爱你 รักเจ้านิรันดร์

    ตอนที่ 36 บุญคุณอันกัดกินให้ชีวิตหายนะ

    ที่ว่าการอำเภอเจียงหนิง

            จางหานนั่งโต๊ะที่ว่าการแทนที่นายอำเภอ  เบื้องหน้าจางหาน  มีนายอำเภอเซียวหย่งหนานและเลขานุการโจว  คุณชายจ้าวจั๋วถง คุกเข่านิ่งอยู่ที่พื้น มีจางเทียนยืนอยู่ใกล้ๆ  ภายในที่ว่าการอำเภอมีทหารองครักษ์จากราชสำนัก 100 นายยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ด้านนอกที่ว่าการมีเหล่ามือปราบของอำเภอยืนอยู่  จางหานนั่งพิงพนักเก้าอี้กอดอกอย่างใจเย็น  ใบหน้าเรียบเฉยไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ  เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทุกอย่างในที่ว่าการยังคงนิ่งอยู่เช่นนั้น จางเทียน เข้ามากระซิบถาม  “คุณชายใหญ่  ให้ข้าไปตามแม่ทัพหม่าโหยวหรือไม่”   

            “ไม่ต้อง  ข้าเชื่อว่าเมื่อเขาเสร็จภารกิจแล้วก็มาเอง”  จางหานกล่าวนิ่งๆ  แล้วจริงดั่งคาด  หน้าประตูที่ว่าการอำเภอเจียงหนิง  ปรากฏร่างแม่ทัพหม่าโหยว  แต่งชุดแม่ทัพด่าน เดินหลังตรง  ตัวตรงก้าวข้าม ประตูมาอย่างสง่าผ่าเผย  เขามาเพียงลำพัง  “คารวะท่านผู้ตรวจการ    แม่ทัพหม่าโหยว  แม่ทัพรักษาด่านชายแดนตะวันออก มาตามที่ท่านเชิญแล้ว ท่านผู้ตรวจการราชสำนักมีอะไรให้ข้ารับใช้เช่นนั้นหรือ?”   

            “เชิญแม่ทัพด่านหม่าโหยว ยืนรอสักครู่” จางหานกล่าวจบ จางเฉิง เดินจากด้านข้างศาลาว่าการอำเภอนำชาย 7 คนมัดมือไพล่หลังเข้าด้วย  เมื่อมาถึงเบื้องหน้าจางหานแล้ว  จางเฉิงผลักให้ทั้ง 7 คนคุกเข่าลง  ทุกคนล้วนเป็นทหารในบังคับของแม่ทัพด่านหม่าโหยว  เขาชำเลืองลงมามองทั้ง 7 คนชะงักเล็กน้อย ทหารเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่เขาส่งไปก่อกวนท่าเรือของทางการนั่นเอง  เขาเห็นดังนั้นก็คาดเดาได้ว่าอีกไม่ช้านี้จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาแน่นอน  แต่ความที่เขาเป็นทหารมาทั้งชีวิต เรื่องเป็นเรื่องตายต่อให้ใหญ่เพียงใดสำหรับเขาถือว่าเป็นเรื่องเล็กมาก เขาจึงหันหน้าตรงแล้วยืนนิ่งต่อไป

            เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว จางหาน จึงประกาศเสียงดังได้ยินทั่วทั้งที่ว่าการอำเภอเจียงหนิง “ข้า จางหาน รองผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ ได้รับมอบหมายจากฝ่าบาทให้มาตรวจสอบความจริง 4 เรื่องในเมืองเจียงหนิง  เรื่องที่ 1. หาความจริงเรื่องท่าเรือของราชสำนักว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตของขุนนางในท้องที่หรือไม่?   เรื่องที่ 2. มีการลักลอบนำคนนอกด่านเข้ามาในแผ่นดินต้าซ่งเพื่อใช้คนเหล่านั้นให้ทำร้ายราษฎรต้าซ่งจริงหรือไม่?  เรื่องที่ 3. มีการค้ามนุษย์ในเมืองเจียงหนิง อำเภอหนึ่งของแผ่นดินต้าซ่ง จริงหรือไม่?  เรื่องที่ 4. มีผู้คิดการกบฏ หมายล้มล้างราชบัลลังก์และสังหารเชื้อพระวงศ์จริงหรือไม่?”

            จางหานหยุดชั่วครู่ เพื่อดูอาการของบุคคลทั้งหมดที่อยู่เบื้องหน้าเขา เพราะแต่ละเรื่องล้วนมีโทษถึงขั้นตัดหัวทั้งสิ้น นายอำเภอและเลขานุการโจว  ตกใจกลัวจนตัวสั่น โดยเฉพาะเลขานุการโจวถึงกับก้มซบหน้ากับพื้นร่ำไห้พูดไม่ได้ศัพท์  “ข้าน้อยผิดไปแล้ว  ใต้เท้าโปรดเมตตา  ข้าน้อยผิดไปแล้ว”  สร้างความประหลาดใจให้กับนายอำเภอเซียวหย่งหนาน เหตุใดเลขานุการโจวของเขาต้องร่ำไห้หนักขนาดนั้น   

