บทที่ 41 กลัวจนฉี่ราด
คำพูดของเซียวหย่งฝูทำให้แม่เฒ่าเหยาสะดุ้ง “หย่งฝู เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“เด็ก ๆ ก็แค่เล่นกันเอง จาวตี้เลือดออก ส่วนลูกสาวเจ้าไม่ได้ตายเสียหน่อย” แม่เฒ่าเหยาไม่ได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา ปากยังคงพูดพร่ำเรื่องไร้สาระไม่หยุด
หลินซื่อปล่อยเสี่ยวเหยาซื่อ เมื่อนางได้ยินดังนั้น นางก็รีบวิ่งไปที่ห้องครัวและหยิบมีดทำครัว วิ่งไปหาแม่เฒ่าเหยา
“ไม่เป็นไร? เช่นนั้นข้าตัดแขนท่านออกข้างหนึ่งก็คงไม่เป็นไรหรอกกระมัง ยังไงซะก็ไม่ตาย”
แม่เฒ่าเหยาตาเหลือก ลุกขึ้นแล้วร้องโวยวายวิ่งออกไปข้างนอก “จะฆ่ากันแล้ว ช่วยด้วย!”
หน่วนเป่าเหลือบมองหลิวเกิ่นเซิงที่ยืนตกตะลึงอยู่ และชี้ไปข้างนอกขอให้เขาตามออกไปดู
หลิวเกิ่นเซิงรีบวิ่งออกไปทันทีโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ
เซียวหย่งฝูมองไปที่เสี่ยวเหยาซื่อที่กอดจาวตี้และร้องไห้ “เซียวหย่งเหวินอยู่ที่ไหน”
เสี่ยวเหยาซื่อส่ายหัว “เขาบอกว่าวันนี้มีงานต้องทำในเมืองและออกเดินทางไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”
ทันใดนั้นจาวตี้ก็วิ่งไปกอดขาของเซียวหย่งฝู “ลุงใหญ่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรรังแกน้องสาว ในภายหน้าข้าจะปฏิบัติกับนางอย่างดี ท่านพาข้าไปอยู่ที่บ้านของท่านเถอะ ท่านย่าตีข้าตลอด ข้ารับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว”
หน่วนเป่ามองจาวตี้ที่กำลังร้องไห้และรู้สึกดูแคลนอยู่ในใจ เซียวหย่งฝูเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ยินเสียงกระซิบชี้แนะของเสี่ยวเหยาซื่อ แต่ว่านางได้ยิน
แสร้งทำตัวให้ดูน่าสงสารให้พ่อของนางเห็นใจหรือ? ทว่าเจ้าก้อนแป้งไม่กังวลหรอก นางยังคงมีความเชื่อมั่นในตัวของบิดาอยู่
เซียวหย่งฝูรู้สึกเสียใจมากเมื่อมองดูหลานสาวของเขาต้องทนทุกข์เจ็บปวด
แม้จะไม่ได้ยินสิ่งที่เสี่ยวเหยาซื่อพูด แต่เขาก็มีบทเรียนมาก่อนหน้านี้ จึงสังเกตสีหน้าและคำพูดของคนได้ดีขึ้น
เมื่อครู่สีหน้าของเสี่ยวเหยาซื่อดูมีแผนการ เขาไม่มีทางดูพลาด จาวตี้อาจจะอยากไปอยู่บ้านของพวกเขาจริง ๆ แต่ไม่ใช่เพราะว่านางกลัวการถูกทุบตี แต่เพื่อชีวิตครอบครัวที่ดีขึ้น
เพราะหากชีวิตของพวกเขาสุขสบายอยู่แล้ว แม้ว่าจะต้องเผชิญการถูกทุบตี นางก็คงไม่มีทางพูดว่าอยากมาอยู่บ้านเขาเช่นนี้
“จาวตี้ ถ้าเจ้าทำได้และไม่คิดรังแกหน่วนเป่าอีก...” เซียวหย่งฝูหยุดไปครู่หนึ่ง และเขาก็เห็นสีหน้าของจาวตี้สดใสขึ้นมาด้วยความดีใจ
“ถ้าอย่างนั้น เจ้ายังเรียกลุงว่าลุงใหญ่ได้ แต่หากรังแกหน่วนเป่าอีกแล้วลุงรู้ ลุงก็ไม่ถือสาที่จะสั่งสอนเจ้าเหมือนพ่อเจ้าทำ”
เสียงของเซียวหย่งฝูฟังดูน่ากลัวเล็กน้อย จาวตี้ตัวสั่นปล่อยมือของนางออกทันที แล้ววิ่งไปซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนของเสี่ยวเหยาซื่อ
หน่วนเป่าแอบเบ้หน้า คิดที่จะไปกับครอบครัวของนาง อย่าคิดว่าไม่รู้นะว่าคิดอะไรอยู่ พวกตัวประหลาด โชคร้ายต่อไปเถอะ!
