บทที่ 24 เซี่ยอวิ้นหนิงขอโทษภรรยา
เซี่ยอวิ้นหนิงมองใบหน้ายามหลับใหลของลู่จิ่วอัน เธอไม่เหมือนผู้หญิงที่เขาเคยเจอในเมืองหลวงเลยจริง ๆ
เธอไม่อ่อนแอ ไม่เ้าอารมณ์และเอาแต่ใจ อีกทั้งไม่มีเล่ห์เหลี่ยม
เธอเหมือนกับเมล็ดต้นหญ้าที่ลอยละล่องมาตามสายลมและตกลงบนหัวใจของเขา ค่อย ๆ หยั่งรากและแตกหน่อ กลายเป็ต้นหญ้าน้อยที่แม้แต่สายลมโหมกระหน่ำก็มิอาจพัดให้พังทลายลงได้
เขาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปถามจางฉือถึงวิธีง้อภรรยาที่กำลังโกรธ
เซี่ยอวิ้นหนิงเอื้อมแขนไปกอดลู่จิ่วอันพลางสูดกลิ่นของเธอเบา ๆ กลิ่นกายบนตัวเธอคล้ายกับกลิ่นของดอกเบญจมาศป่าที่ผลิบานอยู่บนูเา ไม่วายเปล่งประกายความงามที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เมื่อลู่จิ่วอันตื่นก็เห็นเซี่ยอวิ้นหนิงกำลังโอบรัดตนเอง เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ผลักมือของชายหนุ่มออกไป
หากเป็เมื่อวานเธอคงเตรียมอาหารเช้าให้เซี่ยอวิ้นหนิงตามหน้าที่ แต่วันนี้…
เฮอะ… ขอโทษที เธอไม่ใช่คนรับใช้
เธอต้องทำงานหาเงิน
เพื่อทำความฝันที่อยากมีอิสรภาพทางการเงินให้เป็จริง
ลู่จิ่วอันยืมตะกร้าสะพายหลังกับมีดหนึ่งเล่มจากคุณป้าข้างบ้านแล้วออกจากบ้านไป
เธอเริ่มจากแวะไปที่บ้านเผยเสวี่ยซง ทันทีที่ต้าหวงได้ยินเสียงฝีเท้าของลู่จิ่วอัน มันก็วิ่งไปที่ประตูบ้านอย่างมีความสุขพลางส่ายหางไปมาให้เธอ
“อาจารย์เผยอยู่บ้านหรือเปล่าคะ?”
เผยเสวี่ยซงเดินถือไม้เท้ามาที่หน้าประตู “เธอเตรียมวัสดุพร้อมแล้วเหรอ?”
“เปล่าหรอกค่ะ ขอโทษนะคะอาจารย์เผย ฉันคงจะไม่ทำเตาแล้ว”
เผยเสวี่ยซงเห็นลู่จิ่วอันสะพายตะกร้าไว้บนหลังก็ถามขึ้น “หาซื้อวัสดุไม่ได้งั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ ฉันแค่ไม่อยากทำแล้ว” ลู่จิ่วอันคิดถึงวัสดุกับค่าแรงที่ราคาไม่ใช่ถูก ๆ แม้ว่าการก่อเตาขึ้นใหม่จะทำให้เธอหลงรักทุกส่วนของห้องครัว แต่เธอคิดดีแล้ว เธอกับเซี่ยอวิ้นหนิงเป็แค่คนที่มาอาศัยอยู่ด้วยกัน ไม่อยากสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ “อาจารย์เผย ฉันมาที่นี่ก็เพื่อบอกเื่นี้กับคุณ ขอโทษที่มารบกวนนะคะ!”
เผยเสวี่ยซงก็ถามต่อว่า “เธอสะพายตะกร้าจะเข้าป่าเหรอ?”
“ใช่ค่ะ”
ลู่จิ่วอันจำได้ว่าในป่ามีต้นปาล์ม เธอจึงยืมมีดจากเพื่อนบ้านเพื่อมาตัดใบปาล์มกลับไปทำเป็ที่นอนแบบเรียบง่ายให้ตัวเอง
“เธอรอเดี๋ยวนะ”
เผยเสวี่ยซงกลับเข้าไปหยิบสมุนไพรในบ้านมาให้ลู่จิ่วอัน
“ตรงที่ฉันหกล้มคราวก่อนมีสมุนไพรชนิดนี้ขึ้นอยู่ เธอช่วยเก็บมาให้ฉันทีสิ”
นอกจากนี้เผวเสวี่ยซงยังยัดไข่ไก่สองฟองที่ตนเพิ่งต้มใส่มือลู่จิ่วอัน
“นี่เป็ค่าตอบแทน ฉันไม่ชอบติดค้างบุญคุณใคร”
ลู่จิ่วอันปฏิเสธไม่ออก
เธอรับไข่ต้มมาพร้อมกับพูดอย่างเริงร่า “ถ้างั้นฉันไปก่อนนะคะอาจารย์เผย!”
ลู่จิ่วอันสะพายตะกร้าเข้าไปในป่า ระหว่างทางก็ไม่ลืมใช้มีดทำสัญลักษณ์เอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองหลงทาง
ในป่ายามรุ่งสางมีหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่ว
เส้นผมของลู่จิ่วอันเปียกชุ่มไปด้วยหมอก เธอเอื้อมมือไปปัดมันออก และพับแขนเสื้อขึ้น
ในที่สุดความพยายามก็เกิดผล ลู่จิ่วอันพบต้นปาล์มหลายต้น เธอลงมือตัดใบปาล์มอย่างคล่องแคล่วว่องไวจนได้มาหนึ่งตะกร้าภายในเวลาอันสั้น
หลังจากงานยุ่งตลอดทั้งเช้า หมอกหนาทึบก็ค่อย ๆ จางหายไป เผยให้เห็นดวงอาทิตย์โผล่พ้นเส้นขอบฟ้า
ผืนป่าที่สว่างไสวด้วยแสงแดดในยามเช้า ลู่จิ่วอันพบเห็ดต้นสนขึ้นอยู่ประปราย
เธอมองเห็ดต้นสนด้วยความตื่นเต้น ทว่ายังไม่เก็บในทันที แต่เลือกลงไปจับปลาในลำธารก่อน
สายน้ำที่เย็นะเืทำเอาลู่จิ่วอันตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
หากไม่ใช่เพื่อเงินแล้ว เธอไม่มีวันลงไปจับปลาในน้ำที่เย็นเฉียบแบบนี้แน่
นับว่าโชคดีที่ในลำธารมีปลาชุกชุม จึงไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักในการจับพวกมัน ไม่นานลู่จิ่วอันก็จับปลาได้มากถึงร้อยตัว
เธอนั่งยองข้างลำธารพลางใช้มีดขอดเกล็ดปลา จากนั้นก็ใช้ใบปาล์มเรียวยาวร้อยปลาตัวเล็กตัวน้อยเข้าไว้ด้วยกัน
หลังจากที่จัดการกับปลาเสร็จแล้ว ลู่จิ่วอันก็ลงมือเก็บเห็ดต้นสน อุณหภูมิในฤดูกาลแบบนี้ทำให้เห็ดโคนไม่สามารถเติบโตได้อีกต่อไป
แม้ว่ารสชาติของเห็ดต้นสนจะสู้เห็ดโคนไม่ได้ แต่ก็ถือเป็รสอันโอชะจากธรรมชาติที่หาได้ยากยิ่ง
ลู่จิ่วอันเก็บเห็ดต้นสนใส่ตะกร้าสะพายหลังโดยไม่รอช้า
ของในตะกร้ามีค่อนข้างมากทำให้ต้องขนสองรอบ แต่หญิงสาวก็ตัดสินใจว่าจะยกกลับไปในคราวเดียว
เธอวางเห็ดต้นสนลงในตะกร้า จากนั้นก็ถักเชือกปาล์มแล้วนำมามัดต้นปาล์มเอาไว้
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ลู่จิ่วอันก็ไปที่ริมลำธารเพื่อเก็บสมุนไพรที่เผยเสวี่ยซง้าตามตัวอย่างที่เขาให้มา
หลังจากเสร็จสิ้นงาน ลู่จิ่วอันก็แบกตะกร้าใส่เห็ดต้นสนไว้บนหลัง โดยถือใบปาล์มด้วยมือซ้ายและขวา และเดินโซเซกลับไปยังศูนย์อนุรักษ์
…
เซี่ยอวิ้นหนิงตื่นมาก็พบว่าลู่จิ่วอันไม่อยู่แล้ว
เขาเดินไปที่ห้องครัวด้วยความเคยชิน แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า
ลางสังหรณ์ไม่ดีค่อย ๆ ลุกลามภายในใจของเขา ลู่จิ่วอันคงไม่ได้กลับบ้านเกิดหรอกใช่ไหม?
ไม่สิ!
จากสถานการณ์ของตระกูลลู่ในตอนนี้ ลู่จิ่วอันไม่มีทางกลับไปหาครอบครัวอย่างแแน่นอน!
ถ้าอย่างนั้น เธอหายไปไหนล่ะ?
เซี่ยอวิ้นหนิงรีบร้อนออกจากบ้านไปหาจางฉือ เพื่อขอให้ออกไปตามหาลู่จิ่วอันด้วยกัน
คุณป้าข้างบ้านเห็นชายหนุ่มท่าทางรีบร้อนก็เอ่ยแซว “ช่างเซี่ย กำลังจะไปรับภรรยางั้นเหรอ?”
“คุณป้ารู้เหรอครับว่าภรรยาผมไปที่ไหน?”
คุณป้าข้างบ้านตอบอย่างใจดี “แม่หนูนั่นมาขอยืมมีดกับตะกร้าสะพายหลังจากฉันั้แ่เช้าตรู่ คิดว่าน่าจะเข้าไปในป่า”
ทันทีที่เซี่ยอวิ้นหนิงได้ยินแบบนั้นก็รีบวิ่งไปยังทิศที่ป่าตั้งอยู่อย่างร้อนรน พลางสงสัยว่าทำไมลู่จิ่วอันถึงเข้าป่าไปเพียงลำพังอีกแล้ว?
ถ้าเธอไปเจอหมูป่าเข้าจะทำยังไง?
ศูนย์อนุรักษ์ยวนยางมีเทือกเขาสลับซับซ้อน เซี่ยอวิ้นหนิงไม่รู้ว่าลู่จิ่วอันเดินไปทางไหน จึงได้แต่แวะถามไปตลอดทางจนมาถึงบ้านของเผยเสวี่ยซง
“อาจารย์เผย คุณเห็นลู่จิ่วอันบ้างไหมครับ?”
พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว จึงเป็เวลาที่เผยเสวี่ยซงกำลังตากสมุนไพร
เมื่อได้ยินคำถามของเซี่ยอวิ้นหนิง เขาก็ถามได้ตรงประเด็น “พวกเธอทะเลาะกันเหรอ?”
“คือว่า…” เซี่ยอวิ้นหนิงยิ้มอย่างกระดากอาย “เธอบอกคุณเหรอครับ?”
“หล่อนไม่ได้เล่าเื่ของเธอสองคนให้ฟังหรอก บอกแต่ว่าจะไม่ทำเตาใหม่แล้ว”
เมื่อเซี่ยอวิ้นหนิงได้ยินว่าลู่จิ่วอันไม่้าทำเตาอีกต่อไปก็พูดขึ้นอย่างร้อนรน “ไม่ได้นะครับอาจารย์เผย ยังไงก็ต้องทำใหม่ ลู่จิ่วอันคงคิดว่าทำเตาต้องใช้เงินเยอะ ก็เลยไม่อยากฟุ่มเฟือย”
“เซี่ยอวิ้นหนิง แม่หนูคนนั้นเป็คนจิตใจดี ไม่ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ ถ้านายอยากร่วมทุกข์ร่วมสุขกับหล่อนก็ต้องใช้ความจริงใจเข้าแลก”
เผยเสวี่ยซงพูดก็เพราะเห็นแก่ที่เซี่ยอวิ้นหนิงและลู่จิ่วอันเคยช่วยชีวิตตนเอาไว้
“ผมจะจำไว้ครับ”
ชายชรายังเตือนด้วยความหวังดีอีกว่า “เธอเดินเลาะลำธารเข้าไปในป่านู่นแน่ะ”
เซี่ยอวิ้นหนิงรีบเดินเลียบลำธารเพื่อไปตามหาภรรยาตนทันที ไม่นานก็เห็นเครื่องหมายที่หญิงสาวทำด้วยมีด เขาเดินต่อไปเรื่อย ๆ และพบกับคนที่ตามหาในป่าสน
“จิ่วอัน”
เซี่ยอวิ้นหนิงรีบเข้าไปช่วยเมื่อเห็นว่าลู่จิ่วอันเดินกะโผลกกะเผลกเพราะว่าแบกของหนัก และพูดด้วยความจริงใจ “จิ่วอัน วางตะกร้าลงเถอะ เดี๋ยวผมช่วยถือ”
“ไม่ต้อง ฉันถือคนเดียวได้”
ลู่จิ่วอันพุ่งตัวผ่านเซี่ยอวิ้นหนิงอย่างว่องไวและเร่งฝีเท้ากลับไปยังศูนย์อนุรักษ์
ต่อให้เซี่ยอวิ้นหนิงมีอีคิวต่ำเตี้ยแค่ไหนก็ยังรู้ว่าลู่จิ่วอันโกรธกำลังตน
เขาคว้าใบปาล์มมาจากมือของลู่จิ่วอัน พร้อมกับขอโทษด้วยความเป็สุภาพบุรุษ
“จิ่วอัน ผมขอโทษ เมื่อคืนผมผิดเอง ผมไม่ควรพูดแบบนั้นออกไป ยกโทษให้ผมเถอะนะ ผมสัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่พูดโดยไม่คิดอีก”
เมื่อคืนลู่จิ่วอันรู้สึกโกรธจริง ๆ แต่เมื่อได้ใคร่ครวญอย่างดีแล้ว เธอจึงไม่ใส่ใจกับคำขอโทษของเซี่ยอวิ้นหนิง และพูดอย่างใจกว้างว่า “ก็ได้ ฉันยกโทษให้คุณ ทีนี้คุณจะหลีกทางให้ฉันได้หรือยัง?”