บทที่ 9
เริ่มต้น
ณ ยอดเขาโค้วโจว
ในเวลาเช้าย่ำรุ่งอรุณ แสงแดดอ่อนจางบางเบา สายหมอกครืมล้อมลอบหนา ทำให้บรรยายกาศบนยอดเขานี้หนาวเย็น แต่ก็สดชื่นสำหรับผู้ที่อาศัยฝึกบำเพ็ญอย่างมากมาย
“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์” เสินว่าน เพ่ยเจิน ต่างค้อมคำนับกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน
“อาหารพร้อมแล้วเ้าค่ะ” เหม่ยเซียงเอ่ยกล่าวอย่างสำรวม
“เอาละรับประทานอาหารเช้ากันก่อน หลังจากนั้น เสินว่านค่อยมอบจอกชาแก่ข้าแล้วกัน” ท่านเฟยงหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างนุ่มนวล
“มีแต่ข้าหรือเ้าค่ะที่มอบจอกแก่ท่านอาจารย์” เสินว่านเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ใช่ เพ่ยเจินนางมอบให้ข้า และข้าก็รับไว้แล้ว” ท่านเฟยหวงเอ่ยกล่าวในขณะที่ชำเลืองไปทางเพ่ยเจินเพื่อให้นางทราบตามกันไป
หลักจากนั้นทั้งสามคนก็มาที่โต๊ะอาหาร
“แล้วศิษย์พี่คนอื่น ๆ ละเ้าค่ะ” เสินว่านกล่าวถามอย่างใคร่รู้ และทุกคนก็สนใจเช่นกัน เพราะ ั้แ่เดินทางมาถึงที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ยินเสียงศิษย์ผู้พี่ของพวกเขาเลย
“หึ ศิษย์พี่ของพวกเ้าหรือ คงจะไปตกระกำลำบากที่ไหนสักที่แหละมั้ง” ท่านเฟยหวงเอ่ยกล่าวด้วยสีหน้าที่ไม่รู้ไม่ชี้อะไร ดั่งกับว่านางเองก็ไม่รู้จริง ๆ เช่นกัน
“เป็อย่างไรกันเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเองก็สงสัย
“ก็น่ะ พวกเ้าคงทราบว่าศิษย์ข้าทั้งหมดมีห้าคน แต่ละคนล้วนจัดอยู่ในอันดับฟ้าเสวียนหนีทั้งสิ้น ดังนั้นพวกนั้นจึงไม่ได้อยู่ในสถานที่นี้” คำพูดของท่านเฟยหวงซางจวิ้นนั้นดั่งกลับจะกล่าวทิ้งกล่าวขว้างก็มิปาน
เมื่อทุกคนต่างเงียบงัน ท่านเฟยหวงซางจวิ้นก็รู้ดีว่าทุกคนยังมีข้อสงสัย แต่ไม่มีใครกล้าถาม ตนเลยรู้สึกสงสารปนอยากหัวเราะใส่เด็กน้อยพวกนี้อย่างยิ่ง
“เอ้า ๆ ข้าจะกล่าวให้ฟังละกัน ศิษย์พี่ใหญ่พวกเ้าอายุหนึ่งพันแปดร้อยปีนามว่าหลีหมาน เป็นักยุทธ์เซียน์สามชั้นฟ้า สายมรรคาฟ้าศาสตร์ทำนาย และมรรคาฟ้าดัชนีสุริยัน ศิษย์พี่อันดับที่สองอายุหนึ่งพันห้าร้อยปีนามว่าหลีจงเฉิน เซียน์สองชั้นฟ้า สายมรรคาฟ้าอสุระเทวาจำแลงพยัคฆ์ขาว ศิษย์ลำดับสามอายุหนึ่งพันปีนามว่าหลีเฉิง เซียน์สองชั้นฟ้า สายมรรคาฟ้าปราณอัคคีเช่นข้า ศิษย์ลำดับที่สี่อายุเจ็ดร้อยปีหลีอวี้เป็สตรี เซียน์สามชั้นฟ้า สายมรรคาฟ้าศาสตร์ยันต์อักษร และสุดท้ายศิษย์ลำดับที่ห้าอายุสี่ร้อยปีหลีจงหนาน เซียน์สองชั้นฟ้า สายมรรคามารศาสตร์ค่ายกลสาปแช่ง เอาละยังข้องใจอันใดอีก” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวโดยไม่ได้สนใจเลยว่าเพ่ยเจิน และเสินว่านจะมีสีหน้าเช่นใด
เพ่ยเจิน กับเสินว่านเมื่อได้ฟังคำกล่าวของอาจารย์ตนก็ได้แต่อ้าปากค้างอย่างตะลึงงั้น
เสินว่านถึงขั้นทำเศษอาหารที่เคี้ยวอยู่ไหลตกในชามอย่างเดิม
“นี่ ๆ พวกเ้าทั้งสองกินข้าวให้มันดี ๆ หน่อยเดี๋ยวใครต่อใคร จะมาตำหนิอาจารย์เช่นข้าว่าไม่สั่งสอนให้ดี” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยปราม
เมื่อทั้งสองได้ยินก็รีบสำรวมกายให้เข้าที่ จากนั้นเสินว่านก็ละล่ำละลัก เรียบเรียงคำถามที่จะถามแทบไม่ทัน
“ศิษย์พี่ทั้งหลายล้วนเป็เซียน์ทั้งหมด แต่ทำไมถึงไม่ขึ้นอันดับต้นของเสวียนหนีละเ้าค่ะ” เสินว่านถามอย่างทุลักทุเล
“ก็น่ะ การจัดอันดับเสวียนหนีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการประลองขึ้น เมื่อมีผู้ชนะย่อมพลัดเปลี่ยนสลับตำแหน่งกัน แต่ศิษย์ข้าไม่มีใครลงประลองสักครั้งเดียว” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวไปก็ตักอาหารให้เด็กทั้งสองไป