            ส่วนทหารทั้ง 7 คนถึงกับตกใจคำว่า “กบฏ”  ใบหน้าซีดเผือด เบิกตาโพลง  ปากร่ำร้องว่าเขาไม่ได้คิดก่อกบฏใดๆ ทั้งสิ้น แล้วแย่งกันตอบผู้ตรวจการจนฟังไม่ได้ศัพท์   “ใต้เท้า ใต้เท้า ข้าน้อยแค่ได้รับคำสั่งท่านแม่ทัพด่านให้ไปหาเรื่องทะเลาะวิวาท ต่อยตีกับลูกจ้างของเรือสินค้าที่มาเทียบท่าเรือของทางการเท่านั้น ข้าน้อยเพียงแค่รีดไถเงินจากลูกจ้างเรือสินค้าเท่านั้น  ไม่เคยนำคนนอกด่านลักลอบเข้าเมืองสักครั้ง   เรื่องอื่นข้าน้อยไม่รู้จริงๆ  ใต้เท้าโปรดเมตตาด้วย  ข้าไม่เคยคิดกบฏ  ไม่เคยค้ามนุษย์ใดๆ เลย จริงๆ นะขอรับใต้เท้า”

            จางหาน  ไม่ได้กล่าวอะไร มองดูลูกน้องทั้ง 7 คนของแม่ทัพที่ก้มศีรษะโขกพื้น ร่ำไห้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต แล้วมองหน้าแม่ทัพด่านที่บัดนี้กลับยืนนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ เลย 

     

    คุกที่ว่าการอำเภอเจียงหนิง

            ภายในห้องขังคุกใต้ดินอำเภอเจียงหนิงล้วนเหมือนกับคุกอื่นๆ มันทั้งมืดและอับชื้น  มีเพียงช่องเล็กๆ ทางด้านบนสุดผนังที่เจาะช่องไว้ให้มีแสงสว่างลอดเข้ามาได้เท่านั้น  ด้านนอกซี่ลูกกรงคุกล้วนมีเจ้าหน้าที่ทางการยืนเฝ้าอยู่ตลอดเวลา  ห้องขังหนึ่งมีจ้าวจั๋วถง โอรสของ จ้าวจวิ้นอ๋อง ที่ยังสวมชุดปกติของเขาอยู่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นชุดนักโทษตามระเบียบคุก  เมื่อเขาเห็นจางหานเดินผ่านหน้าประตูห้องขังที่เขาอยู่ไป จ้าวจั๋วถง เขย่าลูกกรงร้องตะโกนว่า “เจ้าเป็นใคร มาจับข้าทำไม ข้าทำอะไรผิดหรือ เจ้ารอดูเถิดพระบิดาข้ากลับมาเมื่อไหร่ จะให้เจ้าได้ตายอย่างทรมานทีเดียว  เจ้าปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้นะ  เจ้าคนชั่ว” 

            จางหาน เดินผ่านจ้าวจั๋วถงไปอย่างไม่ใส่ใจ  เขาเดินผ่านหน้าห้องขังเลขานุการโจว  และนายอำเภอที่สวมชุดนักโทษ  เลขานุการเข้ามาเกาะลูกกรงทรุดอยู่กับพื้นร้องขอความเมตตา  “ใต้เท้าผู้ตรวจการ โปรดเมตตาเถิด  ข้าน้อยถูกเขาหลอกใช้ทำงานจริงๆ  พ่อบ้านเจียงจวนอ๋อง  เขาให้ข้าน้อยคอยทำหน้าที่ไปแจ้งข่าวทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือของทางการ และข่าวทุกเรื่องที่เกี่ยวกับจวนจวิ้นอ๋องเท่านั้นนอกนั้นข้าน้อยไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย  ครอบครัวของข้าน้อยยิ่งไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ  โปรดเมตตาข้าน้อยด้วยเถิดท่านใต้เท้า ข้ายังไม่อยากตาย  ท่านใต้เท้า” จากนั้นเขาก็ซบหน้ากับพื้นร่ำไห้โหยหวนอย่างน่าเวทนายิ่งนัก   

            จางหาน เดินผ่านเลขานุการโจวไปอย่างไม่แยแส  ส่วนทหารทั้ง 7 นายของด่านตะวันออก เขาสั่งให้โบยคนละ 30 ไม้ แล้วส่งไปเป็นทาสใช้แรงงาน 2 ปีแล้วส่งตัวกลับบ้านเกิดไป จางหานเดินต่อไปมาสุดทางคุก หยุดหน้าประตู ด้านในเป็นอดีตแม่ทัพหม่าโหยว เขาสวมชุดนักโทษ นั่งอยู่ที่พื้นพิงกองฟางที่สุมขึ้นใช้สำหรับเป็นที่นอน   

            เจ้าหน้าที่คุกไขกุญแจประตูคุกให้ จางหาน เขาโบกมือให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดออกไป แล้วหยิบกาสุราและชาม 2 ใบจากมือจางเทียน เดินเข้าไปในคุก  จางเทียน เข้ามายืนเฝ้าที่หน้าประตูห้องนั้นแทน จางหานมอง หม่าโหยว อดีตแม่ทัพด่านชายแดนตะวันออก  ที่บัดนี้ผมเผ้ากระเซิงยุ่งเหยิง  นั่งอยู่ที่พื้นข้อเท้ามีโซ่ตรวนล่ามไว้ทั้งสองข้าง 

            ภาพนี้ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก  เพราะแม่ทัพหม่าโหยว เป็นนายทหารคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่ามีความจงรักผู้ภักดีต่อราชวงศ์ซ่ง ไม่แพ้ตระกูลหยาง จางซื่อเจิน  บิดาของเขาเคยเล่าถึงแม่ทัพสองคนนี้ไว้ว่า แม่ทัพทั้งสองคนนี้มักออกรบศึกเดียวกันเสมอ และรบชนะทุกศึกกลับมา แต่บัดนี้แม่ทัพผู้หยิ่งทะนงในสนามรบ กลับมาอยู่ในสภาพนี้ไปแล้ว

            จางหานนั่งลงที่พื้นข้างกายอดีตแม่ทัพด่านหม่าโหยว  วางชามสองใบลงกับพื้นแล้วรินสุราลงไป  เอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับอ่านใจของอีกฝ่ายหนึ่งได้  “ท่านยังไม่ได้ถูกโทษประหาร เหล้านี้เป็นข้าที่ดื่มเป็นเพื่อนกับท่านเท่านั้น”  จางหานยกชามสุราใบหนึ่งส่งให้เขา เขารับมายกซดทันที  จางหานค่อยๆ จิบสุราในชามของเขา  พูดลอยๆ ราวกับรำพึงกับตนเอง

            “ข้าจำได้ว่าสมัยที่ข้าเรียนหนังสือในราชสำนัก มักได้ยินอาจารย์หลายท่านเอ่ยชื่นชมแม่ทัพหม่าโหยวเสมอๆ  แม้แต่ราชสำนักยังยกย่องว่า แม่ทัพหม่าโหยวเป็นแม่ทัพผู้ภักดีและซื่อสัตย์ ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าด่านบูรพาอย่างเข้มแข็ง หลายคราที่มีโจรสลัดเผ่าเหลียว เผ่าโครยอ  หรือ ชาวซ่งเองที่หนีความยากจนออกไปปล้นเรือสินค้า ทำตัวเป็นโจรสลัด  หากพวกโจรเหล่านี้ล่วงล้ำผ่านเข้ามาน่านน้ำแผ่นดินต้าซ่งเมื่อใด  แม่ทัพหม่าโหยวและรองแม่ทัพจะนำทัพออกไปขับไล่พวกโจร เอาเลือดเนื้อและชีวิตเข้าแลกจนพวกโจรต้องแตกพ่ายไป  จนไม่มีโจรกลุ่มใดกล้าเข้ามาปล้นชิงราษฏรในแถบนี้อีก ทำให้ชายแดนตะวันออกมีชื่อเสียงว่าเป็นเมืองท่าทำการค้าที่รุ่งเรืองที่สุด เพราะมีด่านที่แข็งแกร่งดั่งหินผาปกป้องอยู่ ... 

            ...แล้ว 10 ปีมานี้มันเกิดอะไรขึ้นกับท่าน  อะไรที่ทำให้ท่านต้องกลายมาเป็นคนกบฏทรยศชาติได้เช่นนี้  ท่านบอกข้าได้หรือไม่!!” 

            หม่าโหยว อดีตแม่ทัพผู้กล้าได้แต่นั่งนิ่ง   ท่ามกลางเงาสลัวในคุก จางหาน ได้เห็นน้ำตาหยดหนึ่งหยดลงในชามสุราที่เขาถือค้างอยู่  เพราะความเงียบสงัดรอบตัวเขาในยามนี้  กระทั่งหยดน้ำตาหนึ่งเม็ด  เขายังได้ยินมันชัดเจน  เสียงของมันสร้างความปวดร้าวใจให้เขายิ่งนัก 

            อดีตแม่ทัพหม่าโหยว  เหม่อมองไปข้างหน้านิ่งเงียบแล้วจึงค่อยๆ เอ่ยวาจาที่แหบพร่าออกมา “มันเป็นความสัมพันธ์เมื่อครั้งเก่าก่อน บุญคุณที่ข้าตัดสินใจทดแทนด้วยศีรษะบนบ่าของข้า”   แล้วเขาค่อยๆ รื้อฟื้นอดีตที่ย้อนกลับไปกว่า 30 ปีก่อน 

            “ข้าเป็นทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพตั้งแต่ครั้งปฐมกษัตริย์ซ่งไท่จู่  ตอนนั้นข้ามีอายุเพียง 22 ปี เมื่อครั้งองค์ไท่จู่  ไปทำศึกดินแดนทางเหนือ แคว้นเป่ยฮั่น และปราบปรามแคว้นอื่นๆ เพื่อรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวข้าก็อยู่ในกองทัพด้วย  แต่วันหนึ่งข้าได้รับข่าวบิดาของข้าถึงแก่กรรม  แต่นายกองที่ข้าสังกัดไม่อยู่ออกไปลาดตระเวน  มารดาที่บ้านก็เจ็บป่วยไม่มีแรงจัดงานศพ  ข้าจึงตัดสินใจบอกกับเพื่อนทหารในค่าย ขอลากลับไปจัดการศพบิดาโดยไม่รอแจ้งกับนายกอง หลังข้าจัดงานศพบิดาเสร็จไม่ทันอยู่ไว้ทุกข์ได้ตามกำหนดด้วยซ้ำ  ต้องเร่งเดินทางกลับกองทัพ  มีขุนนางคนหนึ่งในราชสำนักกล่าวหาว่าข้าหนีทัพจะให้รับโทษประหารชีวิตให้ได้  ไม่มีขุนนางคนใดฟังเหตุผลของข้าสักคน  เวลานั้น จ้าวซัน พระอนุชาองค์เล็กของฝ่าบาทพระชนม์เพียง 17 ปีได้ออกมาขอร้ององค์ไท่จู่ให้ข้าผู้เป็นทหารตัวเล็กๆ ในกองทัพ ด้วยทรงโปรดปรานพระอนุชาคนนี้ที่สุด ฝ่าบาทจึงละเว้นโทษตายให้ข้า แต่มีข้อแม้ว่าข้าต้องเข้าร่วมทัพออกศึกทุกครั้งเพื่อสร้างผลงานไถ่โทษ” 

            “ครั้นสมัยฝ่าบาทองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์  ภายหลังรบชนะแคว้นหนันถัง  รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ ฝ่าบาททรงให้ข้ามาดูแลด่านชายแดนตะวันออก  นับตั้งแต่นั้นมาข้าจึงอยู่รักษาด่านชายแดนตะวันออกมา 16 ปี”

            “ท่านรู้จักพระอนุชาจ้าวซันได้อย่างไร  เขาจึงช่วยออกหน้าแทนท่าน”  จางหานถามเขาพลางจิบสุราในมือ  แล้วรินเพิ่มให้หม่าโหยว 

            “ข้าไม่เคยรู้จักพระองค์มาก่อน  แต่เพราะขุนนางผู้นั้นตั้งใจเอาผิดข้าให้ได้  พระอนุชาอาจทรงเห็นใจข้ากระมัง  แต่สำหรับข้าถือเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวง  ข้ารักและเทิดทูนพระอนุชาจ้าวซันเสมอมา  เวลานั้นคิดแต่ว่าตำแหน่งลาภยศที่ข้ามีในวันนี้ได้เพราะพระอนุชาจ้าวซันเป็นผู้ให้โอกาสข้าได้มีชีวิตอยู่ต่อ  ไม่เช่นนั้นข้าคงตายไปตั้งแต่ครานั้นแล้ว ซึ่งต่อมาฝ่าบาททรงแต่งตั้งพระอนุชาจ้าวซันเป็นจวิ้นอ๋อง ครองศักดินาที่อำเภอเจียงหนิง ที่นี่ข้าจึงได้มีโอกาสพบจวิ้นอ๋องอีกครั้ง”

            “ข้าดีใจที่ได้มีโอกาสพบผู้มีพระคุณอีกครั้ง  อีกทั้งจวิ้นอ๋องก็ทรงเมตตาข้าเป็นอย่างดี  แต่เมื่อ 8 ปีก่อน วันหนึ่งจวิ้นอ๋องมาพบข้าที่ค่าย และให้ข้ารำลึกความหลังที่ทรงเคยมีบุญคุณต่อข้า ถามว่าหากจวิ้นอ๋องเดือดร้อนข้าจะช่วยเขาหรือไม่ เวลานั้นข้าตอบตกลงทันทีว่าต้องช่วยเหลือแน่นอน  แม้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าจะต้องทำให้ได้ แต่ จวิ้นอ๋อง บอกกับข้าว่า ......”

            “.... ชีวิตของเขามีศัตรูมากมาย โดยเฉพาะขุนนางในราชสำนัก มีขุนนางบางคนกำลังคิดสังหารเขา  จึงจำเป็นต้องมีองครักษ์ส่วนตัวในที่ศักดินาของเขา ข้าเสนอให้ทหารในค่ายไปช่วยอารักขาตำหนักจวิ้นอ๋อง  แต่พระองค์ไม่เอา  ข้าจึงถามจวิ้นอ๋องว่า เช่นนั้นจะให้ข้าช่วยอย่างไร” 

            “....จวิ้นอ๋องบอกกับข้าว่า พระองค์จะจ้างคนนอกด่านจากเผ่าหนี่ว์เจินมาเป็นองครักษ์ เพราะหากคนเหล่านี้ถูกศัตรูของพระองค์ฆ่าตายก็นับว่าไม่ใช่ชาวต้าซ่ง  เวลานั้นข้าตกใจมากที่จวิ้นอ๋องคิดเช่นนั้น เพราะมันคือการนำภัยเข้ามาในแผ่นดินชัดๆ แต่เขาพูดถึงศีรษะของข้าที่เขาเคยเก็บไว้ให้ บัดนี้ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนพระองค์แล้ว  จวิ้นอ๋องให้เวลาข้าไตร่ตรอง 2 วัน   สุดท้ายข้าจึงตัดสินใจได้ว่า 

            “บุญคุณนี้ข้าให้แค่หัวของข้าคนเดียวเท่านั้น” 

            ..ข้าจึงแอบส่งข่าวให้ภรรยาและลูกๆ ให้กลับไปอยู่บ้านเกิดของนางที่เมือง เซียงเอี๊ยง แล้วให้ทุกคนเปลี่ยนชื่อแซ่ให้หมด เพราะข้าเริ่มตระหนักเรื่องที่จวิ้นอ๋องคิด และหากความแตกขึ้นมาวันใดข้าย่อมมีโทษฐานกบฏถูกตัดหัวทั้งตระกูล ....”   

            “.. ต่อมาวันหนึ่ง จวิ้นอ๋องให้ข้าเบิกอาวุธจากกรมกลาโหม อ้างว่าเพื่อทดแทนอาวุธที่เสียหายชำรุด ดังบัญชีที่ท่านตรวจพบนั้น  วันที่ท่านย้อนกลับไปค่ายตงเหมินอีกครั้งและข้าเห็นบัญชีค่ายหายไป 1 เล่มข้าก็เดาได้ว่าท่านคงรู้ความจริงแล้ว ...... 

            ....จวิ้นอ๋องนำดาบ 1000 เล่ม มาหลอมแล้วตีเป็นดาบขึ้นมาใหม่ ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ทั้งบนอาวุธและบนตัวนักฆ่าเพื่อไม่ให้ใครตามสืบได้และใช้จวนจวิ้นอ๋องในเมืองเจียงหนิง  เป็นแหล่งฝึกคนเผ่าหนี่ว์เจินที่ถูกบังคับมาและคนที่หนีความแล้งกันดารจากดินแดนนอกด่านเข้ามาหางานเลี้ยงชีพ  รวมถึงเหล่าเด็กขอทานไร้ญาติ  และบางคนมีสัญญาซื้อขายตัว  ล้วนถูกนำมาฝึกให้เป็นนักฆ่าทั้งสิ้น  ..... 

            . เพื่อให้มีเงินไปเลี้ยงคนจำนวนมาก  จวิ้นอ๋อง สร้างท่าเรือรับส่งสินค้าในนาม เศรษฐีตระกูลจ้าว อ้างว่าเพื่อแบ่งเบาทางราชการที่มีเรือสินค้าเข้าออกคับคั่งและยินดีจ่ายภาษีอย่างเต็มที่ให้ราชสำนัก  ต่อมาจวิ้นอ๋องให้ข้าส่งทหารไปก่อกวนลูกจ้างเรือสินค้าเพื่อให้พวกพ่อค้าเกิดความเบื่อหน่ายท่าเรือของทางการ  แล้วหันไปใช้ท่าเรือของตระกูลจ้าวแทน จนทางการแทบขาดรายได้..

            ..ท่านจะเชื่อข้าหรือไม่ก็ตาม   ทุกครั้งที่ข้ายืนตรวจทะเลบนป้อมปราการด่านตงเหมิน  ข้ารู้สึกผิดยิ่งนักที่เห็นเรือพวกหนี่ว์เจิน ลอบมาขึ้นที่ท่าเรือจวิ้นอ๋อง ข้าเคยทักท้วงจวิ้นอ๋องไปแล้ว แต่ข้าไม่สามารถห้ามพระองค์ได้ จวิ้นอ๋องมีอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน คนชุดดำของจ้าวจวิ้นอ๋อง นับวันฝีมือการต่อสู้ที่แข็งแกร่งขึ้น  และเพิ่มจำนวนมากขึ้น  คาดว่าทุกวันนี้มีนักฆ่ามากกว่า 1000 คน ถูกสั่งให้ไปเมืองหลวงแล้ว ที่เหลือบัดนี้กระจายไปทั่วอำเภอเจียงหนิง  มีจำนวนหนึ่งตัดหางเปียไปแล้ว  ทั้งทำตัวกลมกลืนกับชาวซ่งอีกด้วย ....”

            หม่าโหยวพูดถึงตรงนี้ เขาเริ่มสะอื้นไห้  ส่วนจางหานรู้สึกถึงขนหัวตั้งลุก  เลือดในกายเย็นเฉียบ  หากพวกหนี่ว์เจินเข้ามาอยู่อาศัยปะปนไปกับชาวซ่ง  มันจะเกิดความวิบัติอะไรขึ้นบ้างก็ไม่อาจรู้ได้  ต่อให้ จ้าวจวิ้นอ๋อง ที่คิดการใหญ่ ได้ครองใต้หล้าจริง เขาจะควบคุมนักฆ่าหนี่ว์เจินพวกนี้ได้จริงหรือ!!   ในเมืองหลวงจะเกิดการนองเลือดหรือไม่ คนที่เดือดร้อนที่สุดล้วนเป็นชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการชิงบัลลังก์ทั้งสิ้น เขาหันมามองอดีตแม่ทัพหม่าโหยวที่ก้มหน้าร้องไห้เสียงดังโหยหวนอย่างผู้รู้สึกสำนึกผิด เสียงร้องนี้ดังสะท้อนไปทั่วทั้งคุกใต้ดินอำเภอเจียงหนิง

            ...อนิจจา คนซื่อสัตย์ที่มีความจงรักภักดีต่อคนขายชาติ..สุดท้ายแล้ว ความจงรักภักดีนั้นกลับย้อนมากัดกินชีวิตของเขาให้หายนะสิ้น..

     

    เรือนรับรองขุนนางอำเภอเจียงหนิง

            ท้องฟ้าด้านนอกมืดนานแล้ว  จางหานยังคงนั่งนิ่ง  รู้สึกถึงความหนักอึ้งแน่นอยู่ในอก ทุกคำบอกเล่าของอดีตแม่ทัพหม่าโหยวผู้เกรียงไกรแห่งด่านชายแดนตะวันออก  วันนี้กลับกลายมาเป็นคนขายชาติ เพราะคนใจร้ายที่ละโมบอย่าง จ้าวจวิ้นอ๋อง มันไม่คุ้มเลยที่คนมีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินกลับต้องเสียคนเพราะคำว่า “บุญคุณต้องทดแทน”  หม่าโหยวเองก็อ่อนแอไม่กล้าเลือกละทิ้งการทดแทนบุญคุณอันจอมปลอมนี้  สุดท้ายโศกนาฏกรรมจึงบังเกิดขึ้น   

            จางเทียนปล่อยให้คุณชายใหญ่ของเขานิ่งเช่นนั้นอยู่นานแล้ว ยังไม่อาจจรดพู่กันเขียนหนังสือเสียที เขาจึงเข้ามาจุดเทียนไขในห้อง จางหานขึ้นเบาๆ  “อาเทียน เจ้าคิดว่า หม่าโหยวติดค้างหนี้ชีวิตให้กับจวิ้นอ๋อง ส่วนจวิ้นอ๋องเองเล่า เขาเคยติดค้างหนี้ชีวิตให้กับใครบ้างไหม? 

            เช้าวันต่อมา  จางหานได้รับแจ้งจากจางเทียนว่า   อดีตแม่ทัพหม่าโหยว ฆ่าตัวตายในคุกแล้ว  จางหานไม่ได้มีสีหน้าตกใจแต่อย่างใด เพราะเขาคิดว่าวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีสำหรับเขา  เพราะอย่างไรเสีย ลูกผู้ชายอย่างหม่าโหยวจะไม่มีวันเอ่ยปากพาดพิงถึงจวิ้นอ๋องผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องอย่างเด็ดขาด  ถ้าพาเขากลับเมืองหลวงก็ต้องได้รับการใช้ทัฑณ์ทรมานทุกอย่างเพื่อให้บอกถึงผู้บงการพวกเขา  สุดท้ายจะถูกพิพากษาโทษตายเช่นเดียวกัน แล้วยังเป็นการเร่งโทสะราษฎรที่ไม่รู้ความจริงทั้งหมดพากันโกรธแค้นสาปแช่งเขา ส่งโอกาสให้พวกขุนนางกระหายหาผลงานเสนอให้ราชสำนักตามหาครอบครัวของแม่ทัพหม่าโหยวมาสู่แท่นประหารไปอีกด้วย แต่คนที่อยู่เบื้องหลังความชั่วร้ายกลับอยู่ดีมีตำแหน่งในเมืองหลวง

            ...จริงสินะ  เขาเองไม่รู้ว่า  เวลานี้ทางเมืองหลวงจัดการกันไปถึงไหนแล้ว  ….

     

    ที่ว่าการอำเภอเจียงหนิง

            จางหาน นั่งเก้าอี้ตำแหน่งนายอำเภอเมืองเจียงหนิง  ทำหน้าพิจารณาความ  เบื้องหน้าของเขามีอดีตนายอำเภอเจียงหนิง  อดีตเลขานุการโจว  รองแม่ทัพด่านถังจื้อ  คุณชายจ้าวจั๋วถง  คุกเข่า 

            จางหานกล่าวอีกครั้งว่า   “ข้า จางหาน รองผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ ได้รับมอบหมายจากฝ่าบาทให้มาตรวจสอบคดีต่างๆ ในอำเภอเจียงหนิง  บัดนี้คดีทั้งหมดกระจ่างแล้ว  พบตัวผู้กระทำความผิด ทั้งที่อยู่และไม่ได้อยู่ในที่ว่าการอำเภอเจียงหนิงแห่งนี้  แต่ละคนมีความผิดจากการกระทำหนักเบาต่างกันไป ข้าจะนำตัวคนที่มีส่วนรู้เห็นกลับไปไต่สวนในเมืองหลวงเปี้ยนจิง ... 

            .. ส่วนท่าน เซียวหย่งหนาน ถึงท่านจะไม่ได้มีส่วนในการทุจริตเงินหลวง แต่เพราะท่านทำงานสะเพร่าไม่สามารถจัดการปิดคดีทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายกว่า 200 คดีได้  ทั้งไม่สามารถจัดระเบียบท่าเรือของทางการจนราชสำนักขาดรายได้  ข้าพิจารณาลดขั้นขุนนาง 1 ขั้น ให้ทำหน้าเลขานุการ  รอทางเมืองหลวงส่งนายอำเภอคนใหม่มารับตำแหน่งและให้ท่านช่วยงานเขา   หากตรวจพบว่าระหว่างนี้ท่านไม่สามารถจัดการให้อำเภอเจียงหนิงสงบสุขได้  ราชสำนักจะปลดท่านจากทุกตำแหน่งทันที”

            อดีตนายอำเภอเซียวจะอ้าปากอุทธรณ์ครั้นเห็นสีหน้าเครียดผู้ตรวจการจางหาน จึงได้แต่หุบปากก้มศีรษะน้อมรับ 

            “ส่วนเลขานุการโจว ท่านนำความลับทางการไปส่งข่าวแก่ผู้อื่น ทำให้ทางการไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ สร้างความเสียหายต่อราชสำนัก ข้าพิจารณาปลดท่านออกจากหน้าที่ราชการ นำตัวไปดำเนินคดีในเมืองหลวง”   อดีตเลขานุการโจว  ได้แต่ก้มหน้าน้อมรับคำตัดสิน 

            “ส่วนท่าน จ้าวจั๋วถง  ท่านเป็นโอรสคนเดียวของ จ้าวจวิ้นอ๋อง  แต่กลับปล่อยปละละเลยให้ที่พักกับชนเผ่าหนี่ว์เจินที่ลักลอบเข้าเมือง และฝึกอาวุธเพื่อออกไปฆ่าราษฎรในแผ่นดินต้าซ่ง  ข้าพิจารณาให้นำตัวไปดำเนินคดีในเมืองหลวง”   โอรสจวิ้นอ๋อง เอะอะโวยวายดิ้นรนชกต่อยไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่จับตัว  จางหานสั่งให้เจ้าหน้าที่จับตัวเขาไปสงบสติอารมณ์ในห้องคุกใต้ดินต่อ  จนกว่าจะออกเดินทางในรุ่งขึ้น 

            “ส่วนท่านรองแม่ทัพด่านถังจื้อ  บัดนี้อดีตแม่ทัพด่านหม่าโหยว เสีย ชีวิตลง จากการสอบสวนแล้วได้พบความผิดมากมายอย่างไม่น่าให้อภัยได้ แต่ด้วยความดีความชอบที่อดีตแม่ทัพหม่าโหยวได้สร้างไว้  เคยออกรบรับใช้แผ่นดินและองค์ฮ่องเต้ถึง 2 พระองค์  อีกทั้งปกป้องชายแดนฝั่งตะวันออก ปกป้องชาวเมืองจากพวกโจรสลัดต่างชาติอย่างกล้าหาญมาตลอดชีวิต  ความผิดมีติดตัวโทษประหารชีวิต  แต่ความดีในอดีต ลูกหลานต้าซ่งก็ไม่ควรลืม  ขอให้ท่านรองแม่ทัพถังจื้อฝังศพท่านหม่าโหยวไว้ในค่ายตงเหมินอย่างเหมาะสม ให้ท่านหม่าโหยวดูแลชายแดนตะวันออกที่ท่านรักต่อไป และขอให้รองแม่ทัพถังจื้อดูแลด่านชายแดนตะวันออกแทนท่านหม่าโหยวจนกว่าจะมีพระราชโองการแต่งตั้งผู้ใดให้เป็นแม่ทัพด่านคนต่อไป” 

            รองแม่ทัพถังจื้อคุกเข่าน้อมรับคำตัดแทนอดีตแม่ทัพหม่าโหยว ใบหน้าของเขาเศร้าหมองหดหู่ แต่เขาก็รู้ว่าคำตัดสินนี้เหมาะสมต่ออดีตแม่ทัพที่สุดแล้ว  ดีกว่าให้คดีนี้หลุดไปถึงเมืองหลวง เช่นนั้นแล้วทหารผู้น้อยอื่นๆ ในค่าย รวมถึงครอบครัวของท่านแม่ทัพหม่าโหยว จะพลอยต้องโทษร้ายแรงไปด้วย

            “วันพรุ่งนี้ ข้าและมือปราบจำนวนหนึ่งจะนำอดีตเลขานุการโจว  และ จ้าวจั๋วถงเดินทางไปเมืองหลวง  เอาหละวันนี้พอเท่านี้” กล่าวจบจางหานเดินลงจากเก้าอี้นายอำเภอเดินทางกลับเรือนรับรองขุนนาง

     

    เรือนรับรองขุนนางเมืองเจียงหนิง

            ค่ำวันเดียวกัน  จางหานเก็บรวบรวมเอกสารและสัมภาระต่างๆ จางเทียนเดินเข้ามาในห้อง “คุณชายใหญ่ขอรับ อาเฉิงมาแล้วครับ”  จางเฉิงเข้ามาทำความเคารพ จางหานกล่าวว่า “องครักษ์ทั้งหมดเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่” 

            “ขอรับ  ทุกคนพร้อมแล้วขอรับ”  จางเฉิงตอบ  “ดีมาก  ก่อนออกจากเจียงหนิง พวกชุดดำที่อยู่นอกจวนคงรวมตัวกันเพื่อชิงนายน้อยของพวกเขากลับไปแน่นอน ถือโอกาสจับตัวให้หมดอย่าให้เหลือรอดไปทำร้ายราษฏรคนใดได้อีก”    “ขอรับ คุณชายใหญ่” กล่าวแล้ว จางเฉิง ถอยหลังเร้นกายหายไปในความมืด

     

    หน้าที่ว่าการอำเภอเจียงหนิง

            เลขานุการเซียวหย่งหนาน  รองแม่ทัพด่านถังจื้อ  เหล่ามือปราบ ประชาชนในอำเภอเจียงหนิงยืนรอส่งท่านผู้ตรวจการราชสำนัก จางหานเดินไปตรวจดูความเรียบร้อยที่รถม้าแกะสลักไม้สุดหรูหราวิจิตรของ จ้าวจั๋วถง  ถูกมัดมือ มัดเท้าติดไว้ในตัวรถ มีมือปราบ 4 คนคุมตัว ส่วนเลขานุการโจว ถูกขังในกรงไม้คลุมด้วยผ้าดำ มีมือปราบ 4 คนคุม   

            จางหานเดินมากระซิบกับเลขานุการเซียวหย่งหนานว่า  “ข้าให้โอกาสท่านทำดีไถ่โทษ ท่านจงเร่งสืบหาครอบครัวของคนชุดดำที่เป็นชาวฮั่น  ว่าพวกเขาถูกจับให้ไปทำไร่นาอยู่ที่ใด แล้วพาพวกเขาออกมา นำเงินของอำเภอจ่ายค่าเดินทางให้พวกเขากลับบ้านเกิด ทำบัญชีไว้ให้ครบถ้วนห้ามผิดพลาด และติดประกาศทั่วเมืองและอำเภอเจียงหนิง ข้อความสั้นๆ ว่า  “ครอบครัวที่เคยอยู่ในที่ดินเศรษฐีจ้าว  บัดนี้กลับบ้านเกิดกันหมดแล้ว”   ข้าให้ท่านทำงานเพียงเท่านี้  ท่านทำได้ใช่ไหม”

