ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 82 วายุจักรพรรดิเอาเรื่อง

            ลานหน้าหอเมฆดารา

            ฉู่เหินอมยิ้มมองมู่เฟิงข้างกัน รายหลังหน้าตาหดหู่ เนื้อตัวเขรอะฝุ่นดิน

            “ตาแก่เวร หูไวเป็นบ้า...”

            ตอนเพิ่มค่าคะแนนดาวกับแลกทรัพยากรที่ผู้อาวุโสอิงในหอเมฆดาราก่อนหน้านี้มู่เฟิงแลกยาเร้นหยวนมาเม็ดหนึ่งแล้วกำลังจะเดินออกนอกประตูใหญ่ ทว่าปากก็ยังพึมพำเบาเหมือนเสียงยุงว่า“ตาแก่พิลึกเอ๊ย อยากให้นอนโลงก็นอนก่อนสิวะ” สิ้นคำก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องมู่เฟิงลอยละลิ่วปลิวออกมาข้างนอก ล้มหกคะเมนตีลังกาไม่ต่างจาก ‘หมากินขี้’

            “เจ้าพูดน้อยลงสักสองประโยคมันจะตายอย่างนั้นหรือ?” ฉู่เหินทั้งโมโหทั้งขำขัน

            “ตายสิ...” มู่เฟิงห่อเหี่ยวยิ่งนัก เขากลอกตายิ้มร้าย “ฮะๆ ตาแก่เวรบังอาจถีบข้า ลูกสาวกลับบ้านก็ให้ระวังๆ หน่อยนะโว้ยวันดีคืนดีเดี๋ยวได้มีหลานเพิ่มหรอก”

            “ดูจากอายุผู้อาวุโสอิงแล้ว ลูกสาวเขาคงอายุอย่างน้อยสี่ห้าสิบ...”ฉู่เหินตอกกลับไม่ยี่หระ

            มู่เฟิงเบิกตา รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง “เจ้านี่ยุ่งเสียจริงสุดหล่อเฟิงขอระบายสักคำไม่ได้หรือไร?”

            “ศิษย์พี่ฉู่เหิน”

            ตอนนี้เองที่หลี่ฮุยเย่และโจวลู่ต่างก็เดินออกมาจากหอเมฆดารากันแล้ว

            “เสร็จแล้วหรือ?” ฉู่เหินถาม

            “เสร็จแล้ว ศิษย์พี่หญิงโจวลู่ได้ยากระดูกหยวนมาเม็ดหนึ่ง ค่าคะแนนดาวข้าไม่พอจึงขอเก็บไว้ก่อนพอสะสมถึงเกณฑ์เมื่อใดค่อยมาแลกเปลี่ยนอีกที” หลี่ฮุยเย่ตอบ

            ฉู่เหินพยักหน้า “พวกเราไปกันเถิด”

            ...

            “ศิษย์น้องฉู่เหิน เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”ยามที่พวกเขากำลังจะกลับนั้นเอง ชายอายุสิบแปดก็วิ่งโร่เข้ามาหา

            เขาหาใช่ใครอื่น เป็นกู้ชิงที่ต้อนรับฉู่เหินเมื่อวันเข้าสำนักนั่นเอง

            “ศิษย์พี่กู้ชิง มีเรื่องอันใดรีบร้อนมาเชียว?” ฉู่เหินถามกลั้วหัวเราะ

            “ศิษย์น้อง คน...คนสำนักวายุจักรพรรดิมาหาพวกเราถึงหน้าประตูแล้วพวกเขาบอกว่าเจ้าฆ่าเหรินชง หากสำนักดาราสวรรค์ไม่ส่งตัวเจ้าออกไปวันนี้พวกเขาสาบานจะไม่ยอมเลิกราวี เจ้ารีบไปซ่อนตัวเร็วเข้า!”

            “พับผ่า หน้าไม่อายแท้ว่ะ!” มู่เฟิงกระทืบเท้าด่าทอ

            ฉู่เหินขมวดคิ้วแล้วถามเสียงต่ำ “สถานการณ์เป็นเช่นไรบ้างพี่ท่าน?”

            “ทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์สำนักวายุจักรพรรดิมากันเต็มเลยตอนนี้อาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ยกำลังไกล่เกลี่ยกับพวกเขาอยู่ที่ลานเจ็ดดาว ข้ากลัวว่าตอนเจ้ากลับไปแล้วจะผ่านทางตรงนั้นถึงได้ล่วงหน้ามาบอกเจ้าให้อย่าไป”

            ได้ยินดังนั้นแล้วหลี่ฮุยแย่และโจวลู่ก็สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            “ทุเรศชะมัด สำนักวายุจักรพรรดิข่มเหงคนเกินไปแล้วสังเวียนสัประยุทธ์จะเป็นหรือตายฟ้าลิขิต ยังมีหน้ามาหาเรื่องกันอีก”หลี่ฮุยเย่ด่า

            ฉู่เหินเพ่งสายตาครุ่นคิดเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเดินไปทิศทางเดิมอย่างมานะ

            “เฮ้ย เจ้าอยากตายหรือ?” มู่เฟิงถาม

            “เหตุเกิดเพราะข้า หากวันนี้ไม่สะสางต่อไปย่อมจะมีมาอีกเป็นครั้งที่สองที่สาม...ในเมื่อหลบไม่พ้นไยต้องหลบให้พวกมันหัวเราะด้วย”

            เห็นโครงหน้าอันทรหดเด็ดเดี่ยวของฉู่เหินแล้วพวกกู้ชิงก็อดเคารพเลื่อมใสไม่ได้

            และด้วยความที่ฉู่เหินแน่ใจอย่างยิ่งว่าสำนักดาราสวรรค์จะไม่มีทางส่งตัวเขาไปแน่มิเช่นนั้น ทั้งสำนักจะไม่เหลือหน้าอีกเลย

            แต่หากฉู่เหินไปหลบซ่อนอยู่ในมุมมืดไม่ออกมาก็จะถูกหัวเราะเยาะว่าเป็นเต่าหัวหด

            ...

            ลานเจ็ดดาว!

            ทั้งลานโกลาหลไปหมด

            สถานการณ์บนลานแบ่งออกเป็นสองฝักฝ่าย คนทั้งสองฝั่งยืนประจันหน้ากันบรรยากาศคุกรุ่นตึงเครียดได้ที่

            “ซ่งเฉิงเลี่ย หากวันนี้เจ้าไม่ส่งตัวไอ้เด็กเหลือขอนั่นมาสำนักวายุจักรพรรดิของข้าจะไม่ยอมเลิกราวีแน่!”

            ผู้พูดคือชายวัยกลางคนวัยสามสี่สิบเห็นจะได้ เขาหน้าตามืดมนดวงตาวาวโรจน์ด้วยเปลวเพลิงพิโรธจ้องฝูงชนของสำนักดาราสวรรค์อย่างพวกซ่งเฉิงเลี่ยตาไม่กะพริบ

            ด้านหลังชายวัยกลางคนคือร่างอีกเกือบร้อยชีวิต

            พวกที่แต่งตัวเป็นอาจารย์มีราวสิบคนเศษที่เหลือล้วนคือศิษย์สำนักวายุจักรพรรดิ ศิษย์เหล่านั้นต่างก็โมโหเป็นอันมากใบหน้ามีแต่ความขุ่นเคืองและเคียดแค้นแสนชัง

            เมื่อคืนฉู่เหินปลิดวิญญาณราชาศิษย์ใหม่วายุจักรพรรดิอย่างเหรินชงต่อหน้าต่อตาคนนับหมื่นในงานประชุมดาวชิงดวงนับเป็นความอัปยศอดสูอย่างที่สุดของสำนักวายุจักรพรรดิ

