เมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้

    บทที่ 91 เผชิญหน้าอีกครั้ง



    ก่อนที่เอกจะออกเดินทางจากสระบุรี ชายหนุ่มวิศวกรยืนมองดูเงาสะท้อนของตนเองในบานกระจกเงาอีกครั้ง ชายหนุ่มเปิดน้ำล้างหน้าจากก๊อกน้ำและลูบเคราจางๆ ชายหนุ่มจ้องมองครีมโกนหนวดและมีดโกนราคาแพง ชายหนุ่มพลันหวนรำลึกถึงตอนที่พ่อชาญโกนหนวดสมัยก่อน พ่อชาญมักจะใช้เพียงใบมีดโกนสองคมราคาไม่กี่บาทชุบน้ำเปล่าลูบโกนสดๆ โดยปราศจากครีมโกนหนวดหรือฟองสบู่ใดๆ มักทิ้งรอยแผลบาดเลือดซึมดวงเล็กๆ ตามแนวขากรรไกรของพ่อเสมอ เพราะพ่อรีบร้อนเดินทางไปไซต์งานก่อสร้างตึกเพื่อลงแรงงานแต่เช้าตรู่ เอกตระหนักดีว่าตนเองมองข้ามคุณค่าความสะดวกสบายที่พ่อสู้ทนสร้างให้อย่างขลาดเขลา ชายหนุ่มจัดเก็บกระเป๋าเดินทางทีละชิ้นอย่างประณีต ชายหนุ่มหันไปสบตากับเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์เครื่องเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เครื่องคิดเลขเครื่องนี้เป็นเครื่องคิดเลขเครื่องแรกที่พ่อชาญซื้อให้เขาตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พ่อชาญต้องทำงานล่วงเวลาแบกอิฐแบกปูนเพิ่มอีกสามวันเต็มเพื่อเก็บเงินซื้อเครื่องคิดเลขเครื่องนี้มามอบให้ลูกชาย เอกประคองหยิบเครื่องคิดเลขเก่าวางใส่ในกระเป๋าเดินทาง มันคืออนุสรณ์เตือนใจถึงความกตัญญูและการเสียสละอันใหญ่หลวงของบิดากรรมกร ยามชายหนุ่มสตาร์ทรถเก๋งขับออกจากจังหวัดสระบุรี ชายหนุ่มเลือกที่จะปิดเครื่องเสียงและวิทยุในรถยนต์ ชายหนุ่มปรารถนาที่จะสดับฟังเสียงลมภายนอก ฟังเสียงกลไกเครื่องยนต์ที่หมุนขับเคลื่อน และฟังเสียงสะท้อนคำนึงความจริงใจในมโนธรรมตนเอง ชายหนุ่มขับรถเก๋งคู่อกแล่นล่องลงตามทางหลวงพหลโยธิน ผ่านย่านโรงงานปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่และแนวเทือกเขาหินปูนสีขาวกระดำกระด่างที่ขุดระเบิดคัดเกลาในเขตจังหวัดสระบุรี ภาพภูเขาหินปูนแตกร้าวสีเทาเหล่านั้นชวนให้เอกนึกถึงแผ่นหลังที่หักโค้งค่อมเกร็งของพ่อชาญยามแบกภาระหนัก เอกจดจำความทรงจำสมัยยังเป็นเด็กชายตัวน้อยได้ดี ยามที่พ่อชาญจูงมือพาเขาเดินเข้าร้านค้าวัสดุก่อสร้าง พ่อชี้มือหนาสากอธิบายเครื่องมือช่างชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ให้เอกฟัง: "เอกเอ๋ย... นี่เรียกว่าเกรียงเหล็กนะลูก เอาไว้สำหรับฉาบเกลี่ยปูนก่อปูนให้เรียบเนียน เวลาลูกฉาบปูนลูกต้องมือเบาและอ่อนโยนกับมัน ค่อยๆ เกลี่ยลูบไปทีละน้อย มิเช่นนั้นเนื้อปูนมันจะร้าวลอกเป็นรอยตำหนิ..." เอกลืมเลือนบทเรียนการฉาบเคลือบอารมณ์อันอ่อนโยนเหล่านั้นไปเสียสิ้นยามเติบโต ชายหนุ่มกลายเป็นวิศวกรโยธาผู้คอยจ้องมองตรวจแปลนบนแผ่นแท็บเล็ตและหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างแห้งแล้ง ชายหนุ่มขับรถเก๋งผ่านด่านเก็บเงินประชดทางด่วน วงแหวนกาญจนาภิเษกมุ่งสู่ทิศใต้กลับสู่รังสิตปทุมธานี


    แสงอาทิตย์อัสดงยามเย็นทอดแสงสีแดงส้มระเรื่อราวดั่งเพลิงเผาไหม้เหนือแนวทิวตึกรามบ้านช่องและสายเสาไฟฟ้าสลัวชานเมืองกรุงเทพมหานคร ย่านรังสิต-ปทุมธานีในเวลานี้คลาคล่ำไปด้วยฝุ่นละอองควันไอเสียรถยนต์และรถบรรทุกที่สัญจรไปมาขวักไขว่ เอกประคองรถยนต์เก๋งส่วนตัวสีบรอนซ์ทองคู่ใจแล่นช้าๆ เข้ามาตามเส้นทางถนนวิภาวดีรังสิต การจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนติดขัดอย่างหนัก แสงไฟหน้าจากขบวนรถยนต์สะท้อนบนพื้นผิวถนนลาดยางเปียกชื้น ชายหนุ่มวิศวกรจ้องมองดูวิถีชีวิตผู้คนริมทางหลวง ชายคนงานกรรมกร คนงานก่อสร้าง และพนักงานออฟฟิศที่กำลังเดินทางกลับบ้านเดี่ยวของพวกเขาด้วยดวงจิตที่ครุ่นคิด ชายหนุ่มรู้สึกถึงความเงียบเหงาอ้างว้างตึกใจ ชายหนุ่มเลี้ยวรถเก๋งเข้าสู่ไซต์งานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยแผงสังกะสีทาสีเขียวลอกล่อน เอกดับเครื่องยนต์เก๋งคู่ใจมาจอดแอบอยู่ใต้แนวต้นไม้ใหญ่ริมทางระบายน้ำหน้าไซต์งานก่อสร้าง ชายหนุ่มวิศวกรดับเครื่องยนต์ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่าผ่านริมฝีปาก ชายหนุ่มจ้องมองฝ่ากระจกหน้ารถไปยังเขตพื้นที่ก่อสร้างอาคารพานิชย์หลังใหม่ที่บัดนี้เสียงเครื่องยนต์รถตักดินและเครื่องผสมคอนกรีตกำลังทยอยดับเครื่องลงทีละเครื่อง บรรดาคนงานกรรมกรต่างทยอยพยุงร่างอิดโรยเปื้อนฝุ่นปูนแดงเดินไปตักน้ำชำระล้างล้างมือล้างเท้าส่งเสียงคุยสลัว


    เอกก้าวเท้าลงมาจากรถยนต์เก๋งคันงาม ร่างของวิศวกรหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีเข้มตัวสะอาดสะอ้านและกางเกงสแล็กดูแตกต่างจากสภาพแวดล้อมฝุ่นโคลนรอบกายอย่างเด่นชัด ชายหนุ่มก้าวเดินช้าๆ เหยียบผ่านพื้นดินลูกรังชื้นแฉะปนทรายแม่น้ำหยาบและเศษลวดเหล็กเสริมแรง ทางเดินเฉอะแฉะไปด้วยรอยล้อรถบรรทุกปูนซิเมนต์และคราบโคลนเปียก อากาศในบริเวณส่งกลิ่นไอดิน กลิ่นทรายละเอียดชื้น และกลิ่นไอก๊าซไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซล ชายหนุ่มวิศวกรเงยหน้ามองดูแนวโครงข่ายนั่งร้านเหล็กโยงระยางด้านบน ท่อเหล็กและแผ่นกระดานไม้แบบขัดแตะผูกเชือกลวดอย่างหยาบๆ ทว่าค้ำยันโครงอาคารใหญ่อยู่ได้ มันชวนให้เอกตระหนักย้อนมองแบบสร้างครอบครัวของตนที่ดูสวยงามแต่ขาดแคลนเสาเข็มสายใยรักค้ำจุน เอกสังเกตเห็นกลุ่มคนงานบางกลุ่มที่จัดเตรียมเดินทางกลับแคมป์เหลียวหันหน้ามาสบตาพูดคุยกระซิบกระซาบเบาๆ พวกเขาสัมผัสได้ว่าเอกเป็นวิศวกรหนุ่มผู้มีอันจะกินจากเสื้อเชิ้ตสะอาดสะอ้านทว่าไม่ทราบเจตนาการเยือนไซด์งาน เอกหาได้สนใจเสียงแว่วเหล่านั้นไม่ ชายหนุ่มเพ่งความสนใจแน่วแน่ไปยังบิดาชราและสะใภ้อดีตเมียรักที่ยืนตระหง่านอยู่ ณ กลางดงปูนดินเฉอะแฉะข้างหน้า ชายหนุ่มก้าวเดินช้าๆ ลัดเลาะผ่านซอกแนวไม้แบบคอนกรีตและคานเหล็กค้ำยัน หัวใจของเอกเต้นโครมครามหน่วงหนักประหนึ่งแรงดันเสาเข็มที่ตอกจมดิ่งลงสู่เนื้อดิน ชายหนุ่มลอบระงับความประหม่าและความกังวลใจก้าวเดินผ่านซอกแนวไม้แบบคอนกรีตและคานเหล็กค้ำยันด้วยความมุ่งมั่นล้างมลทินสมานรักตระกูล


    ที่ริมขอบชานปูนชั้นล่าง เอกหยุดยืนซุ่มดูอยู่ใต้เงาของแนวโครงสร้างตึกค้ำยันห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตร ชายหนุ่มทอดสายตามองดูพ่อชาญบิดาชราวัยห้าสิบสองปีที่สวมเสื้อกล้ามสีขาวตราห่านคู่เก่าที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบปูนขาวปืนเป็นหย่อมๆ พ่อชาญกำลังก้มหลังคดค่อมล้างทำความสะอาดเครื่องมือเกรียงเหล็กขัดมันใบพัดในถังพลาสติกสังกะสีที่มีน้ำขุ่นเทา พ่อไอโขลกๆ เสียงแหบแห้งคล้ายกล้ามเนื้อคอปอดอักเสบฝุ่นปูนกัดคอ ฝุ่นละอองปูนแดงฟุ้งกระจายเกาะหนาตามเส้นผมและไรเคราของพ่อชราจนกลายเป็นสีเทาหม่น ใกล้ๆ กันนั้น แก้มอดีตภรรยาคนงามสวมเสื้อคลุมยีนส์ขาดปะเนื้อหยาบและกางเกงขายาวเปื้อนโคลน แก้มกำลังใช้ไม้กวาดทางมะพร้าวด้ามยาวคอยปัดกวาดกวาดล้างเศษเศษฝุ่นปูนและทรายละเอียดออกจากพื้นปูนซีเมนต์เทใหม่ หล่อนดูผอมบางใบหน้าสวยมอมแมมไปด้วยผงเขม่าถ่านและคราบเหงื่อ สองเท้าของสะใภ้รักสวมเพียงรองเท้าบูทยางราคาถูกสีดำ ชายหนุ่มวิศวกรทอดสายตามองคนทั้งสองแล้วรู้สึกปวดร้าวสะเทือนใจลึกซึ้ง พ่อและเมียรักของเขาดูเล็กกระเปี๊ยกและเปราะบางเหลือเกินภายใต้ตึกคอนกรีตโครงสร้างใหญ่ยักษ์เหล่านี้ ชายหนุ่มรู้สึกถึงความน่าเวทนาของชะตากรรมที่เขาเองเป็นส่วนหนึ่งของการขีดแปลนก่อสร้างวิกฤตการณ์นี้ขึ้นมา


    เอกสูดลมหายใจเข้าลึกรวบรวมความกล้าสลัดทิฐิวิศวกรหนุ่มทิ้ง ชายหนุ่มก้าวเดินพ้นจากมุมเงาเสาคอนกรีต เสียงส้นรองเท้าหนังเซฟตี้หนาเหยียบลงบนเศษหินกรวดดังแกรก... แกรก... สะกิดความเงียบในวงปูน ชาญเงยใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นเปื้อนปูนแดงขึ้นมาสบตา พลันนั้น... ชายชราชาญเบิกตากว้างสั่นระริกด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ใบหน้าซีดเผือด เกรียงขัดมันในมือสั่นเทาก่อนจะลื่นหลุดจากอุ้งมือตกลงกระทบถังเหล็กส่งเสียงดังเคร้งสนั่น แก้มสะดุ้งสุดตัวหันขยับกายมามองตามสายตาชาญ หล่อนเห็นอดีตสามีเอกยืนจ้องมองอยู่ แก้มอุทานเสียงหลงหยดปล่อยไม้กวาดมะพร้าวหลุดล้มลงกับพื้นปูน หล่อนขยับตัวก้าวถอยหลังไปหลบอยู่เยื้องด้านหลังบ่ากว้างค่อมของชาญด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวระคนอับอายขายหน้า ทั้งสองคนตัวสั่นกอดประคองกันเงียบงัน ชั่วขณะนั้น ทั้งชาญและแก้มต่างตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด ทั้งคู่ตั้งใจเกร็งคาดคิดว่าวิศวกรเอกสามีเก่าคงจะเข้ามาด่าทอ ก่อนฟ้องหย่าแฉบาปชู้เสน่หานี้ให้แก่หัวหน้าคนงานและกรรมกรคนอื่นได้รับรู้ความระบมศีลธรรมนี้ เพื่อลากตัวพวกเขาประจานท่ามกลางแคมป์ก่อสร้างคนยาก เอกก้าวเท้าเดินข้ามสะพานไม้ผุข้ามร่องน้ำโคลนเข้าไปใกล้คนทั้งสองช้าๆ ไม่มีท่วงท่าประทุษร้ายและปราศจากความโกรธแค้นบนใบหน้า ชายหนุ่มจ้องมองริ้วรอยเปียกชื้นบนแผ่นอกพ่อและเศษขี้ทรายเกาะแก้มอดีตเมียรัก ชาญกางสองแขนสั่นๆ พยายามบดบังร่างของแก้มไว้เบื้องหลัง บิดาชราก้มมองพื้นต่ำไม่ยอมสบตาตรงกับลูกชายด้วยความรู้สึกผิดบาปกัดกินใจ สะใภ้สาวแก้มสะอื้นเบาๆ หัวไหล่บอบบางสั่นไหว สองมือจิกกำชายเสื้อกล้ามเก่าเปื้อนปูนของชาญแน่นหนาจนข้อนิ้วขาวซีด หล่อนหวนระลึกถึงยามที่เอกพูดจาเย็นชาใส่หล่อนในบ้านหรูหรา และคาดคะเนว่าคราวนี้เขาจะตบตีหรือด่าว่าให้พวกหล่อนอับอายต่อหน้าเพื่อนกรรมกรที่กำลังขนกระเป๋ากลับห้องแคมป์ข้างหลัง ทว่าเอกยังคงเงียบ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงทันตาหลงเหลือเพียงเสียงลมโชยพัดผ่านกองทรายและเศษปูนเปียกคละเคล้ากลิ่นไอความเงียบงันบีบหัวใจ


    คล้ายกับเรื่องเมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้ ที่คุณอ่าน