ฟึบฟับ ฟึบฟับ
หลินหยางเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นกลุ่มก้อนแห่งกระบวนท่าดาบอันแน่นขนัดจากนั้นก็พุ่งเขาไปในใจกลางกระบวนท่า “ดาบรัวใจกังวล” ของมู่หยงไป๋
ตึงตึงตึง
พริบตานั้นเองแม้แต่พวกของหลินเฮ่ายวนที่ยืนดูอยู่รอบนอกก็มองไม่เห็นเงาร่างและประกายดาบของทั้งสองคนแล้วมองเห็นแค่พยุหศาสตราสองกลุ่มที่พุ่งเข้าโรมรันกันอยู่กลางอากาศเหมือนกับลูกข่างสองลูกที่หมุนวนเข้าปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง
นี่คือการปะทะกันของสองเพลงดาบที่คลุ้มคลั่งถึงขีดสุด
ทั้งสองคนตอนนี้ถือเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปชี่อู่อย่างแท้จริงแล้ว
ภาพการปะทะกันระหว่างเพลงดาบของหลินหยางและเพลงดาบของมู่หยงไป๋กลายเป็นดั่งภาพวาดที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกใบนี้ ในเวลาสั้นๆ เพียงแค่การหายใจหนึ่งครั้งก็ไม่สามารถนับได้แล้วว่าทั้งสองคนปะทะกันไปกี่ครั้งแล้วเหลือแต่เพียงความตกตะลึงและความยินดีให้แก่ผู้คนรอบข้างเท่านั้น
ณ มุมๆ หนึ่งของลานกว้างนี้ไม่รู้ว่ามีเงาร่างสามสายของคนสองคนและนกอีกหนึ่งตัวมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่
พวกเขาเริ่มปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่ได้เริ่มการประลองไปแล้วราวกับว่าพวกเขากำลังรอคอยการต่อสู้อันดุเดือดนี่มานานแล้วก็ไม่ปานหนึ่งในนั้นก็คือหลินเฮ่ายวนนั่นเอง
ด้านข้างมีนกตัวเล็กๆ สีแดงตัวหนึ่งยืนอยู่ ย่อมต้องเป็นหั่วเอ๋อร์อยู่แล้วส่วนเงาร่างอีกสายหนึ่งนั้น ก็คือสาวงามที่ไม่ได้พบเห็นมานานแล้ว องค์หญิงเซียวเซียงนั่นเอง
หลินเฮ่ายวนยืนมองการประดาบอันดุเดือดเลือดพล่านนี้แบบเงียบๆ พร้อมกับที่มุมปากแอบยิ้มขึ้นมาเล็กๆ
ความก้าวหน้าของหลินหยางนั้นมันมากกว่าที่เขาคาดหวังไว้เยอะเลย
เจ้าเห็นหรือยัง...อวี่เวย?
ลูกชายของเรา แข็งแกร่งมากถึงเพียงนี้ เจ้าเห็นหรือยัง?
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดพยุหศาสตราที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งก็สงบลงเงาร่างทั้งสองสายค่อยๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง สภาพทั้งสองล้วนมีบาดแผลกันทั้งคู่ไม่มากก็น้อย
มู่หยงในชุดขาว นักดาบอันสง่าผ่าเผยเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ได้ขาดวิ่นไปแล้ว มีรอยเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่บนร่างกายเขาราวกับใช้ปากกาแดงแท่งใหญ่ขีดเขียนลงไปอย่างมั่วซั่วก็ไม่ปานดูเละเทะมากจนไม่อาจทนมองต่อไปได้อีก
ด้านหลินหยางดูจะมีสภาพดีกว่าอยู่หน่อยหนึ่ง
เสื้อผ้าสีเขียวของเขาขาดแล้วเหมือนกันแต่เห็นได้ชัดว่ารอยเลือดบนร่างกายเขานั้นมีน้อยกว่าระดับหนึ่งเลยทีเดียวแสดงให้เห็นว่าด้านความแข็งแกร่งของร่างกายนั้น หลินหยางอยู่เหนือกว่าอีกฝ่ายแล้วในการปะทะกันเมื่อครู่นี้เองก็รับดาบของอีกฝ่ายน้อยกว่าการตอบสนองของร่างกายดูจะเหนือกว่ามู่หยงอยู่หนึ่งขั้น
“ฟู่... หลินหยาง เจ้าทำให้ข้ารู้สึกทึ่งมากจริงๆ”
สภาพของมู่หยงไป๋ตอนนี้ดูยับเยินสุดขีดราวกับแม่ไก่น้อยที่ถูกตัวพังพอนรังแกมาอย่างไรอย่างนั้นแต่ถึงกระนั้น จิตต่อสู้ทั่วทั้งร่างของเขาก็ยังคงลุกโชนอย่างไม่มีทีท่าจะน้อยลงดาบฉางฉิงในมือของเขาพลันระเบิดพลังออกมาจนยืดยาวขึ้นสิบกว่าเมตรทันที
หลินหยางตอนนี้เองก็เลือดร้อนจนแทบเดือดจิตต่อสู้อันเร่าร้อนได้ลุกโชนไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย
การต่อสู้กับมู่หยงไปครั้งนี้เขารู้สึกได้ปลดปล่อยพลังออกมาจนถึงขีดสุด
ตัวเขาที่เพิ่งทะลวงขึ้นมาขอบเขตระดับอวิ้นหลิงได้นั้นกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องนำทั้งพลังเพลิงอัสนีม่วงเคล็ดวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพ ดาบเฟิ่งหวู่ มาหลอมรวมเข้ากับวิถียุทธ์แบบฉบับของเขาที่ใช้เวลาครึ่งปีในการกลั่นกรองและขัดเกลามันขึ้นมาการต่อสู้สั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีเมื่อครู่นี้นั้น มันถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากที่สุดแล้ว
“มู่หยงไป๋ จากการต่อสู้เมื่อกี้ยอมรับเลยว่าเจ้าเองก็มีดีพอจะทระนงตนขนาดนั้นได้จริงๆ”
หลินหยางเองแสดงความคิดเห็นตามสิ่งที่เขารับรู้ออกไป
ถ้าพูดในด้านวิชาดาบอย่างเดียวบนทวีปชี่อู่นี่แล้วมู่หยงไป๋สามารถอวดอ้างว่าตัวเองเป็นหนึ่งในสามยอดนักดาบที่เก่งที่สุดได้อย่างไม่ต้องอายใคร
แต่คำพูดนั้นกลับทำให้มู่หยงไป๋โมโหโกรธเกรี้ยวมากกว่าเดิมเขาตอกกลับมาอย่างเย็นชาว่า
“หึ ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาวิจารณ์หรอก!! หลินหยาง วิชาดาบของเจ้าทำให้ข้าตะลึงได้จริงๆนั่นแหละแต่ว่าวิชาต่อไปของข้าจะเป็นวิชาดาบสุดท้ายที่อยู่ในระดับสูงสุดของวิถีดาบของข้ามู่หยงไป๋แล้วหากเจ้าสามารถต้านรับไว้ได้ ต่อให้ข้าต้องแพ้ข้าก็ไม่รู้สึกเสียใจ!!!!”
“ได้ เชิญแสดงฝีมือเถอะ!!” หลินหยางแสดงความนับถือต่อมู่หยงไป๋อย่างเหมาะสม
มา!! ลองรับวิชาดาบสุดท้ายของข้าดูซะ!!!!