“และที่สำคัญพวกเขาเ่าั้ก็ไม่ได้อยู่ในพิภพนี้ไม่ ตอนนี้คงผจญภัยตามหาของวิเศษ หรืออาจอยู่ที่ไหนสักที่แล้วละ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นยังคงกล่าวสืบไป
“แล้วพวกศิษย์พี่ไม่เกิดอันตรายขึ้นหรือเ้าค่ะ” เสินว่านถามอย่างลวดเร็ว
“อาจารย์และศิษย์ กล่าวคือ เปรียบดั่งต้นไม้คืออาจารย์ ส่วนศิษย์คือผลที่หลุดออกจากอาจารย์ไป หากเกิดอันใดอาจารย์ย่อมรับรู้ได้ และก็ยังมีเครื่องรางปราณชีวจิตของกันและกันอยู่ย่อมสื่อถึงกันได้”
“ศิษย์ของท่านอาจารย์มีสายมรรคามารด้วยหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเมื่อสงบความตื่นเต้นได้แล้วก็ได้เอ่ยถามบ้าง
“ที่เขาเป็มาร หาได้เกิดจากจิตใจไม่ เพียงแต่เขาเกิดจากเผ่ามารเท่านั้น หากเขามีจิตใจมารข้าคงกำจัดเขาไปแล้ว” ท่านเฟยหวงเอ่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย
เพ่ยเจินและเสินว่านต่างเข้าใจในคำกล่าวของอาจารย์พร้อมกัน จึงไม่ได้ซักไซ้อีก
เมื่อทั้งหมดทานข้าวเสร็จเรียบร้อย ก็พากันเดินไปที่โถงรับรอง ซึ่งเหม่ยเซียงและตาเฒ่าหม่าก็ได้ตระเตรียมน้ำชา และขนมยามว่างไว้รอแล้ว
ท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้เดินนำเข้าไปในโถง จากนั้นก็ไปนั่งที่เก้าอี้หลักกลางห้อง แล้วหันไปกล่าวกะเพ่ยเจินและเสินว่านว่า
“เอาล่ะพวกเ้านั่งลงก่อน วันนี้เราจะเริ่มเรียนเื่พื้นฐานมรรคาฟ้า ศาสตร์คาถา ก่อนที่พวกเ้าจะไปฝึกปรือสิ่งอื่นเ้าต้องมีพื้นฐานก่อน เอาละข้าจะกล่าวนำไปก่อน หากพวกเ้าสงสัยอันใดให้ร้องถามได้”
ท่านเฟยหวงซางจวิ้นแสดงออกอย่างอ่อนโยน จนทั้งสองยังแปลกใจในท่าทีที่ขัดต่อการแต่งกายของท่าน แต่พวกนางก็ยิ้มรับอย่างว่าง่าย
“เริ่มจากตรงที่มรรคาฟ้าก่อนก็แล้วกัน เมื่อครั้งสมัยเบิกนภากอปรปฐีเมื่อเริ่มแรก องค์รัตนปฐมเทพฉิงเทียนท่านได้แบ่งพลังปราณจิตของตนออกครึ่งหนึ่ง เพื่อมาสร้างรัตนโลกธาตุฉิงเทียนของพวกเรานี้ โดยรัตนปฐมเทพฉิงเทียนได้สร้างเสาแกนกลางตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางรัตนธาตุ โดยจะมีสามภพภูมิล้อมรอบอยู่บนสุดคือ ภพภูมิ์ ภพภูมิเซียน และภูมิแห่งมาร ซึ่งแต่ละดินแดนนั้นจะแตกต่างกันออกไป โดย์จะมีเก้าชั้นฟ้า ภูมิเซียนนี้จะกว่าใหญ่ไพศาลมากที่สุดโดยพิภพเราอยู่ในภูมินี้ แต่ก็เป็พิภพเสวีนหนีเป็พิภพที่น้อยอยู่ชายขอบแห่งรัตนโลกธาตุนี้ และยังมีสัตว์เทพาอาศัยอยู่ในภูมินี้เช่นกัน สุดท้ายคือภูมิมาร ในสมัยาที่เนิ่นนานมาแล้ว องค์รัตนปฐมเทพฉิงเทียนท่านกลัวว่าตนเองจะมีโทสะ ต่อผู้อื่นมากไปจึงได้เอาโทสะของตนมากักรวมไว้ที่ภูมิมารนี้ ในอดีตสถานที่นี้เป็ที่มีไว้สำหรับกักขังลงโทษผู้ที่กระทำผิดร้ายแรงมากเท่านั้น โดยจะต้องมาดับสูญสลายปราณจิตที่แห่งนี้ เมื่อครั้งก่อนที่เนิ่นนานสถานที่แห่งนี้ยังเป็ที่อยู่ของเผ่ามารแต่กำเนิดอาศัยอยู่” ท่านเฟยหวงกล่าวไปก็หลับตานึกภาพในอดีตและดึงออกมาเล่าให้ลูกศิษย์ทั้งสองของนางฟังอย่างตั้งใจ
“ต่อมาท่านรัตนปฐมเทพฉิงเทียนได้ใช่เวลาอีกพันหมื่นปีในการรจนาเขียนมรรคาฟ้าขึ้นเนื่อจากว่าท่านเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่เพียงผู้เดียว ท่านก็ได้โยนมรรคาฟ้าเ่าั้ลงมาสู่ภูมิ์ก่อน จากนั้นก็มีเหล่าสัตว์เทพได้ฝึกปรือจนไปถึงขั้นสูงได้ แล้สก็ได้บรรลุจนแปลงร่าวมาเป็เซียนบุรุษ สตรีได้ โดยผู้ที่จะสามารถนำมรรคาฟ้าเ่าั้มาประกาศเผยแผ่ได้ต้องอยู่ในระดับเทพเซียนาซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ทรงได้เข้าสู่การปฏิเวธหลับไหลไปบ้างก็มี หรือไม่ก็ล่องลอยหายไปไหนไม่มีใครรู้ได้ เมื่อพิภพในภูมิเซียนนี้มีอยู่มากล้นเกินคณานับได้ เหล่าเทพเซียนาทั้งหลายจึงได้แยกกันไปสร้างสำนัก หรือเผยแผ่สิ่งที่ตนฝึกปรือมาสู้พิภพอื่น เอาละพวกเ้าพอเข้าใจหรือยังละ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นหยุดเล่าอธิบาย หันไปยกจอกชามาจิบอย่างสบายอุราตน
