เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 51 รถม้าของพวกเจ้าสีอันใด

    บนอัฒจันทร์สูง เก้าอี้ไม้ประดับลวดลายมังกรสลักวางเรียงกันแปดตัว ผู้ที่นั่งประทับขณะนี้มีหกท่านลมที่เคยพัดผ่านยอดเสาอัฒจันทร์หยุดนิ่งลงฉับพลันนับจากท่านที่หกนั่งลง แสงแดดที่ส่องลงมากระทบลวดลายมังกรสลักบนเก้าอี้ดูบิดเบี้ยวเล็กน้อย มวลอากาศรอบเก้าอี้ทั้งแปดหนาแน่นขึ้นจนมองเห็นเป็นลอนคลื่นจางๆ เหนือศีรษะของแต่ละท่าน ปรมาจารย์ชั้นรองที่นั่งรายล้อมอยู่รอบนอกนั่งหลังตรงจนกล้ามเนื้อที่คอเกร็ง ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อน

    เสียงดังขึ้นจากส่วนกลาง

    "ดูเหมือนปีนี้จะมีเพชรเม็ดงามหลายเม็ดเลย สหายชิงเทียนมีความเห็นเช่นไร"

    ฝากฝั่งชิงเทียนผ่านไปสองเก้าอี้ ชายชราสูงวัยหนวดเคราสีขาว อาภรณ์สีขาวโพลนลวดลายทักทอประณีต กำลังจิบชา เสียงนั้นรอดผ่านหูชัด แต่ท่วงท่ากลับนิ่ง ค่อยๆ ปล่อยควันของชาออกจากปาก วางจอกลง

    "เช่นนั้นสหายฮั่นอวี่เพ่งเล็งใครไว้งั้นรึ"

    "เชิญกล่าวออกมาเถิด"

    เสียงนุ่มลึก บรรยากาศเมินเฉยต่อรอบข้าง คล้ายกับทั้งสองอยู่ในบทสนทนาที่มีเพียงพวกเขา ปรมาจารย์ที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ สีหน้าตึงใจบ้างเล็กน้อยที่ถูกข้ามหน้า หากแต่ไม่โต้เถียง ฮั่นอวี่ลูบเครา จ้องมองไปที่กระดานคะแนน

    "ข้าคงให้คำตอบไม่ได้ เพียงพึ่งผ่านบททดสอบแรก หากแต่ผู้ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดคงเป็นคุณหนูจากตระกูลมู่กระมัง"

    เสียงขำแหบแห้งจากทางฝากฝั่งชิงเทียน

    "ดูเหมือนเจ้าสำนักไป๋ฮวาจะสร้างผลงานโอ้อวดเสียหนี้กระไร"

    ทางฝากฝั่งตรงข้าม ผู้อาวุโสตระกูลมู่ในอาภรณ์สีฟ้าแก่ กลิ่นโอสถลอยติดตัว หันมาคาราวะกู่เหวย

    "ท่านกล่าวเกินชม มู่หว่านหรง ทำผลงานยอดเยี่ยมเช่นนี้ จะให้ข้าไม่ชมอาจารย์ของนางได้เยี่ยงไร"

    ขำเล็กๆ

    "ท่านปรมาจารย์กู่" ฮั่นอวี่ถามกลับ "ท่านว่าเช่นไรในสนามแข่งครั้งนี้ หาตามีแววไม่"

    กู่เหวยกวาดสายตาลงสู่สนาม จับจ้องที่ร่างของเด็กอาภรณ์ธรรมดาที่ยืนอยู่ข้างกู้หมิงจากสำนักดาราร่วงโรย นิ้วชี้ที่วางบนพนักเก้าอี้กดลงแน่นขึ้นชั่ววินาทีเดียว ก่อนจะเบือนสายตาออกอย่างจงใจ คล้ายคนที่ตั้งใจมองข้ามเพชรเม็ดงามเพื่อไม่ให้คนอื่นก้มลงเก็บ หันมาคาราวะ