            “สีฮุ่ย สำนักวายุจักรพรรดิของพวกเจ้าจะเหลวไหลเกินไปแล้วกระมัง!” ซ่งเฉิงเลี่ยก้าวมาข้างหน้าสองสามก้าวสุรเสียงยิ่งใหญ่ปานน้ำหลากรุกคืบไป “ศึกสังเวียนแต่โบราณกาลมา เป็นตายฟ้าลิขิตวันนี้เจ้ากลับพาคนตั้งมากมายมาหาเรื่องถึงหน้าประตู เคยเห็นสำนักดาราสวรรค์ของข้าอยู่ในสายตาบ้างไหม?”

            “พูดถูกแล้ว เหลวไหลสิ้นดี”

            “ข่มเหงรังแกกันเกินไป”

            “พวกเราไม่มีทางส่งตัวคนออกไปให้เด็ดขาด”

            ...

            อาจารย์และศิษย์สำนักดาราสวรรค์มากมายที่ด้านหลังซ่งเฉิงเลี่ยตะคอกกลับอย่างไม่พอใจ

            ชายวัยกลางคนนามสีฮุ่ยสีหน้ามืดมนกว่าเดิม เขาว่าอย่างโกรธเกรี้ยว “หึ ซ่งเฉิงเลี่ยวันนี้เจ้าต้องชดใช้ให้ข้า ไม่เช่นนั้น...เรื่องไม่จบแค่นี้แน่”

            สีฮุ่ยก็ท่าทีแข็งกร้าวมากเช่นกัน

            เขาเป็นหนึ่งในผู้มีเกียรติศักดิ์ที่สุดในบรรดาคณาจารย์ของสำนักยุทธขั้นสูงมากมายในนครหลวง

            สาเหตุสำคัญที่สุดย่อมไม่พ้นเหรินชงที่ฉู่เหินสังหารไปนั้นเป็นศิษย์สายตรงของเขา

            เหรินชงราชาศิษย์ใหม่วายุจักรพรรดิแห่งปี ไม่เพียงมีพลังระดับเชื่อมหยวนขั้นสามแต่ยังครองกายสัประยุทธ์ตรวนวิญญาณพรสวรรค์และศักยภาพของเขานั้นเป็นที่หมายมั่นปั้นมือของสีฮุ่ยอย่างยิ่ง

            แต่ใครจะคาดคิดว่าเพิ่งเข้าสำนักมาได้เดือนสองเดือนเหรินชงก็ต้องมาจบชีวิตลงที่สังเวียนประลองยุทธ์ประชุมใหญ่แสงดาว

            สีฮุ่ยผู้นี้จะไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่โมโหได้อย่างไร...

            ดูจากท่าทางของเขาในวันนี้แล้ว คงปักใจจะให้พวกซ่งเฉิงเลี่ยส่งตัวฉู่เหินออกมาให้จงได้

            ว่ากันตามจริง สำนักดาราสวรรค์ก็น่าน้อยเนื้อต่ำใจจริงถูกคนข่มเหงมาถึงหน้าประตูบ้านเสียแล้ว

            หากเป็นเมื่อครั้งยังรุ่งโรจน์ มีหรือที่สำนักยุทธขั้นสูงใดๆจะกล้ายกพรรคพวกมาบุกถึงหน้าประตู แต่บัดนี้สำนักวายุจักรพรรดิกลับไม่เห็นสำนักดาราสวรรค์อยู่ในสายตาเลย

            ช่างน่าระอาใจเหลือเกิน!

            “ฉู่เหินมาแล้ว...”

            ยามบรรยากาศทั้งสองฝ่ายกำลังคุกรุ่นเสียงโพล่งหนึ่งก็ดังขึ้นขัดสถานการณ์อันนิ่งค้าง

            สายตาทุกคู่หันไปมองที่จุดเดียว ร่างอันหล่อเหลาของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเดินตรงมาทางนี้

            ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกอันเรียบง่ายน่าคบหา กลับแอบแฝงประกายคมกล้าผังแผ่มา

            “เจ้านี่ ยังกล้ามาอีก?”