ทางเพ่ยเจิน และเสินว่านเอง เมื่อได้ฟังการเล่าอธิบายจากท่านอาจารย์ของตนต่างก็เพลิดเพลินกับเื่เล่านี้ โดยเฉพาะทางเพ่ยเจินเองก็เหมือนได้ฟังเื่ต่าง ๆ ที่นางคุ้นเคยผ่านมาแล้ว
“ท่านอาจารย์เ้าค่ะ แล้วท่านคิดว่าท่านมรรคาฟ้าสายใดเป็เลิศที่สุดเ้าค่ะ” เสินว่านที่ฟังมาก็ได้เอ่ยถามกลับไปบ้างครั้งแรก
“อืมมม พูดยากนะ ที่โดดเด่นสายสนับสนุนคงหนีไม่พ้นสายหอแก้วพิศดารของท่านเทพเซียนพิศุทธิ์หนีวาห์เหนียงเหนียงแน่นอน ส่วนสายป้องกันต้องมรรคาฟ้าของสำนักพุทธ ของพุทธ์องค์อย่างไม่มีข้อกังขา ส่วนสายโจมตีที่ขึ้นชื่อว่าร้ายกาจที่สุดคงต้องเป็มรรคากระบี่ของท่านตงหัวตี้จวิ้น มรรคาฟ้าสายอสุระเทวาบริสุทธิ์ก็ต้องัทองห้าเล็บกับหงส์ฟ้า เง็กเซียนฮ่องเต้ กับเทียนโฮว แห่ง์เก้าชั้นฟ้า ที่ขึ้นชื่อเื่การต่อสู่ในระยะประชิด ส่วนมรรคาฟ้าสายอื่น ๆ ก็ยังมีไม่ด้อยกว่ากันไปมาก แล้วแต่ว่าใครจะวิวัฒน์ตนให้แกร่งกล้าสามารถได้เท่าใด บางครั้งก็มีเทพเซียนสายสุริยัน สามารถเอาชนะสายวารได้ ดังนั้นความกล้าแกร่งของมรรคาฟ้า ขึ้นอยู่กับผู้ฝึกปรือ ปราณจิตโอสถ ศาสตร์คาถาที่ใช้ และกลยุทธ์ของครั้งของมัน ทุกสายล้วนมีข้อด้อย ละข้อที่แข็งต่างกันไป ข้าขอให้เ้าทั้งสองเข้าใจตามนี้” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวด้วยสีหน้าที่ชอบใจในศิษย์ทั้งสอง ท่านแย้มยิ้มอยู่เป็ระยะ ๆ ให้เห็นตลอด
มาถึงตอนนี้เพ่ยเจิน เหลือบสายตาไปเห็นบุรุษผู้ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งไม้อันเก่าคร่ำครึนั้น ได้อยู่ใกล้ ๆ นางอย่างเลือนราง แต่เขาก็หาได้กล่าวอันใดกับนางไม่ ได้แต่หลับตาเหมือนดั่งคนที่กำลังสำราญต่อการนอนของตนเองก็มิปาน
“เอาละ มาถึงปราณธาตุกันบ้าง” ท่านเฟยหวงซางจวิ้น เอ่ยกล่าวในขณะที่ยกจิบน้ำชาอีกคำรบหหนึ่งแล้วๆด้กล่าวต่อไปอีกว่า
“โดยปราณธาตุจะมีอยู่ทั้งหมดแปดปราณธาตุ ปราณธาตุแห่งวารี ปราณธาตุแห่งปฐวี ปราณธาตุแห่งวาโย ปราณธาตุแห่งสุริยัน ปราณธาตุแห่งอัสสนี ปราณธาตุแห่งไม้ ปราณธาตุแห่งทอง ปราณธาตุแห่งเงิน โดยทั้งหมดจะมาปรากฏแก่เ้าต่อเมื่อเ้าหลอมกลั่นปราณจิตโอสถทิพย์ได้เท่านั้น อย่างข้าก็ปราณธาตุสุริยันจัดว่าหายากยิ่งแล้ว ต่อมาที่จัดว่าหายากก็เป็ปราณแห่งอัสนี ปราณธาตุทอง เอาล่ะข้ารู้ว่าพวกเ้าจะต้องมีคนใดคนหนึ่งถามข้าเลยบอกให้ก่อน ฮ่า ๆ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวอธิบายอย่างเรียบเรื่อย และมาหัวเราะเมื่อตนคิดได้ว่าต้องมีคนถาม จึงได้รีบกล่าวบอกก่อนแก่ศิษย์น้อยทั้งสองก่อน
เมื่อทั้งสองได้ยินอาจารย์ตนกล่าวเยาะอย่างนั้นก็ได้แต่อมยิ้มกันไป
“แล้วอย่างปราณจิตโอสถทิพย์สีผลึกของเพ่ยเจินละเ้าค่ะท่านอาจารย์ ทำไมไม่มีอยู่ในปราณธาตุที่ท่านกล่าวเลย” เสินว่านเอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ความจริงเื่นี้เป็เื่ที่สลับซับซ้อนมาก มันยากที่จะกล่าวได้อย่างเต็มที่ คือว่าปราณจิตโอสถทิพย์แห่งผลึกของนางยังเป็ที่สงสัยไม่แน่ชัดอยู่ ซึ่งในอดีตก็เคยมีประวัติอยู่แต่น้อยมาก” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวอย่างเป็กังวลเช่นกัน
“เื่ในอดีตเป็ยังไงบ้างเ้าค่ะ” เพ่ยเจินที่นั่งฟังมาั้แ่ต้นก็กำลังจะเอ่ยถามในครั้งนี้ เพราะนางเองก็ยังสงสัยถึงปราณจิตโอสถทิพย์แห่งผลึกของนางเช่นกัน
“ก็น่ะ ในอดีตที่ยาวนานก่อนข้าจะถือกำเนิดอีกเป็หมื่นหมื่นปีมาแล้ว ก็เคยมีนางเซียน์สามชั้นฟ้าอยู่ ซึ่งเป็แค่เซียนจวิ้นเล็ก ๆ นางหนึ่ง แต่นางดันมีปราณจิตโอสถทิพย์เช่นกัน เท่าที่ข้ารู้มีแค่นี้เกี่ยวกับปราณจิตโอสถทิพย์ผลึกของเพ่ยเจิน” ท่านเฟยหวงพยายามเค้นเอาเื่ราวในอดีตมาบอกกล่าวแก่ศิษย์ตน
“เอาไว้ข้าจะถามไถ่ข้อมูลมาเพิ่มเมื่อได้ออกไปต่างพิภพแล้วข้าจะมาบอกพวกเ้า แต่ถ้าหากข้าจำไม่ผิด นางน่าจะเป็ที่ใช้ศาสตร์มรรคาฟ้าสายเทพอัญเชิญด้วยนะ อืมมม น่าจะใช่แหละ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวสำทับเข้าไปอีก
“แล้วแนวทางการฝึกปรือของข้าละเ้าค่ะท่านอาจารย์” เพ่ยเจิน กล่าวถามเื่ที่ตนต้องทำต่อไป
“สำหรับเื่ศาสตร์มรรคาฟ้าสายเทพอัญเชิญ ข้าเองก็ไม่ได้สันทัดมากมายสักเท่าใด กล่าวคือ ข้ายังไม่เคยเจอเซียน์สายเทพอัญเชิญตัวเป็เป็เลยสักครั้งเดียว เพราะข้าเองเป็สายเทพา…” เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้อาจารย์ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเองก็มีสีหน้าที่ดูเศร้าสลดลงอย่างปั่นยากอยู่ แต่นางก็ได้พยายามควบคุมสภาวะจิตใจให้ปกติ แล้วได้กล่าวต่อไป
“ความหมายคือว่า ข้าเป็สายต่อสู้ที่เน้นการโจมตีในระยะที่เหมาะสม แม้จะเสียเปรียบเื่ระยะ แต่เื่พลังทำร้ายล้างศาสตร์มรรคาฟ้าของข้าก็หาได้ด้อยไม่ แต่สำหรับศาสตร์มรรคาฟ้าเทพอัญเชิญ ข้าว่ามันต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างมากเกินไป” ท่านเฟยหวงซางหยุดกล่าวแล้วหันหน้ามาพิจารณาที่ตรงเพ่ยเจิน ว่านางมีความรู้สึกเช่นไร เมื่อจะกล่าวต่อไป
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ เชิญท่านอาจารย์กล่าวสั่งสอนได้เต็มที่ข้ายินดีรับฟังคำสอนท่านอาจารย์เ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวอย่างสีหน้าปกติเรียบง่ายตามที่นางเป็มา
“คือข้าจะกล่าวอย่างนี้ ศาสตร์มรรคาอื่นแค่พัฒนาตนเองก็สามารถดำรงอยู่ได้อย่างไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่น หรือก็แค่หาของวิเศษมาเสริมกำลังตนก็พอ แต่กลับกันศาสตร์มรรคาฟ้าเทพอัญเชิญนั้น หากเ้าเอาแต่พัฒนาตนเองมากไปก็ไม่ได้ช่วยสงเสริมอันใดตนเองได้ หรือหากเ้าจะไปผู้พันธสัญญากับสิ่งมีชีวิตนั่นก็ใช่เื่ง่าย เพราะผู้ที่สมัครใจแก่เ้าก็ไม่แข่งแกร่งพอ ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งเ้าก็ต้องบังคับมา สุดท้ายมาเ้าก็จะคว้าน้ำเหลว คือจับอะไรไม่ได้สักทางเดียว ข้าว่าเ้าควรฝึกปรือศาสตร์มรรคาฟ้าสายกระบี่เถอะ อย่างน้อยมันก็เห็นผลที่ชัดเจนมากกว่า” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นแม้จะเป็คนที่แข็งแกร่งสักเพียงใด นางก็ยังมีสีหน้าที่เศร้าสลดแทนศิษย์ตนอย่างเห็นได้ชัด
แต่เพ่ยเจินกลับไม่ได้เศร้าสลดใจเลยสักนิดเดียว สีหน้าของนางยังคงเป็ปกติ คือเรียบเฉยอยู่อย่างนั้น แต่สายตาของนางกลับจ้องไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นคือความว่างเปล่าในสายตาของท่านเฟยหวงซางจวิ้น และเสินว่านเท่านั้น นางไม่ได้กล่าวอะไร มีเพียงความเงียบงันจากนางเท่านั้น
(อะไร เ้ากลัว หรือกังวลอย่างนั้นรึ) เสียงของบุรุษที่นั่งอยู่บนตั่งกึ่งนอนหลับ ที่เพ่ยเจินกำลังจ้องมองนั้นกล่าวมาในห้วงแห่งจิตสำนึกถึงนางเพียงสองคน
(เปล่าเ้าค่ะ ข้าแค่นึกอยากหัวเราะในโชคชะตาตนเองก็เท่านั้นเ้าค่ะ) เพ่ยเจินเองก็ตอบไปในห้วงสำนึกแบบยิ้มเจื่อน ๆ
(ใครจะไปรู้ว่าเ้าอาจมีโชคชะตาดั่งนางเซียนจวิ้นนั่นก็ได้ ฮ่า ๆ) เสียงนั้นกล่าวอย่างขำขันเป็ครั้งแรกที่เพ่ยเจินได้ยิน เขาดูมีความสุขกว่าทุกคราที่ผ่านมาเสียด้วยซ้ำ
(ฮ่า ๆ ข้ามิอาจไปค่ดหวังอะไรแบบนั้นหรอกเ้าค่ะ ขอเพียงแค่ได้อยู่อย่างเรียบง่าย ตายจากอย่างเรียบง่ายนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตที่อาภัพเช่นข้า) เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
