หลังจากที่เด็กชายจูหงเฟยแย่งปาท่องโก๋ของปรมาจารย์ยุทธ์แห่งพฤกษาอี้คุนมากินไป 1 ชิ้น จูหงเฟยก็เดินไปที่ตู้เย็นเล็กๆในเคาน์เตอร์บาร์ แล้วเปิดเอานมกล่องออกมาดื่ม จากนั้นจูหงเหยก็ถามท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งพฤกษาอี้คุนว่า "พี่พฤกษาอี้ครับ จากที่พี่เล่ามา ทำไมพวกพี่ถึงไม่เผยแพร่เคล็ดดูดซับพลังปราณให้กับทุกคนบนโลกใบนี้ไปตั้งแต่เมื่อ 15 ปีที่แล้วครับ"
"ลุงเฉินเคยบอกผมว่ามนุษย์บนโลกใบนี้มีคนที่มีกายาปราณอยู่เยอะแยะยังไงครับ"
พี่พฤกษาอี้ของจูหงเฟยจึงกล่าวตอบว่า "พวกเราทั้ง 20 คนก็อยากทำอย่างนั้นเช่นกันขอรับ แต่บรรดาผู้นำและผู้ทรงอิทธิพลบนโลกสีน้ำเงินใบนี้ต่างก็ไม่ยอมให้พวกเราทำขอรับ"
"พวกเขาอ้างว่าจะทำให้สังคมโลกเกิดการจลาจลขึ้นมาอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ คนที่มีกายาปราณและสามารถฝึกฝนปราณยุทธ์ได้ก็จะทำการปล้นชิงข่มเหงรังแก หรือแม้กระทั่งสังหารคนที่ไม่มีกายาปราณลงไปได้อย่างง่ายดายขอรับ"
"แต่ข้าน้อยคิดว่าพวกเขากลัวที่จะต้องสูญเสียอำนาจ สูญเสียการปกครอง สูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาไปมากกว่าขอรับ ท่านผู้อาวุโสจู"
"แล้วก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งขอรับ นั่นก็คือทรัพยากรพลังปราณบนโลกสีน้ำเงินใบนี้มีอยู่น้อยมาก หากจะให้ทุกคนบนโลกสีน้ำเงินใบนี้ฝึกปราณยุทธ์พร้อมๆกัน เราก็จะสามารถสร้างนักรบพลังปราณโดยเฉลี่ยขึ้นได้สูงสุดก็เพียงแค่แรงค์ D [ ขั้นกายารวมปราณ ] เท่านั้นขอรับ"
"เพราะถ้าหากฝึกฝนพร้อมๆกัน ก็ต้องเฉลี่ยทรัพยากรพลังปราณออกไปให้กับผู้คนเป็นจำนวนมากขอรับ"
"อืม..อันนี้ผมเข้าใจครับ อย่างทรัพยากรพลังปราณที่มีอยู่ในทุกอณูของอากาศ หากคนๆเดียวหายใจด้วยเคล็ดดูดซับพลังปราณเข้าไปมันก็จะไม่มีทางหมด แต่ถ้าคนสัก 1,000 ล้านคนหายใจด้วยเคล็ดดูดซับพลังปราณเข้าไป มันก็จะแบ่งกันไปได้แค่คนละนิดคนละหน่อย"
"เฮ้อ..นี่สินะ เขาถึงมีคำพูดที่ว่าแย่งอากาศกันหายใจ" จูหงเฟยพูดกับพี่พฤกษาอี้ พร้อมกับเเอบบ่นออกมาเล็กๆ
"แล้วไอ้เจ้ามหาวิบัติโกลาหล มันมีรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงครับ พี่พฤกษาอี้" จูหงเฟยถามต่อ
"เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ ว่ามหาวิบัติโกลาหลนั้นมีรูปร่างอย่างไร แต่ตามตำนาน มหาวิบัติโกลาหลคือทรัพยากรพลังปราณที่สามารถทำลายล้างทุกสรรพชีวิตบนโลกวิถีปราณลงได้และสามารถสร้างสรรพชีวิตบนโลกวิถีปราณขึ้นมาได้เช่นเดียวกันขอรับ"
"นี่มันเหมือนกับระเบิดนิวเคลียร์เลย ใช้ทำลายก็ได้ ใช้ต่อรองเพื่อสันติภาพก็ได้" จูหงเฟยพูดกับพี่พฤกษาอี้ของเขา
ถึงจูหงเฟยจะอายุแค่ 11 และกำลังจะย่างเข้า 12 ปี แต่จูหงเฟยก็เป็นนักท่องโซเซี่ยลตัวยงเชียวนะ
จูหงเฟยจึงมีความรู้รอบตัวอยู่พอสมควร เหมือนๆกันกับเด็กอายุ 11 ถึง 12 ปีทั่วๆไป ซึ่งกำลังเริ่มที่จะออกจากโลกของตัวเองและออกจากโลกของครอบครัว ไปสู่โลกภายนอกที่กว้างใหญ่ แบบวัยรุ่นตอนต้นที่อยากรู้อยากเห็นธรรมดาๆทั่วๆไป
"พี่พฤกษาอี้ครับ แล้วที่พี่บอกว่าคนที่มีกายาปราณในโลกนี้มันมีเยอะ แล้วมันมีกี่คนกันครับ" จูหงเฟยถามต่อ
"มาสเตอร์จูขอรับ จากการที่ AI ขององค์กร UN : SW ได้วิเคราะห์ออกมา ความเป็นไปได้ก็คือในประชากรมนุษย์ 7,000 ล้านคนบนโลกสีน้ำเงินใบนี้ จะมีคนที่มีกายาปราณอยู่ประมาณ 45 % ขอรับ"
"หากจะเทียบอัตราส่วนกับโลกวิถีปราณของข้าน้อยแล้ว โลกวิถีปราณของข้าน้อยมีประชากรมนุษย์อยู่ประมาณ 30,000 ล้านคน แต่จะมีคนที่มีกายาปราณอยู่เพียงแค่ 10 % เท่านั้นขอรับ"
"ดังนั้นโลกสีน้ำเงินใบนี้จึงมีคนที่มีกายาปราณอยู่ประมาณ 3,150 ล้านคนในขณะที่โลกวิถีปราณมีคนที่มีกายาปราณอยู่ประมาณ 3,000 ล้านคนขอรับ"
"ทั้งปริมาณและอัตราส่วน โลกสีน้ำเงินใบนี้ก็มีคนที่มีกายาปราณอยู่มากกว่าโลกวิถีปราณของข้าน้อยมากขอรับ ท่านผู้อาวุโสจู" พี่พฤกษาอี้ของจูหงเฟยตอบกลับมา
อนึ่ง. อันที่จริงแล้วปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คนไม่เคยกลัวผู้นำหรือผู้มีอิทธิพลคนไหน หรือแม้กระทั้งประเทศใดบนโลกสีน้ำเงินใบนี้ทั้งสิ้น
ปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คน ได้พิสูจน์พลังของตนเองให้บรรดาผู้นำและผู้มีอิทธิพลบนโลกสีน้ำเงินใบนี้ได้รับรู้มานานแล้ว
ผลทดสอบก็คือ แม้แต่ระเบิด *มาเธอร์ ออฟ ออล บอมบ์* ซึ่งเป็นรองแค่ *มินินุ๊ก* ที่เป็นระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็กก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้ร่างกายของปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คนบาดเจ็บได้เลยแม้แต่น้อย
จนท่านผู้นำและท่านผู้มีอิทธิพลทั้งหลายต่างก็เกรงกลัว พวกเขาไม่ได้เกรงกลัวในการทำสงครามเต็มรูปแบบกับเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คน
แต่พวกเขากลัวว่าปรมาจารย์ยุทธ์ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเพียงแค่ 1 คน ก็สามารถที่จะลอบสังหารพวกเขาลงได้ ไม่ว่าพวกเขาจะหลบอยู่ในหลุมหลบภัยใต้ดิน หรือหลบอยู่บนสถานีอวกาศของประเทศไหนๆ
มันจึงเกิดเป็นความร่วมมือกันแบบแปลกๆขึ้นมาระหว่าง 2 โลก คือต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่เขื่อใจกันอย่างเต็มที่แต่ก็ต้องช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ในการเตรียมรับมือกับการบุกของพวกเผ่าพันธุ์อสูร..