การที่ผู้อาวุโสเจ็ดในสาขาหลักของหอเซียวเหยากำลังไปที่คุกกลืนอสูรถือว่าเป็นที่ฮือฮาในแคว้นเป่ยสุ่ยโดยแท้จริง แม้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะไม่รู้จัก แม้กระทั่งไม่เคยได้ยินเรื่องตรามังกรเงินเซียวเหยาอาจกล่าวได้ว่าพวกเขามีคุณสมบัติไม่เพียงพอ และยังเน้นให้เห็นถึงการเก็บข้อมูลของหอเซียวเหยาที่แข็งแกร่งแต่สำหรับผู้อาวุโสเจ็ดนี้ เมื่อเขามาด้วยตนเองใครจะไม่รู้จักเขาเล่า
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่จักรพรรดินีอย่างหลิวหงเหยียนแห่งแคว้นเป่ยสุ่ยไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง และขุนนางที่มียศถาบรรดาศักดิ์ ต่างมารอต้อนรับเขา
แน่นอนว่าอ๋องชวนหลงชงโหวหู่และลูกชายของเขาชงจ้านหยวน รวมถึงหลานฉายหลิง และคนอื่นๆ ก็อยู่ที่นี่ด้วย
ผู้ที่มีตำแหน่งสูงในคณะผู้อาวุโสล้วนถูกระดมพลมาทั้งหมด
หลิวจื่ออั๋งพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทายจักรพรรดินีหลิวหงเหยียนส่วนคนอื่นๆ เขาไม่ได้สนใจ รวมถึงหญิงชราผู้ที่ไม่เคยออกจากวังมาก่อนนางกำลังยืนอยู่ข้างๆ หลิวหงเหยียน หลิวจื่ออั๋งก็ไม่ได้มองแม้แต่น้อยถึงกระนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร พวกเขาต่างก็ปฏิบัติต่อหลิวจื่ออั๋งด้วยความเคารพ ไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้เป็นชงโหวหู่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหยิ่งผยองและวางอำนาจก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
และเหตุการณ์ก็เป็นเช่นนี้ไปจนถึงที่คุกกลืนอสูร
การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เช่นนี้ย่อมดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้ติดตามและให้ความสนใจ อีกทั้งยังมีกองกำลังที่มีอำนาจบางส่วนแอบติดตามและคอยสังเกตการณ์
คุกกลืนอสูรที่ไม่มีใครได้เห็นมากนักในที่สุดก็คึกคักขึ้น
ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่นี่
นับว่าเอิกเกริกเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อผู้คนหยุดเดิน และมองไปที่ประตูของคุกกลืนอสูรพวกเขาทั้งหมดก็แสดงท่าทางแปลกๆ และดวงตาของพวกเขาอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปที่ชงโหวหู่
ใบหน้าที่แก่ชราของชงโหวหู่พลันเปลี่ยนเป็นคล้ำเขียวคล้ำแดง
เพียงเพราะคำไม่กี่คำที่เขียนอยู่บนประตู
“ถ้าไม่ใช่เกาช่วงและชงโหวหู่เป็นผู้เปิดประตูข้าไม่ออก!”
นี่เท่ากับเป็นการขอให้บุคคลผู้สูงศักดิ์สองคนนี้ซึ่งเป็นที่เคารพของคนในแคว้นเป่ยสุ่ย ไปเปิดประตูให้หลัวเลี่ยเหมือนเป็นคนรับใช้คนหนึ่ง
ทั้งเกาช่วงและชงโหวหู่ไม่พอใจมาก
ต่อหน้าผู้คนชนชั้นสูงในแคว้นเป่ยสุ่ยมากมายให้พวกเขาเปิดประตูให้?นี่มันน่าอายเกินไปแล้ว
อย่างไรก็ตามทุกคนเห็นได้ชัดเจนว่าหลิวจื่ออั๋งต้องการเจอหลัวเลี่ย มิฉะนั้นเขาจะมาที่นี่ด้วยตัวเองทำไม
“ข้าต้องการพบเจ้าหนุ่มที่ผ่านบททดสอบผู้พิชิตผู้นั้นเกาช่วง เจ้าไปเปิดประตูเสีย” เสียงอันอ่อนโยนของหลิวจื่ออั๋งดังมาจากภายในรถม้า
ใบหน้าของเกาช่วงบิดเบี้ยว
คนที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือชงโหวหู่ถ้าเกาช่วงไปแล้ว เขาจะกล้าไม่ไปได้อย่างไร หลิวจื่ออั๋งไม่ได้เรียกชื่อเขาเขาจึงทำได้เพียงเดินตามเกาช่วงไป
พวกเขาสองคนไม่กล้าขัดดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่กัดฟัน เดินมาถึงหน้าประตูของคุกกลืนอสูร และผลักประตูเข้าไปพร้อมกัน
ฮือฮา!
