The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 54 องค์ชายเก้าเจ้าตัวดี

            ชั่วพริบตาเดียว จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าของมิเนอร์วาก็มืดสนิท ก่อนจะกลับคืนเป็นปกติดังเดิม รู้ตัวอีกที ก็มาอยู่ในห้องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มากห้องหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มมีเฟรเกียยืนหันหลังให้



            "เป็นศิษย์สืบทอดของข้า แน่นอนว่าต้องมีของมอบให้ มุกมรณะสาบสูญสามเม็ดนี้มอบให้เจ้า สิทธิ์ในการเลือกตำราต่อสู้ และสมบัติวิเศษอย่างละหนึ่งครั้ง หากในอนาคต เจ้าสามารถกลายเป็นครึ่งเทพ ก็จะได้รับสิทธิ์เช่นนี้อีกหนึ่งครั้งเช่นกัน"



            เฟรเกียหันหน้ากลับมามองเด็กหนุ่ม พลิกมือหนึ่งที ก็มีไข่มุกทรงกลมสีขมุกขมัวสามเม็ด ที่เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดสลัวปรากฏขึ้น ไข่มุกนี้เป็นที่รู้กันดีว่าคือสมบัติวิเศษรักษาชีวิต สามารถรับการโจมตีเต็มกำลังของครึ่งเทพได้หนึ่งครั้ง ต่ำกว่าครึ่งเทพล้วนไม่อาจสร้างได้ แม้รอยขีดข่วน เมื่อใช้ออกจะปกคลุมผู้ใช้งาน นานถึง 5 นาที ก่อนจะสลายไป เวลาเท่านั้นย่อมเพียงพอต่อการเอาชีวิตรอดแล้ว หลังมอบไข่มุกให้ เฟรเกียก็ใช้นิ้วโป้งยกขึ้นชี้ไปทางด้านหลัง ผ่านหัวไหล่ เพื่อบอกให้มิเนอร์วาเดินไปเลือกตำราต่อสู้ที่ชอบมาหนึ่งเล่ม เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบรับแผ่วเบา แล้วเดินสำรวจหนังสือตำราจำนวนมากภายในห้องนี้ อย่างพินิจพิเคราะห์หาเล่มที่เหมาะสมให้กับตัวเอง



            'จากการต่อสู้ล่าสุด สิ่งที่ข้าขาดไม่ใช่ความเร็ว หรือพลังโจมตีซึ่งหน้า หากแต่เป็นความหลากหลายในด้านกลยุทธ์ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะว่าโชคดี สามารถทุบทำลายพันธนาการลง และปะทุพลังขึ้นมากะทันหัน จนอีกฝ่ายรับมือไม่ทัน คงไม่แคล้วที่ข้าจะกลายเป็นศพแทนมัน'



            มิเนอร์วาประเมินถึงส่วนที่เป็นจุดอ่อนในตอนนี้ และเดินด้อมๆ มองๆ ตามหาหนังสือตำราที่จะมากลบจุดอ่อนนี้ ในระดับผู้วิเศษและผู้วิเศษชั้นสูง พลังของผู้อื่นอาจจะสามารถใช้ออกเพื่อโจมตีได้ตามใจ แต่ของเด็กหนุ่มนั้นต่างกันออกไปทำได้เพียงแค่ใช้ป้องกัน และกดดันเพียงเท่านั้น ดังนั้นวิชาหมัดมวยที่บัวลอยสอนให้ จึงสามารถนำมาชดเชยจุดอ่อนด้านการโจมตีระยะประชิดได้ แต่ตอนนี้มิเนอร์วาเป็นเหนือมนุษย์ ที่สร้างผลึกแก่นของตัวเองแล้ว เป็นแก่นจากพื้นฐานวิญญาณที่เป็นพื้นฐานดั้งเดิมของตัวเอง หาใช่พื้นฐานไม้ หรือมืดที่เป็นของผู้อื่น ดังนั้นจึงสามารถใช้ออกผสมลงในท่าโจมตีต่างๆ เมื่อเห็นบุตรบุญธรรมยังคงเดินไปเดินมาตัดสินใจไม่ได้สักที เฟรเกียก็เอ่ยแนะนำ