“ท่านอาจารย์เ้าค่ะ” หลังจากที่เพ่ยเจินเงียบงันอยู่นานสองนาน จนทั้งสองคนที่อยู่ใกล้ก็เริ่มหวั่นใจ นางก็ได้เอ่ยคำกล่าวออกมา
“มีอะไรหรือ” ท่านเฟยหวงเองก็เห็นใจนางเป็อย่างมาก จึงได้แต่กล่าวไปอย่างเอ็นดูเป็ที่สุด
“ท่านพอจะมีวิธี หรือการทำให้ความทรงจำของข้าฟืนคืนมาหรือไม่เ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถามอย่างแ่เบา
“ข้าได้สอบถามเสินกังแล้ว เขาได้ตรวจสอบเ้ามาอย่างดี เขากล่าวว่าอาการของเ้าเหมือนดั่งเทพเซียนจุติเช่นนั้นแหละ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยตอบ
“เทพเซียนจุติหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวทวนคำ
“ใช่ เทพเซียนจุติ คือการที่เทพเซียนตนใดตนหนึ่งได้ทำการ ลงมาเกิดบนพิภพเซียนใหม่อีกครั้ง ด้วยปัจจัยที่ต้องมาเกิดใหม่ ก็เช่นการที่เทพเซียนตนนั้นไม่สามารถฝึกปรือไปได้อีก เลยต้องลงมาเสริมเพิ่มสิ่งที่ขาด โดยการลงมาเกิดก็เปรียบเสมือนการเผชิญด่านเคราะห์เพื่อสะสมพลังในการบรรลุขั้นฝึกนั่นเอง ปัจจัยที่สอง คือการที่มาแก้เหตุผลต้นกรรม อันเป็สาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุได้ เช่นเทพเซียนองค์นั้นอาจเคยกระทำตนเองผิดพลาดใหญ่หลวง ก็ต้องลงมาชดใช้กรรมนั้น เพื่อให้เหตุผลต้นกรรมของตนนั้นสะอาดจะได้บรรลุขั้นที่ฝึกอย่างปลอดภัย” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้กล่าวอธิบายอย่างละเอียดลออ
“หรือว่าเ้า เ้าเป็เทพเซียนลงมาจุติ อาจเป็ไปได้ก็ได้นะเ้าค่ะท่านอาจารย์” เสินว่านตื่นเต้นใหญ่เมื่อได้ยินท่านอาจารย์ตนอธิบาย จากนั้นนางก็ได้หันไปกล่าวกับเพ่ยเจินอย่างตื่นเต้น
“เห้อออ อันนี้ข้าไม่สามารถจะกล่าวบอกได้ การที่ความทรงจำของเทพเซียนจุติจะฝื้นคืนได้ ก็ต่อเมื่อเขาผู้นั้นได้ทำการเบิกสัมปชัญญะเสียก่อน โดยการที่จะเบิกสัมปชัญญะได้ต้องอยู่ที่เวลา และโชคชะตาเท่านั้น เทพเซียนบางองค์ที่ลงมาจุติ บางครั้งเมื่อไม่ได้เบิกสัมปชัญญะก็ได้มาตายในพิภพเซียน ก็ถือว่าสิ่งที่สั่งสมมาทั้งหมด คือ จบกันไป” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างเป็ห่วงเพ่ยเจินศิษย์ของตนคนนี้เป็อย่างยิ่ง
ท่านเฟยห่วงมองเห็นสีหน้าเพ่ยเจิน ที่ดูแย่ลงในทุกขณะก็ได้กล่าวเสริมอีกว่า
“การที่ข้ากล่าวทุกอย่างนี้ หาใช่ว่าข้าคิดจะตัดใจเ้า แต่ข้าแค่ไม่อยากให้ศิษย์ของตนคาดหวัง เพราะเมื่อไม่สมหวัง คนที่เ็ปก็คือเ้าเอง แต่ไม่แน่ท่านผู้นั้นอาจมีวิธีก็ได้” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวอย่างให้กำลังใจต่อเพ่ยเจิน
เมื่อเพ่ยเจินได้ยินท่านอาจารย์กล่าวถึงคนคนนั้น นางก็รีบหันหน้าไปมองคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนหลับอยู่บนตั่งนั้น
(หึหึ ข้าบอกเ้าแล้วว่าเ้ามีข้า เ้าจะกลัวไปไยเล่า) เสียงนั้นเอ่ยอย่างขอไปทีเหมือนคนที่กำลังนอนหลับอย่างสะบายอยู่ แต่จำเป็ต้องพูดฉะนั้น
เพ่ยเจินเมื่อได้ฟัง ก็มีร้อยยิ้มขึ้นมาบนดวงหน้าบ้าง แต่ทั้งอาจารย์ และเสินว่านต่างมองไม่ออกว่านางกำลังยิ้มกับอะไร
“เอาละวันนี้เราพอแค่นี้ก่อน พวกเ้าต้องรวบรวมพลังปราณยุทธ์ให้มากไว้ เสินว่านเร่งบรรลุขั้นหลังฟ้า ส่วนเพ่ยเจินเร่งบรรลุการหลอมกลั่นปราณจิตโอสถเที่ยงแท้ แล้วข้าจะไปหาคำภีร์การฝึกมาให้เ้าทั้งสอง” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างใจเย็นและเป็มิตรที่ดีที่สุดของศิษย์
จากนั้นทั้งเพ่ยเจิน และเสินว่านก็ทำความเคารพท่านอาจารย์ตน แล้วก็พากันเดินชมนก ชมไม้บนยอดเขาลูกนี้ ซึ่งวันนี้ก็เป็เพียงวันที่สองของพวกนางที่เดินทางมาถึงที่นี่
ทั้งสองได้ไปชวนตาเฒ่าหม่า และเหม่ยเซียงมาด้วย เพราะทั้งสี่คนต่างก็จากบ้านเกิดเมืองนอนตนมาด้วยกันทั้งนั้น
“นี่ตาเฒ่าหม่า ท่านนอนหลับสบายดีหรือไม่ กินอิ่มหรือเปล่า” เพ่ยเจินเดินเข้าไปใกล้ก่อนเอ่ยถามอย่างเป็ห่วง
“ข้ากินอิ่มดีหน่ายัยหนู แต่อากาศที่หนาวไปหน่อยคนผอมแห้งอย่างข้าเลยลำบากสักหน่อย ฮ่า ๆ” ตาเฒ่าหม่ากล่าวกับเพ่ยเจินอย่างสนิทใจเป็อย่างยิ่ง
“ข้าได้คูยกับหนูเหม่ยเซียงแล้ว ว่าจะทำการปลูกผัก ผลไม้ และสมุนไพร เพราะเห็นใตห้องเก็บของมีเยอะมากหน่ะ ฮ่า ๆ” ตาเฒ่าหม่ากล่าวไปยิ้มไป
ทั้งสี่ต่างนั่งสนทนากันอย่างมีรสชาตความสุขที่เรือนของเพ่ยเจิน ต่างไม่ได้มีใครสนใจว่าใครเป็นายหรือใครเป็บ่าว แต่ทั้งหมดคือ ครอบครัวเดียวกัน นั้นคือ ความสุขของพวกเขา
จากนั้นทั้งหมดต่างทำอาหารจากที่เรือนของเพ่ยเจิน แล้วได้แบ่งไปจัดโต๊ะให้ท่านอาจารย์ แล้วทั้งสี่ก็กินข้าวกันอย่างมีรสชาติที่สุด หลังจากผ่านเื่ร้าย ๆ มา
“เอาล่ะนี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ไหนจะเดินกลับไปที่เรือนใหญ่อีกสองชั่วยามอีก พวกข้าก็คงต้องกลับแล้วละ” เสินว่านกล่าวอย่างห่วงไยเพ่ยเจิน
“เ้าค่ะ พวกท่านอย่าได้ห่วงไยข้าเลย ข้าอยู่ได้เ้าค่ะ” เพ่ยเจินยิ้มกล่าวกับทั้งสามคนอย่างอ่อนน้อม แม้วันนี้นางจะเป็ผู้ที่ใคร ๆ ต่างสรรเสริญ เพราะเป็ผู้มีพร์สูง และยังเป็ศิษย์ของท่านเฟยหวงซางจวิ้นอีก แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังอ่อนน้อม สมกับเป็เพ่ยเจินอย่างนี้ตลอดมา
ยามอาทิตย์อัสดงใกล้ลาลับขอบฟ้า
เพ่ยเจินได้นั่งมองไปในท้องฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา เพราะเรือนของนางด้านหน้าหันไปทางของทะเลสาบมรกตนั้น ส่วนด้านหลังอยู่ตรงขอบเหวของยอดเขาโค้วโจวนี่แล้วพอดี
นางเหม่อมองไปในที่ไกล อย่างไม่ได้มีอารมณ์ใด ๆ มาแทรกแซงกวนใจได้
“เ้ากำลังคิดอันใดอยู่” เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยกล่าวมาข้าง ๆ ม้านั่งไม้ที่นางกำลังนั่งอยู่
“ข้าไม่ดิดอันใดเ้าค่ะ ข้าแค่มีความสุขในปัจจุบันนี้เ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าว
“หึ เ้านี่ช่างเหมือนเดิมมิได้เสื่อมคลายไปเลย” เสียงนั้นเอ่ยกล่าวอย่างแ่เบาดั่งกลัวว่านางจะได้ยินฉะนั้น
“ท่านว่ากะไรนะเ้าค่ะ” เพ่ยเจิน เหมือนได้ยินอะไรบางอย่าง
“เปล่าหรอก” เขาหลับตาก้มหน้าอยู่กับมือข้างขวาที่เท้าอยู่ที่ศรีษะของตนนั้นไม่เปลี่ยนไป
“ทำไมท่านถึงชอบเอาแต่หลับละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถามอย่างสนุก เพราะ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาทั้งสองได้คูยกันอย่างเห็นหน้า และเปิดเผยเช่นนี้
“ก็เพราะข้า ไม่ชอบการทำอะไรอย่างอื่น ข้าชอบการนอนเป็ที่สุดเท่านั้นเอง” คำตอบนั้นทำเอาเพ่ยเจินหัวเราะก๊ากจนตัวงอ
“เ้ามีความสุขหรือ” บุรุษหนุ่มเอ่ยถามอย่างเอื่อยเฉื่อย
“ฮ่า ๆ เพราะข้าไม่เคยได้ฟังคำตอบที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้นี่เ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยตอบในขณะที่กำลังเช็ดน้ำตาจากการหัวเราะอยู่
“นั่นดีแล้วที่เ้ามีความสุข” เสียงนั้นเอ่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย แต่เพ่ยเจินฟังแล้วกลับรู้สึกอบอุ่นที่ดวงใจของนางเป็ที่สุด
“เรามาคูยกันในเื่ของท่านกันเถอะเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวขึ้นอย่างสนุก เหมือนเด็กน้อยที่กำลังได้ของเล่นมาก็มิปาน
“เ้าอยากรู้อะไรละ” เขาเอ่ยตอบนางอย่างเรียบง่าย
“ท่านเป็ใคร มาจากไหน และเกี่ยวข้องอันใดกับข้าเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเห็นว่าโอกาสของตนมีน้อยจึงรีบเอ่ยถามอย่างเร็วรี่
