ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 143 ใจว่างเปล่า ดาบวิญญาณ

            ฟึบฟับ ฟึบฟับ

            หลินหยางเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นกลุ่มก้อนแห่งกระบวนท่าดาบอันแน่นขนัดจากนั้นก็พุ่งเขาไปในใจกลางกระบวนท่า “ดาบรัวใจกังวล” ของมู่หยงไป๋

            ตึงตึงตึง

            พริบตานั้นเองแม้แต่พวกของหลินเฮ่ายวนที่ยืนดูอยู่รอบนอกก็มองไม่เห็นเงาร่างและประกายดาบของทั้งสองคนแล้วมองเห็นแค่พยุหศาสตราสองกลุ่มที่พุ่งเข้าโรมรันกันอยู่กลางอากาศเหมือนกับลูกข่างสองลูกที่หมุนวนเข้าปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง

            นี่คือการปะทะกันของสองเพลงดาบที่คลุ้มคลั่งถึงขีดสุด

            ทั้งสองคนตอนนี้ถือเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปชี่อู่อย่างแท้จริงแล้ว

            ภาพการปะทะกันระหว่างเพลงดาบของหลินหยางและเพลงดาบของมู่หยงไป๋กลายเป็นดั่งภาพวาดที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกใบนี้ ในเวลาสั้นๆ เพียงแค่การหายใจหนึ่งครั้งก็ไม่สามารถนับได้แล้วว่าทั้งสองคนปะทะกันไปกี่ครั้งแล้วเหลือแต่เพียงความตกตะลึงและความยินดีให้แก่ผู้คนรอบข้างเท่านั้น

            ณ มุมๆ หนึ่งของลานกว้างนี้ไม่รู้ว่ามีเงาร่างสามสายของคนสองคนและนกอีกหนึ่งตัวมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่

            พวกเขาเริ่มปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่ได้เริ่มการประลองไปแล้วราวกับว่าพวกเขากำลังรอคอยการต่อสู้อันดุเดือดนี่มานานแล้วก็ไม่ปานหนึ่งในนั้นก็คือหลินเฮ่ายวนนั่นเอง

            ด้านข้างมีนกตัวเล็กๆ สีแดงตัวหนึ่งยืนอยู่ ย่อมต้องเป็นหั่วเอ๋อร์อยู่แล้วส่วนเงาร่างอีกสายหนึ่งนั้น ก็คือสาวงามที่ไม่ได้พบเห็นมานานแล้ว องค์หญิงเซียวเซียงนั่นเอง

            หลินเฮ่ายวนยืนมองการประดาบอันดุเดือดเลือดพล่านนี้แบบเงียบๆ พร้อมกับที่มุมปากแอบยิ้มขึ้นมาเล็กๆ

            ความก้าวหน้าของหลินหยางนั้นมันมากกว่าที่เขาคาดหวังไว้เยอะเลย

            เจ้าเห็นหรือยัง...อวี่เวย?

            ลูกชายของเรา แข็งแกร่งมากถึงเพียงนี้ เจ้าเห็นหรือยัง?

            หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดพยุหศาสตราที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งก็สงบลงเงาร่างทั้งสองสายค่อยๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง สภาพทั้งสองล้วนมีบาดแผลกันทั้งคู่ไม่มากก็น้อย

            มู่หยงในชุดขาว นักดาบอันสง่าผ่าเผยเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ได้ขาดวิ่นไปแล้ว มีรอยเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่บนร่างกายเขาราวกับใช้ปากกาแดงแท่งใหญ่ขีดเขียนลงไปอย่างมั่วซั่วก็ไม่ปานดูเละเทะมากจนไม่อาจทนมองต่อไปได้อีก

            ด้านหลินหยางดูจะมีสภาพดีกว่าอยู่หน่อยหนึ่ง

            เสื้อผ้าสีเขียวของเขาขาดแล้วเหมือนกันแต่เห็นได้ชัดว่ารอยเลือดบนร่างกายเขานั้นมีน้อยกว่าระดับหนึ่งเลยทีเดียวแสดงให้เห็นว่าด้านความแข็งแกร่งของร่างกายนั้น หลินหยางอยู่เหนือกว่าอีกฝ่ายแล้วในการปะทะกันเมื่อครู่นี้เองก็รับดาบของอีกฝ่ายน้อยกว่าการตอบสนองของร่างกายดูจะเหนือกว่ามู่หยงอยู่หนึ่งขั้น

            “ฟู่... หลินหยาง เจ้าทำให้ข้ารู้สึกทึ่งมากจริงๆ”

            สภาพของมู่หยงไป๋ตอนนี้ดูยับเยินสุดขีดราวกับแม่ไก่น้อยที่ถูกตัวพังพอนรังแกมาอย่างไรอย่างนั้นแต่ถึงกระนั้น จิตต่อสู้ทั่วทั้งร่างของเขาก็ยังคงลุกโชนอย่างไม่มีทีท่าจะน้อยลงดาบฉางฉิงในมือของเขาพลันระเบิดพลังออกมาจนยืดยาวขึ้นสิบกว่าเมตรทันที

            หลินหยางตอนนี้เองก็เลือดร้อนจนแทบเดือดจิตต่อสู้อันเร่าร้อนได้ลุกโชนไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย

            การต่อสู้กับมู่หยงไปครั้งนี้เขารู้สึกได้ปลดปล่อยพลังออกมาจนถึงขีดสุด

            ตัวเขาที่เพิ่งทะลวงขึ้นมาขอบเขตระดับอวิ้นหลิงได้นั้นกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องนำทั้งพลังเพลิงอัสนีม่วงเคล็ดวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพ ดาบเฟิ่งหวู่ มาหลอมรวมเข้ากับวิถียุทธ์แบบฉบับของเขาที่ใช้เวลาครึ่งปีในการกลั่นกรองและขัดเกลามันขึ้นมาการต่อสู้สั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีเมื่อครู่นี้นั้น มันถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากที่สุดแล้ว

            “มู่หยงไป๋ จากการต่อสู้เมื่อกี้ยอมรับเลยว่าเจ้าเองก็มีดีพอจะทระนงตนขนาดนั้นได้จริงๆ”

            หลินหยางเองแสดงความคิดเห็นตามสิ่งที่เขารับรู้ออกไป

            ถ้าพูดในด้านวิชาดาบอย่างเดียวบนทวีปชี่อู่นี่แล้วมู่หยงไป๋สามารถอวดอ้างว่าตัวเองเป็นหนึ่งในสามยอดนักดาบที่เก่งที่สุดได้อย่างไม่ต้องอายใคร

            แต่คำพูดนั้นกลับทำให้มู่หยงไป๋โมโหโกรธเกรี้ยวมากกว่าเดิมเขาตอกกลับมาอย่างเย็นชาว่า

            “หึ ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาวิจารณ์หรอก!! หลินหยาง วิชาดาบของเจ้าทำให้ข้าตะลึงได้จริงๆนั่นแหละแต่ว่าวิชาต่อไปของข้าจะเป็นวิชาดาบสุดท้ายที่อยู่ในระดับสูงสุดของวิถีดาบของข้ามู่หยงไป๋แล้วหากเจ้าสามารถต้านรับไว้ได้ ต่อให้ข้าต้องแพ้ข้าก็ไม่รู้สึกเสียใจ!!!!”

            “ได้ เชิญแสดงฝีมือเถอะ!!” หลินหยางแสดงความนับถือต่อมู่หยงไป๋อย่างเหมาะสม

            มา!! ลองรับวิชาดาบสุดท้ายของข้าดูซะ!!!!

            มู่หยงไป๋ค่อยๆ ยกดาบฉางฉิงขึ้นเหนือหัว เขาล้มเลิกที่จะใช้เพลงดาบที่รวดเร็วและพิสดารสุดขีดแบบก่อนหน้านี้แล้วเขากำจัดความวุ่นวายออกไปทั้งหมด หวนกลับสู่เพลงดาบอันเรียบง่ายแบบดั้งเดิม

            ท่ายกดาบขึ้นนี้ให้กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับวิชาหนึ่งดาบผ่ามิติของหลินหยางอยู่หลายส่วนล้วนเป็นวิชาที่ต้องการจะปิดฉากในกระบวนท่าเดียว

            แต่จุดที่แตกต่างกันก็คือวิถีดาบที่แฝงอยู่ในวิชาดาบของหลินหยางนั้นมีความดุดันโอหังต้องการสยบศัตรูทั้งมวลให้ได้ในดาบเดียว

            แต่เพลงดาบของมู่หยงไป๋นี้ ตอนที่คมดาบถูกยกขึ้นสูงนั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่าทั่วทั้งบริเวณนั้นพลันมีสายลมอันเย็นยะเยือกและอ้างว้างสายหนึ่งพัดผ่านมาพัดจนชวนให้รู้สึกใจสั่นราวกับสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันเปลี่ยวเหงาและโศกเศร้าถึงขีดสุด

            “ตัดความรู้สึกทั้งเจ็ดสรรพสิ่งพลันว่างเปล่า...”

            ในขณะที่ใช้เพลงดาบกระบวนท่านี้อยู่นั้นสีหน้าของมู่หยงไป๋เองก็ค่อยๆ นิ่งสงบลงมา จิตต่อสู้ไม่ได้คลุ้มคลั่งอีกต่อไปแต่เป็นสีหน้าของผู้อาวุโสที่มองขาดเกี่ยวกับความรู้สึกทั้งปวงแล้วจากนั้นเขาก็ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างปลงตกดุจสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ

            “หลินหยางเพลงดาบของข้านั้นใช้ความรู้สึกทั้งเจ็ดหล่อหลอมขึ้น แต่เพื่อที่จะเอาชนะเจ้าแล้วครึ่งปีมานี้ ข้าสามารถกลั่นกรองจนได้ออกมาเป็นสุดยอดวิชาดาบอันไร้คู่ต่อกรแล้ว เจ้าลองมาสัมผัสถึงความตั้งใจจริงของข้ามู่หยงไป๋ผู้นี้ดูเถอะ...”

            มู่หยงไป๋ยิ่งพูดยิ่งมีเสียงเบาลงเรื่อยๆ จนช่วงท้ายๆ ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลยมีเพียงประกายดาบฉางฉิงที่ชูอยู่เหนือหัวนั่นค่อยๆ ฟาดฟันลงไป

            เพลงดาบสุดท้าย!!

            ใจว่างเปล่า...ดาบวิญญาณ!!

            วูบ

            เรื่องลึกลับสุดพิสดารก็เกิดขึ้น

            ดาบฉางฉิงในมือของมู่หยงไป๋อยู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นโปร่งใส่หายวับไปในอากาศ แต่ว่าในพริบตาต่อมานั่นเองกลับมีดาบที่มองไม่เห็นสี่เล่มบินตรงเข้าใส่หลินหยางโดยที่เป้าหมายของมันคือต้องการแทงเข้าจุดสำคัญทั้งสี่จุดบนร่างกายของหลินหยางให้ทะลุเป็นรู!!

            อะไรกัน!!

            คราวนี้แม้แต่หลินเฮ่ายวน หั่วเอ๋อร์และเซียวเซียงที่ดูอยู่ด้วยก็เริ่มหน้าถอดสีขึ้นมาแล้ว

            กระบวนท่านี้ เทคนิคพิสดารเหนือธรรมชาติสามารถเข้าทำร้ายศัตรูได้จากระยะไกล มันเป็นพลังในระดับที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตพลังระดับอวิ้นหลิงไปแล้ว!!

            มู่หยงไป๋นี่ ถึงกับสามารถยกระดับพลังต่อสู้ให้เข้าใกล้กับพลังระดับโพ่ไห่ได้แล้วหรือ?

            ในระบบของวิถียุทธ์นั้นแต่ละขอบเขตพลังนั้นล้วนมีตัวชี้วัดในการแบ่งระดับพลังงานกันอย่างชัดเจนอยู่

            ระดับเซียนเทียน สามารถดูดกลืนพลังฟ้าดินจากธรรมชาติมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายได้

            ระดับอวิ้นหลิงสามารถใช้พลังฟ้าดินเพื่อขับเคลื่อนเคล็ดวิชาต่างๆ ได้

            ส่วนระดับโพ่ไห่นั้นสามารถควบคุมพลังฟ้าดินจากระยะไกลเพื่อใช้โจมตีศัตรูได้

            เพลงดาบของมู่หยงไป๋นี้ ถึงแม้จะอยู่ในระดับอวิ้นหลิงแต่สามารถเข้าถึงแก่นหลักของการแยกสำนึกดาบออกจากตัวดาบจริง จนกลายเป็นดาบวิญญาณแล้วใช้ดาบวิญญาณนั่นในการโจมตีสังหารศัตรูจากระยะไกลได้นี่คือผลลัพธ์จากความพยายามในการเข้าถึงแก่นของการไร้ความรู้สึกซึ่งมีความใกล้เคียงกับการทะลวงขีดจำกัดของการขึ้นไปสู่ระดับโพ่ไห่กลายเป็นสุดยอดกระบวนท่าที่มีอานุภาพสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน

            “หยางเอ๋อร์...” หลินเฮ่ายวนเริ่มขมวดคิ้วแสดงให้เห็นถึงความเป็นห่วงที่มีต่อหลินหยาง

            ต้วนเทียนหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้ขยับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวบนร่างกายเริ่มปรากฏพลังฟ้าดินถูกปล่อยออกมาเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปช่วยหลินหยางตลอดเวลา

            เพราะถึงอย่างไรเพลงดาบกระบวนท่านี้ของมู่หยงไป๋มันพิสดารมากเกินไปดาบวิญญาณที่มองไม่เห็นสี่เล่มนั้นไม่ต่างอะไรกับเพลงดาบสี่กระบวนท่าที่เข้าล้อมโจมตีใส่หลินหยางเลยสักนิดแล้วหลินหยางจะสามารถต้านรับไว้ได้อย่างไร ?

            ฟึบฟึบฟึบฟึบ!!

            ในสนามนั่นได้ยินแต่เสียงดาบวิญญาณทั้งสี่เล่มของมู่หยงไป๋กำลังพุ่งตัดผ่านอากาศเพียงพริบตาเดียวมันก็เข้ามาประชิดอยู่ข้างตัวหลินหยางแล้ว

            ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นผลการต่อสู้ก็เริ่มปรากฏออกมาให้เห็น

            แต่ในช่วงเวลาอันแสนกดดันจนแทบจะไม่สามารถหายใจได้นั่นเองหลินหยางก็ได้หลับตาลง

            เฮ้ย!!!!

            ผู้คนทั้งหมดตะลึงงันไปทันทีแต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงของแข็งกระทบกันสี่เสียงที่เหมือนจะดังขึ้นมาพร้อมกัน

            ตึงตึงตึงตึง

            ไม่มีใครมองเห็นทันสักคนว่าหลินหยางนั้นหลบเลี่ยงการโจมตีจากดาบที่มองไม่เห็นทั้งสี่เล่มไปได้อย่างไร

            ตัวเขาได้เข้าไปสู่โลกแห่งจิตสำนึกอันพิสดารในมือกำดาบเฟิ่งหวู่ไว้เบาๆ แต่ก็เหมือนไม่ได้ถืออะไรไว้เลยขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับท่าไม้ตายระดับสะเทือนฟ้าสะเทือนดินอยู่นั้นเขาก็เหมือนกับกำลังเดินเล่นอยู่ริมบ่อน้ำที่มีลมอ่อนๆ อันเย็นสบายพัดโชยมามุมปากเขายังมีรอยยิ้มอ่อนๆ ติดอยู่ด้วย

            นี่มัน!!!!

