มินตราเงยหน้ามองทุกคน พร้อมกล่าวน้ำเสียงชัดเจน
“เราจะจัดงานเปิดตัวโปรเจคพิเศษที่โรงแรมหลักของเราจะมีการเดินแบบในชุดไทยทั้งสี่ภาคส่วนหลังเวทีที่มีจอโปรเจคเตอร์เราจะขึ้นเป็นภาพวัฒนธรรมโบราณสถาน เมนูอาหาร และวิถีชีวิตแบบไทยทั้งสี่ภาค อย่างเช่นถ้านางแบบนายแบบใส่ชุดไทยภาคไหนออกมาบนเวทีภาพที่ขึ้นจอก็จะขึ้นเกี่ยวกับวิถีวัฒนธรรมของภาคนั้นๆ เมื่อเดินครบทุกภาคเราก็จะให้นางแบบนายแบบออกมาเดินรวมกันจากนั้นเราจะโปรโมทโรงแรมของเราในรูปแบบห้องพักต่างๆ ที่เราปรับปรุงใหม่ เน้นความสะอาดทันสมัยและปลอดภัยกับผู้เข้าพัก ต่อจากนั้นก็จะประชาสัมพันธ์แพ็คเกจของโรงแรม ซึ่งจะเป็นลำดับท้ายสุดเพื่อสร้างการจดจำให้กับลูกค้าค่ะ”มินตรานำเสนอโปรเจคสีหน้ามุ่งมั่น ทุกคนถึงกับพยักหน้าอย่างเห็นด้วย หญิงสาวพูดต่อ
“การประชาสัมพันธ์ในส่วนอื่นๆดิฉันเห็นว่าเรามีความคิดตรงกัน คือเชิญสื่อทุกสื่อ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์นิตยาสาร วิทยุ และสื่อโซเชียล พร้อมกับสื่ออื่นๆที่เป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ในครั้งนี้โดยการประชาสัมพันธ์เรื่องของมาตรฐานโรงแรมของเรา เน้นดีไซน์ มาตรฐานและความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าค่ะ” ระหว่างที่มินตรานำเสนอโปรเจคผู้บริหารทุกคนต่างก็ฟังเธอด้วยความสนใจเพราะความคิดที่เธอนำเสนอมานั้นค่อนข้างน่าสนใจและเป็นไปได้จนในที่สุด ผลสรุปก็คือ มินตราได้รับผิดชอบโปรเจคนี้จากการโหวตของทุกคน เธอได้คะแนนไปอย่างท่วมท้นนั่นเองคุณการุญแอบดีใจกับผู้เป็นลูกสาวและมองเห็นหนทางที่จะฝากผีฝากไข้ในเรื่องของการทำธุรกิจไว้กับมินตรา
มินตราจะต้องรับผิดชอบในส่วนของการแสดงบนเวทีกับเดินแฟชั่นโชว์สี่ภาคเพื่อเปิดตัวแพคเกจของโรงแรมในแนวคิดการนำวิถีของไทยเข้ามาร่วมขายพร้อมกับห้องพักทุกคนในห้องประชุมต่างปรบมือให้กับมินตราและชื่นชมเธอเป็นการใหญ่ขณะที่การประชุมกำลังจะจบลงไปด้วยดี มินตราก็ขออนุญาตที่ประชุมอีกครั้งเพื่อพูดอะไรบางอย่าง...
“ดิฉันทราบดีว่าทุกคนชอบโปรเจคนี้เป็นอย่างมากแต่ดิฉันก็มีเรื่องที่จะสารภาพกับทุกคนตรงนี้เช่นกันค่ะ” คุณการุญและคณะผู้บริหารทุกคนต่างมองมาทางมินตราอย่างสงสัยว่าเธอจะสารภาพเรื่องอะไรกันมินตรามองทุกคนก่อนจะบอกไปตามตรง
“โปรเจคนี้ดิฉันไม่ได้คิดขึ้นเองค่ะ”ทุกคนอ้าปากค้างทั้งอึ้งทั้งสงสัย
“แล้วใครเป็นคนคิด?” คุณอนันต์หนึ่งในผู้บริหารถามขึ้นทันควัน
“คุณเมขลา พี่สาวของดิฉันเองค่ะ”คราวนี้คนที่อึ้งไปกลับเป็นคุณการุญ เขาไม่คิดเลยว่าเมขลาจะมีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลได้ขนาดนี้ลูกสาวคนนี้ของเขาฉลาดกว่าที่จะหยั่งรู้ได้จริงๆ เพียงแต่ว่าเมขลาเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบพูดหรือโอ้อวดให้ใครๆได้รับรู้ คุณการุญแอบภูมิใจในตัวลูกสาวทั้งสองเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเมขลา
เมื่อจบการประชุมมินตราก็ยังได้รับผิดชอบโครงการนี้ต่อเธอถูกคุณการุญเรียกเข้าพบอย่างเร่งด่วน เมื่อมินตรามาถึงคุณการุญก็เอ่ยขึ้นทันที
“มินตราวันนี้ลูกเก่งมาก” มินตรายิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“จะฝากไปชมพี่เมย์คุณพ่อก็บอกมาเถอะค่ะ”มินตรานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะทำงานของผู้เป็นพ่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้มคุณการุญส่ายหน้าช้าๆ
“เปล่า... พ่อขอชื่นชมลูกทั้งสองคน”คุณการุญพูดจากใจจริง
“ลูกพ่อเก่งทั้งคู่” มินตรายิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจนึกขอบคุณไปถึงพี่สาวของเธอที่ออกความคิดแล้วให้เธอนำมาประมวลเป็นคำพูดเพื่อเสนอต่อที่ประชุม
“มินตรา” คุณการุญเรียกชื่อลูกสาวคนกลางน้ำเสียงจริงจัง
“คะ คุณพ่อ” มินตราขานรับรอฟังว่าผู้เป็นพ่อจะพูดอะไรกับเธอ
“พ่ออยากให้เมย์ มาทำงานกับพ่อ” นี่คือสิ่งที่คุณการุญต้องการมินตราเปลี่ยนสีหน้าทันที เพราะรู้ๆกันอยู่ว่าเมขลาไม่ค่อยลงรอยกับผู้เป็นพ่อเท่าไหร่
“เรียกพี่เมย์มาหาพ่อหน่อยสิ” คุณการุญเอ่ยปากมินตราหลุบตาต่ำก่อนจะพูดเบาๆ
“พี่เมย์ไม่อยู่ค่ะบอกแค่ว่าไปธุระสองสามวันแล้วจะกลับค่ะ” คุณการุญทำหน้าสงสัย
“เมย์ไปไหน? เมื่อเช้าพ่อยังเจอหน้าอยู่เลย”มินตรารีบตอบ
“ก็ไปตอนเช้านั่นแหละค่ะคุณพ่อคิดจะทำอะไรก็ไม่เคยบอกให้เรารู้บ้างแว้บไปแว้บมา ทำตัวเหมือนนินจาไปได้” มินตราแอบบ่นพี่สาวตัวเองเบาๆคุณการุญขำกับท่าทางของมินตรา
“เอาน่า.. พี่เค้าก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วเค้าคงมีเหตุผลของเค้า เอาเป็นว่าถ้าพี่เมย์กลับมามินบอกให้พี่เมย์มาพบพ่อหน่อยนะพ่อมีเรื่องจะคุยด้วย” มินตรารีบพยักหน้ารับคำทันที คุณการุญพูดต่อ
“ออ.. เดี๋ยววันนี้เราไปทานข้าวกับพ่อนะพ่อนัดแขกคนสำคัญเอาไว้” มินตราแอบคิดในใจว่าทำไมตอนนี้ใครๆก็มีลับลมคมในกับเธอกันไปหมด
“เอ่อ.. แขกคนสำคัญ ใครเหรอคะคุณพ่อ?”คุณการุญยิ้มๆ
“เอาเถอะ เดี๋ยวไปถึงลูกก็รู้เอง”เมื่อไม่สามารถรู้ได้ มินตราจึงได้แต่พยักหน้ารับคำแล้วก็สงสัยอยู่ครามครันว่าแขกคนสำคัญของคุณพ่อเป็นใคร?
รถหรูสีดำมันวับของคุณรัศมี เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณห่างไกลบ้านผู้คนในแถบชนบทมองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุ่งโล่งๆ และบ้านคนประปราย เรืองรินสงสัยในใจว่าแม่จะพาเธอมาหาใครกันแน่สักพักก็มีรถสีดำคันใหญ่อีกคันเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบข้างๆแล้วเรืองรินก็เห็นใครคนหนึ่งก้าวลงจากรถมาหยุดยืนบริเวณด้านข้างรถของพวกเธอชายคนนั้นอายุน่าจะใกล้เคียงกับคุณพ่อ เมื่อคุณรัศมีเห็นชายคนนั้นก้าวลงมาจากรถก็ยิ้มก่อนจะหันมาบอกผู้เป็นลูกสาว
“ไปลูก แม่จะแนะนำอาชัฏให้รู้จัก”เรืองรินสงสัย รีบถามทันที
“ใครกันคะ อาชัฏ?” คุณรัศมีตอบแบบไม่เต็มเสียงเท่าไรนัก
“ลงมาเถอะน่า เพื่อนของแม่เอง รู้จักกันมาตั้งนานก่อนที่ลูกจะเกิดเสียอีก”คุณรัศมีอธิบายคร่าวๆ เรืองรินก้าวตามคุณรัศมีไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อทั้งสามพบหน้ากันดูเหมือนนายสหชัฏจะมีอาการตื่นเต้นจ้องมองเรืองรินไม่วางตาเรืองรินไม่รู้หรอกว่าเขาตื่นเต้นที่ได้พบหน้าลูกสาวแท้ๆ ของเขาเพียงใด! คุณรัศมีสบตานายสหชัฏอย่างห้ามปรามว่าไม่ควรมีพิรุธสหชัฏพยักหน้ารับ เขารู้ดีว่าควรทำตัวอย่างไร
“ไหว้อาชัฏสิยัยริน นี่คือคุณสหชัฏเจ้าของโรงแรมเครือสหชัฏกรุ๊ป” เรืองรินทำตามและแอบแปลกใจที่แม่รู้จักกับเจ้าของโรงแรมที่เป็นคู่แข่งของพ่อมาตั้งนาน แต่แม่ไม่เคยเล่าให้เธอฟังเลยนายสหชัฏมองเรืองรินแววตาทอประกายด้วยความห่วงใย ก่อนเอ่ยถาม
“หนูสบายดีไหม?” น้ำเสียงเจือความรักและคิดถึงคุณรัศมียืนนิ่ง
“สบายดีค่ะ...” เรืองรินรู้สึกงงที่คนถาม ถามเหมือนกับว่ารู้จักเธอดี จึงตอบคำถามไม่เต็มเสียง เรืองรินรู้สึกแปลกๆกับอาชัฏคนนี้ เขาเหมือนมีลับลมคมในมากมายแต่เมื่อแม่พามาแนะนำให้รู้จักก็แสดงว่าแม่ไว้ใจเขาในระดับหนึ่ง
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะค่ำซะก่อน” คุณรัศมีรีบบอกนายสหชัฏ
“ไปไหนกันคะ?” เรืองรินรีบถาม
“ไปหาท่านอาจารย์น่ะ” คราวนี้นายสหชัฏเป็นคนตอบเสียเอง
“ท่านอาจารย์...” เรืองรินทวนคำเสียงสูง
“ใช่ ท่านอาจารย์ท่านเป็นหมอผีที่เก่งมากๆ แม่จะให้ท่านดูให้หน่อยว่าบ้านนังเมย์มันมีอะไรหรือเปล่าหรือว่ามันแอบเล่นของสกปรก เราจะได้กำจัดให้พ้นทาง ทั้งคนทั้งผี!” คุณรัศมีเฉลยทุกอย่างก่อนที่เรืองรินจะเซ้าซี้จนน่ารำคาญไปมากกว่านี้ เรืองรินจากที่สงสัยหลายๆอย่างก็มลายไปสิ้นเธอคิดแค่ว่าเดี๋ยวค่อยถามในสิ่งที่เธอยังไม่เข้าใจกับผู้เป็นแม่ทีหลังก็ได้เพราะความอยากกำจัดศัตรูมีมากกว่าและอีกอย่างถ้าแม่พูดคุยเรื่องเหล่านี้กับอาชัฏได้ นั่นก็แสดงว่าอาชัฏคนนี้ก็ต้องอยู่ข้างพวกเธอ
นายสหชัฏพาสองแม่ลูกมาที่บ้านหลังหนึ่งไม่ใหญ่มากแต่อาณาบริเวณกว้างขวางหน้าบ้านมีรถกระบะจอดอยู่สองคัน นายสหชัฏพาทั้งสองขึ้นไปบนบ้านเมื่อขึ้นไปข้างบนก็พบชายคนหนึ่งที่ค่อนข้างอายุมากพอสมควร นั่งอยู่ตรงกลางบ้านเบื้องหลังมีแท่นบูชาที่ไม่เหมือนโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปตามแบบศาสนาพุทธแต่ดูคล้ายๆ โต๊ะพิธีสำหรับร่ายมนต์คาถา เพราะมีทั้งหัวกะโหลก กุมาร ขันน้ำมนต์มีดสั้น ธูป เทียน ดอกดาวเรือง วางเต็มไปหมดเรืองรินเห็นหัวกะโหลกด้านหลังหมอผีก็แอบสยองไม่น้อย นายสหชัฏเขึ้นมาถึง ก็ลงกราบหมอดูคนนั้นด้วยความเคารพ
“มากันครบแล้วใช่ไหมคุณชัฏ?” หมอดูถามเสียงขรึม
“ครับท่านอาจารย์” แล้วหันไปทางสองแม่ลูกก่อนพูดขึ้น
“กราบท่านอาจารย์พยัคฆ์เสียสิท่านเก่งมากนะโดยเฉพาะเรื่องกำจัดปัดเป่าความชั่วร้าย” ท่านอาจารย์ที่ถูกเอ่ยนามว่าพยัคฆ์ยืดขึ้นเล็กน้อยเมื่อลูกศิษย์เอ่ยชม สองแม่ลูกรีบก้มลงกราบอย่างนอบน้อมทันที
“ได้ของมาไหม?” อาจารย์พยัคฆ์หันไปถามนายสหชัฏชายหนุ่มมองไปที่คุณรัศมี คุณรัศมีนึกได้รีบหยิบโทรศัพท์สมาร์ทโฟนออกมาแล้วเปิดภาพถ่ายของเมขลากับมินตรารวมถึงภาพถ่ายเรือนไม้โบราณอันเป็นที่อยู่อาศัยของสองพี่น้องให้กับอาจารย์พยัคฆ์ได้ดูอาจารย์พยัคฆ์มองรูปของมินตราผ่านๆ แต่เมื่อถึงรูปของเมขลากับเรือนโบราณ อาจารย์พยัคฆ์ถึงกับพินิจพิจารณาอยู่นานก่อนพึมพำเบาๆ
“อืม.. ไม่ธรรมดาจิตแข็งกว่าที่คิดไว้เยอะ มีอำนาจจากวิญญาณคอยวนเวียนช่วยเหลือที่สำคัญไม่ใช่แค่ดวงเดียว!” ทั้งคุณรัศมีและเรืองรินเมื่อได้ฟัง ต่างยกมือทาบอกด้วยความตกใจข้อสันนิษฐานของคุณรัศมีเป็นความจริงที่ว่าเมขลาอาจจะเลี้ยงผีเอาไว้นั่นเองอาจารย์พยัคฆ์หลับตาทั้งที่ยังจับโทรศัพท์ของคุณรัศมีอยู่ พร้อมพูดขึ้น
“กลิ่นความอาฆาตจากผู้หญิงคนนี้ช่างรุนแรงเสียจริงอืม...” อาจารย์พยัคฆ์เผลออุทานในลำคอเบาๆ
“ฉันได้กลิ่นคาวเลือดและความตายเสียด้วยสิ!!” ทุกคนในที่นั้นตกใจยิ่งนักคุณรัศมีรีบถามขึ้นอย่างรวดเร็ว
“มันจะฆ่าพวกเราหรือคะ?” น้ำเสียงแฝงด้วยความระแวงไม่น้อย
“จะมีคนตาย แต่ข้าไม่รู้ว่าใคร...”อาจารย์พยัคฆ์ยังคงหลับตาคล้ายกับกำลังมองหาอะไรในความมืด...