เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อย ผู้บุกเบิกทาง

     

    บทที่ หนึ่งร้อย

     

    ผ่านมาแล้วสิบห้าวันนับตั้งแต่หลิวชิงเซียงและผู้ติดตามจากทะเลทรายเข้ามามีบทบาทในกองทัพจินหยางตลอดช่วงเวลานั้น ชื่อเสียงของเจ้าหนุ่มน้อยผู้เร้นกายหลังผ้าคาดหน้า เริ่มค่อยๆกระจายทั่วทั้งค่าย

    จากเสียงครหาและระแวงในตอนต้นกลายเป็นเสียงกล่าวขวัญถึง‘คุณชายหลิว’ ผู้จับลมทะเลทรายได้แม่นยำราวพญาเหยี่ยวผู้สามารถนำทางกองทัพฝ่าพื้นที่ที่แม้แต่สายลมยังเปลี่ยนทิศโดยไม่รู้ตัวให้ผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัย ไม่เสียเลือดเนื้อสักหยดเดียว

    ป้อมสังเกตการณ์เล็กๆหลายสิบจุดถูกตั้งเรียงรายเป็นแนวพาดกลางทะเลทรายตะวันตก มีทหารคุมแน่นหนาทุกจุดเชื่อมถึงกันได้ภายในไม่เกินครึ่งยามหากเกิดเหตุฉุกเฉินสามารถสื่อข่าวถึงกันได้ทันท่วงทีป้อมเหล่านี้ตั้งอยู่ในจุดที่แม้พายุจะพัดผ่านก็ไม่กลืนหาย

    และในใจกลางของแนวระวังภัยนั้นคือ‘จุดศูนย์กลางบัญชาการ’ ที่หลิวชิงเซียงเลือกเองกับมือ ทั้งประเมินความเปลี่ยนแปลงของลมทั้งสังเกตการณ์ไหลของทรายร่อน และกลิ่นในอากาศที่ผู้ใดมิอาจเข้าใจได้นางวางมันไว้อย่างแม่นยำจนน่าประหลาด เหล่าแม่ทัพนายกอง ไม่ว่าเก่อเหยียนถังลี่ซานหรือแม้แต่เล่าซือผิง ต่างยอมรับว่าหากมิใช่คนทะเลทรายย่อมทำมิได้เช่นนี้

    ถึงตอนนี้หลิวชิงเซียงและผู้ติดตามสามคนได้ย้ายเข้ามาอยู่ด้านในของแนวกองทัพไม่ได้แยกตั้งกระโจมไว้นอกวงค่ายอีกเช่นเคย ทั้งเพื่อให้สะดวกต่อการปรึกษาหารือทั้งเป็นสัญลักษณ์ว่าบัดนี้ พวกเขาคือ ‘คนของเรา’

    คืนนั้นลมหนาวยามค่ำยังพัดแรงตามขอบทะเลทรายแสงจันทร์เพ็ญกระทบสันเนินทรายเกิดเงาซ้อนทับเป็นริ้วคลื่นดั่งทะเลยามเหมันต์หลิวชิงเซียงเพิ่งกลับมาจากนำหน่วยลาดตระเวนรอบนอกชุดคลุมของนางเต็มไปด้วยเม็ดทรายและกลิ่นลมกลางวัน กลับถึงกระโจมพักได้เพียงอึดใจยังไม่ทันจะได้ปลดอาวุธหรือผ่อนกาย ก็มีเสียงเรียกจากภายนอก

    “คุณชายหลิว! แม่ทัพเก่อให้มาแจ้งว่ามีประชุมที่กระโจมหลัก!” เสียงนั้นมาพร้อมฝีเท้าทหารที่ยืนรออยู่ข้างนอก

    หลิวชิงเซียงที่กำลังปลดสายรัดเพื่อวางกระบี่ลงไปมุมกระโจมเพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วขานรับ เวลานี้ถึงรู้ว่าเหนื่อยแต่ต้องไม่โอดครวญ

    นางคว้าผ้าคลุมขนสัตว์มาสวมแล้วตวัดคลุมไหล่เนื้อผ้าสีน้ำตาลอ่อนตัดกับเส้นผมดำสนิทที่ถูกรวบขึ้นลวกๆผืนผ้าคาดหน้าก็ยังคงอยู่เช่นเดิม

    ระหว่างที่นางไม่เปิดเผยใบหน้าแต่คนในกองทัพ‘ล้วนเข้าใจผิดกันหมดว่าเป็นบุรุษ..’ คงเพราะคำเล่าลือว่าคุณชายหลิวผู้นี้ร่างเล็กใบหน้าใสราวสตรีจึงต้องปกปิดไว้ไม่ให้ใครเข้าใจผิดแม้ในความจริงนางได้รู้ข่าวลือนี้ แต่ริมฝีปากกลับไม่มีถ้อยคำใดถูกกล่าวออกไป ‘..ก็ดีอยู่แล้วข้าไม่เคยพูดว่าข้าเป็นชายนี่ ปล่อยให้คิดไปเองก็ดี’

    นางยกมุมปากน้อยๆเดินฝ่าแสงจันทร์ที่สะท้อนเส้นผืนทราย เมื่อเข้ามาถึงกระโจมหลัก เสียงพูดคุยเบาๆของแม่ทัพหลายคนหยุดลงทันทีที่เห็นร่างเล็กเดินเข้ามา

    เก่อเหยียนผายมือทันทีอย่างยินดี“เจ้าหลิวน้อย มานั่งเร็ว! ช่วยดูแผนที่ทีสิว่าขยายแนวขึ้นไปตรงนี้ได้หรือไม่?”

    หลิวชิงเซียงเดินเข้าไปไม่รีบร้อนนักสีหน้าสงบนิ่งตามเคย ดวงตาเหลือบมองแนวที่เขาขีดบนแผนที่อย่างพินิจ แล้วส่ายหน้า “ไม่ได้..” เสียงของนางไม่ดังมากแต่ชัดเจนพอให้คนทั้งกระโจมหันมาสนใจ“ด้านบนนั้น..มีความเปลี่ยนแปลงของลมรุนแรงไปหากจะขยายขึ้นไป ต้องมีคนคอยจับลมทะเลทรายตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะเสียป้อมแน่”

    คำตอบนั้นทำให้เก่อเหยียนถอนหายใจหลิวชิงเซียงเอนกายพิงพนักเล็กน้อย น้ำเสียงเยือกเย็น “แต่ในกองทัพนี้มีข้าคนเดียวที่จับลมทะเลทรายได้ จะให้ข้าประจำพื้นที่ตลอด..ก็เท่ากับปล่อยจุดอื่นเป็นจุดบอดทันที”

    เก่อเหยียนขมวดคิ้วแล้วหันไปถามเสียงหนัก“แล้วพวกติดตามของเจ้าเล่า? ตั้งสามคน ไม่มีใครจับลมได้เลยหรือ?” คำถามนั้นแม้จะฟังดูห้วนหากในน้ำเสียงมีความหวังเจืออยู่ด้วย

    คำถามนั้นทำเอานางแทบถอนหายใจแต่เพียงตอบเรียบๆ “ไม่มี” นางคิดในใจ ‘เพราะพวกเขาไม่ใช่คนทะเลทรายเสียหน่อยแต่เป็นองครักษ์ลับของเขาที่ถูกส่งมาติดตามนาง..เป็นของผู้ที่นั่งอยู่เก้าอี้กลางห้องนี้ต่างหาก’

    “เฮอะ..” เก่อเหยียนจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด “เป็นผู้ติดตามเจ้าแท้ๆแต่กลับจับลมไม่ได้สักคน เจ้าไม่คิดจะสอนให้พวกเขารู้เลยหรือ? หวงความรู้ไปแล้วกระมัง!” เขากล่าวแล้วทำท่าจะตบไหล่นางแต่หลิวชิงเซียงเอียงตัวหลบทันควัน ฝ่ามือหนักจึงตบได้เพียงอากาศ

    หลัวไท่ข่ายยื่นมือไปแตะโต๊ะเบาๆแล้วกล่าวเสียงนิ่ง “เช่นนี้น่าเป็นห่วงพื้นที่นี้หน้ากว้างมาก หากไม่มีป้อมสังเกตการณ์จะกลายเป็นจุดบอดหากทัพซีเป่ยรู้ทัน กว่าทัพหลวงจะรู้ตัวก็อาจเสียพื้นที่เข้ามาแล้วกว่าครึ่ง”

    เล่าซือผิงที่นิ่งเงียบมาตลอดจึงกล่าวเสริม“แต่ถึงเช่นนั้นทัพซีเป่ย..ก็ต้องมีผู้นำทางที่ชำนาญพื้นที่ด้วยไม่ใช่หรือ?”

    หลัวไท่ข่ายพยักหน้าเบาๆ“พวกเรายังพบคุณชายหลิวได้เลยทัพซีเป่ยก็น่าจะมีเช่นกัน..หรืออาจจะพบแล้วก็ได้ถึงได้เงียบอยู่เช่นนี้ อาจกำลังวางหมากอยู่ก็เป็นได้”

    คำกล่าวนั้นทำเอาบรรยากาศในกระโจมตึงเครียดขึ้นเล็กน้อยเก่อเหยียนหรี่ตา หันกลับมาถามหลิวชิงเซียงอีกครั้ง “แล้วเจ้าไม่มีสหายอีกหรือ? แนะนำมาช่วยกองทัพเสียสิจะปล่อยให้เจ้าจับลมคนเดียวได้อย่างไร?”

    หลิวชิงเซียงนิ่งไปชั่วครู่ดวงตาหลุบต่ำ ก่อนจะค่อยๆ เหลือบไปมองบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งกลางเก้าอี้หรูหราที่สุดแววตาของโม่เหวินหานยังเฉยชา..แต่ลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นมีบางสิ่งที่นางเข้าใจดี

    นางจึงหันกลับมายังเก่อเหยียนอีกครั้ง“ก็มีอยู่..” นางตอบเสียงนิ่ง “แต่ขอให้ข้าได้สนทนาเรื่องวิธีการกับท่านแม่ทัพใหญ่ก่อนได้หรือไม่”

    ทุกคนในกระโจมหันไปมองโม่เหวินหานทันทีไม่นานเขาพยักหน้าเบาๆ ไม่มีใครคัดค้าน ไม่มีใครเอ่ยถามว่าควรหรือไม่ควรตลอดสิบห้าวันที่ผ่านมาทุกคนรู้ดีว่า ‘เจ้าหลิวน้อย’ คนนี้กับ ‘แม่ทัพใหญ่’ มีเรื่องต้องปรึกษากันเป็นประจำและคืนนี้ก็เป็นเพียงอีกค่ำคืนธรรมดาคืนหนึ่งเท่านั้น

    เมื่อทุกคนทยอยออกจากกระโจมการประชุมเหลือเพียงแสงไฟในโคมทองแดงที่วางไว้ตามมุมห้องลมที่ลอดเข้ามาผ่านผ้าระบายเบาบางยังคงพัดกระเพื่อม เสียงฝีเท้าค่อยๆ เงียบหายไปเหลือเพียงความนิ่งสงบระหว่างบุรุษหนึ่งสตรีหนึ่ง

    หลิวชิงเซียงที่ยืนมองแผนที่บนโต๊ะพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ให้ข้าเขียนจดหมายถึงคนในเผ่าซาเฟิงสักฉบับให้เจียงเจียนำไปส่งให้บิดาของข้า เขาน่าจะส่งคนมาช่วยได้อีกสองหรือสามคน” นางกล่าวจบก็หมุนกายไปที่โต๊ะอีกฝั่งซึ่งวางกระดาษหนาแท่งหมึกและพู่กันไว้ครบครันขณะเดียวกันก็ปลดผ้าคลุมไหล่พาดกับพนักเก้าอี้ เส้นผมบางส่วนหลุดจากผ้าถูกผม

    เสียงฝีเท้าตามมาจากด้านหลังเบาๆบุรุษผู้หนึ่งย่างเข้ามา เงาร่างนั้นสูงกว่านางหลายส่วนแขนยาวมือใหญ่เมื่อเอื้อมไปแตะแท่งหมึก ก็เริ่มช่วยฝนให้แท่งหมึกกระทบแท่นหิน“ให้คนอื่นไปเถอะ” เสียงทุ้มแผ่วดังขึ้นไม่เร่งรีบ “เจียงเจียต้องอยู่ดูแลความปลอดภัยให้เจ้า..เผ่าซาเฟิงอยู่ห่างออกไปตั้งหลายร้อยลี้ไม่ควรให้เขาห่างเจ้าไปไกลนัก” น้ำเสียงนั้นมีทั้งห่วงหาและเด็ดเดี่ยวกลมกลืนกันอย่างที่บุรุษผู้นี้จะมีให้กับนางเท่านั้น

    หลิวชิงเซียงพยักหน้าเบาๆรับคำ พู่กันในมือเริ่มแตะปลายกระดาษ กลิ่นหมึกยังชื้นสดเมื่อถูกรูปอักษรแรกลงไประหว่างขีดเส้นเสียงของนางดังขึ้นอีกครั้งอย่างหยอกเย้าไม่ได้จริงจังเช่นเมื่อครู่ “แต่ทุกวันนี้เจียงเจียคงอยากกลับไปติดตามท่านมากกว่า ไม่ให้เขากลับไปจะดีหรือ?” มือเรียวตวัดปลายพู่กันไม่หยุด “ตอนนี้ข้าอยู่ในกองทัพแล้วไม่ใช่กลางทะเลทรายโดดเดี่ยว มีทหารติดตามไม่เห็นมีอะไรน่าห่วง..”

    โม่เหวินหานกลับเอ่ยเสียงต่ำแผ่วพลางยกสายตาขึ้นสบร่างเล็กตรงหน้า“ไม่..ให้เขาติดตามเจ้าดีแล้วออกไปนอกกองทัพจะเรียกว่าปลอดภัยได้อย่างไร?”

    หลิวชิงเซียงเพียงอมยิ้มปลายนิ้ววางพู่กันลงหลังเขียนจดหมายเรียบร้อยแล้วขยับตัวถอยครึ่งก้าวเพื่อรอให้น้ำหมึกแห้งแต่ขณะที่นางขยับตัวแผ่นหลังกลับชนเข้ากับอกแกร่งที่มียามนี้ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังแล้วโดยที่ไม่รู้ตัวว่ามาตั้งเมื่อใด

    กลิ่นอ่อนของไม้สนชนิดหนึ่งจากอาภรณ์ขลิบเงินแตะจมูกกลิ่นที่คุ้นชินเสียนานจนกลายเป็นกลิ่นของความอุ่นใจแขนข้างหนึ่งของโม่เหวินหานวางลงบนไหล่บางก่อนอีกข้างจะโอบกระชับเอวคอดของนางไว้อย่างแนบแน่น

    “เราไม่ควรให้เจ้ามาร่วมทัพเลย” เสียงกระซิบนั้นเบาราวแสงตะวันบนผิวน้ำแต่กลับหนักแน่นดังโลหะทับใจ

    หลิวชิงเซียงมิได้ปฏิเสธอ้อมกอดเพียงเอียงศีรษะเล็กน้อยพิงซีกแก้มลงบนไหล่ของเขา “ถ้าไม่ทำเช่นนี้ แล้วจะทิ้งข้าไว้ที่เมืองหลวงหรือ?” นางเอ่ยเสียงเบาริมฝีปากแนบกับขอบคอเสื้อ

    โม่เหวินหานถอนหายใจช้าๆกลิ่นหอมบางเบาจากผมนางลอยแตะปลายจมูก “ทำแบบนั้นก็ไม่ได้แต่ให้เจ้าร่วมทัพเช่นนี้เจ้าก็มีอันตรายไปด้วย..ทุกครั้งที่เจ้าพาคนออกลาดตระเวนเราอดคิดไม่ได้..”น้ำเสียงของเขาอ่อนลง

    หลิวชิงเซียงขยับตัวออกจากอ้อมแขนเล็กน้อยหมุนกายมาเผชิญหน้ากับเขา นางมองตรงเข้าสู่ดวงตาของเขา ดวงตาสีเข้มที่มักซ่อนไว้ซึ่งความเงียบงันแต่เวลานี้กลับเต็มไปด้วยความห่วงหาอย่างมิอาจกลั้น “ที่นี่คือบ้านของข้า” นางยิ้มบาง “ไม่มีอะไรน่าห่วงสักนิด”

    โม่เหวินหานจ้องตอบดวงตากระเพื่อมวูบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นปลดผ้าคลุมที่บดบังใบหน้าส่วนล่างของนางออกเผยให้เห็นริมฝีปากบางและปลายคางกลมมนที่แดงระเรื่อจากลมหนาว “ถ้าเจ้าออกไปเพียงวิ่งเล่น..เราคงไม่หวั่นใจ” เขาเอ่ยเนิบช้าขณะสายตากวาดผ่านทั่วใบหน้าที่หลบเร้น “แต่เวลานี้มีทัพซีเป่ยอยู่ด้วยจะไม่คิดเช่นนั้นได้อย่างไร?”

    หลิวชิงเซียงยกมือขึ้นประคองใบหน้าของเขาไว้มือทั้งสองแตะเบาๆ ที่แก้มซึ่งถูกลมทะเลทรายกัดจนแห้งไปเล็กน้อย “ท่านคิดมากไปแล้ว..ป้อมสังเกตการณ์ใกล้จะเสร็จแล้วยิ่งถ้าได้คนจากเผ่าข้ามาอีกก็ไม่มีอะไรให้น่าห่วงอีก” ดวงตากลมโตของนางเปล่งแสงแน่วแน่ “อีกทั้งข้าก็จะกลายเป็นปลาเค็มตัวหนึ่งอยู่แต่ในค่ายนี่แหละ..ดีหรือไม่?”

    คำพูดที่แฝงความหยอกล้อเล็กน้อยทำให้มุมปากของโม่เหวินหานยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เขามิได้ตอบในทันที แต่โน้มกายลงช้าๆ จุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากของนางจากนั้นจึงผินไปแตะหางตา ปลายจมูก และริมฝีปากอย่างละเมียดละไมสัมผัสนั้นไม่เร่งเร้า ไม่ร้อนแรง หากแต่ชัดเจนในทุกแรงอารมณ์

    เมื่อถอนริมฝีปากกลับมาเขากระซิบเสียงเบา “อืม..ถ้าเจ้าว่าเช่นนั้น”

    ให้หลังจากคืนที่หลิวชิงเซียงเขียนจดหมายถึงเผ่าซาเฟิงก็ผ่านพ้นไปอีกสามวัน ค่ายบัญชาการของกองทัพจินหยางยังคงเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ป้อมสังเกตการณ์ที่ทอดตัวเป็นแนวอยู่กลางทะเลทรายขณะนี้แล้วเสร็จไปถึงแปดส่วนเหลือเพียงพื้นที่แปรปรวนที่ลมแรงผันผวนอย่างคาดเดาไม่ได้เท่านั้นที่ยังรอการสำรวจอย่างระมัดระวัง

    ช่วงสายของวันนั้นลมจากด้านตะวันตกพัดแรงจนฝุ่นทรายลอยฟุ้งเหนือผืนดิน เงาของเสาธงใหญ่ที่ปักอยู่หน้าค่ายสะบัดเป็นคลื่นฝ่ายบัญชาการกลางยังคงขยับเรียงรายอย่างไม่หยุดยั้ง

    หลิวชิงเซียงซึ่งเพิ่งตรวจแผนที่เงาลมเสร็จกำลังจัดแจงชุดขี่ม้าให้พร้อมสำหรับออกตรวจกับหน่วยลาดตระเวนเช่นทุกวันนางสวมผ้าคลุมขนหนาสีทรายอ่อน ใต้เสื้อคลุมเป็นเสื้อรัดตัวและกางเกงขี่ม้าสีดำสนิทรัดแนบร่างให้ทะมัดทะแมง

    เสียงฝีเท้าทหารและเสียงม้าเคลื่อนพลเป็นระยะเมื่อเคลื่อนหน่วยลาดตระเวนออกจากแนวกองทัพ ก็มาบรรจบกับแม่ทัพเหนือเก่อเหยียนที่ปรึกษาหลัวไท่ข่ายและแม่ทัพใหญ่อย่างโม่เหวินหานที่เพิ่งเดินตรวจทัพมาตามแนวเสาค่าย

    เมื่อทั้งสองขบวนประจันกันตรงมุมเสาธงใหญ่หน่วยลาดตระเวนก็หยุดลงพร้อมค้อมศีรษะทำความเคารพหลิวชิงเซียงที่อยู่แถวหน้าเอียงตัวคารวะ โม่เหวินหานทอดสายตาไปยังนางชั่วครู่ดวงตาสีดำเข้มไม่ได้เอ่ยคำ แต่ในแววตามีบางสิ่งที่อ่อนลงอย่างมองเห็นได้แล้วจึงหันไปถามเก่อเหยียนที่ยืนอยู่ข้างกาย “ท่านว่ากองซ้ายในสามวันมานี้ผลฝึกซ้อมรุดหน้าไปมากใช่หรือไม่?”

    เก่อเหยียนก้าวออกมาตอบเสียงแน่วแน่“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตรวจดูเอง ท่าทางรูปแบบทัพ และความรวดเร็วดีขึ้นมาก ไม่ผิดแน่พ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานพยักหน้าเบาๆ“เช่นนั้นก็ให้กองซ้ายและนายกองเล่าซือผิงติดตามหน่วยลาดตระเวนออกพื้นที่ไปเสียหน่อยเถอะ”

    เก่อเหยียนยิ้มขึ้นทันทีเขาเองก็อยากเห็นผลฝึกในสภาพจริงเช่นกัน “ได้เลยพ่ะย่ะค่ะจะได้ลองฝีมือจริงเสียที”

    หลิวชิงเซียงที่ยังคงนั่งอยู่บนหลังม้าเหลือบสายตามองโม่เหวินหานครู่หนึ่งไม่มีคำพูดแลกเปลี่ยนใด หากแต่มุมปากทั้งสองฝ่ายกลับขยับคล้ายจะสื่อสารกันเงียบๆ

    แล้วขบวนเคลื่อนพลจึงเริ่มออกเดินกองซ้ายของเล่าซือผิงกับพลทหารเดินทางตามหน่วยลาดตระเวนไปตามแนวเนินทรายอย่างคล่องแคล่วหน่วยลาดตระเวนที่ได้รับแผนที่เงาลมจากหลิวชิงเซียงจึงกระจายตัวออกเป็นสามกลุ่มครอบคลุมแนวทะเลทรายตะวันตกเฉียงเหนือ

    หลิวชิงเซียงนำกลุ่มหลักเปิดแนวทางไปยังตำแหน่งป้อมใหม่ที่คาดว่าจะตั้งป้อมได้จากนั้นหันไปกล่าวกับเล่าซือผิง “ตรงเนินทรายโน้นหากขึ้นไปจะเห็นแนวที่ยังไม่ได้ตรวจของพื้นที่แปรปรวน ท่านอยากลองหรือไม่?”

    เล่าซือผิงพยักหน้าแต่ก็ยังมีสีหน้าใคร่ครวญ “ถ้าเข้าไปในแนวแปรปรวนตอนนี้จะได้หรือ?”

    หลิวชิงเซียงหยุดม้าริมสันทรายแล้วหรี่ตาลงเพ่งมองลมที่ปะทะใบหน้านางยื่นมือออกสัมผัสการสั่นสะเทือนของเม็ดทราย และสูดกลิ่นในอากาศ “ได้” นางตอบในที่สุด “เวลานี้ลมแปรปรวนต่ำ แต่อย่าให้นานเกินสามชั่วยามถ้าเลยกว่านั้นจะเริ่มอันตราย”

    เล่าซือผิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ“เช่นนั้นก่อนกลับค่ายพวกเราขอสำรวจกันสักหน่อยก็ดี”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้าช้าๆก่อนควักแผนที่เงาลมที่เพิ่งเขียนในเช้าวันนี้ขึ้นมาดูหน่วยลาดตระเวนแยกย้ายหมดแล้ว และไม่มีป้อมไหนต้องเสริมกำลัง นางจึงกล่าว “ลองดูสักชั่วยามแล้วค่อยกลับค่าย”

    ทั้งสองขบวนรวมพลแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่แนวทะเลทรายแปรปรวน พายุทรายหมุนวนตัดผ่านแนวขอบทรายเป็นระยะราวกับมีมือของใครบางคนปัดฝุ่นอยู่กลางอากาศหลิวชิงเซียงที่ควบม้านำหน้าพาแถวพลทหารเบี่ยงหลบแนวพายุได้ทุกลูก

    เล่าซือผิงที่ติดตามอยู่ด้านข้างอดทึ่งไม่ได้ในความแม่นยำของคนผู้นี้ไม่ได้“เจ้าหลิว..เจ้ามิใช่แค่จับลมเป็น แต่เหมือนจะควมคุมทะเลทรายได้เลยทีเดียว”

    หลิวชิงเซียงเพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อยขณะที่กำลังทอดสายตาไปด้านหน้าจู่ๆ โบกมือให้แถวหลังหยุดลง “หยุด!” เสียงนางดังขึ้น

    ทหารทั้งแถวชะงักโดยพร้อมเพรียงเล่าซือผิงสั่งม้าเข้ามาใกล้ “เกิดอะไรหรือ?”

    หลิวชิงเซียงหรี่ตาเพ่งไปยังสุดสายตาทิศตะวันตกแม้คนทั่วไปจะเห็นเพียงเม็ดทรายสีน้ำตาลทองละลานตาหากแต่นางที่เติบโตจากผืนดินเช่นนี้ มองทะลุปรากฏการณ์นั้นไปได้ นางเบิกตาเล็กน้อยก่อนขมวดคิ้วแน่น “ที่ขอบผืนทะเลมีบางอย่างผิดปกติ”

    นางค่อยๆขยับม้าขึ้นเนินทราย แล้วมองไปยังจุดลับสายตา ที่ปลายเนิน..เงาทัพหนึ่งเคลื่อนไหวช้าๆเป็นแนวตัดกับสีทราย เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ทัพของจินหยางดวงตาหลิวชิงเซียงเป็นประกายคมกริบหมุนม้าในจังหวะเดียว

    “ส่งคนกลับไปรายงานที่ค่ายทันทีบอกแม่ทัพใหญ่ว่าซีเป่ยนำทัพเข้ามาทางพื้นที่แปรปรวนแล้ว! ให้ส่งทัพมารอที่แนวนอก..ทันที!” นางหันไปสั่งเล่าซือผิงอีกครั้งด้วยเสียงดุดัน“ส่วนพวกเราไปต้านก่อนที่พวกมันจะออกไปจากเขตแปรปรวน”

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน