก็ดูเรียบง่ายเป็อย่างยิ่ง ถึงอย่างนั้นกลับยังคงความสง่างามไว้ชัดเจนกิริยาท่าทางเปี่ยมบารมี ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความประหม่า
ก่อนหน้านี้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเคยพบปะและพูดคุยกับไฉซื่อสะใภ้รองตระกูลจูเพียงไม่กี่ครั้งและเคยดื่มชาร่วมกันเพียงสองครั้ง ยังพอฝืนนับว่าคบหากันได้ส่วนหลีซื่อสะใภ้ใหญ่ตระกูลจูนางเพิ่งจะพบหน้าอย่างเป็ทางการครั้งแรก ก่อนหน้านี้นางรู้เื่นิสัยใจคอหรือความชอบของอีกฝ่ายเพียงผิวเผินจากการสอบถามผู้อื่นทำให้รู้เพียงว่าสะใภ้ใหญ่ผู้นี้เป็สตรียโสคนหนึ่ง
เดิมทีหลีซื่อสะใภ้ใหญ่ตระกูลจูไม่เห็นตระกูลเสิ่นอยู่ในสายตาจริงๆเพียงแต่ผู้าุโได้กำชับมาแล้วตนเองจึงจำต้องทักทายสักหน่อย
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยกยิ้มอย่างกระตือรือร้น ทว่าหลีซื่อกลับไม่ชอบที่นางแสดงความมุ่งมาดออกมามากเกินไปจึงทักทายปราศรัยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเพียงไม่กี่ประโยคดวงตาหงส์เฉียบคมกวาดมองผ่านไปยังเซียวซื่อที่ประทินโฉมหนาเตอะยืนอยู่ด้านหลังนางอย่างไม่ตั้งใจพลันขมวดคิ้วอย่างหาได้ยากยิ่ง
เซียวซื่อถูกนางมองจนสีหน้ากระอักกระอ่วน รีบยิ้มพลางกล่าวไปว่า“ดอกไม้ในสวนงดงามน่ามองยิ่งนัก ทั้งบอบบางและอ่อนช้อย ทำให้ผู้พบเห็นต่างก็ชื่นชอบ”
“ยากนักที่ฮูหยินรองเสิ่นจะให้เกียรติมาร่วมงานเช่นนี้ เชิญท่านค่อยๆชื่นชมไปเถิด”
น้ำเสียงของหลีซื่อราบเรียบ นางมองเซียวซื่ออย่างเบื่อหน่ายก่อนหันไปรับรองแขกคนอื่นๆ
สีหน้าของเซียวซื่อพลันเปลี่ยนเป็ย่ำแย่ ก่อนแค่นเสียงไม่พอใจออกมาทว่าพอคิดถึงจุดประสงค์ที่ตนมาเยือนในวันนี้ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติ นางมองบุตรสาวทั้งสองที่อยู่ข้างกายตนเอ่ยเสียงผะแ่ “อย่าพลาดโอกาสนี้ล่ะ ทำตัวให้ดี”
เสิ่นเย่ว์ฉางก้มหน้าส่งเสียงตอบรับไปคำหนึ่ง สายตาของเซียวซื่อที่ใช้มองนางเจือแววเหนื่อยหน่ายจางๆ
ขณะนี้คนในสวนล้วนแต่งกายงดงามราวกับบุปผา แต่การจะดึงดูดความสนใจของคนตระกูลจูกลับไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้นเสิ่นเย่ว์เฉินทนเดินตามฮูหยินตระกูลจูทั้งสองเหมือนคนอื่นไม่ไหว จึงอ้างว่าอยากชมบุปผาแล้วหลบไปอยู่ด้านข้างเงียบๆโดยมีชุนอิงตามติดอยู่ด้านหลัง สาวใช้เดินตามจังหวะการก้าวเท้าของเ้านายไม่ทันไรก็กระซิบเสียงร้อนรน “คุณหนูเ้าคะยากนักกว่าจะมีโอกาสออกมาข้างนอกเช่นนี้ เหตุใดไม่ไปทำความรู้จักกับสหายใหม่สักสองคนล่ะเ้าคะ”
จากบรรยากาศในจวนตระกูลจูวันนี้ เห็นได้ชัดว่าการชมบุปผาเป็เื่เท็จ การพบปะต่างหากที่เป็เื่จริงกลุ่มคนที่มาในวันนี้ล้วนมาเพื่อประชันความงามดั่งบุปผาแต่ละคนที่อยู่ข้างหน้าเปี่ยมด้วยเสน่ห์ คิดว่าฮูหยินตระกูลจูต้องเจอตัวเลือกที่ตนพึงพอใจแน่นอนเหตุใดนางต้องไปคลุกคลีความครึกครื้นที่ยุ่งยากอย่างไม่ประมาณตนด้วย
“ข้าคุยไม่เก่ง หากพูดอะไรผิดขึ้นมาคงไม่ดีแน่” เสิ่นเย่ว์เฉินกล่าวเสียงเรียบ
ชุนอิงได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไรให้มากความ ทำเพียงเดินตามหลังนางเงียบๆ พลางทอดถอนใจอย่างเสียดาย
ถึงอย่างไรคุณหนูใหญ่ก็เป็คนอับโชคคุณหนูบ้านอื่นตั้งหน้าตั้งตารอโอกาสที่ดีเช่นนี้ แต่นางกลับปล่อยให้เสียเปล่า
หลีซื่อพิศมองแต่ละคนในสวนอย่างละเอียด พบว่ามีที่ใช้ได้เพียงไม่กี่คนแต่ไม่มีสักคนที่ทำให้นางพึงพอใจถึงที่สุด
คุณหนูรองตระกูลหลี่อายุกำลังพอดี ทั้งยังงดงามเพริศพริ้งเพียงแต่ดูแล้วมีเสน่ห์ยั่วยวนไม่ตรงตามจารีต คุณหนูสามตระกูลเวินแม้หน้าตาไม่เลวแต่พออ้าปากพูดกลับไร้บารมีส่วนเสิ่นเย่ว์ฉางจากบ้านรองตระกูลเสิ่นผู้นั้น แม้รูปโฉมนับว่าชั้นหนึ่ง กิริยาก็ไม่เลวแต่ชาติกำเนิดธรรมดา บิดาไร้ชื่อเสียง มารดาไร้คุณธรรมจิ่นถังนับว่าสูงส่งเกินไปสำหรับนางจริงๆ
จิ่นถังเป็บุตรชายคนโต แม้จะแต่งภรรยาคนที่สองก็ยังนับเป็การแต่งภรรยาเอกไม่อาจแต่งตามอำเภอใจได้ หลีซื่อไตร่ตรองอยู่ในใจฉินซื่อสะใภ้คนโตของนางร่างกายอ่อนแอลงทุกวัน จะจากไปวันใดก็ไม่อาจรู้ได้
ตอนแรกพ่อสามีออกหน้าสู่ขอฉินหงเจวียนคุณหนูสูงศักดิ์ผู้มีอำนาจมากที่สุดในเมืองหลวงให้จิ่นถังเดิมทีนี่เป็การแต่งงานที่ดีชนิดพันปียากพานพบทว่าจนใจที่ฉินซื่อบารมีไม่ถึง…อย่างไรก็ตามจิ่นถังอายุยังน้อย จำเป็ต้องมีคนที่คล่องแคล่วรู้ความคอยดูแลข้างกายถึงจะถูก
ดังนั้นคิดไปคิดมา สายตาของหลีซื่อพลันหยุดมองบนร่างของเสิ่นเย่ว์เฉินที่อยู่ตรงตำแหน่งปลายสุดทางขวามือนางนั่งหลังตรงเช่นนั้นมาโดยตลอด ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆฟังผู้ใหญ่ข้างกายพูดคุยสนทนา แววตาอ่อนโยนซ่อนเร้นความคิด เพียงมองก็ััได้ว่านางเป็ยอดสตรีที่สุขุมและสง่างามคนหนึ่ง
เด็กคนนั้นดูท่าทางเชื่อฟัง รูปโฉมก็จิ้มลิ้มน่ารัก ทั้งยังมีชาติกำเนิดสูงส่งที่สุดในหมู่สตรีตระกูลขุนนางที่อยู่ที่นี่ในวันนี้และเป็บุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกอย่างถูกต้องด้วยน่าเสียดายที่คนภายนอกลือกันว่านางมีดวงกินมารดาว่ากันว่ากระทั่งคนในบ้านตัวเองก็ยังไม่ต้อนรับถึงขั้นทนไม่ไหวจนต้องส่งนางไปเลี้ยงดูที่สำนักนางชี
หลีซื่อมองดูใบหน้าสงบนิ่งของเสิ่นเย่ว์เฉิน หัวใจพลันหดเกร็งคิดว่าผู้าุโคล้ายมีความคิดบางอย่างกับอีกฝ่าย มิเช่นนั้นอยู่ดีๆวันนั้นคงไม่เสนอให้น้องสะใภ้ไปเยือนตระกูลเสิ่นเป็แน่
ความคิดของผู้าุโทำให้ผู้อื่นเข้าใจยากเสมอ
แต่ไม่ว่านางจะดีอย่างไร สุดท้ายก็ไม่ใช่คนที่เหมาะสมไม่ใช่หรือ ต่อให้ผู้าุโกล่าวว่าดวงชะตาเหมาะสมแต่นางก็ไม่อาจพยักหน้าตกลง สตรีอัปมงคลเช่นนี้ไม่ควรแต่งเข้าตระกูลจูเป็อันขาด
เสิ่นเย่ว์เฉินเลือกนั่งข้างฮูหยินผู้เฒ่า นางดื่มชาพลางฟังฮูหยินผู้เฒ่าสนทนาปราศรัยกับฮูหยินตระกูลโจวแม้เบื้องหน้าจะเห็นทั้งสองกำลังพูดคุยกัน แต่ในคำพูดกลับมีความนัยซ่อนเร้นมีเจตนาเปรียบเทียบกันอย่างเข้มข้น
เสิ่นเย่ว์เฉินฟังจนเบื่อหน่าย คิดจะลุกขึ้นเดินไป ทันใดนั้นกลับรู้สึกว่ามีคนเข้ามาประชิดด้านหลังนางหันไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า พบว่าเป็ไฉซื่อสะใภ้รองตระกูลจูเดินเนิบนาบเข้ามาหาแววตาแฝงไปด้วยรอยยิ้ม
เสิ่นเย่ว์เฉินรีบยืนขึ้นต้อนรับ ยอบกายคารวะพลางกล่าว“คารวะสะใภ้รองเ้าค่ะ”
ไฉซื่อระบายยิ้ม เมื่อเสิ่นเย่ว์เฉินเหยียดตัวขึ้นตรง ไฉซื่อก็เข้าไปจับมือนางทันทีกล่าวว่า “เ้าไปเรือนหลักเป็เพื่อนข้าสักเที่ยวเถิดผู้าุโตระกูลข้าอยากพบเ้า”
เมื่อได้ยินไฉซื่อกล่าวออกมาเช่นนี้ สุ้มเสียงบริเวณนั้นพลันเงียบกริบสายตาของทุกคนหันมองมาเสิ่นเย่ว์เฉินเป็ทางเดียว