เซียวหย่งฝูมองเสี่ยวเหยาซื่อและลูกสาวของนาง สายตาของเขาเต็มไปด้วยคำเตือน
เสียงของแม่เฒ่าเหยาร้องขอความช่วยเหลือเริ่มดังใกล้เข้ามา เซียวหย่งฝูหันหลังกลับออกไป เขาเชื่อว่าแม่ลูกคู่นี้คงจะยังไม่ลงมือทำอะไรทั้งนั้น
เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพราะตัดขาดจากแม่เฒ่าเหยาไม่ได้
เขาไม่สามารถตีหรือขับไล่นางออกไป แม้ว่าเขาจะนึกเกลียดเข้าไส้ เซียวหย่งฝูไม่ใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยม เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลยกับคนไร้เหตุผลแบบนี้
“ช่วยด้วย!”
ทันทีที่ออกมา หน่วนเป่าก็อุทาน นางเอามือปิดตาทำเป็นมองไม่เห็นภาพตรงหน้า
หลินซื่อวิ่งเร็วจนผมปลิวสะบัด นางถือมีดทำครัวและเหยียบท้องของแม่เฒ่าเหยา มองด้วยสายตาเคียดแค้น ดวงตาที่ดูเย็นชาทำให้นางเหมือนคนไร้ความรู้สึก
“เจ้าปล่อยข่าวลือในหมู่บ้านทุกวัน ทำลายชื่อเสียงของข้าและตอนนี้ก็ยังคิดที่จะทำร้ายลูกสาวของข้า!”
“ในเมื่อไม่อยากมีชีวิตที่ดีอยู่ต่อไป เช่นนั้นพวกเราก็มาตายไปด้วยกันเถอะ ข้ารู้ว่าการฆ่าคนมันผิดกฎหมาย ถ้าฆ่าท่านแล้ว ข้าจะฆ่าตัวตายเอง ข้าจะตายไปพร้อมท่านเอง!”
เมื่อครู่แม่เฒ่าเหยาถูกนางกระชากผม จนบางจุดบนศีรษะแหว่งและมีเลือดออก
ท่าทางบ้าคลั่งของหลินซื่อทำให้นางตกใจมากจนต้องร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อนางเห็นเซียวหย่งฝูออกมา นางก็ตะโกนเสียงดัง “หย่งฝู มาช่วยแม่เร็วเข้า”
เซียวหย่งฝูปฏิเสธอย่างเฉยเมย “มีคำพูดที่ว่า ในฐานะคนเป็นแม่ต้องเข้มแข็งเพื่อปกป้องลูก ข้าจึงไม่สามารถช่วยท่านได้”
หลินซื่อพูดระหว่างทางมาที่นี่ว่า ถ้าครั้งนี้นางไม่เอาเลือดหัวแม่เฒ่าเหยาออก ก็เรียกนางว่าลูกหมาได้เลย!
แม่เฒ่าเหยาหมดหวัง นางเห็นว่าหลินซื่อจริงจังมากแค่ไหนในครั้งนี้ แน่นอนว่าหลินซื่อยกมีดขึ้นมาและฟันมันลงไปอย่างแรง
“อ๊ากกก”
แม่เฒ่าเหยารู้สึกว่าร่างกายส่วนล่างของนางผ่อนคลาย พร้อมกับกระแสความร้อนไหลอาบหว่างขา
เมื่อเสี่ยวเหยาซื่อออกมา ก็ได้เห็นภาพแม่สามีที่ดุร้ายของตัวเองตกใจกลัวจนฉี่ราด
หลินซื่อลุกขึ้นมาถ่มน้ำลายและพูดจาเหยียดหยาม “ขี้ขลาด”
“ถ้ายังทำเรื่องชั่ว ๆ อีกและพยายามจะทำร้ายลูกสาวของข้า ข้าจะสับท่านให้ดู”
หลังจากพูดจบ นางก็โยนมีดทำครัวทิ้งแล้วหันหลังเดินจากไป ทิ้งแม่เฒ่าเหยาที่ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวนอนนิ่งอยู่บนพื้นคล้ายสติหลุดลอย
เซียวหย่งฝูไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางแม้แต่หางตา เดินไปหาหลินซื่อแล้วจูงมือภรรยาจากไป
“ตั้นแม่ ตั้นแข็งแกร่งมากเลย โตขึ้นหน่วนเป่าจะแข็งแกร่งให้ได้เท่าตั้นแม่!”
เซียวหย่งฝูไม่ได้รู้สึกสั่นไหวไปกับคำพูดของหน่วนเป่า หน่วนเป่าของเขาเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่น่ารักที่สุดในโลก และนางจะไม่มีวันเป็นเช่นนั้นแน่
“มีพ่อแม่ปกป้องหน่วนเป่า หน่วนเป่ามีหน้าที่แค่มีความสุขก็พอแล้ว” หลินซื่อยิ้มบาง
“ขอแค่หน่วนเป่าน่ารักกับพ่อและแม่ก็พอ ที่เหลือทั้งหมดฝากไว้กับแม่เถอะ” เซียวหย่งฝูกอดหน่วนเป่าแน่น
หลินซื่อเหลือบมองเซียวหย่งฝู “ท่านว่าข้าดุมากไปหรือ?”
“ภรรยาข้าอ่อนโยนเป็นที่สุด”
“ตั้นแม่เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลก อบอุ่นที่สุด น่ารักที่สุด สวยที่สุด และมีกลิ่นหอมที่สุด...”
“ดูเจ้าสิ พูดเก่งขนาดนี้เชียว เจ้านี่รู้จักชมคนแก่จริง ๆ”
……
หลิวเกิ่นเซิงที่เดินตามอยู่ข้างหลังเตะก้อนหิน ข้านี่ตามมาเป็นส่วนเกินจริง ๆ
ในช่วงบ่าย ข้าวเปลือกก็ตากแห้งและเริ่มเอาไปชั่งน้ำหนัก
“ท่านลุง ของข้าทางนี้ได้สองพันจิน” ชาวบ้านเช็ดเหงื่อแล้วพูดเสียงเบา
“ของข้าทางนี้มีหนึ่งพันห้าร้อยจิน”
……
หลี่เจิ้งหยิบสมุดบันทึกและจดทุกอย่าง ในการคำนวณครั้งสุดท้าย เขาก็วางพู่กันลง
ทุกคนต่างยืดคอรอคอยประกาศครั้งสุดท้าย
“ที่ดินสิบหกหมู่ รวมทั้งหมดหนึ่งหมื่นหกพันจิน ผลผลิตต่อหมู่เท่ากับหนึ่งพันจิน” ทันทีที่หลี่เจิ้งพูดจบ เสียงโห่ร้องก็ดังไปทั่วทั้งบริเวณ
ในอดีต ต่อให้ไม่ใช่ปีที่เกิดภัยพิบัติ แต่ผลผลิตสูงสุดต่อหมู่ก็อยู่ที่สองร้อยแปดสิบจินเท่านั้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากเกิดภัยพิบัติร้ายแรง ผลผลิตเฉลี่ยต่อหมู่อยู่ที่ประมาณเก้าสิบจินด้วยซ้ำ
เซียวหย่งฝูปลูกข้าวในพื้นที่สิบหกหมู่ของเขาได้มากกว่าทั้งหมู่บ้านรวมกันเสียอีก
หลี่เจิ้งที่อายุปูนนี้ไม่ได้แปลกใจกับผลลัพธ์นัก เขามีประสบการณ์ที่สามารถประเมินผลลัพธ์หลังการเก็บเกี่ยวได้
ก่อนหน้านี้ตกลงกันว่าแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าเอาไปครึ่งหนึ่ง เกรงว่ามันจะไม่ยุติธรรมต่อครอบครัวของเซียวหย่งฝูสักเท่าไร
“แค่ก วันนั้นหย่งฝูบอกว่าเขาจะแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับทุกคน แต่ความหมายของข้าก็คือ ให้พวกเขาหนึ่งหมื่นจิน แล้วพวกเราจะแบ่งกันหกพันจิน”
หลี่เจิ้งแสดงความคิดของเขาออกมา ด้วยน้ำเสียงที่ไตร่ตรองมาแล้วและไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“พวกเราเห็นด้วย”
“ถูกต้อง ตามนั้นเลย”
อันที่จริงไม่ต้องคิดให้มากความ อย่างไรพวกเขาก็ได้ประโยชน์อยู่แล้ว
เสบียงหกพันจินถูกแจกจ่ายให้กว่าร้อยครัวเรือน และแต่ละครอบครัวจะสามารถได้รับเกือบห้าสิบกว่าจิน นี่เอาไว้สำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์
รอถึงปีหน้า พวกเขาก็จะมีผลการเก็บเกี่ยวดีขึ้น
“จำเอาไว้ ระวังปากพวกเจ้าไว้ด้วย และอย่าลืมที่ข้าพูด” หลี่เจิ้งย้ำอีกครั้งก่อนที่จะปล่อยให้ทุกคนนำอาหารกลับไปให้ครอบครัว
สำหรับครอบครัวเซียวหย่งฝู หลี่เจิ้งขอคนสองสามคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันให้มาช่วยขน
“โชคดีที่พวกเราขุดห้องใต้ดินตอนสร้างบ้านไว้ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีที่เก็บอาหาร” หลินซื่อตั้งใจว่าเสบียงอาหารพวกนี้คงจะอยู่ได้นานเลยทีเดียว
เจ้าก้อนแป้งที่กำลังจะหลับ จู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้นมาแล้วพูดว่า “ตั้นพ่อ พาข้าไปหาตั้นปู่หลี่เจิ้งหน่อย”