            อู่เจ๋อข้างลานเอ่ยเสียงเย็น มาตรแม้นเป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ซีหลานเช่นกันแต่อู่เจ๋อกลับไร้วี่แววจะเป็นกังวลแทน ซ้ำยังดูท่าจะสุขใจที่ได้เห็นเขาทุกข์อยู่กลายๆ

            เห็นได้ชัดว่าอู่เจ๋อยังผูกใจเจ็บที่ถูกฉู่เหินถล่มจนตกลงมาจากค่ายกลไม้ที่ลานสวนเมเปิ้ลเมื่อหลายวันก่อน

            ข้างเขายังมีศิษย์สายตรงของอาจารย์ซีหลานอย่างเหอชิงหยวน หลิ่วเยว่ และเปียนหงยืนอยู่ด้วย

            “ฮะกว่าครึ่งคงเพราะดูออกว่าอาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ยจะไม่ส่งตัวเขาออกไปถึงได้กล้ามา”เปียนหงข้างกันหัวเราะแผ่วเบาอย่างนึกสนุก

            เหอชิงหยวนและหลิ่วเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

            ว่ากันตามจริง พวกเขาทั้งสองค่อนข้างชื่นชมในตัวฉู่เหินพอได้ยินคนข้างกายพูดจาเยาะเย้ยอีกฝ่ายถึงได้รู้สึกไม่พอใจบ้าง

            ...

            ซ่งเฉิงเลี่ยเห็นมู่เฟิง หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และฉู่เหินเดินเข้ามาแล้วก็ขมวดคิ้วคู่หนาส่งสายตาบอกฉู่เหินว่าให้มายืนข้างเขา

            กระนั้น ฉู่เหินกลับไม่ทำเช่นนั้น เขาเบนสายตาไปมองคนจากสำนักวายุจักรพรรดิเปรยไม่ทั้งยกตนสูงไม่ทั้งลดตนต่ำ “ฉู่เหินอยู่นี่ ขอถามทุกท่านว่าเดินทางมาไกลถึงนี่ด้วยเหตุผลอันใด?”

            “ฮะ” สีฮุ่ยหัวเราะ ดวงตาวาวแสงโหดเหี้ยม “เจ้าเองสินะฉู่เหิน ดีมาก...”

            ฟ้าว!

            สิ้นคำ สีฮุ่ยเคลื่อนกายแวบวาบออกไปในทันใดพลังหยวนแท้ถาโถมสาดกระหน่ำเข้าใส่ฉู่เหินประหนึ่งคลื่นทะเล

            พลานุภาพปราณน่าขนลุกบดขยี้ลงมาดุจขุนเขาฤทธานุภาพนั้นดลให้คนขยับตัวไม่ได้

            “ฮึ!” ซ่งเฉิงเลี่ยหน้าเคร่ง พุ่งเข้าหาอย่างไร้ลังเลแสงศักดิ์สิทธิ์สีทองแวววาวสกาวตาเบ่งบานดุจแสงตะวันกระแสปราณสลาตันที่ก่อตัวพัดใบหน้าให้เจ็บแปลบ

            ตูม!

            ซ่งเฉิงเลี่ยขัดขวางสีฮุ่ยก่อนจะถึงตัวฉู่เหินเพียงสองเมตรได้รวดเร็วปานฟ้าร้อง

            ฝ่ามือของทั้งสองปะทะเข้าหากันอย่างรุนแรงเสียงกัมปนาทดุจฟ้าคำรณระเบิดบนสังเวียนพลังหยวนแท้แตกซ่านพุ่งชนใส่กันอย่างเหิมเกริมคลื่นปราณไพศาลกวาดล้างใบไม้ดินหินให้ปลิวว่อนเหมือนกองทัพนับพัน

            ฝูงชนจากสองฝ่ายต่างถูกคลื่นลูกหลงจนถอยกรูดไปหลายก้าว

            “สีฮุ่ย แกนี่มันหน้าไม่อายนัก! เป็นถึงอาจารย์ศูนย์รวมแห่งสำนักวายุจักรพรรดิแต่กลับจะลงมือกับศิษย์ใหม่คนหนึ่งอย่างอุกอาจ ชิงหมาเกิดหรืออย่างไร?”

            ซ่งเฉิงเลี่ยคุ้มกันฉู่เหินไว้ข้างหลัง ชี้หน้าตวาดสีฮุ่ย

            ถูกด่าเช่นนั้นเข้าไป สีฮุ่ยก็หน้าดำคล้ำเขียว เขากำหมัดแน่นแล้วตะคอกใส่“หึ ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต เป็นหลักอันชอบธรรมในฟ้าดิน เด็กระยำที่ฆ่าศิษย์ข้าข้าจะลงมือกับมันไม่ได้เชียวหรือ?”

            ซ่งเฉิงเลี่ยกำลังจะด่าอีก แต่ฉู่เหินก็ชิงสวนเสียก่อน “ขอถามหน่อยเถิดมีกฎข้อใดบอกหรือไม่ว่าประลองใหญ่ดาวชิงดวงไม่อาจฆ่าคนได้?”

            “แก...”

            “ก่อนจะประลองยุทธ์นั้น ประชุมใหญ่ไม่มีกฎเกณฑ์ใดแน่นอนมีเพียงชัยกับปราชัยเท่านั้น ในเมื่อกฎไม่ได้บอกว่าห้ามฆ่าคนแล้วข้าผิดที่ตรงไหนไม่ทราบ?”

            ฉู่เหินย่างก้าวไปเบื้องหน้า ดวงตาดำขลับลุ่มลึกวาวแสงคมดั่งเหล็กดาบเขาคำรามอีกครั้ง “นับประสาอะไรกับที่ เหรินชงผู้นั้นคิดจะสังหารข้าให้ตายคาที่หรือมันสังหารฆ่าได้ แต่ข้าสังหารมันไม่ได้? ขอถามหน่อยว่าสำนักวายุจักรพรรดิบุกมาหาเรื่องถึงหน้าประตูวันนี้รู้ผิดชอบชั่วดีแล้วหรือ?”

            แปะๆ

            คนสำนักดาราสวรรค์ปรบมือกันเกรียวกราว

            “พูดถูกยิ่งนัก ศิษย์พี่ฉู่เหินไม่ผิด”

            “สังเวียนประลองเป็นตายฟ้าลิขิต ไม่มีกฎข้อใดบอกว่าฆ่าไม่ได้”

            ...

            ถูกฉู่เหินด่าทอเช่นนี้เข้าไป สีฮุ่ยก็ไม่รู้จะโต้เถียงเช่นไรเขากำหมัดแน่น กัดฟันกรอด

            ทว่าทันใดนั้นเองร่างเยาว์วัยหล่อเหลาเอาการก็เดินออกมาจากขบวนสำนักวายุจักรพรรดิทุกคนในที่นั้นต่างชะงักแล้วมองไปที่เขาโดยไม่รู้ตัว

            “ศิษย์น้องฉู่เหินไม่เพียงชาญฉลาดเหนือคน ยังพูดความจริงให้เห็นประจักษ์ผู้น้อยเลื่อมใสจากใจจริง เป็นผู้เก่งกล้าสามารถพอสังหารเหรินชงได้พลังลมปราณต้องเลิศล้ำเป็นแน่แท้ ผู้น้อยเหรินเหว่ย...วาดหวังจะเรียนรู้จากศิษย์น้องฉู่เหินบ้างขอศิษย์น้องจงรับข้อเสนอนี้ด้วย”

     

             ………………………..

     

    คล้ายกับเรื่องฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ] ที่คุณอ่าน