            ต้วนเทียนหยาถึงกับตัวสั่นไปคราหนึ่ง

            เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าหลินหยางจะสามารถพัฒนาถึงขั้นสำเร็จวิชาสุดท้ายใน “วิชาดาบสามวิถี” ได้

            แต่เดิมแล้วต้วนเทียนหยาคาดเดาไว้ว่า แค่หลินหยางสามารถสำเร็จวิชารูปแบบที่สองได้ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้วซึ่งวิชาดาบรูปแบบที่สามนั้นมันอยู่เหนือกว่าระดับของเคล็ดวิชาไปแล้วมันคือวิชาต่อสู้ระดับพลังธรรมชาติของแท้เลย

            การจะสามารถใช้วิชาระดับพลังธรรมชาติได้จำเป็นจะต้องมีพลังฟ้าดินที่แข็งแกร่งมาหนุนเสริมและที่สำคัญยิ่งกว่าคือต้องเข้าใจในวิชาต่อสู้นั้นๆ อย่างแท้จริงด้วย

            มู่หยงไป๋ฝึกฝนวิชาดาบมาสามสิบปี ได้รับการบ่มเพาะเลี้ยงดูอย่างดีจากศาสนาศักดิสิทธิ์อีกทั้งยังมีพรสวรรค์และความพยายามเป็นเลิศด้วย เขาถึงจะสามารถสำเร็จวิชา “ใจว่างเปล่า...ดาบวิญญาณ”ที่เป็นวิชาดาบระดับพลังธรรมชาติได้

            หลินหยางฝึกฝนวรยุทธ์อย่างมากสุดก็ไม่ถึงสองปีแล้วเขาจะไปสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพลังธรรมชาติได้อย่างไร?

            แต่หลินหยางในตอนนี้ได้แสดงให้เห็นชัดแล้วว่านั่นคือเพลงดาบพิฆาตรูปแบบที่สามจริงๆอย่างนี้จะไม่ให้ต้วนเทียนหยาตกตะลึงได้อย่างไร?

            แต่ที่เขาสงสัยยิ่งกว่านั้นคือ หลินหยางยังไปไม่ถึงระดับโพ่ไห่แล้วเขาสามารถควบคุมพลังฟ้าดินจู่โจมระยะไกลเพื่อแสดงอานุภาพของสุดยอดเพลงดาบรูปแบบที่สามออกมาได้อย่างไร?

            ตึงตึงตึงตึง

            บนสนามนั้นมีแต่เสียงของสองดาบปะทะกันดังขึ้น

            หลินหยางร่ายรำดาบเฟิ่งหวู่ในมือตามอำเภอใจแต่กลับสามารถปัดดาบวิญญาณทั้งสี่เล่มออกได้อย่างไม่ยากเย็น

            ขณะเดียวกัน เขาก็ค่อยๆ เดินเข้าไปหามู่หยงไป๋ทีละก้าวในมือสะบัดดาบอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มปรากฏอยู่

            “มันยังไม่หมดแค่นี้หรอกนะ หลินหยาง!! สิ้นหวังไปซะเถอะ...”

            มู่หยงไป๋ที่เข้าสู่สภาวะใจว่างเปล่าแล้วเวลาพูดไม่ได้ให้ความรู้สึกโมโหเกรี้ยวกราดแต่ประกายดาบฉางฉิงในมือพลันระเบิดออกอีกครั้งจากนั้นก็ปรากฏเป็นดาบวิญญาณที่มองไม่เห็นเพิ่มขึ้นมาอีกสี่เล่ม เข้าร่วมวงห้อมล้อมโจมตีหลินหยางเอาไว้

            ในตอนนั้น รอบตัวหลินหยางราวกับเกิดพยุหศาสตราขึ้นมาสายหนึ่งเข้าโจมตีหลินหยางจากทุกทิศทุกทางอย่างไม่รู้จักหยุดจักหย่อน

            “แม่เจ้า!! หลินหยางน้อยยังไหวอยู่ไหมนี่!!”

            คราวนี้ แม้แต่หั่วเอ๋อร์ก็ไม่มั่นใจแล้วเหมือนกัน

            เพราะตอนนี้หลินหยางไม่ได้ใส่ชุดเกราะราชันเงินขาว ไม่ได้ถือโล่มหาตะวันมีเพียงตัวเปล่าๆ และดาบเฟิ่งหวู่ในมือเท่านั้นแล้วเขาจะยังทนอยู่ใต้วงล้อมการโจมตีอันน่ากลัวขนาดนี้ไปได้อีกนานสักเท่าไรกัน

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน