ลิขิตฟ้าปราบมาร

    บทที่ 36 : เข้าใจทั้งกระดาน

            ภายในถ้ำมืดสนิทมีเพียงเสียงลมหายใจหนักของเหวินซานที่ดังก้องไปตามผนังหิน เขาพิงกำแพงหินด้วยความเหนื่อย เด็กหนุ่มหยิบโอสถฟื้นฟูวิญญาณออกจากมิติมากลืนลงไปหนึ่งเม็ด กระแสอุ่นไหลเข้าสู่เส้นวิญญาณช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บจากแรงฝ่ามือเมื่อครู่ 

            ผ่านไปกว่าครึ่งก้านธูปสีหน้าของเขาก็ดีขึ้นเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่กล้าผ่อนคลายความระมัดระวัง เพราะด้านนอก ยังคงมีคนชุดดำล้อมอยู่

            "อึ๊บ!" ต้วนต้วนกระโดดลงจากบ่าของเขา มันสูดจมูกแรง ๆ หลายครั้ง "ฟุด... ฟุด..." จากนั้นมันก็รีบคลานลึกเข้าไปในช่องแคบ เหวินซานรีบลุกตามไปทันที

            "ต้วนต้วน!" เจ้าหนอนอ้วนไม่แม้แต่จะหันกลับมา มันดูเหมือนกำลังตื่นเต้นอย่างยิ่ง ยิ่งเข้าไปด้านในลึกเท่าไร กลิ่นของสมุนไพรก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ผนังหินที่มืดและชื้นเริ่มมีตะไคร่เรืองแสงสีเขียวอ่อนเกาะอยู่ ซึ่งช่วยให้มองเห็นทางเดินได้ราง ๆ

            เด็กหนุ่มเดินตามหนอนอ้วนไปอย่างระมัดระวัง ระหว่างทางเขาพบสมุนไพรหายากขึ้นอยู่ตามซอกหินหลายต้น จนกระทั่งทางเดินด้านหน้ากว้างขึ้นกลายเป็นโถงถ้ำขนาดใหญ่ ตรงกลางมีแอ่งน้ำใสสะอาด

            เหนือแอ่งน้ำมีรากไม้ขนาดมหึมาหย่อนตัวลงมาจากเพดาน ส่วนรอบ ๆ แอ่งน้ำนั้นเต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด หลายต้นเป็นระดับสองและระดับสาม เหวินซานถึงกับเบิกตากว้าง

            เด็กหนุ่มเดินเข้าไปใกล้แล้วขมวดคิ้ว ผนังหินดูเรียบสนิท แต่เมื่อเขาลองเอามือแตะดู กลับรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณแผ่วเบา เมื่อเคาะผนังหิน "ก๊อก... ก๊อก..." เสียงที่ตอบกลับมานั้นกลับเป็นเสียงโปร่ง

            เขาสำรวจไปรอบ ๆ จนสายตาสะดุดเข้ากับก้อนหินก้อนหนึ่งที่มีรอยสลักคล้ายกลีบดอกไม้ เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนยื่นมือไปแตะรอยสลักนั้นอย่างระมัดระวัง แล้วจึงออกแรงกด

            ครืด…

            ผนังหินทั้งแผ่นเริ่มสั่นสะเทือน ฝุ่นร่วงหล่นลงมาจากเพดานก่อนที่กำแพงหินจะเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นทางเดินแคบ ๆ ที่ทอดยาวเข้าไปด้านใน

            ในอากาศมีกลิ่นสมุนไพรสายหนึ่งโชยออกมา เป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยอย่างยิ่ง ดวงตาเด็กหนุ่มพลันสั่นไหว "กลิ่นนี้... เป็นกลิ่นโอสถฟื้นฟูของสำนัก" ต้วนต้วนร้องขึ้นอย่างดีใจ "อึ๊บ! อึ๊บ!" เหวินซานกำกระบี่ในมือเอาใว้แน่น ปลายทางของถ้ำแห่งนี้อาจเป็นสถานที่ที่ซูอวิ๋นเหอซ่อนตัวอยู่ก็เป็นได้

            เด็กหนุ่มไม่ได้รีบร้อนเดินเข้าไปในทางลับ เขาหยุดอยู่หน้าสวนสมุนไพรและกวาดสายตามองสมุนไพรทุกต้นอย่างละเอียด หากพลาดไปแล้วย่อมหาใหม่ได้ยาก เหวินซานจึงรีบลงมือเก็บต้นสมุนไพรทั้งหมดเข้าไปในมิติ ต้วนต้วนเองก็ช่วยอย่างขยันขันแข็ง "อึ๊บ!" มันใช้หัวดันต้นสมุนไพรเล็ก ๆ ไปทางเหวินซาน บางครั้งก็ลากรากไม้ที่ใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่าจนตัวเองกลิ้งหงายหลัง เด็กหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ "เจ้านี่... เห็นสมุนไพรเป็นไม่ได้จริง ๆ"

            ทันใดนั้น... "อั่ก!"

