กระบี่ผุพังผี่ฟู...
เหตุการณ์อันงุนงงยุ่งเหยิงเหล่านี้ทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจ
ผู้บำเพ็ญทั้งหลายแอบขมวดคิ้วพลางสงสัยว่าเซียวจิ่งหยวนเป็นบ้าไปแล้วหรือไม่มีโรคทางจิตอะไรหรือเปล่า
“ผี่ฟู เห็นแล้วหรือไม่ทุกคนต่างดูถูกเจ้า...”
ในยามนี้เซียวจิ่งหยวนแสยะยิ้มพร้อมพูดเสียงดังว่า “ผี่ฟูแสดงกายของเจ้าออกมาเถิด เจ้าหลับใหลไปกว่าพันปีถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะแสดงความสามารถออกมาให้พวกคนโง่ได้รู้ว่าพวกเขานั้นมีตาหามีแววไม่!”
เมื่อสิ้นเสียงพูดของเขาดวงแสงดวงน้อยมากมายก็วับวามขึ้นกลางท้องฟ้ายามราตรีเป็นดั่งแสงดาวอันริบหรี่ที่ตอนแรกไม่ดึงดูดสายตา ไม่มีผู้ใดเห็นประหนึ่งเศษฝุ่นทว่าในยามนี้เองแสงดาวดวงน้อยกลับสว่างไสวเจิดจ้าจนทำให้ตาพร่ามัวก่อนที่ดวงดาวนับหมื่นนับพันดวงจะเปล่งแสงออกมาพร้อมกัน แสงระยิบระยับสอดประสานทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวที่ส่องแสงสวยงาม
พื้นที่ในรัศมีสิบลี้รอบกายเซียวจิ่งหยวนถูกปกคลุมด้วยท้องฟ้าอันเต็มไปด้วยดวงดาวอย่างรวดเร็วทว่าในทางกลับกันเหล่าผู้บำเพ็ญนับสิบคนก็ถูกดวงดาวเหล่านั้นปิดล้อมให้อยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีครามด้วยเช่นกัน
“สิ่งนี้คือ...”
ผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งคนหนึ่งหรี่ตาลงกระตุ้นพลังเวทพร้อมสังเกตอย่างรอบคอบ ทันใดนั้นร่างกายและจิตใจของเขาพลันสั่นเทาสีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวาตื่นตะลึง “ค่ายกลกระบี่!”
“ค่ายกลกระบี่อะไรหรือ”
ผู้บำเพ็ญบางคนยังไม่เข้าใจแต่เพียงไม่นานพวกเขาก็ตระหนักได้แล้ว ว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย ในยามนี้แสงดาวแวววาวสาดส่องยืดยาวออกแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่บินอันเฉียบคมด้วยความรวดเร็ว
กระบี่บินนับหมื่นเล่มบินว่อนกระจัดกระจายไปทั่วทุกสารทิศประหนึ่งดวงดาวที่กระจายอยู่ทั่วท้องฟ้าเรียงตัวเป็นระเบียบประดุจกองทัพ ในยามที่ค่ายกลกระบี่ก่อตัวขึ้นเซียวจิ่งหยวนก็โบกมือพร้อมออกคำสั่งอย่างไม่ลังเล
“ผี่ฟู สังหาร!”
ค่ายกลกระบี่ลึกลับพลันกำเนิดหมุนวนโคจรโดยรอบในชั่วพริบตา
หากผู้บำเพ็ญที่เคยเข้าไปยังถ้ำกระบี่มาอยู่ที่นี่และได้เห็นฉากของค่ายกลกระบี่ที่กำลังหมุนวนนี้พวกเขาคงตื่นตระหนกมาก
เพราะแสงของค่ายกลกระบี่ที่ฉวัดเฉวียนไปมาราวกับลูกศรที่ถูกยิงออกมาพร้อมกันนี้ก็คือการโจมตีอันน่าสยดสยองที่เหล่าผู้บำเพ็ญต้องพบเจอเมื่อครั้นกำลังแย่งชิงกระบี่อย่างบ้าระห่ำอยู่ภายในถ้ำกระบี่
กระบี่บินนับหมื่นนับแสนเล่มโลดแล่นไปมาประหนึ่งอสรพิษสีเงินแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วห้วงอากาศกว้างหลายสิบลี้ประหนึ่งพายุลูกเห็บบินแล่นทิ่มแทงด้วยความเร็วปานสายฟ้า เปลวไฟที่ระยิบระยับมากมายเป็นดั่งประกายไฟที่พวยพุ่งออกมาตอนเชื่อมโลหะซึ่งสวยงามแต่กลับอันตราย
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่ประกายไฟเหล่านี้ไม่ได้หายวับไปอย่างรวดเร็วทว่ากลับก่อตัวขึ้นเป็นชั้นๆ จนเกิดเป็นม่านดวงดาวอันพร่างพราวทำให้ผู้ที่มองมาต้องตาพร่ามัว
เมื่อแสงไฟสว่างจ้าขึ้นผู้อ่อนแอที่สุดในหมู่ผู้บำเพ็ญตนนับสิบล้วนล้มตายจนไม่เหลือซากโดยที่ยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องออกมาเลยสักคำด้วยซ้ำ
ส่วนผู้บำเพ็ญตนที่เหลืออยู่อีกเจ็ดแปดคนรู้ตัวไวยกอาวุธขึ้นมาปกป้องร่างกายของตนได้ทันดวงแสงแวววาวนับหมื่นปะทะเข้ากับเกราะแสงกำบังของผู้บำเพ็ญเหล่านั้นจนทำให้เกิดประกายไฟมหาศาล
ประกายไฟมากมายสาดกระเซ็นเจิดจ้าน่าอัศจรรย์รวมตัวกันเป็นชั้นประหนึ่งก้อนเมฆที่งดงามที่สุดบนท้องฟ้า
ทว่ายิ่งภาพสวยงามมากเท่าใดก็ยิ่งยากที่จะรับมือได้เท่านั้น
เวลาผ่านไปเพียงช่วงจิบชาหนึ่งอาวุธวิเศษของผู้บำเพ็ญบางส่วนพังพินาศด้วยแสงไฟนั้น ยามที่เกราะแสงถูกทำลายลงผู้บำเพ็ญเหล่านั้นต่างกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ร่างสลายกลายเป็นหมอกโลหิตทันที
หมอกโลหิตอันเลือนรางลอยล่องอยู่ไม่นานก่อนจะสลายหายไปจนหมด
ยามนี้ผู้บำเพ็ญที่ยังเหลืออยู่อีกสามสี่คนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพยายามดิ้นรนต่อสู้พวกเขาอยากหนีไปให้พ้นจากหายนะครั้งนี้ ทว่ากลับสายเกินไปที่จะเสียใจเสียแล้ว...
ผู้ใดจะไปนึกเล่าว่าผู้บำเพ็ญที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยผู้นี้จะเป็นผู้มีความสามารถสูงส่งจนทำให้พวกเขาโดนโจมตีและมีจุดจบอันมืดมัวตั้งแต่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจเช่นนี้
ผู้บำเพ็ญบางส่วนเสียใจเป็นที่สุดไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้อ้อนวอนขอความเมตตาทำได้เพียงใช้พลังทั้งหมดของตนฝืนยกอาวุธวิเศษขึ้นปกป้องชีวิต
ยังมีบางส่วนที่คิดหนีแต่ทันทีที่พวกเขาขี่เมฆบินขึ้น กลับต้องถูกกระบี่บินนับหมื่นเล่มที่พุ่งขึ้นมาจากด้านล่างทิ่มทะลวงสังหารจนร่างกายระเบิดออกแตกสลายหายไปจนหมดสิ้น
ปังๆๆ ...
เวลาผ่านไปเพียงชั่วขณะผู้บำเพ็ญทั้งหลายต่างกลับกลายเป็นเหมือนดอกไม้ไฟ ดับสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยทีละคนพื้นที่ในป่าทึบทั้งหมดพลันกลายเป็นผืนดินว่างเปล่าแสงไฟและแสงดาวนับหมื่นดวงกลับมารวมตัวกลับคืนเป็นกระบี่ผุพังอันหมองหม่นไม่น่ามองอีกครั้ง
เซียวจิ่งหยวนชูกระบี่ขึ้นสีหน้าที่ซีดเซียวเล็กน้อย มือและแขนของเขาสั่นเครือเบาๆ ดูแล้วคงใช้พลังไปไม่น้อย
ทว่าสิ่งนี้ก็เป็นเรื่องปกติเพราะการใช้อาวุธวิเศษต้องใช้พลังมากการที่เขาไม่ได้หมดเรี่ยวหมดแรงไปกับการใช้อาวุธวิเศษนี้ก็ถือว่าเป็นผลมาจากพลังพิเศษของมันด้วยเช่นกัน
ทว่าการตรากตรำลำบากคงเทียบไม่เท่ากับประสบการณ์ที่ได้รับ
มุมปากของเซียวจิ่งหยวนยกขึ้นเผยรอยยิ้มสีหน้าเต็มไปด้วยความสุขนึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะได้รับประสบการณ์อันยิ่งใหญ่นี้จากถ้ำกระบี่
หรืออาจบอกได้ว่าตลอดพันปีที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้บำเพ็ญคนใดตระหนักได้ถึงกระบี่วิเศษที่ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางฝูงกระบี่เล่มนี้
กระบี่ที่พ่ายแพ้...
ตลอดพันปีที่ผ่านมากระบี่บินนับแสนเล่มเข้าฟาดฟันลับคมกันไปมาอยู่ภายในถ้ำหากมีเล่มที่ชนะ แน่นอนว่าต้องมีเล่มที่พ่ายแพ้
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อลองดูจากความน่าจะเป็นแล้ว เล่มที่พ่ายแพ้น่าจะมีจำนวนมากที่สุดดังนั้นในถ้ำกระบี่จึงมีกระบี่ที่พังและแตกกองรวมกันสูงพะเนินซึ่งล้วนผุพังจนไม่เคยได้รับความสนใจจากผู้บำเพ็ญเลยสักครา
การเปิดสระกระบี่ทั้งสี่ครั้งไม่มีผู้บำเพ็ญสนใจมองกระบี่พังที่กองเป็นภูเขานี้เลยสักคนและในตอนที่ผู้บำเพ็ญทุกคนแยกกายจำแลงพวกเขาล้วนมุ่งความสนใจไปที่กระบี่บินที่ทอแสงสวยงาม
มีเพียงกายจำแลงของเซียวจิ่งหยวนผู้เดียวเท่านั้นที่ตกลงสู่ก้นถ้ำอย่างบังเอิญซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความไม่ยอมแพ้และความคิดต่อสู้ที่ยังคงลุกโชนอยู่ของเขา
ด้านล่างท่ามกลางกองภูเขาซากกระบี่ก็มีจิตวิญญาณของกระบี่ที่ยังคงไม่ยอมแพ้ซ่อนเร้นอยู่อย่างมากมายเช่นกัน
เมื่อจิตใจที่ฮึดสู้ของเขาแผ่กระจายออกไปจิตของเขาก็ไปสร้างความสัมพันธ์อันลึกลับกับจิตวิญญาณของกระบี่เหล่านั้น แล้วสร้างแรงกระตุ้นขับเคลื่อนให้แก่จิตวิญญาณกระบี่ที่เดิมทีใกล้สลายหายไปจนสิ้นเหล่านั้นเข้าจนสิ่งเหล่านั้นได้สร้างการสะท้อนทางจิตวิญญาณบางอย่างให้เกิดขึ้นโดยเองตามธรรมชาติ
และยังมีความผูกพันอันลึกซึ้งเกิดขึ้นอีกด้วย
เมื่อจิตวิญญาณกระบี่เลือกเจ้านายได้แล้วก็เข้าไปสถิตอยู่ในกระบี่ผุพังเล่มหนึ่งก่อนออกจากสระกระบี่มาพร้อมเซียวจิ่งหยวน
แน่นอนว่ากระบี่ที่พังอย่างสาหัสไม่อาจเทียบกับกระบี่ที่ยิ่งใหญ่ในมือของผู้บำเพ็ญผู้อื่นได้ฝั่งหนึ่งเป็นดั่งคุณชายสูงศักดิ์ผู้สง่างดงามทว่าอีกฝั่งกลับเป็นเพียงชาวบ้านสามัญชน
แต่ชาวบ้านนั้นกล้าหาญและทะเยอทะยาน
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่สถิตอยู่ในกระบี่ผุพังยังไม่ได้มีผี่ฟูเพียงดวงเดียวเท่านั้น
สายตาของเซียวจิ่งหยวนเป็นประกายเขานับจำนวนจิตวิญญาณกระบี่อย่างเงียบๆ เมื่อนับอย่างถี่ถ้วนแล้วก็มั่นใจ ว่าจิตวิญญาณกระบี่ที่สถิตอยู่ในกระบี่ผุพังเล่มนี้มีถึงแสนกว่าดวง
หนึ่งแสนสองหมื่นเก้าพันหกร้อยดวง...
เมื่อชาวบ้านนับแสนรวมใจกันเป็นหนึ่งก็แข็งแกร่งประหนึ่งผนังทองแดงกำแพงเหล็กกล้า!
เมื่อสร้างค่ายกลกระบี่ได้สำเร็จแล้วค่ายกลจะเป็นเหมือนสายน้ำท่วมตลิ่งและคลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้าซัดสาดฟาดฟันคู่ต่อสู้ออกไปให้หมดสิ้น
หากไม่ใช่เพราะพลังของเขายังไม่อาจทัดเทียมกับพลังของผู้บำเพ็ญเหล่านั้นได้ไม่เช่นนั้นแล้ว พลังของค่ายกลกระบี่คงสามารถทำลายล้างศัตรูไปได้จนหมดสิ้น
แต่ถึงแม้จะยืดเวลาออกไปได้เพียงชั่วครู่หนึ่งแต่ผู้บำเพ็ญสิบกว่าคนนั้นกลับไม่มีผู้ใดรอดชีวิตออกมาได้ล้วนถูกทำลายเสียจนย่อยยับ จากสิ่งนี้ทำให้รู้ได้แล้วว่าพลังของกระบี่ผุพังเล่มนี้แข็งแกร่งมากเพียงใด
ถึงกระทั่งสามารถใช้คำว่าสยองขวัญมาจำกัดความก็ย่อมได้
นอกจากนี้เซียวจิ่งหยวนยังรู้สึกบางอย่างว่าเขายังไม่อาจทำความเข้าใจกับพลังทั้งหมดของค่ายกลกระบี่นี้ได้หากเขาศึกษาค่ายกลกระบี่อย่างถี่ถ้วนแล้วเช่นนั้นค่ายกลนี้คงได้กลายเป็นท่าไม้ตายอันยิ่งใหญ่สามารถเป็นที่พึ่งให้เขาสามารถยืนหยัดบนโลกใบนี้ได้
ความคิดของเซียวจิ่งหยวนแปรปรวนอารมณ์ปั่นป่วน เหม่อลอยเล็กน้อย
ฟึบ!
ในขณะที่เขากำลังภูมิใจกับชัยชนะจนเผลอมีช่องโหว่เกิดขึ้นทันใดนั้นก็มีเมฆดำจางพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างเงียบเชียบด้วยความไวปานสายฟ้า
ครืนนน...
ทันใดนั้นกระบี่ผุพังก็สั่นสะท้านจนเซียวจิ่งหยวนสะดุ้งเขามึนงงไปสักพักก่อนรู้ตัวว่าพื้นที่ตรงหน้านั้นมืดมิดราวกับเขากำลังโดนสักคนแว้งกัดเขารีบยกกระบี่ขึ้นกวัดแกว่งด้วยความตระหนกสร้างแสงแห่งจิตวิญญาณที่อยู่รอบกายสว่างไสวก่อตัวเป็นเกราะแสงทรงกลมลูกหนึ่งกำบังตัวเขา
“คิกๆ !”
เกราะกำบังแสงโดนเมฆดำทำลายจนแตกกระจายหายไปอย่างรวดเร็ว
การขัดขวางในครั้งนี้ทำให้เซียวจิ่งหยวนเห็นชัดเจนว่าเมฆดำที่ลอยอยู่บนศีรษะเขานั้นดูอึมครึมแปลกประหลาดด้านในมีเส้นสีดำขดตัวไปมาจนเป็นเหมือนตาข่าย แลดูชั่วร้ายน่ากลัว
“ผู้ใด...”
เซียวจิ่งหยวนใจหายวาบรีบเหาะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
แต่เขากลับประเมินเมฆตาข่ายดำนี้ต่ำเกินไปเสียหน่อยเพราะในยามที่เขาถอยหนีตาข่ายดำก็แพร่ขยายตัวไปอย่างไม่มีสิ้นสุดจนกลายเป็นเหมือนตาข่ายสวรรค์ที่ไม่ว่าเขาจะเหาะหนีไปทางใดก็ล้วนกลายเป็นนกที่อยู่ในกรง ไม่อาจรอดพ้นจากเมฆดำที่ปกคลุมอยู่นี้ได้
“ใครกัน”
เซียวจิ่งหยวนกลั้นหายใจพร้อมตั้งสติแม้สถานการณ์จะยังสามารถควบคุมได้ ทว่าเขากลับยังคงวิตกกังวล ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาตกอยู่ในกับดับเข้าให้แล้วราวเขาเป็นดั่งตั๊กแตนจ้องแต่จะจับจักจั่น โดยมิได้ระวังนกขมิ้นด้านหลังตน มิคาดคิดว่านอกจากเหล่าผู้บำเพ็ญก่อนหน้ายังมีคนที่คอยสอดส่องหลงเหลืออยู่อีก
ซ้ำคนที่มาสอดส่องยังแข็งแกร่งเกินคาดเดาเพราะขนาดยังไม่ได้เผยกายออกมายังอาศัยเพียงอาวุธวิเศษชิ้นหนึ่งทำให้เขาวิ่งพล่านจนเหนื่อยอ่อนจากการเอาชีวิตรอดได้แล้ว
เซียวจิ่งหยวนนึกโมโหอยากผรุสวาท...
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เขาจะเข้าไปในสระกระบี่เนินพยัคฆ์ที่แสนอันตรายเสี่ยงภัยอันตรายนับพันครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเพียงเพื่อให้ได้ของมาเพียงเล็กน้อยทว่ากลับมีผู้อื่นที่ไม่ได้เข้าใจความลำบากเขาต้องการจะแย่งชิงสมบัติไปให้ได้
บนโลกใบนี้ยังมีความยุติธรรมอยู่หรือไม่
เซียวจิ่งหยวนโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนไฟแต่กลับต้องข่มอารมณ์ให้เย็น ตั้งใจเสาะหาที่ซ่อนตัวของศัตรูในยามนี้พลังของเขาเหลืออยู่ไม่มากแล้วเพราะเมื่อครู่ใช้ค่ายกลกระบี่สูญเสียพลังไปมากทีเดียว หากใช้พลังอันล้ำค่าไปโดยมิเห็นร่างศัตรูเสียก่อน เช่นนั้นต่อให้สามารถฝ่าตาข่ายดำไปได้แต่เมื่อศัตรูโผล่ออกมา เขาคงทำได้เพียงยอมจำนนแต่โดยดี
“สิ่งนี้คือการต้อนข้าให้จนมุมสินะ”
เซียวจิ่งหยวนบินหนีทว่าตาข่ายดำกลับไล่ตามมาไม่ห่างประดุจเนื้อร้ายติดกระดูก ไม่เพียงเท่านี้เมื่อตาข่ายดำร่วงหล่นลงมาจากทุกทิศทาง ขอบเขตที่ปกคลุมก็เล็กลงเรื่อยๆบีบบังคับทำให้เขาไม่มีที่หลบซ่อน
“ถึงเวลาต้องสู้แล้วสินะ!”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ย่ำแย่เซียวจิ่งหยวนจึงไม่มีวิธีอื่นนอกจากยกกระบี่ขึ้น กัดฟันกระตุ้นจิตวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในกระบี่เพื่อเตรียมพร้อมโจมตี
แสงแห่งจิตวิญญาณสว่างวาบตัวกระบี่มืดมนทอแสงจางออกมาพลางแผ่กระจายออกไปอย่างช้าเอื้อยอิ่งประหนึ่งคลื่นน้ำ
ค่ายกลกระบี่งอกเงยแสดงเค้ารางออกมา ราวกลุ่มหมอกอันเลือนราง...
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นก่อนที่เขาจะใช้แรงทั้งหมดเพื่อสู้กลับ จู่ๆ ก็มีแสงสีเงินปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไม้เรียวสีเงินแวววาวร่วงหล่นลงมาจากฟ้าทำลายการครอบงำจากตาข่ายดำให้หายไปจนหมดสิ้น