สามวันผ่านไปหลังจากออกจากสำนัก เหวินซานเดินทางมาถึงบริเวณเทือกเขาทางทิศเหนือ เบื้องหน้าของเขาคือผืนป่ากว้างใหญ่ไพศาลที่ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา ต้นไม้สูงใหญ่หลายสิบจั้งขึ้นเบียดเสียดแน่นขนัดจนแทบจะบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด
หมอกสีเทาอ่อนลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดิน แม้ว่าเขาจะยังคงอยู่เพียงแค่บริเวณชายป่า แต่ก็สามารถััได้ถึงกลิ่นอายของไอพิษที่โชยมากับสายลม
เหวินซานคลี่แผนที่ในมือออกดูอีกครั้ง นิ้วของเขาไล่ไปตามเส้นทาง "หากเดินเท้าต่อไปอีกร้อยลี้ ก็ควรจะถึงเขตนอกของหุบเขาหมื่นพิษแล้ว" เขาเก็บแผนที่ลง ก่อนมองป่าที่ทอดยาวเบื้องหน้า
ต้วนต้วนะโลงจากบ่าของเด็กหนุ่ม มันยกหัวขึ้น สูดจมูกฟุดฟิดอยู่หลายครั้ง ก่อนจะก้มลงดมพื้น แล้วคลานไปทางทิศตะวันตกโดยไม่ลังเล
"อึ๊บ!"
เหวินซานมองภาพนั้นด้วยความงุนงง "เ้ากำลังดมอะไร"
หนอนอ้วนไม่แม้แต่จะหันกลับมา ยังคงสูดจมูกฟุดฟิดเป็ระยะ ก่อนกระดืบไปข้างหน้าต่อราวกับกำลังตามรอยบางสิ่ง
เหวินซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินตามไป ผ่านไปไม่นาน ต้วนต้วนก็หยุดอยู่หน้าโขดหินขนาดใหญ่ ก่อนใช้หัวดันพุ่มไม้ที่ปกคลุมอยู่ให้เปิดออก
เื้ัพุ่มไม้นั้น มีสมุนไพรสีม่วงเข้มต้นหนึ่งขึ้นอยู่เพียงลำพัง กลีบใบมีลวดลายคล้ายเปลวเพลิง และแผ่กลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา
เหวินซานเบิกตาเล็กน้อย "ดอกม่วงอัคคี"
สมุนไพรชนิดนี้แม้ไม่ถือว่าล้ำค่า แต่ก็หาได้ยากในป่าทั่วไป เด็หนุ่มเก็บสมุนไพรเข้าไปในมิติ ก่อนก้มมองต้วนต้วนที่กำลังยกอกเชิดด้วยความภูมิใจ
เหวินซานหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยว่า "ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าแยกแยะสมุนไพรได้เก่ง แต่ไม่คิดว่าจะตามหามันจากกลิ่นได้ด้วย"
เหวินซานพลันเผยสีหน้าประหลาดใจ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "เ้าหนอน... อย่าบอกนะว่าชาติที่แล้วเ้าเป็หมา?"
"อึ๊บ!" ต้วนต้วนร้องประท้วงทันที พลางใช้หัวโขกข้อเท้าเขาเบา ๆ อย่างไม่พอใจ
เหวินซานเผยรอยยิ้มบาง "เช่นนั้นต่อไป คงต้องฝากเื่หาสมุนไพรไว้กับเ้าแล้ว"
ผ่านไปกว่าครึ่งวัน ป่าไม้เบื้องหน้าเริ่มหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ก็เริ่มปรากฏตัวให้เห็นมากขึ้น เสียงคำรามกึกก้องดังมาจากที่ไกลๆ เป็ระยะๆ
จังหวะนั้นเอง หมูป่าตัวมหึมาสีดำทมิฬพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้ด้วยความรวดเร็ว เขี้ยวทั้งสองข้างของมันยาวกว่าครึ่งจั้งและส่องประกายคมกริบ ดวงตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยความดุร้าย มันคือสัตว์อสูรขั้นสาม
เหวินซานไม่ได้ชักกระบี่ออกมา เขาเพียงก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว วูบ! ร่างของเขาก็หายไปจากจุดเดิมในพริบตา หมูป่าตัวนั้นพุ่งเข้าชนต้นไม้ใหญ่ข้างหลังที่เขายืนอยู่ก่อนหน้าอย่างจัง
ตูม! ต้นไม้ใหญ่หักโค่นลงด้วยแรงปะทะมหาศาล แต่เหวินซานกลับไปยืนอยู่อย่างสงบบนกิ่งไม้อีกต้นที่ห่างออกไป
เด็กหนุ่มอาศัยวิชาก้าวสายลมเคลื่อนที่ผ่านอาณาเขตของหมูป่าตัวนั้นไปอย่างรวดเร็ว ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกับสัตว์อสูรทุกตัว ไม่ว่าจะเป็ลิงอสูรที่ว่องไว หรือนกปีศาจที่จับจ้องมาจากบนฟ้า
ต้วนต้วนยังคงคลานนำหน้าเป็ระยะ คอยสูดดมกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นอันตรายสลับกันไป ยิ่งเข้าใกล้หุบเขาหมื่นพิษมากเท่าใด ผืนป่าก็ยิ่งเงียบงันผิดธรรมชาติ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้แห้งที่ดังหวีดหวิวเท่านั้น
ขณะนั้นเองต้วนต้วนก็หยุดคลาน มันยกหัวขึ้นแล้วสูดจมูกแรงๆ "อึ๊บ..." ก่อนจะรีบกระดืบกลับมาซ่อนตัวอยู่หลังข้อเท้าของเหวินซาน เหวินซานหรี่ตาลง ััิญญาของเขารับรู้ได้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามา ไม่ใช่คนเดียว แต่เป็หลายคน เขาจึงรีบใช้วิชาก้าวสายลม พุ่งตัวขึ้นไปซ่อนบนกิ่งไม้ใหญ่สูง
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านล่าง กลุ่มชายวัยกลางคนประมาณเจ็ดถึงแปดคนกำลังเดินผ่านไป ทุกคนสะพายตะกร้าสานขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพรสด บางคนถือจอบ บางคนถือเคียว ส่วนอาวุธที่พกติดตัวก็มีเพียงมีดสั้นกับหอกไม้เท่านั้น ไม่เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไปที่พกกระบี่หรืออาวุธระดับสูง
เหวินซานสังเกตอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพบว่าคนกลุ่มนี้เดินเป็จังหวะที่แม่นยำ มีคนคอยระวังภัยทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และสองฝั่ง เป็ระเบียบราวกับทำเช่นนี้บ่อยครั้ง
ในขณะที่เขากำลังตัดสินใจจะปล่อยให้คนกลุ่มนั้นผ่านไป ต้วนต้วนกลับสูดจมูกอีกครั้งแล้วร้อง "อึ๊บ!" มันชี้เท้าไปทางด้านซ้ายอย่างร้อนรน เหวินซานหันไปมองตาม ในวินาทีนั้นใบหน้าของเขาเปลี่ยนสี เพราะหมาป่าอสูรขนดำห้าตัวกำลังหมอบต่ำอยู่ในพุ่มไม้
ดวงตาสีเขียวเรืองรองของพวกมันจับจ้องไปยังกลุ่มนักล่าสมุนไพรอย่างหิวกระหาย พวกมันกำลังรอจังหวะซุ่มโจมตี และหากเหวินซานนิ่งเฉย อีกไม่นานคนกลุ่มนั้นคงต้องถูกล้อมสังหารแน่
เด็กหนุ่มไม่ลังเลอีกต่อไป หยิบกิ่งไม้แห้งจากกิ่งที่ยืนอยู่ สะบัดมือเบาๆ กิ่งไม้พุ่งออกไปราวกับลูกธนู ปักเข้าที่ลำต้นไม้ด้านหลังของหมาป่าตัวหนึ่ง
ปึก! เสียงดังสนั่นป่าทำให้หมาป่าทั้งห้าใจนกระโจนออกจากพุ่มไม้ กลุ่มคนหันกลับมาพร้อมกันด้วยความตื่นตัว "ระวัง!" ชายคนหนึ่งะโเสียงดัง ทุกคนยกหอกขึ้นตั้งรับอย่างพร้อมเพรียง หมาป่าอสูรเห็นว่าถูกจับได้แล้วจึงคำรามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอยหนีเข้าป่าไป
เมื่อแน่ใจว่าหมาป่าอสูรถอยหนีไปแล้ว ชายวัยกลางคนผู้เป็หัวหน้ากลุ่มจึงถอนหายใจออกมา ก่อนเงยหน้ามองขึ้นไปยังกิ่งไม้ "สหาย ลงมาเถิด ขอบคุณที่ช่วยเตือน"
เหวินซานะโลงจากต้นไม้อย่างแ่เบาแล้วประสานมือคำนับ "ข้าเพียงบังเอิญพบพวกมันเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็เื่ใหญ่"
ชายวัยกลางคนมองเหวินซานั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นชุดศิษย์สำนักสีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลง "ศิษย์สำนักหรือ มาคนเดียวรึ?"
"ขอรับ"
ชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ "กล้าหาญไม่น้อย หุบเขาหมื่นพิษไม่ใช่สถานที่ที่ศิษย์สำนักส่วนใหญ่จะกล้าเข้ามาเพียงลำพัง"
เขาหันไปมองพรรคพวก ก่อนหันกลับมาพูดต่อ "พวกเราเป็กลุ่มนักเก็บสมุนไพรอิสระ รับคำสั่งซื้อจากร้านโอสถและหอการค้าในเมืองเป็หลัก ปีหนึ่งต้องเข้าออกหุบเขาหมื่นพิษหลายครั้ง จึงพอรู้เส้นทางและบริเวณที่ปลอดภัยอยู่บ้าง"
ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างเป็มิตร ก่อนประสานมือ "เรียกข้าว่าลุงเฉินก็พอ หากไม่รังเกียจ จะร่วมเดินทางกับพวกเราสักระยะก็ได้"
เหวินซานประสานมือคำนับ "เช่นนั้นก็รบกวนลุงเฉินแล้ว"
ลุงเฉินโบกมือพลางยิ้ม "ไม่ต้องเกรงใจหรอก พวกเราหากินอยู่ที่นี่มาหลายปี รู้ดีว่าบริเวณใดมีสมุนไพรชนิดใดขึ้นอยู่ และบริเวณใดไม่ควรเข้าใกล้"
เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบรับ สำหรับคนที่เพิ่งเข้าหุบเขาหมื่นพิษเป็ครั้งแรก การมีผู้ชำนาญทางร่วมเดินทางด้วย ย่อมช่วยลดอันตรายลงได้มากดังนั้น การติดตามกลุ่มคนเหล่านี้ไป ย่อมช่วยให้เขาค้นหาสมุนไพรได้สะดวกขึ้นมาก
เมื่อใกล้ถึง่เย็น ทั้งกลุ่มจึงหยุดพักบริเวณพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง ทุกคนเริ่มจัดเตรียมสัมภาระและพักฟื้นแรงเพื่อเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น
หลังจากพักผ่อนผ่านค่ำคืนไปหนึ่งคืน เช้าวันถัดมา หมอกสีเทาอ่อนปกคลุมไปทั่วบริเวณชายป่า ราวกับผืนผ้าบางๆ ที่ทอดคลุมพื้นดินเอาไว้ทั้งผืน กลุ่มนักล่าสมุนไพรของลุงเฉินเริ่มลงมือเก็บสัมภาระั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างดี ทุกคนเคลื่อนไหวอย่างชำนาญและรวดเร็ว โดยแทบไม่มีเสียงพูดคุยหรือทำกิจกรรมใดๆ ที่เกินความจำเป็
เหวินซานยืนมองภาพนั้นอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งลุงเฉินเดินเข้ามาหาเขาแล้วพลางยื่นถุงหนังใบเล็กให้ "เอ้านี่ รับไว้เถอะ"
เด็กหนุ่มเปิดดูภายในถุง พบว่ามีเม็ดยาสีดำหลายเม็ดบรรจุอยู่ กลิ่นฉุนแรงของมันโชยออกมาจนแสบจมูก "โอสถต้านพิษหรือ?"
"ใช่แล้ว" ลุงเฉินพยักหน้า "ไม่ใช่โอสถชั้นดีอะไรนักหรอก แต่มันช่วยให้เ้าพอจะรอดจากหมอกพิษในเขตนอกของหุบเขาได้"
เหวินซานประสานมือคำนับ "ขอบคุณน้ำใจลุงเฉินมากขอรับ แต่ข้าได้เตรียมตัวมาแล้ว" เขาหยิบขวดหยกส่วนตัวออกมาจากถุงเก็บของ เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นหอมเย็นอ่อนๆ ก็ลอยออกมาจากขวด แทบจะไม่มีความฉุนหรือความรู้สึกแสบจมูกเลยแม้แต่น้อย
นักล่าสมุนไพรหลายคนหันมามองขวดหยกในมือเขาเป็ตาเดียวกัน ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "โอสถต้านพิษของเ้าทำไมถึงไม่มีกลิ่นฉุนเลยเล่า? ของเ้านี่ จะใช่โอสถต้านพิษจริงหรือ? "
เด็กหนุ่มหยิบเม็ดยาขึ้นมาเม็ดหนึ่งพลางอธิบาย "ข้าเพียงลดสัดส่วนสมุนไพรที่มีกลิ่นแรงลงไปสองส่วน แล้วเพิ่มรากหญ้าเย็นิญญาเข้าไปแทนที่ กลิ่นจึงเบาบางลงมาก แต่ฤทธิ์ในการชำระล้างพิษยังคงอยู่ครบถ้วน"
ลุงเฉินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ "เ้าปรุงโอสถนี้เองงั้นหรือ?"
"ขอรับ" เหวินซานตอบ
บรรยากาศรอบข้างเงียบไปชั่วขณะ หลายคนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ศิษย์สำนักทั่วไปอาจมีโอสถดีๆ ติดตัวไว้ใช้งาน แต่คนที่สามารถปรุงโอสถขึ้นมาได้ด้วยตนเองเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่
เหวินซานกลืนโอสถลงไปหนึ่งเม็ด ความเย็นสบายค่อย ๆ แผ่กระจายจากลำคอลงสู่เส้นิญญา กลิ่นคาวชื้นของหมอกพิษที่อบอวลอยู่รอบตัวเบาบางลงจนแทบไม่รู้สึก
เมื่อก้าวลึกเข้าสู่ป่า หมอกพิษก็หนาทึบขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ยังพอจะมองเห็นทางได้ไกลหลายสิบก้าว ตอนนี้ระยะการมองเห็นเหลือเพียงแค่สิบก้าวเท่านั้น อากาศทั่วทั้งป่าทั้งชื้นและหนักอึ้ง ราวกับว่าทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าไปจะมีเข็มขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนทิ่มแทงลึกลงไปในปอด
นักล่าสมุนไพรทุกคนต้องหยิบโอสถต้านพิษขึ้นมากินเพิ่มเป็ระยะ บางคนเริ่มมีใบหน้าซีดเผือด ขณะที่บางคนริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ แต่เหวินซานยังคงเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงไร้ซึ่งอาการผิดปกติ
ลุงเฉินหันมามองเขาอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็อดถามไม่ได้ "เ้าหนู โอสถของเ้าออกฤทธิ์นานเพียงใดกัน?"
"ประมาณสามชั่วยามขอรับ" เหวินซานเอ่ยตอบ
นักล่าสมุนไพรคนหนึ่งอุทานด้วยความใ "สามชั่วยามเชียวหรือ? โอสถที่พวกเราใช้กันอยู่ ครึ่งชั่วยามก็เริ่มหมดฤทธิ์แล้ว!"
เหวินซานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบขวดหยกอีกใบโยนส่งให้ลุงเฉิน "พวกท่านลองแบ่งกันกินดู อย่าใช้ร่วมกับโอสถต้านพิษชนิดอื่น หากฤทธิ์ยาตีกัน เส้นิญญาของพวกเ้าอาจเสียหาย"
ลุงเฉินรับขวดหยกมา มองหน้าเหวินซานอยู่ครู่หนึ่งด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะพยักหน้า "ขอบใจมาก" หลังจากแบ่งโอสถให้คนในกลุ่มกิน สีหน้าของนักล่าสมุนไพรหลายคนก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มที่เคยสงสัยว่าโอสถของเหวินซานเป็ของปลอมถึงกับเงียบกริบไป
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ต้วนต้วนที่เกาะอยู่บนบ่าของเหวินซานสูดจมูกฟุดฟิด "อึ๊บ?" มันกระดืบลงจากบ่าแล้วรีบคลานไปยังพุ่มไม้สีม่วงเข้มข้างทาง เหวินซานหันไปเห็นก็รีบเตือน "อย่ากินมั่วซั่ว!" แต่กลับสายเกินไปเสียแล้ว งับ! หนอนอ้วนคาบใบสีม่วงสดนั้นเข้าปาก กรุบ... กรุบ…
นักล่าสมุนไพรคนหนึ่งหน้าถอดสีร้องขึ้นด้วยความใ "นั่นมันใบพิษม่วง! แม้แต่วัวอสูรพอกินเข้าไปยังต้องตาย!" ทุกคนหันไปมองต้วนต้วนพร้อมกันด้วยความลุ้นระทึก แต่เ้าหนอนอ้วนกลับเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะกลืนลงคอไปอย่างง่ายดาย มันเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเรอออกมาเบาๆ "เอิ้ก..." จากนั้นก็ใช้ลำตัวถูไถกับพื้นอย่างสบายใจ
แม้แต่เหวินซานเองก็ยังชะงักไปเล็กน้อย เขามองต้วนต้วนด้วยความสงสัย "เ้ากินพิษพวกนี้ได้จริง ๆ หรือ..."
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดถึงพิษที่เขาปรุงขึ้นเอง เหวินซานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ เพราะทุกครั้งที่เขานำพิษเ่าั้ให้ต้วนต้วนดู หนอนอ้วนตัวนี้กลับทำหน้าเหมือนหวาดกลัวแถมบางครั้งยังทำท่ารังเกียจราวกับไม่อยากแตะต้อง
แต่เมื่อเห็นมันกินใบพิษม่วงที่แม้แต่วัวอสูรยังไม่อาจต้านทานได้อย่างสบายใจ เหวินซานก็เริ่มเข้าใจว่า ไม่ใช่เพราะหนอนตัวนี้กลัวพิษแต่ในสายตาของมัน พิษที่เขาปรุงขึ้นมาคงเป็เพียงของไร้ค่าที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ
ต้วนต้วนเงยหน้าขึ้นเห็นทุกคนมองมาที่ตน ก็ยกหัวขึ้นอย่างภาคภูมิใจพลางร้อง "อึ๊บ!" เหวินซานรีบอุ้มหนอนที่กำลังคาบสมุนไพรพิษกลับขึ้นมาวางบนบ่า "ต่อไปห้ามกินอะไรก่อนที่ข้าจะตรวจเสียก่อน" หนอนอ้วนทำหน้าไม่พอใจใส่อีกฝ่าย "อึ๊บ..."
นักล่าสมุนไพรหลายคนกลับเริ่มมองเ้าหนอนอ้วนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะลุงเฉินที่จ้องมองต้วนต้วนอยู่นาน ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า "สัตว์อสูรของเ้า ไม่ธรรมดาจริงๆ" เหวินซานได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบรับโดยไม่พูดอะไรต่อ
ยิ่งเดินลึกเข้าไป หมอกพิษก็ยิ่งหนาแน่นและรุนแรงขึ้น พื้นดินเริ่มเปลี่ยนเป็สีดำคล้ำ ต้นไม้สองข้างทางบิดเบี้ยวผิดรูปราวกับถูกพิษกัดกร่อนมานานนับปี ใบไม้พากันเปลี่ยนเป็สีเขียวอมม่วงน่าสะอิดสะเอียน บางต้นมีน้ำยางสีดำหนืดไหลเยิ้มออกมาตามรอยแตกของเปลือกไม้ ลุงเฉินยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทุกคนหยุดฝีเท้าทันที
"ระวัง" เขาเตือนเสียงเบา ก่อนจะย่อตัวลงใช้มือแตะพื้นดิน บนพื้นปรากฏรอยลากยาวเป็ทางกว้างเท่ากับถังน้ำใบใหญ่ เหวินซานมองเพียงครู่เดียวคิ้วก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน "งูหรือ?"
ลุงเฉินพยักหน้า "เป็งูที่มีขนาดใหญ่มากเสียด้วย"
เสียงแหวกพุ่มไม้ดังขึ้นอย่างแ่เบา ทุกคนพร้อมใจกันถอยหลังไปตั้งหลัก แต่สายเกินไปเสียแล้ว
เงาดำมหึมาพุ่งทะยานออกมาจากม่านหมอก ร่างของมันยาวกว่าสิบจั้ง เกล็ดสีดำม่วงของมันสะท้อนแสงเย็นเยียบยามกระทบกับแสงสลัว ดวงตาสีเหลืองสองข้างจ้องมองเหยื่อ บนหัวของมันมีปุ่มนูนขึ้นคล้ายมงกุฎขนาดเล็ก นักล่าสมุนไพรคนหนึ่งหน้าซีดเผือดจนแทบสิ้นสติ "าางูพิษม่วง สัตว์อสูรขั้นสี่!"
าางูอ้าปากกว้าง พ่นพิษสีม่วงขุ่นออกมา
"ถอย!" ลุงเฉินะโสุดเสียง ทุกคนแตกกระจายไปคนละทิศทาง พิษนั้นพุ่งผ่านจุดที่พวกเขายืนอยู่เมื่อครู่ ต้นไม้ด้านหลังถูกไอพิษกัดกร่อนจนเปลี่ยนเป็สีดำสนิทในพริบตาเดียว เหวินซานใช้วิชาก้าวสายลมถอยฉากออกไปสิบกว่าจั้ง แต่าางูกลับหันมาจ้องมองทางเขาเพียงผู้เดียว
เ้าหนอนอ้วนยังคงคาบใบพิษม่วงครึ่งใบไว้ในปาก เคี้ยวอย่างไม่รีบร้อน
าางูพิษม่วงหยุดนิ่ง ดวงตาสีเหลืองจ้องมองไปยังสมุนไพรที่กำลังถูกหนอนอ้วนกัดกิน ราวกับไม่อยากเชื่อภาพตรงหน้า
สัตว์อสูรผู้เป็เ้าของพื้นที่ กับหนอนอ้วนตัวเล็ก ต่างจ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่ง
"...อึ๊บ?"ต้วนต้วนเอียงคอเล็กน้อย มองกลับไปด้วยความสงสัย ราวกับไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมันทำไม
าางูพิษม่วงพลันคำรามด้วยความโกรธ
ฟ่อออ! มันพุ่งเข้าหาเหวินซานราวกับเกิดอาการคลุ้มคลั่ง เหวินซานถอนหายใจ "ต้วนต้วน... เ้าสร้างเื่อีกแล้วนะ"
"อึ๊บ!" หนอนอ้วนรีบส่ายหัวปฏิเสธราวกับไม่เกี่ยวข้อง
าางูพิษม่วงสะบัดหางฟาดลงมาอย่างหนักหน่วง พลังอันรุนแรงทำให้พื้นดินแตกร้าวออกเป็เสี่ยง ๆ ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่ว เหวินซานใช้วิชาก้าวสายลมหลบออกด้านข้างได้ฉิวเฉียด แต่แรงลมจากการฟาดหางยังซัดจนชายเสื้อของเขาปลิวสะบัด
นักล่าสมุนไพรหลายคนรีบเข้าช่วย ทั้งลูกธนู มีดสั้น และผงพิษพุ่งเข้าใส่าางูพร้อมกัน แต่เมื่อกระทบเกล็ดสีดำม่วงของมัน ทุกสิ่งกลับเด้งออกมา ไม่อาจสร้างาแได้แม้แต่น้อย
"เกล็ดมันแข็งเกินไป!" ลุงเฉินกัดฟันแน่น "ถอย! อย่าสู้ตรงๆ!" แต่าางูกลับไม่ยอมปล่อยให้เหวินซานรอดไปได้ มันเลื้อยด้วยความเร็วเหลือเชื่อ พริบตาเดียวก็พุ่งถึงตรงหน้าเหวินซาน ปากใหญ่เปิดอ้าออก เผยให้เห็นเขี้ยวพิษสองข้างที่ส่องแสง
เหวินซานสูดหายใจลึก สายตาของเขากวาดมองรอบด้านอย่างรวดเร็ว ก่อนหยุดอยู่ที่หมอกพิษซึ่งปกคลุมทั่วบริเวณ ทันใดนั้น... ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว "พิษ..."
เหวินซานล้วงขวดหยกสีดำใบหนึ่งออกมาจากชายเสื้อ นี่คือพิษที่เขาปรับปรุงขึ้นหลังทดลองอยู่หลายครั้ง แม้มันจะยังไม่ร้ายแรงพอจะสังหารสัตว์อสูรระดับนี้ แต่หากใช้ถูกจังหวะ มันอาจช่วยพลิกสถานการณ์ได้เล็กน้อย
เด็กหนุ่มเปิดฝาขวด ก่อนใช้พลังิญญาสะบัดผงพิษออกไปตามกระแสลม ผงสีเทาอ่อนกระจายตัวอย่างรวดเร็ว กลืนหายไปกับหมอกพิษโดยรอบ แทบแยกไม่ออกว่าอันไหนคือหมอกพิษตามธรรมชาติ อันไหนคือพิษที่เหวินซานปล่อยออกมา
าางูยังคงพุ่งเข้ามา แต่เพียงไม่นาน ร่างอันมหึมาของมันก็ชะงักลงเล็กน้อย ลิ้นสีแดงที่แลบออกมาเริ่มสั่นผิดจังหวะ ดวงตาสีเหลืองฉายแววสับสน มันสะบัดหัวอย่างรุนแรงหลายครั้ง ราวกับกำลังต่อต้านบางสิ่งที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย
เหวินซานเห็นเช่นนั้น ดวงตาพลันเป็ประกาย "ได้ผล" แม้พิษจะไม่อาจทำอันตรายาางูได้มากนัก แต่ก็เพียงพอจะรบกวนประสาทรับกลิ่นและการรับรู้ของมันชั่วคราว
เสียงคำรามของาางูดังสนั่น มันหันศีรษะซ้ายขวาอย่างหงุดหงิด ไม่อาจจับตำแหน่งของเหวินซานและกลุ่มนักล่าสมุนไพรได้อย่างแม่นยำเหมือนก่อน