    เลขานุการเซียว ค้อมตัวน้อมรับ  “ขอรับท่านผู้ตรวจการ ข้าน้อยจะดำเนินการตามที่ท่านสั่งทุกประการ”   

            เมื่อตรวจตราเรียบร้อยแล้วเขากลับมาที่รถม้าของผู้ตรวจการราชสำนัก  มีจางเทียนบังคับม้าและออกเดินทาง  ขบวนผู้ตรวจการราชสำนักพร้อมองค์รักษ์รักษาเมือง 10 นายขี่ม้าถือธงต้าซ่ง และธงสำนักตรวจการ นำหน้ารถม้า 2 คัน ผ่านถนนในเมืองเจียงหนิง มีประชาชนจำนวนมากออกมาโบกมือและอวยพรส่งท่านผู้ตรวจการของราชสำนัก  จนรถออกนอกกำแพงเมือง บนถนนเส้นทางหลักเพื่อมุ่งสู่นครเปี้ยนจิง  ขบวนเร่งฝีเท้าเดินทางอย่างสม่ำเสมอ จนมาระหว่างชายแดนอำเภอเจียงหนิงกับเมืองฉู่ 

            จางเทียนเอนหลังกระซิบกับคนในรถม้าเบาๆ  ทันใดนั้นมีเสียงลมพัดวูบใหญ่  ต้นไม้ใหญ่สั่นไหวอย่างแรง  ฉับพลันมีกลุ่มคนชุดดำออกจากต้นไม้ทุกสารทิศกว่า 300 คนพุ่งตรงเข้ารถม้าคันหน้าสุดที่คาดว่าเป็นรถของผู้ตรวจการราชสำนัก แต่พวกมันยังไม่ทันถึงรถม้า ลูกธนูนับร้อยพุ่งตรงเข้าปักร่างคนชุดดำร่วงลงมานอนกับพื้น  บางคนที่หลบทัน มันพลิกตัวออกจากรถม้า  แต่จางหานพุ่งออกมาใช้กระบี่เข้าจู่โจมมัน แล้วฟาดฟันกับคนชุดดำ จางเฉิงออกจากที่แฝงตัวออกมาร่วมต่อสู้กับคุณชายใหญ่ และจางเทียนน้องชาย เหล่าทหารองครักษ์เกือบร้อยนายออกจากที่ซ่อนควบม้าเข้ายิงซ้ำอีกองครักษ์ส่วนหนึ่งเข้าฟาดฟันกลุ่มคนชุดดำที่เหลือ 

            คนชุดดำจำนวนหนึ่งเข้าไปรถม้าของจ้าวจั๋วถงหมายจะช่วยเขาออกมา แต่กลับไม่พบคนในรถม้าคันนั้น พวกมันโกรธเกรี้ยวหันมาทำฟันมือปราบที่คุมรถม้าล้มลง และคิดจะทำลายรถม้านั้นเสีย แต่ลูกธนูอีกกลุ่มหนึ่งพุ่งตรงเข้าทะลุอกพวกมันเสียก่อน  ผู้ที่เข้ามาช่วยจางหาน เป็นกลุ่มทหารจากด่านชายแดนตะวันออก 200 ร้อยนาย ควบท้าตะบึงเข้าพร้อมจู่โจม ด้วยความแตกต่างของเครื่องแต่งกาย จึงไม่ยากที่พลธนูของสองหน่วยสามารถจัดการคนชุดดำได้   

            การต่อสู้แบบแลกด้วยชีวิตของคนชุดดำ ทำให้องครักษ์ ฝ่ายทหารด่าน มีบาดเจ็บนับไม่ถ้วน  ราว 1 ชั่วยาม  การต่อสู้ได้ยุติลง  คนชุดดำที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ เมื่อองครักษ์เข้าไปตรวจและจับกุม มันก็กัดกลืนกินยาพิษขาดใจตาย จางหานรู้ว่าคนชุดดำเหล่านี้นอกจากมีชาวหนี่ว์เจินแล้วยังมีชาวซ่งอยู่ด้วย  เขาไม่ประสงค์จะสังหารใคร  แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความตายของพวกเขาได้แม้แต่คนเดียว  ที่สุดคนชุดดำกว่า 300 คนก็ตายสิ้น   ที่น่าจะมีชีวิตรอดกลับสังหารตัวเองเสียนี่

            รองแม่ทัพถังจื้อที่มาร่วมปราบคนชุดดำกลุ่มนี้ออกมาทำความเคารพจางหาน กล่าวขอภัยที่กองทัพด่านชายแดนมาถึงล่าช้า เพราะต้องจัดสรรกำลังพลจำนวนหนึ่งดูแลด่าน ทั้งต้องรีบมาและรีบกลับเพราะกฎของด่านชายแดน กำหนดไว้ห้ามทหารไม่อาจอยู่ห่างจากด่านเกิน 10 หลี่นานกว่า 2 ชั่วยาม จางหานจึงสั่งให้รองแม่ทัพด่าน ให้ทหารด่านชายแดนร่วมกับทหารองครักษ์รีบขุดหลุมตื้นฝังคนชุดดำเหล่านี้  แล้วนำอาวุธดาบของพวกมันกลับค่ายให้หมด         

            หลังจัดการศพคนชุดดำเหล่านั้นแล้ว  จางหานขึ้นรถม้าของราชสำนักอันแสนธรรมดา ในนั้นมีจ้าวจั๋วถงนั่งหลับกองอยู่พื้น มือและเท้ายังคงถูกมัดอย่างแน่นหนา