“หึหึ ได้ทีก็รีบเลยน่ะเ้านี่ ข้าก็เป็เพียงนักเล่งคนหนึ่งที่ชอบการหลับการนอนเป็ที่สุดเท่านั้นเอง ส่วนถามว่าข้ามาจากไหน ข้าก็มาจากที่อันไกลพ้นที่ไม่มีใครสามารถไปถึงได้ ข้าเกี่ยวของกับเ้าอย่างไร ก็เ้าเป็ของของข้า แน่นอนว่าข้าต้องเกี่ยวข้องกับเ้า” เสียงนั้นตอบมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ข้าเป็บ่าวของท่านหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอียงหน้ามองเข้าอย่างใสซื่อบริสุทธิ์
“เปล่าหรอก เ้าและข้าเป็…” เพ่ยเจินจองมองรอคอยคำตอบเขาอย่างใจจดใจจ่อ แต่แล้วก็สูญสิ้นความหวังนั้นไปเมื่อเขากล่าวว่า
“เ้าเลิกสนใจเื่นี้เถอะ ไว้กาลเวลามาถึงในจุดที่เหมาะสม เ้าจะได้รู้เอง มาถามเื่ศาสตร์มรรคาฟ้าดีกว่า” เขารีบกล่าวตัดบทไป เพ่ยเจินจึงได้แต่ทอดถอนใจ เมื่อฟังคำกล่าวนั้น นางจึงได้กล่าวต่อไปว่า
“เ้าค่า… ข้าควรฝึกอย่าไรต่อเ้าค่า” เพ่ยเจิน กล่าวอย่างประชดประชัน และได้คิดไปว่าบุรุษผู้นี้ช่างยียวนกวนโทโสจริง ๆ คงมีแต่เขาเท่านั้นที่ทำเช่นนี้กับนางได้
“หึหึ อย่าโมโหไปเลย สักวันเ้าจะรับรู้ และเข้าใจเอง ตอนนี้ข้าก็อธิบายได้ไม่ถูกเหมือนกัน ไว้เ้าตามหาความทรงจำที่หายไปทุกอย่างจะกระจ่างแก่เ้า” เสียงนั้นกล่าวเหมือนกับว่ารู้ทุกอย่างในใจนางอย่างนั้น
“ข้ามีหนทางที่จะจำได้ด้วยหรือเ้าค่ะ แม้แต่ท่านอาจารย์ข้ายังทำไมได้เลย” เพ่ยเจินกล่าวในขณะที่สีหน้าเริ่มหม่นหมองลงอีกคราหนึ่ง
บุรุษผู้ที่นั่งข้าง ๆ นางก็รับรู้ได้เหมือนกันว่านางกำลังท้อใจเป็ที่สุดจากพิภพที่นางอยู่นี้ เขาจึงได้กล่าวอย่างขึงขังว่า
“ข้าสามารถบอกเ้าได้สองอย่าง คือ หนึ่งข้ามีวิธี สองนังเด็กเฟยหวงนั่นไม่ใช่อาจารย์เ้า และข้าไม่ได้อ่อนด้อยดั่งนังเด็กนั่น”
เมื่อเพ่ยเจินได้สดับฟังคำกล่าวนั้นก็เอะใจว่าเขากล้าพูดได้เช่นไรว่า ท่านเฟยฟวงซางจวิ้นผู้นั้นเป็เด็กน้อย แต่ทันใดที่นางจะกล่าวอะไรได้บุรุษผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นเสียก่อนว่า
“เร่งที่จะบรรลุขั้นตระหนักมรรคาให้ได้ก่อน อย่าได้ทำอะไรมากกว่าที่ข้าบอก จงเร่งสะสมพลังปราณยุทธ์หล่อเลี้ยงปราณจิตโอสถทิพย์ของเ้า และพรุ่งนี้ และในทุก ๆ วันให้เ้าไปขอยัยเด็กเฟยหวงนั่นพาไปหาสมุนไพร และโลหิตอสูร แก่นธาตุอสูรมาให้ข้าแล้วข้าจะทำในสิ่งที่ประเสริฐแก่เ้า มากกว่ายัยเด็กนั่นทำได้เสียอีก” เขากล่าวอย่างหัวเสีย และเขาโกรธที่เพ่ยเจินเอาเขาไปเปรียบกับท่านเฟยหวงซางจวิ้น และกล่าวในเชิงที่เขาดูจะอ่อนด้อยกว่าด้วยซ้ำ
“เอ้อออ ท่านจะให้ข้าไปบอกท่านเฟยหวงซางจวิ้นว่าต้องไปหาของนี่นะเ้าค่ะ ข้านะรึจะทำได้เ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวอย่างใ
“พรุ่งนี้เ้าเอาพัดนั่นไปให้นางดู และเตรียมตัวเลย เ้าต้องเข้าป่าไปหาของ และได้ฝึกปรือมรรคาสายกระบี่ด้วย ใช้แต่วิถีท่าแทงทะลวงก็พอ อย่าลืมละ” เขากล่าวแบบห้วน ๆ แล้วก็หายวับไป พร้อมกับทิ้งร่องรอยอยู่ในอากาศธาตุข้าง ๆ เพ่ยเจินนั้น มีใจความว่า
“สมุนไพร หญ้าอาบจันทราอายุพันปี รากโสมกลืนปฐีอย่างน้อยอายุห้าร้อยปี เปลือกไม้ปราณฟ้าอายุห้าร้อยปี… โลหิตสัตว์อสูรในรอบพันปี ระดับสามดาว มีโลหิตราชสีห์ขนทองห้าไฮ แก่นอสูรกลืนสุริยันระดับสามดาว สามเม็ด”
นี่เป็ข้อความที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศธาตุ แต่เพ่ยเจินอ่านไม่ออก เลยไม่ได้ใส่ใจมาก จึงได้กลับเข้าในเรือนตนไป
ทางด้านท่านเฟยหวงซางจวิ้น
ในยามค่ำคืนราตรีสงัดมาถึง ท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้ออกมาอยู่ด้านหลังของเรือน ในขณะที่กำลังมองไปทางเรือนเพ่ยเจินอีกฟากหนึ่งของอ่างน้ำมรกตนั้น
ซวิ้งงง!!!
ทันใดนั้นพลันมีกระบี่เล่มหนึ่งพุงปราดเข้าหาท่านเฟยหวงซางจวิ้น
ท่านเฟยหวงซางจวิ้น เมื่อตระหนักได้ด้วยไหวพริบและประสบการณ์ที่ตนสั่งสมมาอย่างยาวนาน ก็ได้ตั้งฉากผสานอินเผชิญหน้า เร่งเร้าพลังปราณยุทธ์เข้าสู่ตัว
ซวิ้งงง!!!
แต่ก่อนที่นางจะได้ร่ายศาสตร์คาถา ก็ต้องหยุดฉะงักลงทันที ดวงตาของนางก็พิการมืดลงอย่างสนิท
นางล้มลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงในการต่อสู้
“มรรคาฟ้าสายศาสตร์คาถา หาไร้การมองเห็นก็ย่อมเหมือนกับเ้าสิ้นแล้วซึ่งชีวิต” เสียงบุรุษเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น เสียงนี้ทำให้ท่านเฟยหวงซางจวิ้นถึงกับน่าซีดจนไร้สีของโลหิต
เอื้อกกก!!!
อยู่ ๆ ท่านเฟยหวงก็ใอย่างสุดขีด เมื่อมีภาพตนเองที่ขณะกำลังโดนใครคนหนึ่งฆ่าฟัน ด้วยสารพัดวิธี จนนางไม่สามารถหลีกหนีได้ นางคิดได้อย่างชัดเจนในขณะที่ตัวสั่นกลัวน้ำตาเริ่มไหลรินอยู่นั้นว่า นี่คงเป็ภาพที่เหมือนจริงแน่นอน เพราะทุกครั้งที่นางตาย นางจะเจ็บตามการตายนั้น ๆ
“หากเ้าคิดว่าจะสู้ หรือยอมตาย เ้าก็จงมองสารพัดวิธีที่ข้าจะฆ่าเ้าซ่ะ หลังจากเ้าตายข้าจะจองจำจิตวิญาณเ้า และข้าจะสังหารคนผู้นั้นของเ้าอย่างทารุณที่สุดเสีย” เสียงบุรุษนั้นกล่าวได้เย็นเฉียบปานกับคมประบี่กรีดเฉียนขั่วหัวใจของนางฉะนั้น
“ท่าน้าอันใดเ้าค่ะ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นพยายามฝืนเ็ปกลับมาอยู่ในท่านั่งกับพื้นชันเข่าซ้ายค้อมกายเคารพทันที
“โปรดเมตตาข้า และโชคชะตาข้าด้วยเ้าค่ะ อ๊า!” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นยังฝืนกล่าวอย่างอดทนด้วยความทุรนทุรายนี้
“เ้าจงทุ่มเททุกอย่างที่เ้ามีไปที่เพ่ยเจินเสีย แล้วเมื่อถึงเวลาข้าจะให้เขาผู้นั้นของเ้ากลับคืนดั่งเดิม เ้าว่ายังไง” เสียงบุรุษผู้นั้นกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ท่าน้าให้ข้าทำเยี่ยงไรเ้าค่ะ” นางรีบกล่าวก่อนที่ภาพที่มีแรงสังหารอย่างมหาศาลนี้จะกร่อนจิติญญาของนาง
“หึหึ ดี! พรุ่งนี้นางจะมาหาเ้า และเ้าต้องเป็เ้าเท่านั้น ที่จะช่วยนาง เ้าเข้าใจใช่ไหม” เสียงนั้นเหี้ยมเกรียมที่สุดดุจจะกระชากจิติญญาของนางออกมาฉะนั้น
“เ้าค่ะ เข้าน้อยเฟยหวงเข้าใจที่ท่านมหาเทพกล่าวแล้วเ้าค่ะ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นรีบรับคำอย่างเร็วรี่ ไม่ใช่เพราะนางกลัวตาย แต่นางกลัวสิ่งที่จะตามมาหลังจากที่นางตายแล้วต่างหาก
“มหาเทพ! อย่างงั้นรึ หึหึ เ้านี่มันเด็กน้อยจริง ๆ” เสียงนั้นกล่าวอย่างหงุดหงิดกับคำกล่าวของท่านเฟยหวงอย่างจริงจัง
ฟุบบบ
ทันใดนั้นทุกอย่างก็พลันกระจ่างขึ้นทันที
ท่านเฟยหวงซางจวิ้นนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง นางคิดได้ในใจทันทีว่าบุรุษท่านนี้อันตรายยิ่งที่สุดแล้ว น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้ว
อยู่ ๆ บนอากาศธาตุเบื้องหน้าท่านเฟยหวงซางจวิ้นก็พลันปรากฏตัวอักษรขึ้นด้วยแสงสีทองชัดเจนว่า
“นับแต่บัดนี้ เฟยหวงเยียนจวิ้น! อายุสามหมื่นปี! เซียนจุติเก้าชั้นฟ้า! แห่งเขาคุนหลุนซวี่ ศิษย์แห่งเทพเซียนผู้ทรงศักดิ์แห่งามอเยวียน! เ้าจงดำรงตำแหน่งผู้ปกปัก เพ่ยเจิน ของรักของข้าเสีย!”
เมื่อท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้อ่านอักษรนั้น นางก็ตกอยู่นั้นภวังค์ทันที
“มะ มะ ไม่ เป็ไปไม่ได้ ท่านเป็ใคร ท่านรู้เื่ข้าได้เช่นไร ข้า ๆ ข้ายอมแล้ว ข้ายินดีน้อมรับเ้าค่ะ”
(นี่มันเป็เื่ที่ใครต่อใครในรอบสามหมื่นปีมานี้ก็ไม่มีทางล่วงรู้ได หากเขาล่วงรู้ได้ แสดงว่าเขาต้องสูงส่งปานใดกัน) ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวในจิตตน
“หึ เ้าหิงห้อยน้อยอย่าทำให้ข้าผิดหวังละ” เสียงนั้นกล่าวเรียบ ๆ แล้วก็หายไป
เมื่อท่านเฟยหวงได้สดับฟังคำกล่าวสุดท้าย ยิ่งทำให้หัวใจนาง สั่นะเืแรงมากถึงมากที่สุดในชีวิตนี้ของนาง นี่เขารู้แม้กระทั้งว่าข้าเป็ใครเชียวหรือนี่!!!