    "ข้าคิดว่าคงเป็นเด็กตระกูลเว่ย"

    "เด็กสาวผู้แข็งกระด้างผู้นั้นหรอกรึ" ฮั่นอวี่พูดขึ้น

    "แม้คะแนนจะไม่โดดเด่น หากแต่ความมุ่งมั่นและรากฐานของนางย่อมเป็นต้นกล้าชั้นเลิศ"

    ชิงเทียนวางจอกชาลงบนพนักเก้าอี้ เสียงกระทบเบาแต่ทุกคนได้ยิน

    "สหายกู่ ไม่ใช่ท่านกำลังเบี่ยงเบนพวกข้าหรอกรึ"

    นิ้วยาวผอมของชิงเทียนชี้ลงไปยังสนามเบื้องล่าง จิตคุกคามจางๆ แฝงอยู่ในปลายนิ้วนั้นไหลตรงมาที่กู่เหวย ไม่แรงพอจะเรียกว่าจู่โจม แต่แหลมพอจะเจาะเข้าไปทิ่มจุดที่กู่เหวยพยายามซ่อน แรงกดนั้นกระทบหน้าอกของชายชราราวกับมีใครใช้เข็มบางจิกเข้าไปที่กระดูกหน้าอก

    "ไฟที่พวกข้าเห็นเมื่อครู่ จากเด็กสำนักดาราร่วงโรย และเจ้าเด็กนั่นจากตระกูลหลิน หลิน เย่ ท่านไม่ออกความเห็นในฐานะปรมาจารย์โอสถหน่อยหรือ"

    ร่างของกู่เหวยกระตุกเล็กน้อย กลิ่นสมุนไพรนับร้อยชนิดที่ฝังอยู่ในรูขุมขนของชายชราพลันฉุนขึ้นมาวูบหนึ่ง ราวกับปราณภายในแปรปรวนจนกลิ่นที่กดทับไว้รั่วออกมา ปรมาจารย์ที่นั่งใกล้ถึงกับขยับตัวหนีออกไปครึ่งคืบโดยไม่รู้ตัว แต่ท่าทีของกู่เหวยกลับนิ่งลงอย่างรวดเร็ว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ฮั่นอวี่ลูบเคราพลาง ข้างกายมีเหม่ยหลินยืนอยู่ด้านซ้าย สายตาของนางที่จ้องลงสู่สนามพลันได้ยินชื่อหลินเย่ก็กระตุกที่ข้อมือเช่นกันปรมาจารย์อีกสามท่านหันมาด้วยความสนใจ กู่เหวยมองผ่านสายตาลงไปเบื้องล่าง ก่อนจะเริ่มพูด

    "กู้หมิง เด็กจากสำนักดาราร่วงโรย แม้ฝีมือหลอมโอสถห่างชั้นจากคนในรุ่นและเทียบเท่ามู่หว่านหรง แต่ความลับเบื้องลึกเบื้องหลังของตำหนักดาราร่วงโรย แม้แต่พวกท่านเองยังมิกล้าแตะต้อง มาการแข่งเช่นนี้ ทางนั้นคงส่งคนมาเก็บข้อมูล"

    หยุดพักครู่ ดวงตากวาดไปที่ร่างเด็กอาภรณ์ธรรมดาจากตระกูลหลิน มือบนพนักเก้าอี้ขยับจัดตำแหน่งนิ้วใหม่

    "หลินเย่ เด็กสายรองตระกูลหลิน พรสวรรค์โดดเด่น  เกรงว่าเขาคงเหมาะกับสำนักไป๋ฮวาของข้าเห็นเป็นที่สุด"

    เสียงนั้นหนักแน่นคล้ายปักเข็มลงเสาเสียงขำเล็กๆ ดังออกมาจากผู้อาวุโสทั้งห้า

    "ไฟในตัวเจ้าเรียกหาเจ้าหนูนั่นเช่นนี้เลยรึ ท่านปรมาจารย์กู่" ฮั่นอวี่พูดขึ้น

    กู่เหวยนั่งนิ่ง สีหน้าบึ้งตึงฮั่นอวี่ที่ลูบเคราพลางฟังมาตลอดพลันหยุดมือ ดวงตาที่เคยขุ่นมัวตามสังขารเบิกขึ้น ทอประกายเจิดจ้าดุจพญาเหยี่ยวที่เพิ่งเห็นเหยื่อจากที่สูง จ้องตรงไปยังกู่เหวยจนเงาร่างของชายชราสะท้อนอยู่ในตา บรรยากาศรอบเก้าอี้ทั้งแปดหนักอึ้งขึ้นอีกชั้น ปรมาจารย์ชั้นรองที่นั่งรอบนอกกลืนน้ำลาย รอยยิ้มบางเบาปรากฏใต้หนวดเคราก่อนที่เขาจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

    "หากเช่นนั้น ดูเหมือนทั้งเจ้าทั้งข้าอาจต้องแย่งชิงเจ้าหนูที่ถือครองเพลิงสวรรค์บรรพกาลเสียนี่กระมัง"

    หลินเย่ยังยืนอยู่ข้างกู้หมิงและจ้างเหอ ยามที่ได้ยินคำนั้นถึงกับประหลาดใจ

    "เพลิงสวรรค์บรรพกาล"

    คำสี่คำนั้นกระทบแก้วหูแล้วดิ่งลงไปถึงตันเถียน ไฟก้อนเล็กสีดำอมแดงที่สงบนิ่งมาตั้งแต่จบการหลอมโอสถพลันสั่นขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจกระตุกวูบ กระแสเลือดฉีดพล่านขึ้นท้ายทอยจนหูอื้อไปชั่ววินาที ราวกับสิ่งที่อยู่ในร่างได้ยินชื่อของมันเองแล้วขยับตัวตอบรับ สิ่งใด มีมันได้เช่นไร ปากขยับอ้า

    "มันคือสิ่งใด"

    ยังไม่ทันที่นางจะตอบ สนามที่สี่มีป้ายประกาศขึ้นเด่นชัดขัดจังหวะชื่อบนป้ายคือชื่อของตัวเอง และฮงเทียนอวี่หันกลับไปมองนาง คล้ายจะเค้นคำตอบออกจากปากให้ได้กู้หมิงยิ้มตอบกลับ ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว

    เวลาเริ่มนับ ต้องรีบขึ้นตาม ทิ้งคำถามไว้ก่อน ล้มคนตรงหน้าเสร็จจะกลับมาหาคำตอบย่างกายเข้าสู่สนามการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง คู่ต่อสู้เบื้องหน้าส่วนสูงเทียบเท่ากับตน ทรงผมสั้นเกรียน กล้ามเนื้อไม่ใหญ่มาก หน้าตาธรรมดา คงไม่ใช่เด็กจากตระกูลหลักเห็นจะได้ธรรมเนียมก่อนเริ่ม ทั้งสองเดินตรงเข้าใจกลาง คาราวะ บอกแซ่และระดับขั้น

    "ฮงเทียนอวี่ รวมลมปราณขั้นสาม"

    "หลินเย่ รวมลมปราณขั้นสาม"

    ระดับขั้นปกปิดเอาไว้ บอกระดับขั้นแท้จริงไม่ใช่เรื่องดีฮงเทียนอวี่เดินกลับประจำที่ ปากคีบใบไม้ไว้ก่อนจะถากออกมา

    "เจ้าใช่หรือไม่ ที่ถูกตาต้องใจคุณหนูมู่"

    พอประเมินได้ ก่อนหน้ามู่หว่านหรงทำให้ถูกสายตาจับจ้องช่วงบททดสอบแรก จะมีลูกหาบที่หมายปองใจเทพธิดาไม่พอใจ ไม่ใช่เรื่องแปลก

    "หากข้าชนะเจ้า คุณหนูมู่จะสนใจข้า"ชี้หน้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ

    "หากเจ้าฝีมือถึงขั้น อาจจะได้"

    ใบไม้หลุดจากปาก ฮงเทียนอวี่พุ่งตรงเข้ามาด้วยหอกไม้ที่พาดหลัง ฟาดมาเต็มแรง หอกพุ่งตรงเข้าที่ลำคอ ก้มลงในทันทีพลันนึกออก ขณะที่มัวเค้นหาความจริงกับกู้หมิง ได้ลืมหยิบอาวุธที่วางไว้ข้างสนามมาด้วยฮงเทียนอวี่พลิกข้อมือฟาดหอกลงเต็มแรง โยกหลบ ไม่ยากนัก เห็นช่องโหว่ นิ้วสองนิ้วจิ้มเข้าหน้าอก ตรงจุดที่กล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงมาบรรจบกัน

    ปึก!

    เสียงหนักทึบดังเหมือนท่อนไม้กระทบกัน แรงจากปลายนิ้วทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้าไปจนผิวหนังรอบอกของฮงเทียนอวี่ช้ำแดงทันทีเซถอยสามก้าว สีหน้าถอดจากโกรธเป็นงง มือข้างที่จับหอกเงื้อมไปลูบช่วงอก ร้องโอ้ยโอ้ย ตาเบิกกว้างจ้องลงมาที่มือเปล่าทั้งสองข้างของคู่ต่อสู้ราวกับไม่อยากจะเชื่อไม่ทันคาดสายตา หมัดขวาพุ่งเข้าเบื้องหน้า ลมหมัดพุ่งนำไปก่อนจนเสื้อของฮงเทียนอวี่กระพือ ใช้ใจกลางหอกรับ เนื้อไม้แตกร้าวจากจุดกระทบแล้วหักสะบั้นเป็นสองท่อน เสี้ยนไม้ที่แตกกระเด็นปลิวหวีดหวิวออกไปนอกเวที เด็กแถวหน้าคนหนึ่งยกมือปาดแก้ม เลือดซิบเป็นเส้นบางจากเศษไม้ที่บาดผ่าน

    ไม่ปล่อยโอกาส สับขาพุ่งตัวเข้าหาหอกส่วนที่หักถูกปาออกมาเข้าปะทะ ปลายหอกเห็นผ่านสายตาทัน เอี้ยวหัวหลบมุมขวา กระบวนท่าหมัดพยัคฆ์ซ่อนคม สี่ย่างก้าวในสายตาของฮงเทียนอวี่ ร่างเบื้องหน้าไม่ได้เดินหลบ มันเลือนหายไปกับตาราวกับถูกลบออกจากอากาศ ทิ้งไว้เพียงเสียงสับเท้าแผ่วเบาที่ดังจากทิศที่ผิด รู้ตัวอีกทีก็สัมผัสได้ถึงลมหมัดร้อนผ่าวที่จ่ออยู่ที่หน้าท้องแล้ว

    ปล่อยหมัดเข้าหน้าท้อง ร่างปลิวออกจากสนาม กระเด็นกระทบพื้น นอนงอตัวกอดท้องไอสำลักผู้ชมรอบสนามเงียบไปชั่วอึดใจ มือเปล่าคว่ำคนขั้นเดียวกันได้ในไม่ถึงสิบลมหายใจยังไม่ทันเหงื่อได้ออก การประลองรอบแรกก็จบ

    มองถัดไปอีกสนาม กู้หมิงเพิ่งเริ่มขึ้นประลอง คู่ต่อสู้ที่นางเผชิญดูท่าทางไม่ธรรมดารีบลงจากสนามของตนไปยืนดู ผู้ชมรอบข้างให้ความสนใจไม่น้อยชายรูปร่างผิวเกรียม ผมดำมัดหลวมๆ มือซ้ายมีรอยหนังด้าน แววตาโกรธเกรี้ยวต่อสตรีเบื้องหน้า

    เว่ยฮ่าว บุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเว่ย นึกถึงกระดานคะแนน กู้หมิงอยู่ลำดับที่สามสิบสี่ คะแนนรวมสิบหก เว่ยฮ่าวอยู่ลำดับสิบห้า คะแนนรวมสิบเจ็ดพิงพนังใกล้ กอดอก ในสนามเข้าสู่เตรียมตัว กู้หมิงหยิบมีดไม้เล่มเล็กขนาดพอดีมือ เว่ยฮ่าวหยิบกระบี่ไม้ กล้ามเนื้อที่แขนของชายผู้นั้นบิดเกลียวตึงขึ้นยามที่นิ้วกระชับด้าม รอยหนังด้านที่มือซ้ายบอกว่าเขากรำกระบี่มาจนมือเป็นหนังเหนียว

    "ข้า เว่ยฮ่าว รวมลมปราณขั้นสี่"

    เสียงนั้นดังทั่วสนาม เด็กรอบข้างซุบซิบกัน ระดับขั้นสี่ สูงที่สุดในลานขณะนั้น ปราณที่แผ่ออกมาจากตัวของเว่ยฮ่าวหนักจนเด็กแถวหน้าถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว อากาศรอบเวทีที่สี่นิ่งลงราวกับถูกกดทับกู้หมิงไม่แนะนำตัวในทันที จ้องมองเว่ยฮ่าว ก่อนจะยกมีดไม้ขึ้นระดับปาก ใช้ลิ้นเลียไปที่ใบมีดเป็นทางยาวจากโคนถึงปลาย แววตาสีแดงเปิดกว้างขึ้นทีละนิด ราวกับรูม่านตาของนางกำลังขยายเพื่อรับภาพเหยื่อให้เต็มตา

    "กู้หมิง รวมลมปราณขั้นสาม"

    เสียงแหลมเล็กของนางดังขึ้นแต่ไม่มีน้ำหนัก เหมือนคนที่ไม่สนใจจะบอกด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นใครกรรมการประกาศเริ่ม ร่างทั้งสองยังยืนนิ่งสายตาของเว่ยฮ่าวไม่เป็นมิตร

    "ตำหนักดาราของเจ้า ถึงจู่โจมเส้นทางการเดินทางของพวกข้า"

    กระบี่ชี้ไปเบื้องหน้ากู้หมิง นางกระดิกคอไปมาสองครั้งราวกับคลายกล้ามเนื้อก่อนออกล่า

    "รถม้าของพวกเจ้าสีอันใด ข้าเองไม่เห็นจะจำได้"

    เว่ยฮ่าวพุ่งตรงใส่นางกลางอากาศ ร่างของบุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเว่ยชะงักวูบ ดวงตาที่เคยโกรธเกรี้ยวหดเกร็งลง รอยยิ้มมั่นใจในตอนแรกมลายหายไป สัญชาตญาณของนักรบที่ฝึกมาจนเข้ากระดูกสั่งให้เขาเปลี่ยนจากท่าบุกรุกคืบ ปราณขั้นสี่ถูกโคจรขึ้นมาปกป้องทั่วร่างในพริบตา ผิวหนังตามแขนและลำคอของเว่ยฮ่าวเรืองแสงจางๆ จากปราณที่ถูกบีบออกมาอย่างตื่นตระหนก

    ก่อนที่ร่างของทั้งคู่จะปะทะกันจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กของกู้หมิงในจังหวะนั้นทำให้ขนที่ท้ายทอยลุกขึ้น สิ่งนี้บิดเบี้ยว เย็น คล้ายกลิ่นคาวเลือดที่ไม่ได้มาจากบาดแผล แต่ซึมออกมาจากรูขุมขนของคนที่คุ้นชินกับการฆ่าจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจแววตาจดจ่อ ไม่พลาดแม้ท่วงท่าเดียว 

    คล้ายกับเรื่องเพลิงอสูรกลืนสวรรค์ ที่คุณอ่าน