ตอนที่9 พลังข้ามขั้น
หลังเกิดเรื่องทั้งรัชทายาทและพ่อบ้านมาอวดดีถึงที่ หนิงหรงยังคงใช้ชีวิตตามตารางเดิมทุกๆ วัน ฝึกซ้อมร่างกายเรียนวิชาแพทย์ เพิ่มเติมคือเริ่มเรียนพื้นฐานวิชาปรุงโอสถ
หนิงหรงความจำดีและใช้ประสาทแยกแยะกลิ่นได้ดี ดังนั้นวิชาหลอมโอสถ เพื่อเป็นนักปรุงโอสถจึงค่อนข้างมีหวังบวกกับได้สมุนไพรล้ำค่าหลากหลายที่เจ้าเสี่ยวไป๋ขยันหามาให้ลองทำอาหารให้กินก็ยิ่งทำให้หนิงหรงมีสมุนไพรหลากหลายไว้เรียนรู้สรรพคุณ และทดลองหลอมโอสถเล่นๆอย่างพวกยาแก้ปวด ยาบำรุงกำลังแบบง่ายๆ ที่มีขายเกลื่อนตลาด
หนิงหรงพบว่า เจ้าเสี่ยวไป๋นั้นเดิมทีเหมือนมีเจตนาเข้าหาตน...เพราะจู่ ๆ มันจะยอมมาเป็นคู่สัญญา รับใช้มนุษย์ที่เพิ่งถูกปลุกพลังได้อย่างไรหากมันจะรับใช้ก็ควรเป็นผู้ฝึกยุทธ ระดับยอดยุทธขึ้นไปถึงจะถูกแต่มันกลับเลือกตนเพราะของกิน แต่แน่นอนว่าในเมื่อมันเลือกทำสัญญากับตนแล้วหนิงหรงก็ไม่กลัวว่ามันจะทรยศเพราะสัญญานี้ผูกด้วยชีวิต...หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทรยศอีกฝ่าย ต้องชดใช้ด้วยชีวิต
รัชทายาทที่มีนิสัยเกเรเมื่อมาเจอกับหนิงหรงที่มีวิญญาณผู้ใหญ่มาสิงซ้ำเป็นวิญญาณที่เรียนรู้วิชาจิตวิทยา ตอนเป็นทนายความมาเป็นอย่างดีสุดท้ายเด็กเกเรก็ถูกดัดนิสัยจนดีขึ้น
จากเด็กเกเร เริ่มวางตัวเป็นรู้ความมากขึ้น ซ้ำยังเป็นเพื่อนหนิงหรง ฝึกพลังยุทธรัชทายาทเดิมมีระดับพลังยุทธเพียงระดับหนึ่งเท่ากับหนิงหรง เนื่องจากรัชทายาทมีนิสัยซุกซน ไม่ชอบเรียนดังนั้น จึงไม่ค่อยใส่ใจการฝึกฝนมากนักทำให้ระดับพลังยุทธไม่ก้าวหน้า แต่เมื่อได้เรียนและฝึกฝนกับหนิงหรงพลังยุทธของรัชทายาทก็ค่อยๆ เลื่อนระดับชั้นจากหนึ่งไปสอง ก่อนหนิงหรง
ฮ่องเต้ทราบข่าวหลังจากที่รัชทายาทเสด็จมาที่นี่ได้เพียงเดือนเดียวพลังยุทธก็ก้าวหน้าทรงเขียนคำยกย่องชมเชยรัชทายาท อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งยังส่งของเล่นของหายากหลายอย่างมาให้รัชทายาทโดยเฉพาะ
รัชทายาทจากเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้รับความรักจากบิดา เมื่อทำตามที่หนิงหรงแนะนำเขาก็เริ่มรับรู้ได้ว่า ความจริงบิดานั้นรักตนมากเพียงใด แค่เลื่อนระดับขั้นพลังก็ชมเชยราวกับตนไปออกรบชนะมา...
“เจ้ายังถือว่าโชคดีที่มีพระบิดาที่รักเจ้ามากขนาดนี้ เพียงแค่เจ้าทำตัวดีๆพระองค์ก็พร้อมจะรักเจ้าชื่นชมเจ้าอย่างเอิกเกริก ขณะที่ข้า มีบิดาก็เหมือนไม่มีสภาพข้าเหมือนคนอาศัยในจวนมากกว่า เป็นบุตรีของแม่ทัพเสียอีก”หนิงหรงทำเสียงเยาะเย้ยชะตาชีวิตที่น่าเศร้าของเจ้าของร่างเดิม
“เจ้าอย่าได้เศร้าไปถึงอย่างไรก็มีข้าที่เป็นรัชทายาทยืนข้างเจ้า ในอนาคต เมื่อข้าครองบัลลังก์ข้าจะทำให้พวกมันหมอบแทบเท้าเจ้าทุกคนเอง” รัชทายาทกล่าวด้วยท่าทางมุ่งมั่นตบบ่าหนิงหรงปลอบโยนเบาๆ
หนิงหรงพยักหน้าทำท่าซาบซึ้งใจขณะที่เจ้าเสี่ยวไป๋แอบนินทา ว่าดูปลอมมาก
“รอถึงวันนั้นอาจจะนานเกินไปก่อนอื่นคงต้องเริ่มจากให้ข้าและเจ้ามีระดับพลังยุทธสูงๆไปเหยียบหน้าคนพวกนั้นให้ได้ก่อนจะดีกว่า” หนิงหรงกล่าวแล้วเริ่มฝึกซ้อมตามรางสุดโหดต่อไป อย่างไม่มีวันหยุด
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนกระแสพลังในร่างของหนิงหรงเริ่มกระเพื่อมสั่นไหวซึ่งเกิดขึ้นในคืนที่ฝนตกหนักรุนแรง ทั่วทั้งหุบเขาเกิดเรื่องแปลกประหลาดเสียงสัตว์อสูรทั้งหุบเขาต่างร้องโหยหวน แตกตื่นไปทั่ว
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ไม่รู้ว่าด้านนอกเกิดเรื่องอะไรขึ้น สัตว์อสูรทั้งหุบเขาจึงร้องแตกตื่นซ้ำได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกมันวิ่งพล่าน ทุกคนได้แต่คุ้มกันรอบๆบ้านด้วยความหวาดระแวง
ขณะที่เจ้าเสี่ยวไป๋เองก็ออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก
หนิงหรงนั่งตัวแข็งทื่อ บังคับควบคุมกระแสพลังให้คงที่ไม่ให้คลุ้มคลั่ง เพื่อเติมเต็มจุดตันเถียนให้เลื่อนระดับพลังรัศมีเปลี่ยนสี จากขาวเป็นเหลือง ในระดับขั้นที่สอง
การบังคับควบคุมนี้ต้องใช้สมาธิและการจดจ่ออย่างมากหากถูกคนมาสะกิดรบกวน อาจทำให้ธาตุไฟแตก กลายเป็นบ้า พิการหรือบาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจฝึกยุทธได้อีก
หนิงหรงแม้จะได้ยินเสียงเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังร้องโหยหวนทว่าตนต้องจดจ่อกับพลังจึงไม่ได้สนใจ
นางนั่งหลับตาทำสมาธิเดินลมปราณทั่วร่างผ่านบริเวณที่เคยถูกสกัดกั้นเพราะเคยมีพิษ
ในที่สุดลมปราณก็เดินได้สะดวกไม่มีปัญหาอะไรอีกต่อไปหนิงหรงใช้เวลาเนิ่นนาน จนเหงื่อหยดจากไรผม ทั่วทั้งร่างรู้สึกร้อนพลังที่จุดตันเถียนไหลพลุ่งพล่าน
หนิงหรงพยายามบังคับให้พลังสงบราบรื่นทว่าหลายครั้งที่พลังกลับพยศ ไหลเชี่ยวกรากเหมือนน้ำป่าไหลหลากจนเกือบพัดเอาสติของหนิงหรงกระเจิง เกือบเข้าสู่อันตรายของผู้ฝึกลมปราณ
หลังจากการบังคับควบคุมหลายต่อหลายครั้งจนแทบหมดแรง พลังนั้นก็ค่อยๆ สงบลง จนจุดตันเถียนถูกเติมเต็มด้วยลมปราณ
ในที่สุดก็เห็นว่าในร่างของตนพลังสีขาวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแสงสีเหลืองอ่อนๆ และเมื่อจุดตันเถียนเต็มจนไม่อาจเพิ่มเข้าไปได้อีก หนิงหรงก็พลันยิ้มอย่างยินดี
ขณะกำลังจะหยุดเดินลมปราณจู่ๆ ร่างของหนิงหรงก็กระตุก คิ้วขมวด สีหน้าบิดเบี้ยว เหงื่อที่เหือดแห้งไปพลันไหลทะลัก ผุดจนทั่วร่างชื้นแฉะ
“พรวด!”หนิงหรงพลันกระอักเลือดออกมา
ทุกคนที่รอคุ้มกันด้านนอกต่างได้กลิ่นคาวเลือด และได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของหนิงหรง พลันมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก
เยี่ยนเฟยและ หมอหลวงทำท่าเจ้าพุ่งเข้าไปเปิดประตูห้องทว่า กลับถูกเสี่ยวเมิ่ง ที่เคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว ซัดฝ่ามือใส่อกทั้งคู่!
พลังฝ่ามือนี้รุนแรงจนอากาศรอบด้านไหวกระเพื่อม
ยังดีที่ทั้งคู่เป็นผู้ฝึกยุทธระดับสูงจึงยกฝ่ามือขึ้นมาต้านรับได้ทัน
“พลั่ก!”แม้จะใส่พลังตั้งรับเต็มที่แต่กลับถูกพลังฝ่ามือของสาวใช้ฟาดจนกระเด็นถอยไปไกล
หมอหลวงรู้สึกฝ่ามือชาและปวดแปลบที่ข้อมือ เจ็บจนหน้าตาบิดเบี้ยวถึงกับใช้มืออีกข้างกำข้อมือที่กำลังเจ็บไว้
ขณะที่เยี่ยนเฟยยืนกัดฟันกรอดท่าทางเหมือนไม่ได้บาดเจ็บอะไร แต่ถ้ามองให้ดีจะพบว่า มือที่เขาตั้งรับพลังมีอาการสั่นเพราะเจ็บ
“เจ้าทำบ้าอะไร!”เยี่ยนเฟยกัดฟันพูดด้วยความโมโห
“คุณหนูต้องเดินลมปราณใครก็ห้ามเข้าไปรบกวน!” เสี่ยวเมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดดุดัน อย่างที่ทุกคนไม่เคยได้ยินมาก่อน
ปกติแล้วเสี่ยวเมิ่งเป็นสาวน้อยน่ารักท่าทางบอบบาง กิริยาวาจาน่าฟัง น่ามอง สมกับเป็นสาวใช้ของตระกูลใหญ่ ทว่าเวลานี้เสี่ยวเมิ่งกลับแปลกไป
ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับคมกล้า วาววับดุจนักล่า สีหน้า และแววตาดุดัน พร้อมฟาดฟันกระทั่งพลังที่ไหลเวียนทั่วร่าง ก็กดข่มผู้คนรอบด้านจนน่ากลัวพลังที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัด ราวกับเจอผู้ฝึกยุทธระดับสูงกว่าพวกตน
เสี่ยวเมิ่งเป็นแค่สาวใช้ตัวเล็กๆที่ไม่น่ามีพลังยุทธระดับสูงได้ หนำซ้ำในเวลาปกติยังไม่มีใครรู้สึกว่าเสี่ยวเมิ่งมีพลังยุทธสูงส่งถึงเพียงนี้ ถึงกับซัดยอดยุทธสองคนปลิวในคราวเดียวได้...
ถ้าแค่คนเดียวยังไม่น่าตกตะลึงแต่นี่ต้องแบ่งพลังออกเป็นสองสาย โจมตีคนสองคนพร้อมๆ กันก็ยังทำให้ยอดยุทธทั้งสองถึงกับบาดเจ็บได้...
คาดว่าหากใส่พลังลงไปมากกว่านี้แกร่งว่าฝ่ามือของทั้งคู่อาจบาดเจ็บรุนแรง
“แต่นั่นพลังของคุณหนูกำลังแปรปรวนจนควบคุมไม่ได้ ถ้าไม่รีบเข้าไปช่วยคุณหนูจะเป็นอันตราย!” หมอหลวงรีบอธิบายทันที
ทว่าเสี่ยวเมิ่งกลับยังคงยืนปักหลัก ราวกับหินสลักหน้าประตู นางปรายตามองหมอหลวง“แค่ตั้งรับไม่ทันเท่านั้น... ไม่ใช่ควบคุมไม่ได้...”