            "ดูจากการต่อสู้ที่ผ่านมา เจ้ายังขาดทักษะที่สามารถหยุดคู่ต่อสู้ หากให้ข้าแนะนำ ผนึกแปดวิถีนั้นเหมาะกับเจ้านัก ผนึกแปดวิถีนับเป็นวิชาที่กล่าวขานกันว่า หากฝึกจนถึงวิถีที่แปด แม้แต่มวลมารก็ยังโดนผนึก จนต้องร้องขอความตาย แต่น่าเสียดายที่วังมรณะสาบสูญของพวกเรา มีบันทึกเอาไว้เพียงแค่สามวิถีเท่านั้น ตั้งแต่วิถีที่สี่เป็นต้นไป ก็ได้แต่พึ่งดวงเจ้าเอาเองแล้ว"



            เฟรเกียดีดนิ้วหนึ่งที ตำราศิลาขนาดเท่าฝ่ามือที่ซุกอยู่มุมห้องก็หายวับไป แล้วมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเด็กหนุ่ม ตำราศิลาที่ลอยตัวฝืนธรรมชาติอยู่เบื้องหน้าขณะนี้ ถูกสลักไว้ด้วยตัวหนังสือและอักขระแปลกพิสดาร ยากจะอ่านออก



            "ผสานพลังวิญญาณของเจ้าเข้าไปเพื่อหยั่งรู้สิ บนโลกใบนี้ บางครั้งใช้เพียงจิตใจเพื่อหยั่งรู้ก็เพียงพอแล้ว"



            มิเนอร์วาทำตามไร้ความลังเล พลังวิญญาณสีดำอมเขียวที่ฝ่ามือ ได้ซึมลงไปในตำราศิลาทันทีที่คว้าจับ ภาพที่ปรากฏในห้วงจิต คือโลกที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงร้อนแผดเผา สิ่งมีชีวิตมากมายกำลังวิ่งเข้ามาหาตนเองด้วยใบหน้าโหดเหี้ยม รังสีการฆ่าฟันสีแดงเข้มลอยตัวอยู่เหนือหัวของพวกมัน จนสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า พวกมันต่างกระหายอยากในการฆ่าฟัน แต่ทว่าวิ่งมาได้เพียงครึ่งทาง พวกมันก็ต้องล้มลง อาวุธมีคมสีเขียวอมดำจำนวนมากมายปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า คอยจ้วงฟันแทงร่างกายของทุกชีวิตที่พยายามเข้ามาใกล้ให้ตกตาย ก่อนที่พวกมันจะถูกปลุกให้ฟื้นตื่นขึ้น ด้วยสายลมแห่งชีวิต



            หนึ่งชีวิตได้ตกตาย หนึ่งชีวิตก็ถือกำเนิด เป็นภาพที่น่าสยดสยองขนหัวลุกเป็นอย่างมากสำหรับมิเนอร์วา เกิดขึ้นมาเพื่อโดนฟันแทงจนตกตาย เมื่อตายไปก็เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง เป็นอยู่อย่างนี้วนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะแตกสลายไปพร้อมกับเสียงโบราณที่ดังก้องอยู่ในจิตใจ



            "วิถีที่หนึ่ง ผนึกสัญชีพ!"



            ภาพที่แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อยกระจายไปทั่ว ถูกดึงดูดกลับมาอีกครั้งกลายเป็นภาพใหม่ ที่ยังคงเป็นโลกแห่งเปลวเพลิงเช่นเดิม เพียงแต่ต่างกันตรงที่ทุกชีวิตในโลกนี้ ถูกขึงตรึงร่างกายไว้ด้วยด้ายสีดำ ที่มีพลังสยบแพร่กระจายออกมาอยู่ตลอด หากมองเพียงผ่านๆ ย่อมรู้สึกดีกว่าภาพแรกที่เกิดดับไม่จบสิ้น แต่ถ้าเพ่งมองไปที่ด้ายสีดำนั้นดีๆ จะเห็นว่าเส้นด้ายเหล่านี้ขยับอยู่ตลอดเวลา พวกมันรัดร่างกายแน่นขึ้นเรื่อยๆ และเสียดสีให้เกิดแผล สร้างความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา



            โลหิตของสิ่งมีชีวิตที่ไหลซึมออกมา จะถูกดูดมาเป็นพลังงานให้เส้นด้ายดำ ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่ทราบได้ ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนที่ภาพจะแตกกระจายอีกครั้ง คือภาพสิ่งมีชีวิตที่ขัดขืนฝืนยืนขึ้น อาจจะเป็นเพราะไม่อยากทนต่อความเจ็บปวด จึงได้ทำเช่นนั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเลวร้ายมากกว่าเดิม ด้านดำยิ่งรัดแน่นขึ้นจนมีอวัยวะบางส่วนถูกรัดแน่น ฉีกขาดออกจากร่างกาย ผู้โชคร้ายตนนั้นล้มลงไปนอนบนพื้นดินแห้งผาก จำใจต้องทนยอมให้ด้ายดำนี้ทรมานต่อไป เสียงโบราณดังขึ้นมาอีกครั้ง



            "วิถีที่สอง… ผนึกกาฬสุตตะ"



            เฟรเกียยืนจ้องมองบุตรบุญธรรมเงียบๆ ไม่ได้รบกวนการซึมซับความรู้ที่ได้เริ่มขึ้น ภาพในห้วงจิตมิเนอร์วาเปลี่ยนไปอีกครั้ง ยังคงเป็นโลกแห่งเปลวเพลิงร้อนแผดเผาใบเดิม ที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตรูปร่างพิกลพิการ บ้างก็มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่มีส่วนศีรษะเป็นควาย บางตัวก็มีศีรษะเป็นมนุษย์ แต่ลำตัวเป็นสุนัข ความวิปริตแห่งกายพิกลพิการมากมายเกินพรรณนาได้หมดสิ้น



            "ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!"



            เสียงอาฆาตหมายเอาชีวิตดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดพวกนี้ จะวิ่งหนีทันทีที่เสียงร้องน่าหวาดกลัวดังขึ้น แม้แต่ร่างกายมิเนอร์วาในโลกแห่งความเป็นจริงที่ได้ยินเสียงนี้ เส้นขนทั่วร่างก็ลุกตั้งขึ้น เหงื่อเย็นเยียบไหลออกเต็มแผ่นหลังโดยที่ไม่รู้ตัว พวกมันต่างวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับฝูงลูกแกะวิ่งหนีหมาป่า ทุกทิศที่พวกมันหันหน้าวิ่งหนี จะปรากฏกำแพงเพลิงขึ้นมาขัดขวาง ไม่ว่าจะหันหลังหนีไปทางใด เบื้องหน้าทุกทิศทางก็จะมีแต่กำแพงเพลิงปรากฏขึ้น คอยโอบล้อมอยู่เสมอ



            กักขังพวกมันเอาไว้ในเปลวเพลิงเผาไหม้ร่างกาย และดวงจิต ให้ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ผ่านไปนานแสนนาน จึงจะปรากฏภูเขาศิลาขนาดใหญ่หล่นมาจากฟากฟ้า บี้ทับพวกมันจนแหลกละเอียด ซากร่างบี้แบนเป็นแผ่นแต่ก็ยังไม่ถึงกับสิ้นชีวิต พวกมันถูกกักขังอยู่ในช่องว่างขนาดเล็กเท่ากับกระดาษหนึ่งแผ่น เบื้องล่างเป็นธรณีร้อนแผดเผา เบื้องบนเป็นภูเขาศิลาสูงพันเมตร ถูกผนึกกักขังเช่นนั้นอยู่ยาวนานยากนับปี



            "วิถีที่สาม ผนึกสังฆาฏะ"



            ทันทีที่โลกเปลวเพลิงในครั้งที่สามสลายหายไป ความรู้จำนวนหนึ่งในห้วงวิญญาณก็ได้ถูกย่อยเข้ามาในสมอง ผนึกมือสามรูปแบบ ที่เป็นตัวแทนของผนึกทั้งสามวิถี ความสามารถ และวิธีฝึกฝนวิถีผนึก ล้วนถูกตีตราประทับลงในห้วงดวงจิต เฟรเกียที่เห็นเด็กหนุ่มลืมตาก็เอ่ยเล่าความเป็นมา



            "ผนึกแปดวิถีนี้ว่ากันว่าสืบทอดมาจากอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่งที่เร้นกายซ่อนตัวจากโลก มีจุดเด่นในด้านการหยุดยั้งภัยคุกคาม ผู้สร้างภัยย่อมแพ้ภัยตัวเองนั่นคือสิ่งที่อาจารย์ปู่ของเจ้าเคยกล่าวไว้ น่าเสียดายที่ผลึกแก่นของข้าก็มีความสามารถคล้ายๆ กันดังนั้นจึงไม่ได้ฝึกฝนตำราวิชาที่ไม่สมบูรณ์นี้เลือกเดินทางสายหลักแห่งวังมรณะสาบสูญที่สมบูรณ์กว่าแทน" มิเนอร์วาพึ่งได้สติก็ขบคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายที่กำลังเว้นช่วงหายใจ



            "ดูจากความพิเศษของผลึกแก่นที่เจ้ามีหากร่ำเรียนวิชามรณะสาบสูญเลยทันทีคงจะเป็นการยากเนื่องจากวิชานี้ใช้ความมืดบังคับให้สาบสูญ บีบบังคับให้เป็นหรือตาย คงมีเพียงรอให้เจ้ากลายเป็นครึ่งเทพเท่านั้นถึงจะสามารถเริ่มร่ำเรียนได้" มิเนอร์วาพยักหน้าตอบรับเบาๆ ราวกับเห็นด้วยกับอีกฝ่าย เฟรเกียอมยิ้มน้อยๆ อย่างเอ็นดูก่อนที่สีหน้าจะเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง "ส่วนเรื่องสำคัญต่อจากนี้ก็ให้เจ้าตัดสินใจเอาเองก็แล้วกันว่าจะจัดการอย่างไร ขึ้นชื่อว่าศิษย์สืบทอดล้วนต้องลิ้มลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองเสียก่อน"



            เฟรเกียดีดนิ้วหนึ่งที แผ่นศิลาผนึกแปดวิถีก็หายไป พร้อมกับการปรากฏขึ้นใหม่ของศิลาอีกแผ่นหนึ่ง ที่ด้านในเต็มไปด้วยข้อมูลที่อัดแน่น มิเนอร์วาเริ่มคุ้นชินกับวิธีการแล้ว จึงผสานพลังวิญญาณเข้าไปภายในศิลาแผ่นใหม่ทันที ในครานี้ไม่มีภาพปรากฏ มีเพียงแค่เสียงของผู้ที่คาดว่าน่าจะเป็น หนึ่งในสายข่าวของวังมรณะสาบสูญ ที่บอกเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์สำคัญ



            "เรียนท่านประมุขวัง… ฟังจากที่พวกเขาพูดคุย ชายที่ชื่อดีมัวร์และราชวงศ์กลุ่มหนึ่ง ได้เตรียมส่งคนไปที่เกาะเพลิออน เพื่อตามหาทางเข้าขุมทรัพย์ที่กำลังจะเปิดขึ้น และที่สำคัญ ดูเหมือนเรื่องนี้จะเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับบิดาของนายน้อยมิเนอร์วาอีกด้วย ว่ากันว่าในระยะหลัง ท่านพาซัคนั้นได้ออกตามหาทุกสิ่งอย่าง ที่ขึ้นชื่อว่าสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง งมงายกับวัตถุวิเศษที่บางชิ้นก็เป็นเพียงแค่ของหลอกลวง หากแต่แท้จริงแล้วกลับมีเบื้องหลัง เป็นเพราะราชวงศ์ฝั่งองค์ชายเก้า และดีมัวร์ต้องการฮุบกลืนกิจการรถม้า ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในขณะนั้น ด้วยการกดดันจากหลายๆ ทาง จึงจำเป็นต้องยื้อเวลาด้วยการขายสิทธิ์ออกบางส่วน ขายออกไปให้แก่อีกฝ่ายในราคาที่ถูกแสนถูก เกิดเป็นการดิ้นรนขวนขวายตามหาของวิเศษ ที่จะสามารถช่วยปกป้องตนเองและครอบครัวได้"



            “ในตอนนั้นเอง ที่พวกเขาแอบปล่อยลายแทงขุมทรัพย์บนเกาะเพลิออน ให้แก่ท่านพาซัคผ่านการซื้อขายที่ตลาดใต้ดิน และนั่นคือหลุมพรางที่ฝั่งองค์ชายเก้ากับดีมัวร์ได้ขุดไว้ ในคราแรกพวกมันที่แอบสะกดรอยตามไป เพียงหวังให้ท่านพาซัคช่วยเปิดทางฝ่ากับดักเข้าไปยังส่วนลึก แต่กลับพบเจอเข้ากับทางตันเสียก่อน ที่นั่นว่างเปล่าไม่มีสิ่งใด แต่ในขณะที่ท่านพาซัคลูบๆ คลำๆ บริเวณนั้น กำแพงหินก็ได้เปิดออกร่างกายเขาตกลงไปในช่องศิลาลับ เหล่าคนที่แอบตามมาดู เห็นเพียงแค่ร่างท่านพาซัคที่น่าจะบาดเจ็บเล็กน้อย และพื้นหินที่เต็มไปด้วยอสรพิษมากมาย”



            "เพียงชั่วกะพริบตาช่องลับนั้นก็ได้ปิดลง ราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะตามหากลไกยังไงก็หาไม่พบ พวกมันเฝ้ารอดูอยู่นานหลายวัน ก็ไม่เห็นทีท่าว่าท่านพาซัคจะกลับขึ้นมาได้ จึงสันนิษฐานว่าช่องศิลานั่นคือกับดักของขุมทรัพย์แห่งนี้ และยุติการสำรวจแค่เพียงเท่านั้น แต่เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ท่านพาซัคที่หายไปหลายวันก็กลับมาพร้อมกับทรัพย์สมบัติจำนวนหนึ่ง และในนั้นมีหนึ่งสิ่งที่ทางราชวงศ์ต้องการเป็นอย่างมาก แต่ของนั่นคือสิ่งใดก็ไม่มีผู้ใดทราบ เพราะบุคคลที่ข้าจับมารีดข้อมูล ดันโดนปิดปากขาดใจตายไปเสียก่อน มือสังหารโดนข้าปลิดชีพไปแล้ว ท่านประมุขวังข้าคงต้องรีบถอนตัวแล้ว จึงได้ฝากศิลาเสียงนี้มาแทน ขออภัยที่ไม่ได้มารายงานด้วยตัวเอง"



            เมื่อสิ้นเสียงรายงาน ศิลาเสียงที่อยู่ในอุ้งมือถูกบีบจนแตกละเอียด มิเนอร์วาที่หลับตาอยู่ใบหน้าพลันเปลี่ยนแปร เผลอตัวหลุดการควบคุม หัวคิ้วขมวดมุ่นพร้อมกับจิตสังหารที่ปะทุขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะเก็บกลับไปเอ่ยเสียงเย็นลอดไรฟัน



            "องค์ชายเก้าเจ้าตัวดี… ที่แท้ก็เป็นเจ้าที่บงการตัวบัดซบนั่น บีบบังคับครอบครัวข้า!"



            มิเนอร์วารีบสงบจิตสงบใจ ไม่ปล่อยให้อารมณ์ขึ้นมาอยู่เหนือเหตุผล ใช้สมองตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วเอ่ยกับบิดาบุญธรรมที่อยู่ตรงหน้า



            "ท่านพ่อ ตัวข้าในตอนนี้นั้นร้อนรุ่มเปี่ยมด้วยโทสะคับอก หากแต่ก็ไม่บ้าพอที่จะบุกเข้าไปสังหารเจ้าพวกนั้น หากแต่ในอดีตอาจารย์ด้านการแพทย์ของข้าเคยกล่าวว่า เพลิออนก็เหมือนสวนหลังบ้านของเขา ท่านมักจะไปเก็บเกี่ยวพืชสมุนไพรที่นั่นอยู่บ่อยๆ ดังนั้นข้าจึงอยากจะขออนุญาตท่าน ได้โปรดให้ข้าออกไปล่าขุมทรัพย์ในครั้งนี้ด้วย หากพวกมันทำตัวเป็นนกรอกินงู เช่นนั้นข้าจะเป็นมังกรรอกลืนกินพวกมันอยู่ข้างหลังเองอีกทอดเอง"



            เฟรเกียพยักหน้าเห็นด้วย มุมปากเต็มไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ การที่ตัวมันถูกเด็กน้อยผู้หนึ่งเรียกว่าพ่อช่างให้ความรู้สึกดี หลังจากที่พยายามอยู่หลายครั้งครา จึงไม่แปลกที่มันจะรู้สึกปีติดีใจ ได้มีบุตรกับเขาบ้างเสียที แถมยังเก่งกาจอหังการถึงเพียงนี้ ช่างถูกตาต้องใจนัก



            "ที่ข้าอยากจะบอกเจ้าก็เรื่องนี้แหละ เดิมทีก็คิดจะให้เจ้าแอบตามเจ้าพวกนั้นไป อย่างมากพวกมันก็ส่งเหนือมนุษย์ขั้นต้นไม่กี่คนไปสำรวจ อาจจะมีผู้วิเศษชั้นสูงมากหน่อย แต่นั่นก็ไม่แปลกทุกคนล้วนกลัวความตาย ดังนั้นข้าจึงต้องการให้เจ้าตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ในเมื่อพวกเราเห็นตรงกัน เช่นนั้นก็ไปเลือกอาวุธของเจ้ากัน"



            เฟรเกียโบกมืออีกคราก็พามิเนอร์วามาอยู่ที่อีกห้องหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยอาวุธชุดเกราะ แร่ผลึกมากมาย เอ่ยส่งๆ ราวกับของในห้องนี้ไม่สำคัญนัก



            "เลือกเอาชิ้นที่เจ้าถูกใจ อยากได้สิ่งไหนก็เลือกเอา ถ้าให้ข้าแนะนำก็เลือกใช้สิ่งที่เจ้าถนัด หากเสียเวลาไปฝึกอาวุธที่ไม่ถนัด จะเปลืองเวลาโดยใช่เหตุ ถนัดต่อยตีด้วยมือเปล่าอาวุธจำพวกสนับมือ ปลอกแขน หรือไม่ก็มีดสั้นดูจะเหมาะสมกว่า"



            มิเนอร์วาพยักหน้าเบาๆ เดินไปจับอาวุธมากมายลองกวัดแกว่งไปมาอยู่หลายอย่าง อาวุธทุกชิ้นล้วนมีราคาแพง บางชิ้นยังเป็นของหายากหรือไม่ก็อาวุธที่ยึดมาจากเหล่าศัตรู เดินลองอยู่หลายชิ้นก็ยังไม่มีชิ้นไหนใช้ถนัดมือ เท่ากับสามชนิดที่เฟรเกียกล่าวมา หนึ่งเป็นมีดสั้นสีแดง ทำมาจากเขาของสัตว์อสูรระดับเหนือมนุษย์ขั้นกลาง มีความสามารถพิเศษในการทำให้โลหิตถูกแผดเผา อีกหนึ่งเป็นปลอกแขนที่มีอาวุธลับซ่อนอยู่ สร้างขึ้นจากเกล็ดของตัวลิ่นไหมเมฆา แข็งแรงทนทานบางเบาราวกับเมฆหมอก มีความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกสูง และสุดท้ายเป็นสนับมือ ที่สร้างขึ้นจากกระดูกของเต่าโบราณ อาศัยอยู่ในสระสายฟ้าทางทวีปใต้ มิเนอร์วาพินิจมองดูเปรียบเทียบของทั้งสามสิ่งด้วยความชั่งใจ



            "ศิษย์ข้า… หยดประกายดาวก้อนนั้น มีคุณสมบัติในการดูดซับของเหลวทุกชนิด เหมาะสำหรับการสร้างอาวุธพิษสังหาร"



            เสียงของแอสคลีเพียสดังขึ้นภายในหัวของเด็กหนุ่ม เอ่ยถึงศิลาก้อนหนึ่งสูงเท่าหัวเข่า มีขนาดกว้างประมาณโต๊ะทานอาหาร ที่ในตอนนี้ทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับวางอาวุธ และชุดเกราะที่กองสุมกันอยู่ สายตาของเด็กหนุ่มแลมองไปที่แผ่นศิลาก้อนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง และลอบประเมินเงียบๆ อยู่ในใจ



            "ท่านพ่อ… หากข้าไม่เลือกอาวุธแต่ขอเป็นวัสดุแทนจะได้หรือไม่?"



            "ย่อมได้… ยังไงซะอีกหน่อยเจ้าก็ต้องมารับตำแหน่งประมุขวังต่อจากข้าอยู่ดี ให้ตอนนี้หรือให้ภายหน้าล้วนเหมือนกัน เพียงแต่ตอนนี้ก็ต้องทนเอาหน่อย ไม่อย่างนั้นผู้อื่นจะหาว่าข้าทำตามใจมากเกินไป ปกครองผู้คนนั้นไม่ง่ายเลย เจ้าอยากได้สิ่งใดกัน?"



            เฟรเกียกล่าวอย่างเบิกบานใจ ภายในห้วงความคิดก็ลอบประเมินออกมา



            'อุปนิสัยก็ไม่ได้เป็นคนตะกละโลภมาก… ให้เลือกอาวุธของมีค่าที่ผู้คนมากมายต่างก็ปรารถนาอยากครอบครอง แต่กลับเลือกหยัดยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ยืมพลังจากภายนอกเพื่อความสะดวกสบายส่วนตน ไม่คาดคิดเขากับเลือกหินหน้าเรียบธรรมดาๆ ก้อนหนึ่ง ถูกใจข้านัก!'



            เฟรเกียคิดไปเองเป็นตุเป็นตะ หินธรรมดาก้อนนี้ มันได้มาเมื่อครั้งออกปล้นซากอารยธรรมแห่งหนึ่งในทวีปใต้ กองสมบัติที่สุมกองอยู่ และโต๊ะหินนั่นตอนเอามาเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ตัวมันก็หลงคิดไปเองว่าสิ่งนี้คือหินธรรมดาที่เจ้าของเก่าใช้เป็นโต๊ะวางของ เนื่องจากไม่แผ่กลิ่นอายหรือความผันผวนต่อพลังวิญญาณใด ในระดับของครึ่งเทพของสิ่งนี้ล้วนไร้ประโยชน์ แต่หากมองในมุมมองของผู้มีความรู้จากศาสตร์แห่งพิษ หรือผู้เยี่ยมยุทธ์ทางด้านการใช้อาวุธลับระดับทวยเทพ ของสิ่งนี้ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า นอกจากสามารถดูดซึมของเหลวทุกชนิด ให้เข้าไปเก็บไว้ในรูพรุนขนาดเล็กภายในตัวเองได้แล้ว อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนถ่ายพิษเหล่านั้นไปมาได้อย่างอิสระ



            ด้วยความที่มีความเปราะค่อนข้างมาก จึงไม่นิยมนำมาทำอาวุธขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้การปะทะอย่างรุนแรงเป็นจุดเด่น ดังเช่นดาบ หรือหอกง้าว แต่ในแง่ของอาวุธลับนั้นกลับต่างไป จุดเด่นเดียวที่ต้องการคือการทะลุทะลวงแพร่ซึมพิษ ฉวยโอกาสที่มีขนาดเล็กลอบแทรกซึมทำลายล้างจากภายใน ต่อให้ต้องแตกสลาย แต่ถ้าทะลวงได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ดังนั้นอาวุธลับจำพวกเข็ม หัวศร หรือมีดบางขนาดเล็กเหล่านี้ จึงมักเป็นตัวเลือกที่ผู้รู้ในศิลาหยดประกายดาวเลือกสร้างออกมา เรียกได้ว่ามีของดีแต่อยู่ในมือผิดคน และตอนนี้เจ้าของที่แท้จริงก็ได้มาเก็บเอาไปแล้ว

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน