“ทุกท่านเองก็ลองไปปรึกษากันหลังการคัดเลือกเสร็จพวกเราค่อยมาคุยกันอีกรอบหนึ่งเพื่อหาข้อสรุปตอนนี้พวกเรายังคงทำอะไรไม่ได้มีเพียงแต่ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น ส่วนเรื่องการคัดเลือกก็เพิ่มจำนวนจากสิบคนเป็นโลกละยี่สิบคนพวกท่านจะว่ายังไง”ราชันย์ฟางหรงพลันเอ่ยถามขึ้นมา
“ข้าคิดว่าพวกเราคัดเลือกตามปกติเหมือนเดิมไปก่อน ส่วนคนที่จะเพิ่มอย่าพึ่งกำหนดอะไรในตอนนี้รอหลังจากที่พวกเราหารือกันเสร็จค่อยเพิ่มคนทีหลังก็ไม่เสียหาย ส่วนเรื่องการฝึกซ้อมนั้นพวกเราอาจจะต้องเลื่อนไปก่อนหลังจากสรุปและได้ข้อตกลงที่ชัดเจนพวกเราค่อยพูดถึงเรื่องนี้อีกที”
“ข้าเองก็เห็นด้วยกับเฟิ่งหยูหากพวกเราเร่งคัดคนเพิ่มในตอนนี้หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนขึ้นมา พวกเราจะเสียเวลาตอนนี้ให้คัดเลือกตัวแทนแต่โลกตามเดิมไปก่อน ส่วนเรื่องอื่น ๆพวกเรามาปรึกษากันในอาทิตย์หน้าหลังจากจบสิ้นการคัดเลือกก็ยังไม่สาย”
“พวกท่านละมีความเห็นว่ายังไง กันบ้าง?”
“พวกเราเองก็คิดเช่นเดียวกับเฟิ่งหยู ตอนนี้คัดเลือกให้การคัดเลือกเสร็จสิ้นไปก่อนหากพวกเราจะเพิ่มจำนวนคนทีหลังก็สามารถทำได้แต่หากพวกเราเพิ่มคนไปในตอนนี้พวกเราอาจจะเสียทรัพยากรโดยใช่เหตุไปก็ได้”
“เช่นนั้นหลังจากการคัดเลือกของแต่ละโลกเสร็จสิ้นพวกเรามาคุยกันต่อในอาทิตย์หน้า และขอให้ทุกคนช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ยข้าคิดว่าพวกท่านคงจะมีความคิดดี ๆ ที่เป็นทางออกให้กับเรื่องนี้ได้”องค์ราชันย์ฟางหรงพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อย
หลังจากพูดคุยกันเสร็จสิ้นทุกคนต่างพากันแยกย้ายกลับไปยังโลกของตนเองเมื่อเฟิ่งหยูเดินทางกลับมาถึงโลกที่แปดเขากลับเข้าห้องของตนเองทันที และเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาเข้าไปหาผู้อาวุโสอู่หวังฉี
“ท่านผู้อาวุโส การฟื้นฟูดวงดาวต้องทำยังไงบ้าง”
“หืม อยู่ดี ๆ ทำไมเจ้าถึงได้มาถามเรื่องนี้กับข้าได้หละนี่มีเรื่องอะไรเช่นนั้นหรือ ลองเล่าให้ข้าฟังก่อน เผื่อบางทีข้าอาจจะช่วยเหลือเจ้าได้”
“จักรวาลอื่นจะจัดแข่งขันการฟื้นฟูดวงดาวที่หมดสภาพไปแล้ว โดยให้รุ่นเยาว์ของแต่ละจักรวาลแข่งขันกันฟื้นฟูโดยให้เวลาในการฟื้นฟูสามปี จักรวาลใดฟื้นฟูได้มากที่สุดถือว่าเป็นผู้ชนะการแข่งขัน เมื่อพื้นฟูเสร็จ ก็เอาดวงดาวที่ฟื้นฟูนั้นมาประมูลรางวัลผู้ชนะจะได้ส่วนแบ่งสี่ส่วนลำดับสองสามส่วน และลำดับสามสองส่วน ที่เหลือหนึ่งส่วนจะลดลงไปตามลำดับการแข่งขัน”
“ก็เหมาะสมดีแล้ว... เจ้าคงหวังให้จักรวาลของเจ้าได้ลำดับที่หนึ่งสินะถึงได้วิ่งมาถามข้า”
“จริงอยู่ แต่ว่าพวกเราไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะประมูลแข่งกับจักรวาลอื่นเพื่อให้ได้ดวงดาวนั้นมาเป็นของพวกเรานะสิอีกอย่างท่านคิดว่าการฟื้นฟูดวงดาวแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายมากแค่ไหนหากพวกเราไม่ชนะกำลังทรัพย์ที่พวกเราต้องจ่ายไปเพื่อฟื้นฟูดวงดาวนั้นไม่เท่ากับเสียเปล่าหรอกหรือ”
“ก็จริงอย่างที่เจ้าว่าหากคิดจากส่วนแบ่งที่ยังไม่รู้ว่าดาวดวงนั้นจะประมูลได้ในราคาเท่าไหร่ก็คงเป็นแบบนั้นจริง ๆ หากพวกเขากำหนดราคาขั้นต่ำของดวงดาวดวงนั้นมาพวกเราก็พอที่จะคำนวณค่าใช้จ่ายที่พอจะคุ้มทุนได้อยู่บ้าง”
“เฮ้อ ถ้าดาวดวงนั้นมีพลังชีวิตอยู่สักสี่ส่วนก็คงจะดีจะได้ดึงพลังชีวิตของดาวดวงนั้นมาเติมเต็มให้กับเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เจดีย์ฟ้าสวรรค์ก็คงจะสมบูรณ์ทันทีหากจะไปหาดวงดาวที่มีพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยมมาเปิดชั้นสุดท้ายของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ก็คงเป็นไปได้ยาก”
“ท่านหมายความยังไงท่านผู้อาวุโส เจดีย์ฟ้าสวรรค์ต้องการพลังชีวิตของดวงดาวเปิดใช้งานชั้นสุดท้ายของเจดีย์ฟ้าสวรรค์เช่นนั้นหรือแล้วทำไมต้องใช้ดวงดาวที่ใกล้จะดับสูญด้วยทำไมไม่ใช้ดวงดาวที่มีพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยหละ”
“เจ้าลองคิดดู หากเจ้าดึงพลังชีวิตของดวงดาวออกมาสี่ส่วน ดาวดวงนั้นจะเป็นยังไง หากดาวที่มีพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยมเมื่อถูกดึงพลังชีวิตไปสี่ส่วนพลังต้นกำเนิด พลังฟ้าดิน พลังชีวิตทุกอย่างจะต้องลดลงไปสี่ส่วนในทันทีเจ้าจะยอมให้ดาวดวงที่มีสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเป็นแบบนั้นหรือไง”
“แต่หากเจ้าใช้พลังชีวิตของดวงดาวที่ใกล้จะดับสูญ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องห่วงว่าดาวดวงนั้นจะเป็นยังไงเพราะคงไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ อาศัยอยู่ได้แล้วเมื่อพลังชีวิตของดวงดาวต่ำกว่าห้าส่วน”
“เช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้วท่านผู้อาวุโส”
“แล้วหากพวกเราดึงพลังชีวิตของมาเปิดเจดีย์ฟ้าสวรรค์ชั้นสุดท้ายให้เจดีย์ฟ้าสวรรค์สมบูรณ์ดาวดวงนั้นจะอยู่ได้อีกนานหรือไม่ท่านผู้อาวุโส”
“หากพลังชีวิตของดาวดวงนั้นเหลือสองส่วน ส่วนมากดาวดวงนั้นจะอยู่ได้ราวๆ หนึ่งร้อยปี แต่หากเหลือเพียงหนึ่งส่วนก็น่าจะอยู่ได้ราว ๆ ห้าสิบปีหากต่ำกว่าหนึ่งส่วนก็คงไม่ถึงสามสิบปี ดาวดวงนั้นก็ต้องสลายไปเอง”
“ส่วนเรื่องการฟื้นฟูดวงดาว ส่วนมากจะเป็นดวงดาวที่มีพลังชีวิตต่ำกว่าห้าส่วนนั้นต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากอย่างที่เจ้าคาดไว้จริงๆ หากฟื้นฟูได้สำเร็จก็ถือว่าคุ้มค่ากับทรัพยากรที่เสียไปแต่หากไม่สำเร็จก็นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน”
“หากเจ้าจะฟื้นฟูดวงดาวก็มีอยู่วิธีหนึ่ง นั่นก็คือใช้เจดีย์ฟ้าสวรรค์ในการฟื้นฟูหากเป็นดวงดาวสักดวกก็คงใช้เวลาสักสิบปี ดาวดวงนั้นก็จะฟื้นฟูได้ทั้งหมดแต่หากมีระยะเวลาแค่สามปี ก็คงฟื้นฟูได้เฉพาะบางส่วนเท่านั้น”
“ส่วนทรัพยากรที่ต้องใช้นั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องเสียเพราะเจดีย์ฟ้าสวรรค์ในตอนนี้มีพลังชีวิตของโลกใบเล็กและพลังของเจดีย์ฟ้าสวรรค์หลอมรวมกันอยู่แล้วหากค่อยๆ ฟื้นฟูดวงดาวก็คงใช้พลังของโลกใบเล็กเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นไม่มีผลกระทบใด ๆ ”
“ท่านผู้อาวุโส หากใช้เจดีย์ฟ้าสวรรค์ในการฟื้นฟู และหลอมรวมพลังชีวิตดาวดวงนั้นไปพร้อมๆ กันทำได้หรือไม่?”
“ทำนะทำได้ แต่อย่างที่เจ้ารู้นั่นแหละ พลังชีวิตของดาวดวงนั้นจะเหลือไม่มากดาวดวงนั้นจะอยู่ได้อีกไม่นาน ในส่วนที่ฟื้นฟู ก็ยังสามารถฟื้นฟูได้ปกติ สิ่งมีชีวิตต่างๆ พลังฟ้าดิน พลังต้นกำเนิดในส่วนนั้นจะไม่ถูกดึงไป จะเหมือนกับโลกที่สมบูรณ์ทุกอย่างเพียงแต่มันจะต้องสลายไปพร้อมๆกับดาวดวงนั้น เมื่อดาวดวงนั้นไม่เหลือพลังชีวิต”
“เช่นนั้นข้าพอจะรู้แล้วว่าจะทำยังไง ให้พวกเราชนะการแข่งขัน และจักรวาลอื่นที่วางแผนชั่วนี้เอาไว้จะต้องได้รับบทเรียนที่สาสมโดยเฉพาะจักรวาลที่หนึ่ง”
“เจ้าคงไม่คิดที่จะ........”
“ใช่แล้วท่านผู้อาวุโส ข้าคิดจะฟื้นฟู พร้อมกับหลอมรวมพลังชีวิตดาวดวงนั้นเพื่อให้เจดีย์ฟ้าสวรรค์สมบูรณ์”
“อีกอย่างเจ้าจะต้องใช้คนที่มีพลังยุทธ์อย่างต่ำระดับเซียนมาเป็นตัวกลางในการหลอมรวมพลังชีวิตของดวงดาวให้เข้ามายังเจดีย์ฟ้าสวรรค์แห่งนี้”
“แล้วพวกเขาจะเป็นยังไงบ้าง จะมีผลกระทบอะไรกับพวกเขาไหมท่านผู้อาวุโส”
“พวกเขาไม่เป็นไรหรอก ยิ่งดีกับตัวของพวกเขาด้วยซ้ำไป เพราะพลังชีวิตของดวงดาวและพลังของเจดีย์ฟ้าสวรรค์จะช่วยให้พลังยุทธ์ของพวกเขาก้าวหน้าด้วยซ้ำไปแต่ข้าเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาจะก้าวหน้าได้มากน้อยขนาดไหน”
“จำนวนคนที่ต้องใช้เป็นสื่อกลางในครั้งนี้มากไหมท่านผู้อาวุโส”
“หากเป็นระดับเซียนก็น่าจะอยู่ราว ๆ สักห้าร้อยคน แต่หากเป็นระดับที่สูงกว่านั้นก็คงราวๆ สักสามร้อยคนได้ ยิ่งพลังยุทธ์สูงเท่าไหร่จำนวนคนก็จะน้อยไปด้วยแต่หากเจ้าต้องการให้มันรวดเร็วเจ้าก็ใช้จำนวนสักสองพันคนก็น่าจะสามารถล่นระยะเวลาได้มากเลยทีเดียว”
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะจัดการให้ท่านเองท่านผู้อาวุโส”
“หากเจ้าตัดสินใจเช่นนั้น ข้าเองก็จะเตรียมในส่วนอื่นๆไว้รอเจ้าก็แล้วกัน”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ชี้แนะ”
เฟิ่งหยูฝึกฝนอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์จนถึงตอนสายของอีกวันซึ่งเป็นวันคัดเลือกผู้เยาว์รอบสุดท้ายของโลกที่แปดซึ่งดำเนินการแข่งขันแบบพบกันหมดซึ่งเริ่มแข่งขันตั้งแต่เมื่อวานที่เฟิ่งหยูไปหารือกับเหล่าเจ้าโลก วันนี้จึงเป็นวันที่สองแล้วสำหรับการแข่งขันรอบสุดท้ายนี้ เขาออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์และตรงไปยังสนามแข่งขันเมื่อเฟิ่งหยูมาถึงสนามแข่งขันเขาพบว่าการแข่งขันได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว
“เป็นยังไงบ้างท่านแม่ทัพใหญ่รุ่นเยาว์ของโลกที่แปดมีใครพอที่จะเข้าตาท่านบ้างไหม”
“ก็พอมีบ้างขอรับตอนนี้เหลืออีกเพียงสองคู่ก็จะเสร็จสิ้นการแข่งขันแล้ว สองคู่นี่นับว่าเป็นคู่สำคัญเพราะคะแนนของทั้งคู่นั้นใกล้เคียงกันมากขอรับ”
“ตอนนี้คะแนนของพวกเขาเป็นยังไงบ้างท่านแม่ทัพใหญ่”
แม่ทัพใหญ่ยื่นม้วนกระดาษที่จดบันทึกผลการแข่งขันเอาไว้ให้เฟิ่งหยู
ต้าหลี่ จากอาณาจักรที่หนึ่ง แข่งขันเก้าครั้ง ชนะสองครั้ง แพ้เจ็ดครั้ง
ยู่จินเฟิง จากอาณาจักรที่สอง แข่งขันเก้าครั้ง ชนะสี่ครั้ง แพ้ห้าครั้ง
ชูหม่า จากอาณาจักรที่เก้า แข่งขันเก้าครั้ง ชนะสองครั้ง แพ้เจ็ดครั้ง
ชุนเจ๋อ จากอาณาจักรที่ห้า แข่งขันเก้าครั้ง ชนะสี่ครั้ง แพ้ห้าครั้ง
หลี่หมิง จากอาณาจักรที่เจ็ดแข่งขันเก้าครั้ง ชนะสองครั้ง แพ้เจ็ดครั้ง
ลู่หมิงเอ๋อ จากอาณาจักรที่สาม แข่งขันแปดครั้ง ชนะหกครั้ง แพ้สองครั้ง
หลิงซูเว่ย จากอาณาจักรที่หนึ่ง แข่งขันแปดครั้ง ชนะห้าครั้ง แพ้สามครั้ง
กู่หวังเฉียงจากอาณาจักรที่สี่ แข่งขันแปดครั้ง ชนะหกครั้ง แพ้สองครั้ง
หรงจื่อจากอาณาจักรที่แปด แข่งขันแปดครั้ง ชนะห้าครั้ง แพ้สามครั้ง
ส่วนคู่ต่อไปเป็นการพบกันระหว่างหลิงซูเว่ย จากอาณาจักรที่หนึ่ง และหรงจื่อจากอาณาจักรที่แปด
หรงจื่อเป็นฝ่ายที่เข้าโจมตีหลิงซูเว่ยด้วยพลังเปลวเพลิงหลิงซูเว่ยป้องกันด้วยกำแพงดิน หลงจื่อหลอมรวมพลังปราณและพลังธาตุไฟของเขาชักนำไปยังหมัดทั้งสองข้าง
“หมัดเพลิงพิฆาต”
ปราณหมัดห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงอัดกระแทกเข้าสู่กำแพงของหลิงซูเว่ยอย่างต่อเนื่องกำแพงดินเริ่มแตกกระจายไปทั่วเพียงไม่นานพายุหมัดของหรงจื่อก็กระแทกเข้าท้องของหลิงซูเว่ยอย่างจังเขากระเด็นไปด้านหลังทันที
หลิงซูเว่ยตั้งหลักได้พลันหลอมรวมเข้ากับพื้นดินกลายเป็นหุ่นดินขนาดยักษ์ เขาปลดปล่อยพลังธาตุดินหลอมรวมเข้าสู่ฝ่าเท้าพร้อมกับกระแทกลงพื้นอย่างแรง