น้ำเสียงของเสี่ยวเมิ่งเย็นชาขณะที่แววตาแสดงออกว่ากำลังดูถูกหมอหลวง
“พวกเจ้าอยู่เฉยๆรอดูไปก่อน คุณหนูของข้าทั้งคน ข้าจะปล่อยให้เป็นอันตรายได้อย่างไร...อย่าได้แอะอะเสียงดังรบกวนคุณหนูข้าอีก หาไม่...”เสี่ยวเมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ยกฝ่ามือ ที่มีรัศมีพลังสีแดงเลือดหมูเกือบดำหมุนเวียนรอบฝ่ามือขึ้นมาข่มขู่....
คราวนี้ทุกคนรอบด้านพลันถอยหลังตามสัญชาตญาณ พร้อมความรู้สึกหวาดระแวงปะทุขึ้นในใจ...พลังสีแดงเกือบดำ นั่นคือระดับ ยอดยุทธที่เข้าใกล้ ราชันยอดยุทธ เต็มที่อีกนิดเดียวก็จะกลายเป็นสีดำ!
ระดับที่ทำให้คนมากมายหมอบกราบแทบจะเทิดทูนเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง!
เมื่อเสี่ยวเมิ่งกวาดสายตามองรอบด้านพบว่าไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับตนเอง จึงเก็บงำพลังนั้น สลายความกดดันทิ้งไปแต่ยังคงยืนปักหลัก เป็นก้อนหินที่เดิมไม่ให้ใครเข้าใกล้หน้าห้องของคุณหนู
หลายคนแอบลอบถอนหายใจเบาๆที่พลังกดดันนั้นหายไป แม้ในกลุ่มคนเหล่านี้จะมีพลังระดับยอดยุทธ หรือเกือบถึงแต่เมื่อเทียบกับผู้เข้าใกล้ ราชันยอดยุทธแล้วพวกเขาก็แค่มดปลวกเท่านั้นระดับราชันยอดยุทธ กับยอดยุทธ มีความห่างชั้นของพลังมากเกินไป
ราชันยอดยุทธ เหมือนคนที่มีพลังจนต่อยหินแตกด้วยมือเปล่าขณะที่ยอดยุทธใช้ดาบผ่าหินได้...แต่ใช้มือทำเช่นนั้นไม่ได้ ความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันมากเกินไปนี้ทำให้ ระดับราชันยอดยุทธเป็นที่หวาดกลัวและยำเกรงของผู้คนมากมาย
ขณะที่บรรยากาศด้านนอกตึงเครียดหนิงหรงที่เพิ่งกระอักเลือดไป เธอเริ่มตื่นตระหนกเมื่อพลังลมปราณที่เติมให้จุดตันเถียนจนเต็ม จู่ๆ พลัง มันไหลทะลักล้นราวกับน้ำพุจนพลังลมปราณ พุ่งทะลักไปทั่วรางราวกับระเบิดออก
“อึ่ก”ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความร้อน ความเย็น ตีกันในร่างสะบัดร้อนสะบัดหนาว กรีดร้องหลายต่อหลายครั้งด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกายเนื้อแทบถูกฉีกกระชากจากกระแสปราณที่รุนแรงและเชี่ยวกราก จนน่าหวาดผวา
หนิงหรงพลันรู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปตนจะต้องตายอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงรีบตั้งสติพยายามบังคับให้พลังที่ล้นทะลักนั้น ให้ไหลช้าลงจนมันค่อยๆ อ่อนพลังลง
ทว่ากลับมีบางจังหวะพลังนั้นราวกับม้าพยศมันยอมให้ควบคุมเพียงชั่วครู่ก็กลับมาไหลทะลัก หลายครั้งหลายคราจนรู้สึกว่าพลังนั้นราวกับกำลังพยายามฉีกกระชาก เพื่อหาทางออกจากกายเนื้อมาสู่โลกภายนอก
หากใครมาเห็นในช่วงเวลานี้จะพบว่า รอบร่างของหนิงหรง มีพลังดำมืดไหลออกมาจากกาย เป็นเงาดำที่ก่อตัวเป็นรูปร่างมนุษย์กำลังลอยวนเวียนไปมา รอบๆร่างของหนิงหรง
เงาดำนั้น มีมบน้าเลือนลางทว่า รอยยิ้มของมันชัดเจน มันกำลังแสยะยิ้มชั่วร้าย จ้องมองร่างของหนิงหรงด้วยแววตารอคอยให้เจ้าของร่างเกิดธาตุไฟเข้าแทรกมันจะได้ยึดร่างนี้เสีย!
ขณะที่หนิงหรงไม่ได้ยินและมองไม่เห็นผีร้าย
ผีร้ายก่อกวนครั้งแล้วครั้งเล่าให้พลังในร่างหนิงหรงกระเพื่อมไหว เชี่ยวกรากรุนแรง
‘ยอมแพ้เสียข้าจะได้สิงร่างเจ้า!’ ผีร้ายคิดขณะวนเวียนรอบร่าง ก่อกวนกระแสพลัง
ขณะที่หนิงหรง ไม่ยอมแพ้พยายามบังคับควบคุมพลัง
ท่ามกลางความเจ็บปวดที่แทบจะฉีกร่างของตนออกเป็นชิ้น ๆพลันแอบมีวินาทีหนึ่งที่คิดว่าตัวเองอาจจะตายอีกครั้ง เพราะพลังนี้รุนแรงเกินไป
เท่าที่รู้มาการเลื่อนขั้นพลังไม่ควรรู้สึกเช่นนี้...มันควรเป็นแบบเมื่อครู่ ที่พลังของตนเปลี่ยนจากขาวเป็นเหลือง!
กระนั้นแม้หนิงหรงจะไม่ทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตน สติที่มีก็ได้คอยย้ำเตือน ว่าไม่ควรยอมแพ้หากยอมแพ้เท่ากับตาย!!!
ตนเชื่อว่าขอเพียงไม่ย่อท้อขอเพียงมีใจที่มุ่งมั่นและสงบ ความทุกข์ใดๆ ที่เคยได้รับต้องสงบลงในไม่ช้า
ความหนาวความร้อนสลับกันหมุนวนไปทั่วร่างบางครั้งมันก็ผสานเข้าด้วยกันเกิดเป็นความอบอุ่นแต่แล้วก็แยกออกจากกัน โจมตีไปทั่วทั้งร่างอย่างบ้าคลั่งหนิงหรงทั้งหนาวสั่นและเหงื่อออกในเวลาเดียวกัน เจ็บปวดแสนสาหัสจนสติแทบจะดับวูบลงหลายครั้งที่ต้องเตือนตัวเองให้คงสติเอาไว้ เธออุตส่าห์ได้ชีวิตที่สองจะไม่ยอมมาตายด้วยเรื่องแค่นี้
นี่แค่ก้าวแรกเธอจะยอมแพ้ได้อย่างไร
ในที่สุดแสงสีเหลืองในร่างก็เปล่งประกายไปทั่วร่างของหนิงหรง พลังปราณที่จุดตันเถียน เข้าสู่ความสงบไหลวนอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา
ความปวดร้าวที่มีเลือนหายไปเหลือไว้แต่ความผ่อนคลาย และความร้อนความเย็นที่เคยตีกันอย่างบ้าคลั่งผสานเป็นหนึ่งเดียวกลายเป็นความอบอุ่น
ผิวสีขาวซีดเปล่งประกายเรืองรองราวกับเทพเจ้าผิวพรรณผ่องใสงดงามขึ้นขับเน้นให้เด็กหญิง ราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ ผู้ลงมาบนโลกชั่วขณะที่เกิดความผ่อนคลาย พลังของหนิงหรงก้าวกระโดดเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีส้ม..และเขียวพลังจาก
ระดับหนึ่งที่เคยมีตั้งแต่แรกบัดนี้กลับพุ่งทะยานไปสู่ระดับสาม...
‘บ้าจริง!ข้าอุตส่าห์ลงแรงไปมากมายเพื่อให้เจ้าพ่ายแพ้ แต่เจ้านอกจากไม่แพ้ยังเอาพลังของข้าไปใช้จนข้ามขั้นไปได้อีก! บัดซบที่สุด!’
วิญญาณร้ายกรีดร้องข้างหูหนิงหรงโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ยิน ก่อนจะหายตัวไป
เมื่อหนิงหรงลืมตาตื่นขึ้น หนิงหรงพลันใช้นิ้วกดหูรู้สึกปวดหูข้างซ้าย เหมือนมีเสียงแหลมๆ แว่วในหู ดังวิ้งๆแต่เมื่อใช้มือกดนวดครู่หนึ่งกลับพบว่าอาการนั้นหายไปจึงเลิกสนใจ
หนิงหรงรู้สึกว่าประสาทสัมผัสเฉียบคมขึ้นอีกขั้นแยกแยะกลิ่นต่างๆ ได้ดีขึ้น
แค่วรยุทธขั้นสามเธอกลับรู้สึกดีจนยากจะบรรยายนี่เองกระมังที่ทำให้คนมากมายกระเสือกกระสนเพื่อเป็นผู้ฝึกยุทธและเหยียบย่ำคนที่ไม่มีทางฝึกยุทธได้ เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเหนือล้ำกว่าผู้อื่นหยิ่งทะนงในความสามารถของตน ไม่ว่าความสามารถนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
หนิงหรงปรับลมหายใจอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะขยับตัวอย่างเชื่องช้า
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาในห้องแล้วเธอพบว่าการเดินลมปราณครั้งนี้ จากเวลาค่ำ ตนต้องนั่งสมาธิ ยาวมาจนถึงเย็นของอีกวัน
หนิงหรงก้าวเท้าลงจากเตียงรู้สึกร่างกายเบาสบายราวกับเหยียบเมฆไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า เงียบกริบจนเธอเองยังประหลาดใจ
วินาทีที่ประตูเปิดออกหวงเหวิน เยี่ยนเฟย และเสี่ยวเมิ่งต่างผงะอย่างตกใจพวกเขาไม่รับรู้เลยสักนิดว่าในห้องมีการขยับเคลื่อนไหวแต่ละคนตาเบิกกว้างตื่นตระหนกราวกับเห็นผีเมื่อจ้องมองรูปโฉมของหงหนิงหรงที่เปล่งประกายราวกับเทพธิดาตัวน้อย
“เป็นอะไรกันไปหมด”หนิงหรงถามขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยเหมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้น
“ทำหน้าอย่างกับเห็นสัตว์ประหลาด”
คนทั้งหลายต่างทำหน้าเลิ่กลั่กแต่ไม่ได้พูดอะไร มีเพียงเสี่ยวเมิ่งเท่านั้นที่ดูปกติ
“ยินดีกับคุณหนูด้วยที่ผ่านระดับขั้นสอง และขั้นสามอย่างปลอดภัย เจ้าค่ะ”น้ำเสียงของเสี่ยวเมิ่งเต็มไปด้วยความยินดี แววตาก็อ่อนโยนจริงใจสมกับเป็นเสี่ยวเมิ่ง
คนรอบข้างที่ได้เห็นอีกด้านของเสี่ยวเมิ่งพลันคิดในใจว่าคนที่เห็นก่อนหน้านี้กับคนตรงหน้าใช่คนเดียวกันจริงไหม!
“ยินดีกับคุณหนูด้วยขอรับ”เยี่ยนเฟยพลันกล่าวแสดงความยินดี และตามมาด้วยคนอื่นๆที่รุมล้อมเข้ามาพูดจาแสดงความยินดีกับคุณหนู
แม้การกระโดดข้ามขั้นยุทธจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดมากนักเพราะมีผู้ฝึกยุทธจำนวนไม่น้อยที่สามารถข้ามขั้นในระดับต้นถึงสองขั้นไปได้บางคนทะยานได้ถึงสามขั้นด้วยซ้ำ...
เยี่ยนเฟยหรี่ตามองหนิงหรงอย่างระมัดระวังก่อนจะเปลี่ยนแววตาเป็นแสดงความยินดีเมื่อหนิงหรงเงยหน้ามองตนคล้ายกับว่าหนิงหรงสัมผัสได้ว่าถูกจ้องมองด้วยแววตาแปลกๆ
‘เห็นทีว่าข้าคงต้องระมัดระวังตัวมากกว่านี้ตอนนี้สัญชาตญาณนางเหมือนจะเริ่มทำงานดีขึ้นแล้ว’ เยี่ยนเฟยคิดในใจเขาสัมผัสได้ถึงพลังมืดที่ครอบงำหนิงหรงอยู่
“คุณหนูน่าจะหิวแล้วข้าจะรีบไปทำอาหารนะเจ้าค่ะ”เสี่ยวเมิ่งผลุนผลันจากไปเป็นคนแรก ก่อนที่คนอื่นๆ จะขอตัว
เหลือเพียงเยี่ยนเฟยที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูกับหมอหลวงที่เตะชีพจร ตรวจดูว่าหนิงหรงบาดเจ็บรุนแรงหรือไม่จากพลังปั่นป่วน
วินาทีที่หวงเหวินสัมผัสชีพจรของหนิงหรงกระแสพลัง รุนแรงแรงเชี่ยวกราก เล่นปะทะปลายนิ้ว จนนิ้วเขาชา เขาถึงกับสะดุ้งปล่อยมือทันที
หนิงหรงเห็นท่าทางคล้ายถูกไฟช๊อตของอีกฝ่ายก็อดที่จะทำหน้าประหลาดใจไม่ได้
“มีอะไรไม่ถูกต้องหรือ....ร่างกายข้ามีปัญหาหรือ” หนิงหรงทำเสียงเครียดเมื่อเห็นท่าทางประหลาดนั้น
หวงเหวินหน้าเสียไปครู่หนึ่งก่อนจะปรับสีหน้าให้สงบ
เขาเดาว่าพลังของนางเพิ่งจะปะทุเลยมีผลกระทบเช่นนั้น คาดว่าพลังนั้นคงสงบลงแล้ว เขาจึงลองแตะชีพจรของนางอีกครั้งเป็นดังคาดชีพจรของเด็กหญิงราบรื่นนุ่มนวล ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
ทว่าสิ่งที่เขาไม่ทราบก็คือเมื่อครู่เตะถูกชีพจรที่หลงเหลือพลังของวิญาณร้ายเข้า เขาจึงมีอาการเช่นนั้น
“แม้ร่างกายของคุณหนูจะอ่อนแอไปบ้างมีอาการบาดเจ็บภายใน บอบช้ำเล็กน้อย แต่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่เป็นอันตรายเพียงแค่บำรุง และพักผ่อนให้ดี งดฝึกยุทธเดินลมปราณ ครึ่งเดือนอาการก็จะดีขึ้น...ขอรับ” หมอหลวงกล่าว
“ดูเหมือนยากิเลนทองที่ท่านเพิ่งกินเข้าไปอีกเม็ดจะช่วยให้ท่านพลังลมปราณท่านเข้มข้นแข็งแกร่ง จนบรรลุขั้นได้เร็วขึ้นจนถึงกับกระโดดข้ามขั้นไปเลย ทั้งๆ ที่กายาเทพ ปกติแล้วจะใช้เวลานานกว่าคนทั่วไปจึงจะข้ามขั้นได้ขอรับ”
ใช่แล้วหนิงหรงกินยากิเลนทองเข้าไปก่อนที่จะเดินลมปราณ เนื่องจากหมอหลวงหวงเหวิน แนะนำให้ตนทำ
“นั่นสินะ น่าจะเป็นเพราะยากิเลนทองข้าถึงได้ก้าวหน้าได้รวดเร็วเช่นนี้ตอนนี้ร่างกายข้าเบาสบายมากทีเดียว แตกต่างจากก่อนหน้านี้ความรู้สึกเกือบตายวนเวียนเป็นร้อยเป็นพันครั้ง จนข้าแทบจะถอดใจที่จะมีชีวิตต่อท่านก็ไม่เตือนข้าสักนิด ว่าการเดินลมปราณครั้งนี้ข้าอาจเป็นอันตรายเพราะการก้าวหน้าของพลังยุทธ”
หนิงหรงอดตำหนิอีกฝ่ายไม่ได้หากเขาเตือนนางจะได้เตรียมใจไว้ก่อนไม่ต้องนึกหวาดผวากับความเจ็บปวดที่ต้องพบเจอขนาดนี้หากไม่ใช่เพราะว่าในโลกก่อนเธอชอบนั่งสมาธิสงบจิตใจเพื่อให้มีสติละก็ป่านนี้เธออาจจะยอมแพ้ความเจ็บปวดเหล่านั้น จนตายไปแล้วก็ได้