Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 4 ตอนที่ 119 ทำลายกลุ่ม

            เงาร่างของทั้งสามคนแข็งทื่อ พวกเขารู้สึกเย็นสันหลังวาบยังไม่ทราบสาเหตุน้ำแข็งแทงเข้าที่ขั้วกระดูก


            “เขาสูญเสียพลังไปมากเพราะกระบวนท่าเมื่อครู่นี้แล้วพวกเราไม่จำเป็นต้องกลัวเขาขนาดนั้นแล้ว!” ผู้ชายตาตี่หนึ่งในนั้นกลอกตาขึ้นแสร้งทำเป็นสงบ

            “คุณดูสิ เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะจัดการพวกเราเห็นได้ชัดว่าเขาฉวยโอกาสนี้ในการฟื้นฟูพลัง เป็นจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือถ้าพวกเราให้เวลาเขาฟื้นตัว นั่นสิคือหายนะที่แท้จริง” 

            “พูดได้ถูกต้อง!” อีกสองคนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าแล้วพุ่งตัวเข้าไปหาซูฮ่าวทั้งซ้ายขวา 

            แต่ใครจะรู้ว่าในตอนนี้ผู้ชายตาตี่กลับถอยหลังไปทิ้งทั้งสองคนไว้แล้วหนีไปตามลำพัง

            สิ่งที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้เพื่อปลอบใจเพื่อนร่วมงานทั้งสองคนที่ตัวสั่นสะท้านและให้พวกเขาไปขวางซูฮ่าวเอาไว้ ส่วนตัวเขาเองจะได้มีโอกาสหนี  

            ที่เรียกว่าสูญเสียพลังไปมาก หึๆ หลังจากซูฮ่าวปล่อยหมัดออกมาแล้วเขายังสามารถพูดได้อย่างไม่รีบไม่ร้อน เห็นได้ชัดว่าเขามีพลังเหลือล้นไม่จำเป็นจะต้องรอเวลาฟื้นตัว

            “น่าตายนัก พวกเราโดนหลอกแล้ว!” ผู้ชายและผู้หญิงที่สวมหน้ากากเห็นสถานการณ์ดังนั้นพวกเขาก็สบถคำด่าออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความโมโห 

            เดิมทีพวกเขาคิดว่าซูฮ่าวจะส่งพวกเขาไปลงนรกด้วยกระบวนท่าเดียวแต่เขาไม่ได้ทำแบบนั้น เขาสาวเท้าขึ้นพุ่งผ่านร่างพวกเขา แล้วโจมตีไปยังผู้ชายตาตี่คนนั้น 

            แทบจะในชั่วพริบตาเดียว ซูฮ่าวก็ปรากฏตัวตรงหน้าเขาแล้วเขายื่นนิ้วออกไปหนึ่งนิ้ว พลังแห่งความมืดพวยพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูงเหลือเพียงแค่เงาเท่านั้น

            “อย่า… อย่าฆ่าฉันเลย!” ผู้ชายตาตี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจทั่วทั้งร่างสั่นสะท้าน 

            เขารู้สึกกลัวตายอย่างแท้จริง หัวใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง 

            จากนั้นเขาก็ได้ยินแค่เสียง “ตู้ม” ดังขึ้น เขากระอักเลือดออกมา ดวงตาเบิกกว้างปากอ้าขึ้นเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขากลับรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแรงลงมากขึ้น

            เมื่อก้มหน้ามอง ตำแหน่งหัวใจของเขามีรูเลือดหนึ่งรูปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบเลือดสีแดงสดพุ่งออกมาจากภายใน ย้อมพื้นจนเป็นสีแดง

            ร่างของเขาล้มลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ผู้ชายตาตี่ตายตาไม่หลับลมหายใจขาดช่วง 

            ผู้หญิงที่สวมหน้ากากและผู้ชายอีกคนที่เหลือเห็นดังนั้นรูม่านตาของพวกเขาก็หดเล็กลง หนังศีรษะชาหนึบ 

            ทั้งสองคนรู้สึกหวาดกลัวจริงๆโดยเฉพาะรอยยิ้มที่ไม่มีพิษไม่มีภัยของซูฮ่าวเหมือนกับสัตว์ประหลาดที่ต้องการกลืนกินหัวใจของพวกเขาเรื่องนี้ทำให้พวกเขารู้สึกหนาวสะท้าน ยืนไม่ติดราวกับมีงูกำลังเลื้อยผ่านกระดูกสันหลัง

            ถ้าวันนี้สวรรค์มอบโอกาสให้พวกเขาอีกครั้งพวกเขาหัวแข็งแค่ไหนก็จะไม่ยอมรับภารกิจสังหารซูฮ่าวอีกแน่นอน 

            แต่น่าเสียดายที่บนโลกนี้ไม่มียาแก้อาการเสียใจภายหลังทั้งสองคนถอยหลังไปได้ไม่ถึงสามวินาที แต่ก็ถูกซูฮ่าวมาขวางทางเอาไว้ราวกับภูตผี

            ออร่าชั่วร้ายแผ่กระจายทั่วร่างของเขา ซูฮ่าวเหมือนกับอสูรคลั่งนรกโลหิตทั้งสองคนเบิกตากว้าง ขนลุกชูชัน ทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างของพวกเขาเริ่มสั่นสะท้านและไม่สามารถควบคุมได้

            เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของซูฮ่าวอยู่เหนือกว่าที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้

            พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ซูฮ่าวที่อยู่เซียนเทียนขั้นกลางเหมือนกันแต่ทำไมพลังการต่อสู้ของอีกฝ่ายจะน่าหวาดกลัวขนาดนี้

            “ทำอย่างไรดี? นี่พวกเราจะทำอย่างไรดี?” ผู้หญิงสวมหน้ากากรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกเกินขีดจำกัด ทำให้คอของเธอรู้สึกแข็งทื่อ

            ผู้ชายที่อยู่ด้านข้างก็รู้สึกแบบเดียวกันเขาตื่นตระหนกหวาดกลัวเหมือนกับก้อนหินก้อนหนึ่งหัวใจของเขาเหมือนถูกถ่วงด้วยตะกั่วเย็นๆ

            บางครั้งอาจจะเป็นเพราะความหวาดกลัว และอยากมีชีวิตรอดโดยไม่สนอะไรทั้งนั้นผู้ชายคนนั้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผลักผู้หญิงที่สวมหน้ากากไปทางซูฮ่าวอย่างแรงเพื่อเป็นการถ่วงเวลาให้ตนเอง

            และเขาก็พุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วเหนือธรรมดารวดเร็วราวสายฟ้าฟาด

            ผู้หญิงสวมหน้ากากที่ถูกผลักออกมาอย่างกะทันหันก็เหมือนกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสายเธอตกตะลึง นิ่งค้าง ภายในสมองขาวโพลน 

            คิดไม่ถึงเลยว่าเพื่อนร่วมงานของตัวเองจะทอดทิ้งเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “ช่างเถอะ… ” ผู้หญิงสวมหน้ากากหัวเราะขึ้นมาอย่างสมเพชตัวเองเธอหลับตาลงรอคอยความตาย 

            แต่สิ่งที่ทำให้เธอคิดไม่ถึงเลยก็คือ ซูฮ่าวไม่ได้ฆ่าเธอ 

            ในทางตรงกันข้าม ซูฮ่าวกลับจดจ้องอยู่ที่พื้นก่อนพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วราวธนูหลุดออกจากแล่ง

            ทิวทัศน์บริเวณใกล้เคียงกลายเป็นภาพเลือนราง เขาพุ่งไปหาผู้ชายที่หนีตายด้วยความเร็วดั่งควบม้า

            พลังที่ระเบิดออกจากร่างจนเกือบทำให้เมฆดำเหนือน่านฟ้าถูกพัดจนปลิวหายไป

            “พรึ่บ!”

            ผ่านไปไม่นาน เงาร่างของซูฮ่าวก็มาปรากฏตัวตรงหน้าผู้ชายที่หนีตายแล้วหมัดหนึ่งพุ่งออกไป เสียงระเบิดดังก้องราวกับอสนีบาต

            “ไม่!” ผู้ชายที่หนีตายกรีดร้องเสียงดังและอยากจะลงมือหยุดเขา

            “ตู้ม!” 

            น่าเสียดายที่ความเร็วของหมัดนั้นสูงมาก เขายังไม่ทันได้ลงมือแต่ก็ถูกโจมตีด้วยพลังอันมหาศาลแล้ว

            “อ๊าก!” ผู้ชายที่หนีตายกระอักเลือดออกมาก้อนใหญ่ทั้งร่างตกอยู่ที่พื้นราวเครื่องเซรามิกที่ตกแตกอวัยวะภายในระเบิดกลายเป็นก้อนเนื้อนับชิ้นไม่ถ้วน เลือดสดๆ สาดกระจาย

            กลิ่นคาวเลือดฉุนจมูกไปทั่วทั้งป่า 

            แต่ในทางกลับกัน ซูฮ่าวยังคงค้างอยู่ในท่าต่อยเลือดที่สาดกระจายมาทางเขาถูกพลังแห่งความมืดรอบกายขวางกั้นเอาไว้

            หากมองจากในระยะไกล เขาเหมือนกับเทพแห่งความตาย

            ลมพายุในยามค่ำคืนพัดอยู่ในป่า 

            แม้จะให้ความรู้สึกเย็นสบาย แต่ก็แฝงด้วยความหนาวเย็นที่เสียดแทงหัวใจ 

            ผู้หญิงที่สวมหน้ากากไม่กล้าแม้กระทั่งจะหายใจแรงๆหัวใจของเธอเหมือนเป็นก้อนหินที่จมดิ่งลงในมหาสมุทรที่ลึกไร้ก้น

            เธอมองไปทางซูฮ่าวที่กำลังเดินมาทางนี้ เธอหวาดกลัวจนน้ำตาไหล 

            “อย่า… อย่าฆ่าฉันเลย ขอร้องล่ะ… ” ผู้หญิงสวมหน้ากากคนนั้นคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยน้ำตาแห่งความกลัว 

            หวาดกลัว!

            ความหวาดกลัวฝังลงลึกในจิตวิญญาณ! 

            นี่เป็นความรู้สึกเดียวที่ซูฮ่าวมอบให้กับเธอ! 

            ซูฮ่าวมองผู้หญิงที่สวมหน้ากากคนนั้น สองมือกอดอก “ขอเหตุผลที่ฉันจะต้องไม่ฆ่าเธอหน่อย”

            พูดตามตรงในตอนนี้เขาไม่มีความรู้สึกผิดหรือเสียใจในการสังหารคนเลยแม้แต่น้อย 

            เพราะเขานั้นเข้าใจดีว่า หากตนเองไม่มีความแข็งแกร่ง เช่นนั้นคนที่นอนรอความตายอยู่ที่พื้นก็จะต้องเป็นเขาแล้ว 

            เหยื่อที่ไม่มีพละกำลัง ก็เป็นแค่เหยื่อที่ถูกฆ่าเท่านั้น 

            แล้วเหยื่อที่มีพละกำลัง ทำไมถึงจะเปลี่ยนเป็นนักล่าไม่ได้ล่ะ?

            “ฉะ ฉะ… ฉันสามารถช่วยคุณทำงานได้ทุกอย่าง ไม่ว่าคุณจะสั่งอะไรฉันก็จะเชื่อฟังคำสั่งของคุณ” ผู้หญิงคนนั้นถอดหน้ากากและเสื้อคลุมออก 

            ลําคอเรียวระหง ผิวขาวราวหยก เธอมีท่าทางเขินอาย เอวบางร่างน้อยเผยเรียวขาที่ได้สัดส่วน แม้กระทั่งเท้าก็ยังงดงามได้รูป ความยั่วยวนใจแผ่กระจายออกมา

            ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ความงดงามทำให้เกิดแรงกระเพื่อม มุมปากเล็กๆ ยกขึ้นริมฝีปากแดงเผยอขึ้นเล็กน้อย เป็นการดึงดูดผู้คนอย่างมาก 

            ผู้หญิงคนนี้เปล่งประกายความเย้ายวนออกมาจากในกระดูกดูเหมือนเธอสามารถดึงดูดและดึงสติเพศชายได้ตลอดเวลา 

            ซูฮ่าวรู้สึกเหมือนว่าตัวเองตกอยู่ในภวังค์ ทั้งตัวและร่างกายตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายตรงข้าม

            เมื่อเห็นว่าดวงตาของซูฮ่าวหม่นแสงไป ผู้หญิงสวมหน้ากากก็เผยรอยยิ้มออกมา 

            ไพ่ไม้ตายของเธอคือเสน่ห์ยวนใจ หลายปีที่ผ่านมานี้ ทุกครั้งที่เธอตกอยู่ในอันตรายเธอจะเสียสละร่างกายของตัวเองเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับคู่ต่อสู้จากนั้นก็ควบคุมการกระทำของคู่ต่อสู้ชั่วคราวฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายกำลังมีจิตใจสับสนว้าวุ่น เธอก็ลงมือสังหารอีกฝ่ายทันที 

            “ต่อให้จะแข็งแกร่งมากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็เป็นผู้ชายเลือดร้อนคนหนึ่ง” ผู้หญิงสวมหน้ากากพูดหยอกล้อกับตัวเอง ก่อนจะหยิบมีดสั้นขึ้นมาหมายจะเชือดคอซูฮ่าวเพื่อจบชีวิตของอีกฝ่าย 

            แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่เธอกำลังจะเข้าใกล้ซูฮ่าวอีกฝ่ายกลับเผยรอยยิ้มขึ้นมา 

            “หุ่นดีทีเดียว แต่อาศัยแค่เสน่ห์เล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ไม่มีทางทำให้ฉันสับสนได้หรอก”

            ทันทีที่สิ้นเสียง พลังแห่งความมืดก็ปกคลุมทั่วทั้งฝ่ามือของซูฮ่าวจากนั้นเขาก็ทแยงมือขึ้น 

            “อึก!”

            มีดสั้นในมือของผู้หญิงสวมหน้ากากหล่นลงพื้นอย่างอ่อนแรงเธอกุมลำคอของตัวเองที่มีเลือดไหลออกมา ก่อนถอยหลังไปสองสามก้าวสุดท้ายก็นอนลงจมกองเลือด 

            หลังจากปาดคออีกฝ่ายจนทำให้กลายเป็นศพแล้ว ซูฮ่าวก็แค่นหัวเราะเสียงเย็น 

            หลังผ่านชีวิตอันบัดซบของชาติที่แล้วมาเจตจำนงของเขาก็ถูกขัดเกลามาอย่างหนัก แค่เสน่ห์เล็กๆ น้อยๆจะทำอะไรเขาได้อย่างนั้นหรือ?

            น่าหัวเราะจริงๆ !

            เขากวาดสายตามองสามศพที่นอนกองกันอยู่จากนั้นก็ยกมือขึ้นพลังแห่งความมืดสามสาย ทำลายศพทั้งสามนั้นโดยตรง

            หลังจากเขาจัดการเรื่องราวทั้งหมดเสร็จแล้ว เขาก็หมุนตัวเดินจากไป 

            แต่ในตอนที่เขาหันหน้ากลับมานั้น ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความเย็นชา 

            หลินอีหลุน ฉันยังไม่ทันได้ไปหาคุณ แต่คุณกลับส่งคนมาหาฉันถึงที่เลย 

            ตอนแรกเขาอยากจะไว้ชีวิตอีกฝ่ายต่อไปอีกหน่อย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะไม่จำเป็นแล้วสินะ!

            ………………..

            ในขณะเดียวกัน ห้องประชุมของตระกูลเว่ย  

            ตอนนี้เว่ยอวี่เหอและคนอื่นๆ กำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมของตระกูลเว่ยบรรยากาศตึงเครียดเล็กน้อย

            หลังจากสืบค้นอยู่สามชั่วโมงเธอก็ยังไม่สามารถหาคนที่แกะสลักหยกอายุยืนชิ้นนี้ได้ 

            เธอหาตามกล้องวงจรปิดของถนนแกะสลักฉวนโจวทั้งหมดแล้วแต่สุดท้ายก็เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของคนที่แกะสลัก แต่ไม่มีข้อมูลอย่างอื่นเลย 

            อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด 

            เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้เว่ยซานเต๋อถือหยกสลักอายุยืนแล้วเดินเล่นอยู่ภายในสวนแต่เขากลับเหยียบโดนแป้งที่ไม่รู้ใครตั้งใจโรยมันเอาไว้ที่พื้นทำให้เขาลื่นล้มและหยกสลักอายุยืนนี้ก็หักเป็นสองท่อน 

            หลังจากที่หยวนฮั่นโป๋ตรวจสอบอีกครั้งก็พบว่าหยกสลักอายุยืนที่หักเป็นสองท่อนไม่สามารถยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็งภายในร่างกายของเว่ยซานเต๋อได้แล้ว

            กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สถานการณ์ของเว่ยซานเต๋อร้ายแรงมาก 

            “ทุกคนมีความเห็นว่าอย่างไร?” ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าสี่เหลี่ยมกวาดสายตามองทุกคนแล้วถามขึ้น

            เขาเป็นลูกชายคนเล็กของเว่ยซานเต๋อ มีชื่อว่า เว่ยเกาหยวนสองปีที่ผ่านมานี้เขารับหน้าที่หัวหน้าตระกูลต่อจากเว่ยซานเต๋อซึ่งเขามีหน้าที่จัดการเรื่องราวภายในตระกูลทั้งหมด

            ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้เขาได้ไปเข้าร่วมงานประชุมสำคัญที่เหยี่ยนจิง เดิมทีเขาจะต้องกลับมาในวันมะรืนนี้แต่หลังจากที่เขาได้ยินว่าคุณพ่อของตัวเองเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารวันนี้เขาก็รีบกลับมาทันที 

            ในใจของเขาร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุมทรวง ดังนั้นจึงยกเลิกการประชุมและรีบกลับมาที่ตระกูลเว่ยในทันที 

            ด้านข้างของเขามีชายผอมบางคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาคือลูกชายคนโตของเว่ยซานเต๋อชื่อว่า เว่ยลี่จื้อ และเป็นพี่ชายของเว่ยเกาหยวน

            หลังจากได้ยินเว่ยเกาหยวนพูดดังนั้นเว่ยลี่จื้อก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาทันที “เรื่องแป้งที่โรยที่พื้นนั้นจะต้องเป็นฝีมือของคนในตระกูลแน่นอน”

            ขณะที่พูด เขาก็กวาดสายตามองทุกคน ในแววตาเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก 

            “ฉันไม่รู้ว่าใครกันที่ทำกับคุณพ่อแบบนี้ แต่ถ้าฉันรู้ละก็ฉันจะต้องสับคนคนนั้นเป็นหมื่นๆ ชิ้น!”

            “ในฐานะที่เป็นคนของตระกูลเว่ยคาดไม่ถึงว่าจะทำเรื่องที่น่ารังเกียจแบบนี้ได้ นี่มันทำให้ทั้งคนทั้งเทพยังต้องชังน้ำหน้าลากเขาไปยิงเป้าร้อยครั้งก็ไม่ถือว่าทำเกินไป”

            เขายิ่งพูดก็ยิ่งโมโห คนอื่นๆ ในตระกูลก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าอะไรจึงได้แต่นิ่งเงียบ 

            “พี่ชาย ใจเย็นๆ ก่อน เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่ใช่พี่คนเดียวที่โมโหความจริงแล้วทุกคนก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกัน” เว่ยเกาหยวนเห็นดังนั้นก็พูดปลอบใจ

            “ฉันจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน และจะไม่มีทางปล่อยหนอนบ่อนไส้ให้ลอยนวลไปได้เด็ดขาด”

            “แต่ว่าตอนนี้พวกเราต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อนคุณพ่อเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร อีกทั้งหยกอายุยืนก็หักไปแล้ว อาการป่วยมีแต่จะย่ำแย่ลง”

            “ดังนั้นฉันจึงต้องการให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจใช้เส้นสายของตัวเองสืบหาคนที่แกะสลักหยกอายุยืนชิ้นนั้นออกมาให้ได้เร็วที่สุดเข้าใจหรือเปล่า?”

            “เข้าใจครับ!” ทุกคนพยักหน้าตอบรับโดยพร้อมเพรียงกัน 

            เว่ยเกาหยวนโบกมือ “เอาล่ะ ไม่มีอะไรแล้วทุกคนแยกย้ายกันไปเถอะ อวี่เหออยู่ก่อน”

            หลังจากรอให้ทุกคนออกไปแล้ว เขาก็ปิดประตูห้องประชุมแล้วนั่งลงที่เดิม 

            “อวี่เหอพ่ออยากรู้ว่าลูกมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องแป้งที่โรยอยู่ที่พื้นหรือลูกสงสัยใครอยู่ในใจบ้างไหม?”

            “คุณพ่อ เห็นได้ชัดว่าคนที่โรยแป้งนั้นมีความแค้นกับคุณปู่และไม่อยากให้ร่างกายของคุณปู่หายดี” สายตาของเว่ยอวี่เหอเย็นชาอย่างมากก่อนจะพูดด้วยเสียงต่ำ 

            “ส่วนจะเป็นใครนั้น หนูมีคนที่สงสัย… อยู่ตั้งนานแล้ว!”