เมื่อประตูถูกเปิดออกไอเย็นยะเยือกก็แทรกเข้ามาถึงกระดูก
หลิวจื่ออั๋งที่อยู่ในรถม้าทำเพียงโบกมือหนึ่งครั้งจากนั้นพลังที่น่าสะพรึงกลัวก็ถูกส่งออกมายับยั้งความเย็นให้กลับเข้าไปที่เดิม และสกัดกั้นไม่ให้ไหลออกมาอีก
ในที่สุดผู้คนก็เห็นหลัวเลี่ยที่กำลังยืนหันหลังให้กับประตูมือของเขาไพล่หลัง และผมของเขาปลิวไสวในสายลมหนาว
เขาปลอดภัยดีไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แม้แต่น้อย
ท่าทางนั้นตกอยู่ในสายตาของหลิวจื่ออั๋งและมุมมองของเขาต่อหลัวเลี่ยก็ลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อย
หลังจากนั้นไม่นานหลัวเลี่ยก็หันกลับมาอย่างช้าๆเขามองไปที่เกาช่วงและชงโหวหู่ที่กำลังจ้องมองมาที่เขา หลัวเลี่ยยิ้มบางๆ “ท่านทั้งสองในเมื่อพวกท่านเชิญข้าออกมาทั้งที ก็ควรจะต้อนรับข้าดีๆ ไม่ใช่หรือ มา ทำความเคารพข้าหน่อยสิ”
ทำความเคารพ หลังต้องโค้งลงอย่างนอบน้อมใบหน้าต้องเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เกาช่วงและชงโหวหู่ได้รับการปฏิบัติจากผู้อื่นเช่นนี้เสมอ
“อย่าให้มันมากเกินไปนัก”เกาช่วงพูดอย่างเย็นชา
ชงโหวหู่ยังคงเป็นคนที่เจ้าเล่ห์จริงๆเขามักจะปล่อยให้เกาช่วงทำก่อนเสมอ
“มากเกินไป?”
หลัวเลี่ยหันหลังกลับอีกครั้งและเดินตรงเข้าไปในคุกกลืนอสูร
การหันหลังกลับนี้เกือบทำให้เกาช่วงร้องไห้เขาอยากจะกระโดดกัดหลัวเลี่ยสักครั้งสองครั้ง นี่เป็นการกลั่นแกล้งกันเกินไปแล้วหลิวจื่ออั๋งขอให้เขาเชิญใครสักคน โดยมีผู้คนมากมายเฝ้าดูอยู่เขาจะกล้าล้มเหลวในการเชิญใครสักคนนั้นได้อย่างไร
“เชิญขอรับ”
เกาช่วงกัดฟันโค้งตัวก้มลงทำความเคารพ เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เหยียดแขนขวาออกและแสดงท่าทางเชื้อเชิญ
ชงโหวหู่ปฏิบัติตามด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง
“อืม ต้องแบบนี้สิ”
จากนั้นหลัวเลี่ยก็เดินออกมา
เกาช่วงและชงโหวหู่มองไปที่แผ่นหลังของหลัวเลี่ยกัดฟันด้วยความเกลียดชัง ทั้งสองพึมพำกับตัวเอง พวกเขาสังเกตเห็นว่า ในตอนแรกหลัวเลี่ยต้องการทำให้พวกเขาอับอายและพวกเขาไม่รู้ว่าหากไม่ทำตามจะเกิดอะไรขึ้นอีกดังนั้นพวกเขาจึงรีบทำตามก่อนที่เรื่องจะเลยเถิดไปมากกว่านี้
อย่างน้อยก็คงไม่น่าอับอายไปมากกว่านี้แล้ว
เมื่อหลัวเลี่ยเดินไปหาฝูงชนหลิวจื่ออั๋งก็เดินออกมาจากรถม้าเช่นกัน
“ข้าคือหลิวจื่ออั๋ง ผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดของหอเซียวเหยาข้ามาที่นี่ครั้งนี้เพราะเรื่องตรามังกรเงินเซียวเหยา หากท่านมีคำขอใด เพียงบอกมาข้าจะทำให้ท่าน” หลิวจื่ออั๋งพูดอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งทำให้บางคนเช่นชงจ้านหยวนและหลานฉายหลิงหน้าซีดลงทันที
พวกเขาอาจจะยิ่งใหญ่ในแคว้นเป่ยสุ่ยแต่ต่อหน้าหลิวจื่ออั๋ง พวกเขาเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอบคุณผู้อาวุโสเจ็ดแล้ว”หลัวเลี่ยพูด “แต่ข้าไม่รู้ว่าผู้อาวุโสเจ็ดจะทำได้มากแค่ไหน”
“เรื่องในครั้งนี้ ทั้งคนจากหอเซียวเหยาของข้าและขุนนางของแคว้นเป่ยสุ่ยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ล้วนต้องรับผิดชอบข้าเชื่อว่าเพื่อรักษาชื่อเสียงของหอเซียวเหยาของข้า จักรพรรดินีแห่งแคว้นเป่ยสุ่ยจะอนุญาตให้ข้าจัดการกับผู้ที่บังอาจหมิ่นเกียรติของหอเซียวเหยาแน่”หลิวจื่ออั๋งพูดเบาๆ
หลิวหงเหยียนตอบรับคำขอนี้ดังนั้นนางจึงพยักหน้าเห็นด้วย
หลิวจื่ออั๋งยิ้ม และพูดว่า“ขอบพระทัยฝ่าบาท” แล้วเขาก็มองไปที่หลัวเลี่ยอีกครั้ง “ตอนนี้ท่านสามารถบอกคำขอได้แล้วตราบใดที่คำขอของท่านไม่เกินขอบเขตของตรามังกรเงินเซียวเหยาข้าก็สามารถทำให้ท่านได้”
“ดียิ่งถ้าอย่างนั้นข้าเริ่มจากคำขอเล็กๆ ข้อแรกก่อนแล้วกัน” หลัวเลี่ยกล่าว
“เชิญบอกมา”หลิวจื่ออั๋งกล่าว
หลัวเลี่ยกล่าวว่า “หากพูดถึงเกาช่วงที่ปกปิดเรื่องตรามังกรเงินเซียวเหยาแม้เขาจะมาเชิญข้าตามคำสั่งของผู้อาวุโสแล้ว แต่เขาก็มีทัศนคติที่ไม่ดี และขู่ข้าด้วยซ้ำข้าคิดว่าเกาช่วงควรได้รับบทเรียนก่อนเพราะนี่ถือเป็นความผิดฐานไม่เคารพผู้อาวุโสของตัวเองเช่นกัน”
“บทเรียนอย่างไร”หลิวจื่ออั๋งกล่าว
“ตบหน้าตัวเองสักร้อยครั้ง”หลัวเลี่ยตอบ
ผู้คนรอบๆต่างก็จ้องมองไปที่เกาช่วง
ทุกคนมองออกว่าหลัวเลี่ยต้องการจะดูว่าหลิวจื่ออั๋งจะทำตามที่พูดไว้อย่างจริงใจหรือไม่โดยการใช้คนของหอเซียวเหยาอย่างเกาช่วงมาพิสูจน์
หลิวจื่ออั๋งพยักหน้า และพูดว่า“เกาช่วง เจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่ ไม่เพียงแต่เจ้าจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของข้าแต่เจ้ายังข่มขู่หลัวเลี่ยอีก นี่เป็นความผิดครั้งแรกของเจ้าจงทำตามคำขอของหลัวเลี่ย แล้วตบหน้าตัวเองร้อยทีเสีย”
“ท่านผู้อาวุโส…”เกาช่วงร้องเรียกออกมา
“ตบ!”ใบหน้าของหลิวจื่ออั๋งเย็นชาขึ้นเล็กน้อย
เกาช่วงเกือบจะหายใจไม่ออกจากไอพลังของหลิวจื่ออั๋งเขารู้ว่าหลิวจื่ออั๋งกำลังทำตามคำขอของหลัวเลี่ย ดังนั้นเขาจึงได้แต่กัดฟันมองหลัวเลี่ยด้วยแววตาที่เคียดแค้นเกาช่วงยกมือขึ้นตบหน้าและเริ่มนับจำนวนครั้งด้วยตนเอง
“หนึ่ง สอง สาม…”
เพียะ! เพียะ! เพียะ!...
เสียงตบดังมากจนหลายคนตกใจเล็กน้อย
มีเพียงคนเดียวที่มีความสุขเป็นพิเศษนั่นก็คือหลัวเลี่ย
“ฮ่าๆดูเหมือนว่าท่านจะทำตามคำขอของข้าจริงๆ เช่นนั้นก็ดีข้าจะได้ขอแบบไม่เกรงใจอีกต่อไป ไอ้สารเลวที่กล้าข่มเหงข้ารอดูการแก้แค้นของข้าก่อนเถอะ!”