มู่หยงไป๋ค่อยๆ ยกดาบฉางฉิงขึ้นเหนือหัว เขาล้มเลิกที่จะใช้เพลงดาบที่รวดเร็วและพิสดารสุดขีดแบบก่อนหน้านี้แล้วเขากำจัดความวุ่นวายออกไปทั้งหมด หวนกลับสู่เพลงดาบอันเรียบง่ายแบบดั้งเดิม
ท่ายกดาบขึ้นนี้ให้กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับวิชาหนึ่งดาบผ่ามิติของหลินหยางอยู่หลายส่วนล้วนเป็นวิชาที่ต้องการจะปิดฉากในกระบวนท่าเดียว
แต่จุดที่แตกต่างกันก็คือวิถีดาบที่แฝงอยู่ในวิชาดาบของหลินหยางนั้นมีความดุดันโอหังต้องการสยบศัตรูทั้งมวลให้ได้ในดาบเดียว
แต่เพลงดาบของมู่หยงไป๋นี้ ตอนที่คมดาบถูกยกขึ้นสูงนั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่าทั่วทั้งบริเวณนั้นพลันมีสายลมอันเย็นยะเยือกและอ้างว้างสายหนึ่งพัดผ่านมาพัดจนชวนให้รู้สึกใจสั่นราวกับสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันเปลี่ยวเหงาและโศกเศร้าถึงขีดสุด
“ตัดความรู้สึกทั้งเจ็ดสรรพสิ่งพลันว่างเปล่า...”
ในขณะที่ใช้เพลงดาบกระบวนท่านี้อยู่นั้นสีหน้าของมู่หยงไป๋เองก็ค่อยๆ นิ่งสงบลงมา จิตต่อสู้ไม่ได้คลุ้มคลั่งอีกต่อไปแต่เป็นสีหน้าของผู้อาวุโสที่มองขาดเกี่ยวกับความรู้สึกทั้งปวงแล้วจากนั้นเขาก็ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างปลงตกดุจสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ
“หลินหยางเพลงดาบของข้านั้นใช้ความรู้สึกทั้งเจ็ดหล่อหลอมขึ้น แต่เพื่อที่จะเอาชนะเจ้าแล้วครึ่งปีมานี้ ข้าสามารถกลั่นกรองจนได้ออกมาเป็นสุดยอดวิชาดาบอันไร้คู่ต่อกรแล้ว เจ้าลองมาสัมผัสถึงความตั้งใจจริงของข้ามู่หยงไป๋ผู้นี้ดูเถอะ...”
มู่หยงไป๋ยิ่งพูดยิ่งมีเสียงเบาลงเรื่อยๆ จนช่วงท้ายๆ ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลยมีเพียงประกายดาบฉางฉิงที่ชูอยู่เหนือหัวนั่นค่อยๆ ฟาดฟันลงไป
เพลงดาบสุดท้าย!!
ใจว่างเปล่า...ดาบวิญญาณ!!
วูบ
เรื่องลึกลับสุดพิสดารก็เกิดขึ้น
ดาบฉางฉิงในมือของมู่หยงไป๋อยู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นโปร่งใส่หายวับไปในอากาศ แต่ว่าในพริบตาต่อมานั่นเองกลับมีดาบที่มองไม่เห็นสี่เล่มบินตรงเข้าใส่หลินหยางโดยที่เป้าหมายของมันคือต้องการแทงเข้าจุดสำคัญทั้งสี่จุดบนร่างกายของหลินหยางให้ทะลุเป็นรู!!
อะไรกัน!!
คราวนี้แม้แต่หลินเฮ่ายวน หั่วเอ๋อร์และเซียวเซียงที่ดูอยู่ด้วยก็เริ่มหน้าถอดสีขึ้นมาแล้ว
กระบวนท่านี้ เทคนิคพิสดารเหนือธรรมชาติสามารถเข้าทำร้ายศัตรูได้จากระยะไกล มันเป็นพลังในระดับที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตพลังระดับอวิ้นหลิงไปแล้ว!!
มู่หยงไป๋นี่ ถึงกับสามารถยกระดับพลังต่อสู้ให้เข้าใกล้กับพลังระดับโพ่ไห่ได้แล้วหรือ?
ในระบบของวิถียุทธ์นั้นแต่ละขอบเขตพลังนั้นล้วนมีตัวชี้วัดในการแบ่งระดับพลังงานกันอย่างชัดเจนอยู่
ระดับเซียนเทียน สามารถดูดกลืนพลังฟ้าดินจากธรรมชาติมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายได้
ระดับอวิ้นหลิงสามารถใช้พลังฟ้าดินเพื่อขับเคลื่อนเคล็ดวิชาต่างๆ ได้
ส่วนระดับโพ่ไห่นั้นสามารถควบคุมพลังฟ้าดินจากระยะไกลเพื่อใช้โจมตีศัตรูได้
เพลงดาบของมู่หยงไป๋นี้ ถึงแม้จะอยู่ในระดับอวิ้นหลิงแต่สามารถเข้าถึงแก่นหลักของการแยกสำนึกดาบออกจากตัวดาบจริง จนกลายเป็นดาบวิญญาณแล้วใช้ดาบวิญญาณนั่นในการโจมตีสังหารศัตรูจากระยะไกลได้นี่คือผลลัพธ์จากความพยายามในการเข้าถึงแก่นของการไร้ความรู้สึกซึ่งมีความใกล้เคียงกับการทะลวงขีดจำกัดของการขึ้นไปสู่ระดับโพ่ไห่กลายเป็นสุดยอดกระบวนท่าที่มีอานุภาพสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน
“หยางเอ๋อร์...” หลินเฮ่ายวนเริ่มขมวดคิ้วแสดงให้เห็นถึงความเป็นห่วงที่มีต่อหลินหยาง
ต้วนเทียนหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้ขยับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวบนร่างกายเริ่มปรากฏพลังฟ้าดินถูกปล่อยออกมาเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปช่วยหลินหยางตลอดเวลา
เพราะถึงอย่างไรเพลงดาบกระบวนท่านี้ของมู่หยงไป๋มันพิสดารมากเกินไปดาบวิญญาณที่มองไม่เห็นสี่เล่มนั้นไม่ต่างอะไรกับเพลงดาบสี่กระบวนท่าที่เข้าล้อมโจมตีใส่หลินหยางเลยสักนิดแล้วหลินหยางจะสามารถต้านรับไว้ได้อย่างไร ?
ฟึบฟึบฟึบฟึบ!!
ในสนามนั่นได้ยินแต่เสียงดาบวิญญาณทั้งสี่เล่มของมู่หยงไป๋กำลังพุ่งตัดผ่านอากาศเพียงพริบตาเดียวมันก็เข้ามาประชิดอยู่ข้างตัวหลินหยางแล้ว
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นผลการต่อสู้ก็เริ่มปรากฏออกมาให้เห็น
แต่ในช่วงเวลาอันแสนกดดันจนแทบจะไม่สามารถหายใจได้นั่นเองหลินหยางก็ได้หลับตาลง
เฮ้ย!!!!
ผู้คนทั้งหมดตะลึงงันไปทันทีแต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงของแข็งกระทบกันสี่เสียงที่เหมือนจะดังขึ้นมาพร้อมกัน
ตึงตึงตึงตึง
ไม่มีใครมองเห็นทันสักคนว่าหลินหยางนั้นหลบเลี่ยงการโจมตีจากดาบที่มองไม่เห็นทั้งสี่เล่มไปได้อย่างไร
ตัวเขาได้เข้าไปสู่โลกแห่งจิตสำนึกอันพิสดารในมือกำดาบเฟิ่งหวู่ไว้เบาๆ แต่ก็เหมือนไม่ได้ถืออะไรไว้เลยขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับท่าไม้ตายระดับสะเทือนฟ้าสะเทือนดินอยู่นั้นเขาก็เหมือนกับกำลังเดินเล่นอยู่ริมบ่อน้ำที่มีลมอ่อนๆ อันเย็นสบายพัดโชยมามุมปากเขายังมีรอยยิ้มอ่อนๆ ติดอยู่ด้วย
นี่มัน!!!!
ต้วนเทียนหยาถึงกับตัวสั่นไปคราหนึ่ง
เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าหลินหยางจะสามารถพัฒนาถึงขั้นสำเร็จวิชาสุดท้ายใน “วิชาดาบสามวิถี” ได้
แต่เดิมแล้วต้วนเทียนหยาคาดเดาไว้ว่า แค่หลินหยางสามารถสำเร็จวิชารูปแบบที่สองได้ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้วซึ่งวิชาดาบรูปแบบที่สามนั้นมันอยู่เหนือกว่าระดับของเคล็ดวิชาไปแล้วมันคือวิชาต่อสู้ระดับพลังธรรมชาติของแท้เลย
การจะสามารถใช้วิชาระดับพลังธรรมชาติได้จำเป็นจะต้องมีพลังฟ้าดินที่แข็งแกร่งมาหนุนเสริมและที่สำคัญยิ่งกว่าคือต้องเข้าใจในวิชาต่อสู้นั้นๆ อย่างแท้จริงด้วย
มู่หยงไป๋ฝึกฝนวิชาดาบมาสามสิบปี ได้รับการบ่มเพาะเลี้ยงดูอย่างดีจากศาสนาศักดิสิทธิ์อีกทั้งยังมีพรสวรรค์และความพยายามเป็นเลิศด้วย เขาถึงจะสามารถสำเร็จวิชา “ใจว่างเปล่า...ดาบวิญญาณ”ที่เป็นวิชาดาบระดับพลังธรรมชาติได้
หลินหยางฝึกฝนวรยุทธ์อย่างมากสุดก็ไม่ถึงสองปีแล้วเขาจะไปสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพลังธรรมชาติได้อย่างไร?
แต่หลินหยางในตอนนี้ได้แสดงให้เห็นชัดแล้วว่านั่นคือเพลงดาบพิฆาตรูปแบบที่สามจริงๆอย่างนี้จะไม่ให้ต้วนเทียนหยาตกตะลึงได้อย่างไร?
แต่ที่เขาสงสัยยิ่งกว่านั้นคือ หลินหยางยังไปไม่ถึงระดับโพ่ไห่แล้วเขาสามารถควบคุมพลังฟ้าดินจู่โจมระยะไกลเพื่อแสดงอานุภาพของสุดยอดเพลงดาบรูปแบบที่สามออกมาได้อย่างไร?
ตึงตึงตึงตึง
บนสนามนั้นมีแต่เสียงของสองดาบปะทะกันดังขึ้น
หลินหยางร่ายรำดาบเฟิ่งหวู่ในมือตามอำเภอใจแต่กลับสามารถปัดดาบวิญญาณทั้งสี่เล่มออกได้อย่างไม่ยากเย็น
ขณะเดียวกัน เขาก็ค่อยๆ เดินเข้าไปหามู่หยงไป๋ทีละก้าวในมือสะบัดดาบอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มปรากฏอยู่
“มันยังไม่หมดแค่นี้หรอกนะ หลินหยาง!! สิ้นหวังไปซะเถอะ...”
มู่หยงไป๋ที่เข้าสู่สภาวะใจว่างเปล่าแล้วเวลาพูดไม่ได้ให้ความรู้สึกโมโหเกรี้ยวกราดแต่ประกายดาบฉางฉิงในมือพลันระเบิดออกอีกครั้งจากนั้นก็ปรากฏเป็นดาบวิญญาณที่มองไม่เห็นเพิ่มขึ้นมาอีกสี่เล่ม เข้าร่วมวงห้อมล้อมโจมตีหลินหยางเอาไว้
ในตอนนั้น รอบตัวหลินหยางราวกับเกิดพยุหศาสตราขึ้นมาสายหนึ่งเข้าโจมตีหลินหยางจากทุกทิศทุกทางอย่างไม่รู้จักหยุดจักหย่อน
“แม่เจ้า!! หลินหยางน้อยยังไหวอยู่ไหมนี่!!”
คราวนี้ แม้แต่หั่วเอ๋อร์ก็ไม่มั่นใจแล้วเหมือนกัน
เพราะตอนนี้หลินหยางไม่ได้ใส่ชุดเกราะราชันเงินขาว ไม่ได้ถือโล่มหาตะวันมีเพียงตัวเปล่าๆ และดาบเฟิ่งหวู่ในมือเท่านั้นแล้วเขาจะยังทนอยู่ใต้วงล้อมการโจมตีอันน่ากลัวขนาดนี้ไปได้อีกนานสักเท่าไรกัน