ตอนที่หนึ่งร้อยห้าสิบสาม ออกจาก Comfort Zone
การออกจาก Comfort Zone ตามทฤษฎีคือเราต้อง innovate ใช้ความคิดสร้างสรรค์เสมอในการที่จะหาหนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการได้ค่าตอบแทนให้ได้คุ้มกับเวลาและแรงงานที่เราจ่ายไป
หากต้องการได้รับการตอบแทนที่มีคุณค่ามากกว่าเดิมในระบอบทุนนิยมเราก็ต้องทำตัวให้มีประโยชน์ต่อระบบทุนนิยมมากกว่าเดิม
โลกทุนนิยมดูประโยชน์ที่ได้รับ
ไม่ได้มองความทุ่มเทหรือความตั้งใจของเราแต่ประการใด
เรามีทักษะดีแค่ไหนที่ระบบนี้จะต้องการเรามากขนาดนั้นจนขาดเราไม่ได้หรือเรามีมูลค่ามากพอ?
“ทำงานเก็บเงินกินดอกไปตลอดชีวิต”
คนรวยที่ได้ฟังก็คงจะขำขำ
ระบบปัจจุบันน่ะเราสร้างเงินเฟ้อไว้เพื่อบีบให้คนเอาเงินออกจากธนาคารไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือกิจการร้านค้าต่างๆ
ไม่ต้องคำนวณให้เหนื่อยเพราะรัฐบาลคำนวณมาให้แล้วว่าลงทุนในตลาดหุ้นนั้นคุ้มกว่าฝากเงินไว้ในธนาคารตามทฤษฎีอัตราดอกเบี้ยต่างๆ
ซึ่งก็น่าแปลกใจอย่างยิ่งว่าใครเป็นคนเผยแพร่
“ฝากธนาคารกินดอกเบี้ยไปจนตาย”
แก่ประชาชนทั่วไป
ความจริงคือมันไม่มี Comfort Zone สถานที่ที่ทำให้เราอยู่อย่างสุขสบายได้ในระบบทุนนิยมนี้
หากต้องการมีความรู้สึกอย่างนั้นต้องไปอิเซไคสโลไลฟ์หรือเป็นชาวสวนแม่ลูกสาม
ที่เรามีวิทยาการก้าวล้ำยุคหรือทรัพยากรที่เหนือกว่าคนทั่วไปมหาศาล
สามารถเก็บอาหารที่มีเหลือมากมายในปัจจุบันไปในยุคสมัยที่ต่อให้เรามีเงินก็อาจจะไม่มีสินค้าที่เราต้องการ
Productive all the time
การทำตัวให้มีประโยชน์ตลอดเวลา
คือศาสนาของทุนนิยม
ระบบนี้ไม่สามารถยอมรับการมีชีวิตอยู่อย่างสโลไลฟ์ได้อย่างเด็ดขาด
Comfort Zone ที่เราฝันถึง จึงเป็นเรื่องแสนไกลในความฝันประดุจดั่งวินแลนด์หรือยูโทเปีย
ความหมายของมันคือ
ดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง โลกแห่งความสมมติโลกมายา
มันคือสิ่งที่หาไม่ได้ในโลกทุนนิยมนี้
หากเราไม่มีทักษะล้ำยุคแบบพระเอกอิเซไคหรือชาวสวนแม่ลูกสาม
เราจะเป็นได้เพียงแค่หนึ่งในฟันเฟืองของระบบที่ทุนนิยมจะสามารถเปลี่ยนเราเมื่อไรก็ได้
เราไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น
ระบบมันต้องการให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วว่าต่อให้ขาดเราไป ระบบทั้งระบบก็ยังดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มันมีไว้เพื่อตอบสนองความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดและบีบเค้นประสิทธิภาพของคนออกมามากที่สุด คนที่ไม่สามารถฝ่าฟันความยากลำบากไปได้ก็จะตาย
หรือฝากความหวังไว้ที่ว่าจะได้เกิดเป็นพระเอกอิเซไคหรือชาวสวนแม่ลูกสามเท่านั้น
หึหึหึหึ คอยก่อนเถอะ คุณชายพาราณจีอ้าวป้าหม่าผู้นี้จะเอาทุนิยมมาเยือนแดนภารตะนี้แล้ว!!!
Creative Destruction
ภาษาหนังจีนคือ ทำลายและค่อยจัดตั้ง
ระบบทุนนิยมนี้จะค่อยๆทำลายสิ่งที่มีอยู่ดั้งเดิมและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้น
มันคือระบบที่บ้าคลั่งที่สุดและระบบที่ทำให้เรามีชานมไข่มุกไอศกรีมและอาหารต่างๆอย่างเหลือเฟือ
ไม่ต้องต่อแถวเอาแต้มคุณธรรมไปแลกจักรยานตรากระต่ายแบบชาวสวนแม่ลูกสาม
ระบบทุนนิยมสนับสนุนให้เราทำลายสิ่งที่มีอยู่เดิมและสร้างสิ่งใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมเสมอแบบเดียวกับการ”ทำลายแล้วค่อยจัดตั้ง” ตามแนวคิดการบ่มเพาะพลังปราณยุทธนั่นเอง
“หึหึหึหึ เน็ดเอ๋ย ไม้องห่วงหรอกอ้าวป้าหม่าผู้นี้ จะทำให้พวกเจ้าได้พบเจอกับสิ่งใหม่เอง”
แปะ แปะ ผมปรบมือ
และนามูได้เพ่งมิติ
วงกลมมิติได้โผล่ขึ้นมาและกระเป๋าเก็บเงินได้ลอยออกมาจากห้วงมิติส่วนตัวของเขา
ความสามารถสุดแสนอัศจรรย์ของคนในยุทธภพ
ที่หากขึ้นไปมิติที่สูงขึ้นไปจะมีความสามารถฝ่าสวรรค์ทลายพิภพได้เหนือกว่านี้อีก
แต่เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารและการทำนายังใช้อุปกรณ์ของยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมในมิติที่สูงๆขึ้นไป
“เจ้าไปหาพวกหินอย่างนี้มาให้ข้าหน่อยเท่าไรข้ารับซื้อไม่อั้น”
อ้าวป้าหม่าเอาหินวิญญาณตัวอย่างให้เน็ด
เน็ดเอามาพลิกดูและทำหน้าไม่น่าเชื่อถือ
“เจ้าคิดว่าแค่มีอัญมณีอาคมจะทำให้เจ้าเอาชนะคุณชายพาราณจีได้หรือ?”
“อัญมณีอาคม?”
อ้าวป้าหม่าถามอย่างสงสัย
...
True wallet 089-5296248
สนับสนุนผู้เขียนได้ทางช่องทางนี้นะครับ
สามารถสอบถามข้อมูลของเรื่องหรือต้องการตอนพิเศษแบบไหน
สามารถบอกกล่าวกันได้ครับ