            เหวินซานกระอักเลือดสีดำออกมาเต็มพื้น เลือดที่ไหลออกมาส่งกลิ่นคาวปนกลิ่นพิษฉุนรุนแรง ร่างทั้งร่างโซเซจนต้องทรุดคุกเข่าลงกับพื้นหิน

            เส้นเลือดบริเวณลำคอและข้อมือค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ก่อนลุกลามขึ้นไปตามใบหน้าอย่างช้า ๆ ราวกับมีงูพิษกำลังเลื้อยอยู่ใต้ผิวหนัง

            ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด หน้าอกแน่นราวกับถูกก้อนหินมหึมาทับไว้ พลังวิญญาณหมุนเวียนสะดุดเป็นช่วง ๆ ทุกครั้งที่พยายามโคจร กลับรู้สึกเหมือนพิษยิ่งกัดกินลึกลงไปกว่าเดิม

            ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว เสียงทุกอย่างค่อย ๆ ห่างไกลออกไป เด็กหนุ่มพยายามโคจรพลังต้านพิษ แต่ยิ่งโคจรเลือดกลับยิ่งไหลออกจากมุมปาก "ไม่ได้... เส้นวิญญาณเสียหายเกินไป" เขาฝืนพิษอยู่ครู่นึงแล้วจึงสูดหายใจลึก 

            เหวินซานเหยิบขวดหยกสีดำใบหนึ่งออกมา ภายในบรรจุโอสถสะกดพิษเอาใว้ โอสถชนิดนี้ไม่อาจถอนพิษได้ ทำได้เพียงกดพิษให้สงบลงชั่วคราว หากหมดฤทธิ์เมื่อใด พิษที่ถูกกดไว้จะปะทุรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า เหวินซานมองโอสถในมือ "อย่างน้อย... ต้องหาศิษย์พี่ให้พบก่อน"

            เขาโยนโอสถเข้าปากทันที โอสถละลายเป็นกระแสเย็น ไหลเข้าสู่ตันเถียนอย่างรวดเร็ว พิษที่กำลังแล่นพล่านทั่วร่างถูกกดไว้ รอยดำบนเส้นวิญญาณหยุดลุกลามชั่วคราว แม้อาการเจ็บปวดจะยังไม่หายไป แต่ก็พอให้เขาฝืนเคลื่อนไหวต่อได้

            เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้าวเข้าไปในทางเดินลับ ภายในนั้นเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงลมหายใจ หรือแม้แต่เสียงหยดน้ำ มีเพียงกลิ่นโอสถอ่อน ๆ ที่โชยออกมาจากส่วนลึกของถ้ำ

            ครืดดด…

            เสียงเสียดสีของหินก็ดังก้องขึ้นจากด้านหลัง เหวินซานหันกลับไปทันที ก่อนจะเห็นประตูหินสีเทาดำบานหนึ่งค่อย ๆ เลื่อนปิดลงเอง หินทั้ง เมื่อปิดสนิทแล้ว ก็กลมกลืนกับผนังถ้ำราวกับไม่เคยมีทางเข้าอยู่ตรงนั้นมาก่อน

            เหวินซานรีบพุ่งกลับไปใช้สองมือผลักเต็มแรง แต่ประตูหินกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย เขาเคาะเบา ๆ ก่อนขมวดคิ้ว "ค่ายกลเปิดปิดอัตโนมัติหรือ..."

            เด็กหนุ่มถอนหายใจช้า ๆ ก่อนหันกลับมามองความมืดเบื้องหน้า ในเมื่อทางออกถูกตัดขาดแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือเดินหน้าต่อไป

            ต้วนต้วนคลานนำหน้าไปข้างหน้า "อึ๊บ! อึ๊บ!" ไม่นานนัก ทางเดินแคบ ๆ ก็เปิดออกเป็นห้องหินขนาดใหญ่ กลางห้องมีโต๊ะหินโบราณตั้งอยู่ รอบด้านเต็มไปด้วยชั้นวางตำราที่ผุพังตามกาลเวลา หลายแห่งพังถล่มลงมาจนกองกับพื้น แต่ตรงมุมห้องกลับมีร่างหนึ่งนั่งพิงผนังหินอยู่

            ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีครามที่ขาดวิ่นและเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง เส้นผมยาวที่ยุ่งเหยิงปกคลุมใบหน้า มือขวากอดตำราเก่าเล่มหนึ่งไว้แน่นเสียจนปลายนิ้วซีดขาว ราวกับว่าต่อให้ต้องตาย... ก็ไม่มีวันยอมปล่อยมือจากมัน

            เหวินซานหยุดหายใจไปชั่วขณะ "ศิษย์พี่..." เขารีบวิ่งเข้าไปทันที เมื่อปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้าออก ใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้น ซูอวิ๋นเหอ แต่สภาพของนางในตอนนี้กลับน่าใจหายยิ่งนัก ริมฝีปากแห้งแตก ผิวซีดจนไร้สีเลือด ลมหายใจแผ่วเบาราวกับเปลวเทียนที่ใกล้จะดับมอด ที่หัวไหล่มีบาดแผลลึกจนเห็นกระดูก แม้เลือดจะหยุดไหลไปนานแล้ว แต่พิษสีดำกลับลุกลามไปทั่วแขนขวา

            เด็กหนุ่มรีบจับชีพจร เพียงสัมผัสเขาก็ใจหายวาบ ชีพจรอ่อนแรงจนแทบจะจับไม่ได้ พลังวิญญาณภายในร่างเหือดแห้งราวกับโคมไฟที่น้ำมันใกล้หมด

            "ศิษย์พี่... ได้ยินข้าหรือไม่" ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเปลือกตาที่สั่นไหวเล็กน้อยราวกับพยายามจะลืมตาแต่ไร้เรี่ยวแรง เหวินซานสังเกตเห็นรอบ ๆ ห้องมีขวดโอสถแตกกระจายอยู่หลายสิบใบ สมุนไพรแห้งกองเต็มพื้น รวมถึงคราบเลือดที่ลากยาวจากประตูถ้ำมาจนถึงมุมนี้

            เพียงมองก็รู้ได้ทันทีว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา ซูอวิ๋นเหอคงพยายามรักษาตัวเองอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่สุดท้ายทั้งโอสถและสมุนไพรก็หมด เหลือเพียงตำราในอ้อมแขนที่ไม่เคยยอมปล่อย

            เด็กหนุ่มพยายามดึงตำราออก แต่เพียงแค่สัมผัสเบา ๆ ซูอวิ๋นเหอกลับกำตำราแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ พร้อมพึมพำด้วยเสียงอันแผ่วเบา "อย่า... อย่าให้... พวกมัน... ได้..." แม้กำลังจะหมดลมหายใจ แต่สิ่งที่นางเป็นห่วงที่สุดกลับไม่ใช่ชีวิตของตนเอง แต่เป็นตำราโบราณเล่มนี้

            เหวินซานรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ได้พยายามดึงตำราอีก แต่กลับใช้สองมือประคองศิษย์พี่ไว้อย่างเบามือที่สุด "ศิษย์พี่... ไม่ต้องห่วงแล้ว ข้ามาถึงแล้ว" เสียงของเขาแผ่วเบาแต่หนักแน่นราวกับคำสาบาน

            ซูอวิ๋นเหอเหมือนจะได้ยินเสียงนั้น มือที่กำตำราไว้แน่นก็ค่อย ๆ คลายลงเล็กน้อย เขารีบตรวจชีพจรอีกครั้งและสีหน้าของเขาก็พลันซีดเผือด "แย่แล้ว" พิษแทรกซึมเข้าสู่เส้นวิญญาณไปทั่วทั้งร่างแล้ว หากไม่ได้รับการรักษาไม่เกินสองวัน แม้แต่เซียนก็คงยากที่จะช่วยได้

            ซูอวิ๋นเหอพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ริมฝีปากที่แห้งแตกขยับเปล่งเสียงเพียงแผ่วเบา ก่อนจะยกนิ้วสั่นเทาชี้ไปยังตำราโบราณในอ้อมแขน

            "...ตำ...รา..." สิ้นคำนั้น นางก็หมดสติล้มพับลงไปอีกครั้ง

            เหวินซานรีบพุ่งเข้าไปรับตำราเล่มนั้นมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็วด้วยความร้อนรน ดวงตาคมกวาดมองข้อความบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว และยิ่งอ่าน หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นกระหน่ำรัวแรงขึ้นเรื่อย ๆ

            คำพูดของหัวหน้าชายชุดดำก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ "ตำราหลอมโอสถโบราณเล่มนั้น... มีวิธีแก้พิษนายท่าน" เหวินซานรีบหันไปมองซูอวิ๋นเหอที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น

            ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันเป็นประกาย "พิษที่ศิษย์พี่กับข้าโดน อาจรักษาได้ด้วยตำราเล่มนี้!"

            เขาพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว กระทั่งถึงหน้าสุดท้าย ดวงตาของเหวินซานพลันหยุดนิ่ง เมื่อพบภาพประกอบและคำอธิบายของพิษชนิดหนึ่ง เส้นเลือดดำลุกลามไปทั่วร่าง โลหิตแห้งเหือด พลังวิญญาณปั่นป่วน

            ความหวังพลันลุกโชนขึ้นในแววตา เขารีบกวาดสายตาอ่านต่อไปอย่างรวดเร็ว

            อาการทุกประการ... เหมือนกับข้าและศิษย์พี่ไม่มีผิด

            หัวใจของเหวินซานเต้นแรงขึ้นทันที "ใช่แล้ว... เป็นพิษชนิดนี้!"

            รอยความหวังที่เพิ่งปรากฏบนใบหน้ากลับแข็งค้างในพริบตา โอสถหวนคืนชีพจรระดับสอง

            เหวินซานกำตำราในมือแน่น ปัจจุบันตัวเขาเป็นเพียงนักหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นกลางเท่านั้น การหลอมโอสถตามตำรับโบราณนับเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

            เขาเคยช่วยผู้อาวุโสกู้หลอมโอสถระดับสองเพียงครั้งเดียว แม้จะบันทึกทุกขั้นตอนไว้ในสมุด ตั้งแต่ระดับเปลวไฟ ไปจนถึงจังหวะการหลอม แต่ไม่อาจรับประกันว่าจะทำสำเร็จ

            เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะส่งจิตพุ่งดิ่งเข้าสู่ห้วงมิติ สมุนไพรจำนวนมากกองเรียงรายปรากฏอยู่เบื้องหน้า เขารีบตรวจสอบรายการสมุนไพรตามตำรับทีละชนิดอย่างละเอียด เมื่อตรวจสอบครบทุกชนิดจนถึงชนิดสุดท้าย เหวินซานจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างโล่งอก สมุนไพรทั้งหมดมีครบอยู่ในมิติ

            แต่เมื่อนับจำนวนทั้งหมดแล้ว... สมุนไพรเหล่านี้กลับมีปริมาณที่เพียงพอสำหรับการหลอมได้แค่ หกครั้ง เท่านั้น

            หากครั้งสุดท้ายยังคงล้มเหลว ทั้งตัวเขาและซูอวิ๋นเหอจะไม่มีโอกาสรอดชีวิต เด็กหนุ่มก้มมองใบหน้าที่ซีดขาวไร้สีเลือดของศิษย์พี่ ก่อนจะขบกรามแน่นจนสันนูน พร้อมกับกำหมัดเข้าหากันอย่างแรง "ต้องสำเร็จ"

            เด็กหนุ่มคลี่ตำราโบราณออกอีกครั้ง ดวงตากวาดอ่านวิธีหลอมและลำดับการใช้สมุนไพรอย่างละเอียด แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับระดับความร้อนและจังหวะการเปลี่ยนเปลวไฟ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น เขาจึงหยิบเตาโอสถและสมุนไพรทั้งหมดออกมาจากมิติ วางเรียงไว้ตามลำดับในตำรา

            เหวินซานยกมือขึ้นดีดนิ้ว เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นใต้เตาโอสถทันที ความร้อนค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วทั้งเตา เขารอจนเตาได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอ จึงเริ่มหยิบสมุนไพรแต่ละชนิดใส่ลงไปตามลำดับที่ระบุไว้ในตำรา

            หญ้าหยกดารา รากชาดโลหิต บัวหิมะ เห็ดจันทราม่วง เกสรสุริยัน

            หากวันนั้นต้วนต้วนไม่พาเขาไปพบสมุนไพรต้นนี้ วันนี้ต่อให้ได้ตำราโบราณมาอยู่ในมือ เขาคงทำอะไรไม่ได้ เพราะหญ้าหยกดาราคือสมุนไพรหลักของโอสถหวนคืนชีพจร และแทบไม่มีทางหาได้ในเวลาสั้น ๆ

            ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างแม่นยำ ไม่นานนัก สมุนไพรทั้งห้าก็เริ่มหลอมละลาย กลายเป็นของเหลวสีสันต่าง ๆ หมุนวนอยู่ภายในเตาโอสถ

            เหวินซานใช้พลังวิญญาณควบคุมเปลวไฟอย่างละเอียดอ่อน ค่อย ๆ แยกสิ่งสกปรกออกจากแก่นยาอย่างระมัดระวัง

            ผ่านไปครึ่งก้านธูป… ของเหลวทั้งห้ากลั่นตัวจนเหลือเพียงหยดแก่นยาที่บริสุทธิ์ ดวงตาของเด็กหนุ่มทอประกายขึ้น "สำเร็จแล้ว..."

            แต่เขารู้ดีว่า นี่เป็นเพียงครึ่งแรกเท่านั้น ขั้นตอนต่อไปต่างหาก คือกำแพงที่เขาไม่เคยก้าวข้ามได้ การหลอมรวมแก่นยา

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหวินซานสามารถกลั่นสมุนไพร แยกสิ่งเจือปน และสกัดแก่นยาได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือพื้นฐานของนักหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นกลาง แต่ระดับหนึ่งขั้นปลาย ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป ขั้นตอนต่อไปไม่ใช่การสกัด หากเป็นการหลอมแก่นยาหลายชนิดให้รวมเป็นหนึ่งเดียว

            แก่นยาแต่ละชนิดล้วนมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บ้างร้อน บ้างเย็น บ้างรุนแรง บ้างอ่อนโยน เมื่ออยู่ภายในเตาเดียวกัน พวกมันกลับผลักไสและต่อต้านกันราวกับไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าเหวินซานจะทดลองซ้ำกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม แก่นยาปะทะกันจนโอสถแตกสลายก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่านภายในเตาทุกครั้ง

            เพราะเหตุนี้เอง... ไม่ว่าเด็กหนุ่มจะฝึกฝนหนักเพียงใด เขาก็ไม่เคยหลอมโอสถขั้นหนึ่งระดับปลายได้ และยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงโอสถระดับสองที่ยากยิ่งกว่านั้นหลายเท่า

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเพิ่มกำลังของเพลิงขึ้น

            ครืนนน…

            แก่นยาทั้งห้าเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เหวินซานรีบใช้พลังวิญญาณผลักให้พวกมันเคลื่อนเข้าหากันทันที

            หยดสีแดง... หยดสีเขียว... หยดสีทอง... ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสัมผัสกัน เพียงวินาทีแรกที่แก่นยาปะทะกัน

            ฟู่!

            พลังยาที่แตกต่างกันกลับผลักดันกันอย่างรุนแรง หยดแก่นยาสีแดงปะทะเข้ากับหยดสีเขียว หยดสีทองหมุนวนหนีออกไป ส่วนแก่นยาสีฟ้ากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนแทบจะแตกสลาย

            เด็กหนุ่มรีบเปลี่ยนจังหวะการควบคุมเปลวไฟในทันที "รวมกัน!"

            เขากดพลังวิญญาณลงไปอีกชั้นหนึ่ง หวังจะใช้แรงบังคับให้แก่นยาทั้งหมดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ยิ่งกดลงไปมากเท่าไหร่ แรงต้านทานกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น

            ครืนนน…

            เตาโอสถเริ่มสั่นสะเทือนอย่างน่ากลัว รอยร้าวเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนผิวของแก่นยา เหงื่อเย็นไหลอาบลงมาตามหน้าผากของเหวินซาน เด็กหนุ่มพยายามรักษาสมดุลของเปลวไฟอย่างสุดกำลัง

            ซ้ายมากไป... แก่นยาสีฟ้าจะสลาย ขวามากไป... แก่นยาสีแดงจะระเบิด เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน มือทั้งสองข้างสั่นระริกเล็กน้อยจากพิษที่กำลังแล่นพล่านอยู่ภายในร่าง

            เลือดสายหนึ่งไหลรินออกจากมุมปากของเขา พลังวิญญาณยังคงหลั่งไหลเข้าสู่เตาโอสถอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

            ครืนนน…

            แก่นยาทั้งห้าพลันปะทะกันอย่างรุนแรงถึงขีดสุด

            ตูม!

            เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ฝาเตาโอสถกระเด็นเปิดออกอย่างไร้การควบคุม กลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานถ้ำ เศษผงสีดำกระจายเกลื่อนกราดทั่วพื้นหิน กลิ่นไหม้ของสมุนไพรลอยคลุ้งไปทั่ว

            เหวินซานถูกแรงสะเทือนซัดกระเด็นไป เด็กหนุ่มรีบโคจรพลังฝืนระงับเลือดที่พุ่งทะยานขึ้นถึงลำคอ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้

            "แค่ก!"

            เลือดสด ๆ กระอักออกมาเต็มพื้น เขาเงยหน้าขึ้นมองภายในเตาโอสถ ทอดสายตาพบเพียงเถ้าถ่านสีดำสนิท

            สมุนไพรชุดแรก... สูญเปล่าทั้งหมด

            "ข้าฝืนให้แก่นยารวมกัน… แต่แท้จริงแล้ว พวกมันกลับยิ่งต่อต้านกันมากกว่าเดิม"

            เขาหยิบสมุดออกมา ใช้มือที่ยังคงสั่นเล็กน้อยเขียนบันทึกทันที

            ครั้งที่หนึ่ง แยกแก่นยาสำเร็จ แต่ใช้พลังวิญญาณบังคับการหลอมรวมโดยตรง ทำให้ฤทธิ์ยาปะทะกัน สูญเสียสมดุล เตาระเบิด

            ครั้งที่สองถึงครั้งที่สี่ก็ไม่ต่างกัน ยังคงล้มเหลว ไม่ว่าเหวินซานจะเปลี่ยนลำดับการใส่สมุนไพร ปรับความร้อนของอัคคีวิญญาณ หรือเปลี่ยนจังหวะการหลอมเพียงใด เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนหลอมรวมแก่นยา แก่นยาทั้งห้าก็ยังคงผลักไสและต่อต้านกันเช่นเดิม ราวกับไม่มีวันยอมหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

            ตูม!

            เสียงระเบิดดังขึ้นเป็นครั้งที่ห้า เศษสมุนไพรชุดสุดท้ายก่อนหน้านี้เหลืออยู่เพียงชุดเดียวเด็กหนุ่มถูกแรงสะเทือนกระแทกจนล้มลงกับพื้น เลือดสดไหลออกจากมุมปากไม่หยุด

            เขามองเตาโอสถที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่าน เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น "เหตุใด..."

            "เหตุใดจึงยังไม่ได้..."

            ขณะนั้นเอง เสียงแผ่วเบาราวกับลมหายใจพลันดังขึ้นจากด้านหลัง "...เจ้า..."

            เหวินซานรีบหันกลับไป ซูอวิ๋นเหอลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ริมฝีปากที่ซีดขาวขยับช้า ๆ "เจ้า... กำลัง... ฝืน..."

            เด็กหนุ่มชะงัก "ฝืน?"

            ซูอวิ๋นเหอพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ เอ่ยออกมาเพียงประโยคเดียว "โอสถ... ไม่ใช่สิ่ง... ที่ใช้การบังคับ..."

            สิ้นเสียงนั้น นางก็ไอออกมาเป็นเลือด ก่อนหมดสติไปอีกครั้ง เหวินซานนิ่งงัน "ไม่ใช่การบังคับ" เขาพึมพำซ้ำ ๆ กับตัวเอง แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ สายตาของเขาเหลือบไปยังสมุดบันทึกที่วางอยู่ ในวินาทีนั้นเองภาพของชายชราผู้สอนหมากล้อมก็ผุดขึ้นในห้วงความคิด

            "เจ้าเอาแต่คิดว่าจะวางหมากเม็ดนี้อย่างไร แต่กลับลืมไปว่า เมื่อหมากหนึ่งเม็ดขยับ ทั้งกระดานก็เปลี่ยนตาม"

            เหวินซานหลับตาลง ภาพกระดานหมากในความทรงจำเลือนหาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเตาโอสถตรงหน้า เม็ดหมากสีดำและสีขาว กลายเป็นแก่นยาหลากสีที่ลอยวนอยู่ภายในเตา เส้นเชื่อมระหว่างหมากแต่ละเม็ด กลายเป็นกระแสเปลวไฟที่ไหลเวียนไม่หยุด

            ส่วนกระดานหมาก ก็คือเตาโอสถทั้งใบ

            ดวงตาของเหวินซานเบิกกว้าง "ที่แท้... ข้าคิดผิดมาตลอด"

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเอาแต่พยายามควบคุมแก่นยาแต่ละชนิดทีละส่วน ราวกับพวกมันเป็นสิ่งที่แยกขาดจากกัน แต่ความจริงแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่สมุนไพรทั้งหมดถูกหลอมลงในเตา พวกมันก็ไม่ใช่สมุนไพรหลายชนิดอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งเดียวกัน

            หากเขาเอาแต่บังคับแก่นยาทีละส่วน ก็ไม่ต่างจากการพยายามชนะด้วยหมากเพียงเม็ดเดียว โดยไม่เคยมองทั้งกระดาน

            ดวงตาของเหวินซานพลันเบิกโพลงเปิดขึ้น ประกายแสงบางอย่างฉายวาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้น "...ข้าเข้าใจแล้ว"

            ในกระดานหมาก ไม่มีผู้เล่นคนใดคอยจับหมากทุกเม็ดเดินพร้อมกันในคราวเดียว ผู้เล่นทำเพียงแค่ปรับเปลี่ยน "ความสมดุล" ของภาพรวมทั้งกระดานเท่านั้น แล้วหมากทุก ๆ เม็ดก็จะเคลื่อนไหวและตอบสนองต่อกันและกันไปตามกลไกของมันเอง เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ลืมตาขึ้น

            สมุนไพรชุดสุดท้ายถูกหยิบขึ้นมาและโยนลงสู่เตาโอสถทีละชนิดตามลำดับ ในครั้งนี้เหวินซานไม่ได้รีบร้อนเร่งรัดกระบวนการแยกแก่นยาเหมือนดั่งเช่นเคย เขาปล่อยให้พลังงานและฤทธิ์ยาของสมุนไพรแต่ละชนิดหมุนเวียนไปตามธรรมชาติของมันเอง

            กระทั่งเมื่อแก่นยาทั้งห้าหยดปรากฏตัวขึ้นเด่นชัด เขาปรับเปลี่ยนระดับอุณหภูมิความร้อนของเปลวไฟเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            ครืนนน…

            แก่นยาสีแดงเคลื่อนตัวเข้าหาแก่นยาสีทองด้วยแรงดึงดูดตามธรรมชาติของมันเอง จากนั้น แก่นยาสีน้ำเงินจึงหมุนวนเข้ามาทำหน้าที่เชื่อมต่อประสานกันอย่างลงตัว ราวกับทุกสรรพสิ่งกำลังเคลื่อนไหวเพื่อค้นหาตำแหน่งที่ถูกต้องและเหมาะสมของตนเอง

            เด็กหนุ่มยืนนิ่งสงบ ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายแม้แต่น้อยนิด เขาทำเพียงแค่ควบคุม "ความสมดุลของเตาโอสถทั้งใบ" ไม่ใช่การไปควบคุม "แก่นยาแต่ละหยด" ทีละส่วนอีกต่อไป

            เมื่อเปลวไฟแรงเกินไป เหวินซานก็ทำการลดทอนกำลังไฟลงเล็กน้อยอย่างรู้จังหวะ เมื่อแก่นยาสั่นไหว เขาก็เพียงแค่ปรับเปลี่ยนจังหวะการเผาผลาญของเปลวไฟให้สอดรับ

            เขาไม่เคยส่งพลังไปแตะต้องแก่นยาโดยตรงอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว เวลาผ่านล่วงเลยไปจนครบหนึ่งก้านธูป ความปั่นป่วนรุนแรงและอาการต่อต้านที่เคยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ถึงห้าครั้งในคราวก่อน

            บัดนี้กลับไม่ปรากฏขึ้นอีกเลยแม้แต่น้อย แก่นยาทั้งห้าหยดค่อย ๆ หลอมรวมกลกลืนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง

            จนในที่สุด

            ครืนนน!

            เตาโอสถทั้งใบพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดวงตาของเหวินซานพลันแข็งค้าง

            "นี่มัน..."

    คล้ายกับเรื่องลิขิตฟ้าปราบมาร ที่คุณอ่าน