หลังจากที่นักรบไปแล้วนั้น ปารมีก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับเมื่อครู่นั้นเธอได้กลั้นหายใจเอาไว้ก้อนโต
เธอนั้นรับรู้สึกความรู้สึกที่ไม่พอใจจากนักรบได้จากสีหน้า แววตาและน้ำเสียง ที่มันทำให้เธอนั้นเสียวสันหลังวาบ จนมันทำให้ภาพที่เธอถูกพวกนักเลงรุมทำร้ายเป็ภาพแฟลชแบล็คขึ้นมาอีกครั้งในหัวของเธอ
จากปฏิกิริยาท่าทางของนักรบวันนี้แล้ว ปารมีคิดว่ามีความเป็ไปได้มากที่สุดที่นักรบนั้นจ้างคนพวกนั้นให้มาทำร้ายเธอแน่ ๆ และที่มองมาที่เธออย่างไม่พอใจนั้น คงเป็เพราะว่าเธอนั้นรอดมาได้และคนพวกนั้นถูกตำรวจจับได้ จนทำให้แผนที่เขาวางไว้พังครืน
ปารมีค่อย ๆ สูดหายใจเข้าออกลึก ๆ พร้อมกับตั้งสติอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินไปยังโรงจอดรถและขับรถกลับบ้านไปอย่างระแวดระวัง
เธอจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธออีกแล้ว ตามคติของเธอใครดีมาก็ดีตอบ ใครร้ายมาเธอก็จะร้ายตอบเช่นกัน เธอเป็พวกที่ไม่ทำใครก่อน แต่ถ้ามาทำเธอก่อนละก็เธอก็จะโต้ตอบเช่นกัน
-------------------
บรรยากาศภายในรถหรูเต็มไปด้วยความเงียบและความอึดอัดระหว่างน้าหลานคู่นี้ จอมทัพนั้นได้แต่นั่งเงียบ ๆ สายตาก็หันไปสนใจข้างทางโดยไม่ได้สนใจนักรบเลยแม้แต่น้อย ส่วนนักรบนั้นเขาอยากจะทำลายความเงียบที่แสนจะอึดอัดนี้ แต่ติดตรงที่ว่า เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สาเหตุก็เพราะว่าน้อยครั้งมากที่เขาและจอมทัพจะมีบทสนทนากันแบบฉบับน้าหลาน
“วันนี้เป็ไงบ้าง”
ในที่สุดนักรบก็ได้ถามออกไปเสียงนิ่งเรียบตามแบบฉบับของเขา จอมทัพที่อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียบทุ้มของผู้เป็น้าถามมาเขาก็ใเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
“ก็ดี”
เป็คำตอบสั้น ๆ ที่จอมทัพตอบออกไป และหลังจากบทสนทนาข้างต้นแล้ว ความเงียบก็ค่อย ๆ ปกคลุมในรถอีกครั้ง
ขณะที่นักรบนั้นกำลังขับรถพลาง คิดคำพูดที่จะคุยกับจอมทัพไปพลาง พลันเสียงของปารมีที่บอกกับเขาเมื่อครั้งแรกที่เจอกันก็ดังก้องขึ้นในหัว
‘ถ้าไม่พูดออกมา เขาก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกนะค่ะ’
ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเวลาแบบนี้เขาจึงต้องนึกถึงคำพูดของเธอคนนั้น ทั้ง ๆ ที่เขานั้นก็ยังกังขาและยังไม่ค่อยไว้ใจเธอสักเท่าไหร่นัก ช่างเป็ความคิดที่มันขัดแย้งจนนักรบนั้นไม่ชอบเอาเสียเลยจริง ๆ
“จบไปคิดจะเรียนต่ออะไรงั้นเหรอ”
นักรบโพล่งคำถามออกไปตรง ๆ ดื้อ ๆ ไร้การอารัมภบทใด ๆ ซึ่งทำให้จอมทัพถึงกับใไปสักพัก ก่อนจะตอบออกมาสั้น ๆ
“ไม่รู้”
คำตอบนี้มันเป็คำตอบที่เขานั้นตอบกับนักรบ และยังเป็คำตอบที่ตอบตัวเขาเองเช่นกัน ทุกวันนี้เขานั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตเขาจะเป็อย่างไรกันแน่
“ชอบทำอะไรมากที่สุดล่ะ”
นักรบเอ่ยถามเรียบ ๆ แต่ทว่าบรรยากาศภายในรถหรูกลับผ่อนคลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ
“.......”
จอมทัพนิ่งอึ้งไปสักพักใหญ่ ๆ นักรบเองนั้นก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรมาก ปล่อยให้หลานของเขานั่งคิดไปคนเดียว เนิ่นนานสักพักจอมทัพก็เอ่ยตอบกลับมา
“ผมชอบคอม”
คำตอบของจอมทัพนั้นทำให้นักรบประหลาดใจไปพักใหญ่ ๆ แต่ทว่าเขานั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร ได้แต่ส่งเสียงตอบกลับไปสั้น ๆ
“อืม— ...”
เป็เวลากว่าเกือบชั่วโมงในการเดินทางกลับบ้านในเวลาเร่งด่วนแถมยังเป็วันศุกร์เสียด้วย ทำให้ทั้งคู่ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการขับรถกลับบ้าน
ก่อนที่จอมทัพจะเดินขึ้นห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อลงมากินข้าวตามกิจวัตรประจำวันของเขา เสียงของนักรบก็ทำให้ขาของเขาที่กำลังจะก้าวไปยังชั้นสองชะงักลงทันที
“ั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไป ถ้าน้าไม่ยุ่งจนเกินไป น้าจะไปรับที่โรงเรียน”
ประโยคห้วน ๆ ของนักรบที่ทำให้จอมทัพถึงกับเบิกตากว้างมองไปที่นักรบ ในใจของเขาลึก ๆ นั้นรู้สึกดีใจเป็อย่างมากอย่างบอกไม่ถูก
“ทำไม”
นักรบที่ได้ยินคำถามของจอมทัพ เขาก็นิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบออกมา
“พวกเราไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกันเลย ว่ามั้ย?”
“ก็น้าเอาแต่ทำงานนี่”
“อืม— ...น้าขอโทษ”
จอมทัพยืนอึ้งเมื่อได้ยินคำในสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินออกมาจากปากของนักรบ ด้วยความที่ใทำอะไรไม่ถูกเขาจึงรีบหันหลังวิ่งขึ้นชั้นบนไป แต่ว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของเขาโดยไม่รู้ตัวนั่นก็คือรอยยิ้มที่เขาไม่ได้ยิ้มมานานมากแล้ว
นักรบที่เห็นท่าทีของจอมทัพ เขาก็ถอนหายใจยาว ๆ ออกมา ก่อนที่จะคลายเนกไทและทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟารับแขกในห้องโถง จากนั้นก็หลับตาลง
‘นี่เราทำดีแล้วใช่มั้ยเนี่ย’
ครืด— ครืด— เสียงโทรศัพท์ของนักรบสั่นหน้าจอบอกชื่อว่าเป็เตชิน เขาจึงกดรับทันที
[คุณนักรบครับ ได้เื่แล้วครับ]
“เื่?”
[คุณปารมีที่ คุณนักรบให้ผมไปสืบมาไงครับ]
“เล่ามา”
จากนั้นเื่ราวต่าง ๆ ของปารมีที่เตชินได้ไปสืบหามานั้นก็ถ่ายทอดให้นักรบได้ฟังจนหมด ซึ่งมันคือทั้งหมดที่เขาสามารถหามาได้ แต่ทว่าข้อมูลส่วนนี้มันเป็กุญแจสำคัญที่ทำให้เขานั้นคงต้องไปปรึกษากับกวินเพื่อเปลี่ยนแผนทันที
--------------------
ปารมีแอบยืนมองรถคันหนึ่งด้วยสีหน้าครุ่นคิด เธอจำได้ว่ารถคันนี้มักจะจอดที่หน้าคอนโดเธอทุกวัน และเธอมักจะเห็นรถคันนี้จอดบริเวณหน้าโรงเรียนที่เธอทำงานอีกด้วย ก่อนหน้านี้เธอไม่ค่อยเอะใจเพราะคิดว่าคงเป็รถของผู้เช่าคอนโดที่เธออยู่ละมั้ง แต่หลังจากเหตุการณ์ที่เธอเกือบตายในคราวนั้น ทำให้เธอนั้นคิดว่าน่าจะเป็คนที่ใครสักคนจ้างมาให้มาสืบเื่ของเธอแน่ ๆ
เหมือนกับพวกคราวที่แล้ว—
เธอยืนครุ่นคิดอย่างหนักอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ จากนั้นเธอก็เดินไปยังรถเต่าคู่ใจของเธอพร้อมกับทำท่าทางเป็ปกติ และขับออกไป
อย่างที่เธอคิด—
รถคันนั้นขับตามเธอมาห่าง ๆ คงกะจะไม่อยากให้เธอรู้ตัว แต่ทว่าก็ทำให้เธอแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่า ตอนนี้เธอนั้นกำลังถูกตามอยู่
ปารมีขับต่อไปเรื่อย ๆ ก่อนเลี้ยวเข้าที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งรถคันนั้นก็ขับตามเธอมาอย่างที่คาด
หลังจากที่จอดรถเรียบร้อย ปารมีก็ลงจากรถเดินไปยังประตูของห้างด้วยท่าทางที่ปกติ หูและตาเธอนั้นก็คอยฟังและสังเกตว่าคนพวกนั้นจะตามเธอมามั้ย และมีกี่คนเพื่อที่เธอจะได้ประเมินว่าเธอจะทำอะไรต่อไป
เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังก้องไปทั่วลานจอดไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงทางเลี้ยว ปารมีก็รีบหลุบเข้าไปซ่อนที่เสาลานจอดรถทันที ชายสองคนที่ตามเธอมาถึงกับร้อนรนเมื่อไม่เห็นเป้าหมาย เสียงรองเท้าจากที่เดินปกติธรรมดา ก็กลายเป็กระทบถี่ขึ้น เมื่อเสียงนั้นเข้าใกล้เสาต้นที่ปารมียืนแอบอยู่ก่อนแล้วเธอก็ตั้งท่าเตรียมรอทันที
ผลั๊วะ—
ปารมีออกมาจากที่ซ่อนและหมุนตัวเตะเข้ากลางลำตัวของชายคนแรกที่วิ่งมาเข้าอย่างจัง และด้วยแรงที่เขาวิ่งเข้ามาบวกกับแรงเหวี่ยงขาของปารมี ทำให้ชายคนนั้นถึงกับจุกทรุดนอนลงไปกับพื้น
ชายอีกคนที่เห็นเพื่อนตัวเองถูกเป้าหมายทำร้าย เขาก็รี่เข้ามาหาปารมีทันที เธอที่รออยู่ก่อนแล้วก็จับมือจับแขนแล้วม้วนดัดไปทางด้านหลัง ทำให้ชายคนนั้นร้องด้วยความเ็ป เพราะกระดูกถูกดัดอย่างผิดธรรมชาติ
ชายคนแรกที่ถูกปารมีเตะจนจุก เมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังถูกทำร้าย เขาก็รีบวิ่งเข้ามาจะมาช่วย แต่ก็ถูกปารมีเอี้ยวตัวมาถีบเสียก่อน จนเขาล้มจุกไปอีกรอบ
คราวนั้นที่เห็นพวกนักเลงสามคนถูกปารมีเล่นงาน เขาไม่คิดว่าเขากำลังจะถูกเล่นงานเหมือนกับนักเลงรับจ้างพวกนั้นเหมือนกัน
“ใครเป็คนส่งพวกคุณมา”
ปารมีถามเสียงเข้ม ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปใกล้ช้า ๆ และก่อนที่ปารมีจะลงมืออะไรต่อ ก็มีเสียงของชายคนหนึ่งดังแว่วมาจากด้านหลังเธอ
“คุณ รปภ. ครับ ทางนี้ครับ ผมเห็นว่ามีคนกำลังทะเลาะกัน”
ชายสองคนที่ได้ยินเสียงนั้นก็ทำหน้าอิหลั่กอิเหลื่อจากนั้นก็ใช้โอกาสที่ปารมีหันไปทางต้นเสียงหนีไป จนทำให้ปารมีนั้นไม่อาจได้คำตอบที่เธอ้าจนรู้สึกอารมณ์เสียนิด ๆ และเมื่อหันไปเห็นว่าเสียงของชายที่ทำตัวเหมือนกับพลเมืองดีคนนั้น เธอก็ต้องแปลกใจ
“คุณ!!”
“อ้าว— คุณนี่เองเหรอครับเนี่ย แหม— ผมก็นึกว่าพวกนักเรียนมาตีกันแถวนี้ก็เลยร้องแบบนั้นออกไปน่ะครับ”
วศินเดินมาหาปารมีพร้อมกับรอยยิ้ม ซึ่งเธอรู้สึกได้ว่าไอ้รอยยิ้มของเขานั้นมันแฝงไปด้วยอันตรายชอบกล
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
ปารมีเอ่ยถาม พร้อมกับจ้องมาที่วศินอย่างสงสัย จากเหตุการณ์คราวที่แล้ว เธอคิดว่าผู้ชายคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่
“เอ้า— ผมก็มาซื้อของสิคร้าบ...ผมคงไม่ได้มาห้างเพื่อจะมาจ๊อกกิ้งหรอกนะครับ”
วศินตอบอย่างกวน ๆ ทำให้ปารมีนั้นไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเขามากไปกว่านี้
“ถ้างั้นก็ขอบคุณนะคะ!!”
ปารมีเอ่ยขอบคุณอย่างประชดประชัน เพราะเธอรู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่ที่วศินนั้นทำให้เธอไม่ได้คำตอบจากชายสองคนนั้นอย่างที่เธอ้า
แต่ดูเหมือนว่าคำประชดนั้นไม่อาจทำลายใบหน้ายิ้มแย้มของวศินได้ เขาได้แต่ยิ้มพร้อมกับตอบรับด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ยินดีครับ— คุณผู้หญิง”
ปารมีได้แต่ยืนฮึดฮัดกับท่าทีกวนประสาทของวศิน เธอจึงขอตัวแยกออกไปทันที คล้อยหลังปารมีไปนั้น ใบหน้าของวศินจากที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อครู่ ก็เปลี่ยนเป็แววตาหรี่เล็กอย่างลอบประเมิน รอยยิ้มที่เคยมีก็ค่อย ๆ ลดลงจนเหลือแค่มุมปากนิด ๆ
ครืด— ครืด—
ทันใดนั้นโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น วศินกดรับโทรศัพท์ทันที
[ต้องขอบคุณ คุณวศินมากเลยนะครับ ถ้าไม่ได้คุณวศิน พวกเราแย่แน่ ๆ ]
เสียงของชายคนหนึ่งดังมาจากปลายสาย
“คราวหน้าก็ระวังด้วยแล้วกัน อย่าให้มันเอิกเกริก— สงสัยคงต้องส่งคนอื่นมาแทน พวกนายกลับไปพักก่อนแล้วกัน”
[ครับ!!]
จากนั้นเขาก็กดวาง พร้อมกับกดเปิดแอปหนึ่งเพื่อส่งข้อความหาใครบางคน ก่อนที่จะเดินฮัมเพลงเข้าห้างไปอย่างอารมณ์ดี
‘ไก่ตื่นแล้ว....’
--------------------------
แม้จะเป็วันหยุดสุดสัปดาห์ แต่สำหรับนักรบแล้ว ไม่ว่าจะวันไหน ๆ ก็เป็วันธรรมดาสำหรับเขา เพราะเขานั้นทำงานทุกวันไม่เว้นวันหยุด
วันนี้จุดประสงค์หลักของเขาคือไม่ได้มาทำงาน แต่มาเพื่อปรึกษากับกวินต่างหาก
“เฮ้— ถ้าเื่มันเป็งั้นจริง เราก็คงต้องเปลี่ยนแผนแล้วล่ะ....ดูเหมือนว่าอาจารย์แนะแนวคนนี้อาจจะเป็ไพ่ตายสำคัญสำหรับเราก็ได้”
“อีกฝ่ายต้องหาทางกำจัดเธอแน่”
นักรบเอ่ยขึ้นมาอย่างเป็กังวล หลังจากที่เขาได้รู้เื่ของเธอผ่านข้อมูลที่เตชินไปสืบหามาแล้วนั้น มุมมองที่เขามองปารมีนั้นก็เปลี่ยนไปทันที
“ก็คงงั้นแหละ...”
ไม่ทันที่กวินจะพูดอะไรต่อ โทรศัพท์ของเขาก็สั่นเตือนข้อความเข้า พอเขากดอ่านก็ถึงกับอึ้งสักพักก่อนที่จะหัวเราะเบา ๆ
“ฮ่า ๆ – ไก่ของเราเก่งจริง ๆ เลยน้า— ให้ตาย”
นักรบเลิกคิ้วถามกวิน เขาจึงยกหน้าจอโทรศัพท์ของเขาให้นักรบดู เมื่อนักรบเปิดอ่านแล้วก็ถึงกับถอนหายใจ
“ไก่ตัวนี้คงเป็ไก่ชนพันธุ์ดุละมั้ง”
นักรบเอ่ยขึ้นมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย แววตาอ่อนลง พร้อมกับนึกถึงใบหน้าของใครบางคนที่มักจะทำให้เขานั้นเซอร์ไพรส์ได้เสมอ ซึ่งกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้นั้น ไม่อาจหลุดรอดสายตาของกวินไปได้
“ท่าทางนายจะชอบไก่ตัวนี้ซะเหลือเกินนะ”
กวินเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินออกไปทันที ทำให้เขานั้นไม่ทันได้เห็นสีหน้าตกตะลึงของนักรบ
‘ชอบ— เหรอ’
โปรดติดตามตอนต่อไป