บทที่ 23
เคล็ดวิชาก่อรากปราณ
หลังจากที่เถ้าแก่เนี้ยมู่เอ่ยจบภายในห้องโถงก็ตกเข้าสู่ความเงียบงัน สวีหยางฟังจบก็ก้มหน้าครุ่นคิด เื่นี้ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าทำให้เขาหวั่นไหวแล้ว
สตรีผู้นี้เหมือนจะคิดมาเป็อย่างดีแล้ว แผนการร่วมมือครั้งนี้ที่มาทำข้อตกลงกับเขา เหมือนว่านางจะคำนวณผลประโยชน์แล้วก็ความเสี่ยงที่จะได้รับมาเรียบร้อยหมดแล้ว จึงทำให้เขานั้นรู้สึกว่าสามารถลองเสี่ยงดูได้
สำหรับการสร้างเื่วุ่นวายภายในเมือง ในขณะที่ไม่มีตัวตนที่อยู่เหนือระดับปรมาจารย์ยุทธ์อยู่ภายในเมือง
สำหรับเขาที่ก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์หยุดแล้วก็เป็เื่ที่ง่ายดายเป็อย่างยิ่ง เพียงแค่ปิดบังตัวตนแล้วก็สร้างความวุ่นวายภายในเมืองดึงดูดความสนใจ หลังจากนั้นเขาก็จะได้รับเคล็ดวิชาก่อรากปราณมาได้อย่างง่ายดาย
ความเสี่ยงถือว่าไม่สูงและผลประโยชน์ที่ได้รับเองก็ยังไม่น้อย
“เช่นนั้นข้าจะต้องลงมือหนักเพียงใดจึงจะดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้” สวีหยางเงยหน้าขึ้นมาถาม
ที่จริงเมื่อเขาถามออกไปก็แทบจะเป็การยืนยันแล้วว่าเขาตกลงรับข้อเสนอการร่วมมือครั้งนี้
เถ้าแก่เนี้ยมู่ฉีกยิ้มกว้างแล้วอธิบายออกมา “ภายในกองเนตร์มีสมบัติวิเศษอยู่ชนิดนึงที่เก็บรักษาเอาไว้ภายในส่วนลึกสุดของกองเนตร์ ของสิ่งนั้นคือของสำคัญมากถูกเก็บเอาไว้ ท่านเพียงแค่เอาออกมาแล้วไปโยนทิ้งไว้ที่ไหนก็ได้ภายในเมือง ”
“แค่สมบัติชิ้นนั้นหายไปไม่ว่าจะเป็เ้าเมืองหรือหัวหน้ากองเนตร์ก็ต้องส่งคนกลับมาทั้งนั้น”
“แต่ท่านอย่าได้คิดขโมยไปเองเชียว ไม่เช่นนั้นกองเนตร์ของมณฑลชิงหลาน ไม่ปล่อยท่านไปแน่นอน”
สวีหยางครุ่นคิดอยู่สองถึงสามลมหายใจจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ได้.. แต่ว่าเื่นี้เสี่ยงเกินไปข้า้าค่าตอบแทนก่อน”
“ได้!!” เถ้าแก่เนี้ยมู่เองก็ตอบรับรวดเร็วเช่นกัน
คัมภีร์เล่มนึงถูกนำออกมาจากภายในแขนเสื้อของนางแล้วยื่นส่งมาให้ สวีหยางรับคัมภีร์เล่มนั้นมาจากนั้นก็ใช้สายตาจ้องมองไปยังปกคัมภีร์
หน้าปกของคัมภีร์เล่มนี้ถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เคล็ดวิชาจำลองราก์
“นี่คือเคล็ดวิชาที่ชื่อว่าจำลองราก์ มันสามารถช่วยให้ท่านควบแน่นรากปราณเทียมได้ในตอนอยู่ขอบเขตปรมาจารย์ระยะสูงสุด”
“ถ้าเกิดว่าท่านฝึกฝนก่อนจะถึงปรมาจารย์ระยะสูงสุด เมื่อถึงปรมาจารย์ระยะสูงสุดมันจะช่วยให้ท่านควบแน่นรากปราณได้รวดเร็วมากขึ้นแล้วคุณภาพก็ยิ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน” เถ้าแก่เนี้ยมู่เอ่ยแนะนำเคล็ดวิชา
หลังจากที่พูดคุยเกี่ยวกับข้อตกลงจบนางก็ขอตัวจากไป แต่ก่อนที่จะจากไปนางก็ยังคงกำชับว่าถ้าเกิดว่าถึงเวลาที่ใกล้จะลงมือนั้นจะส่งข่าวเองว่าให้ลงมือเมื่อไหร่
สวีหยางไม่ได้สนใจเถ้าแก่เนี้ยมู่ที่เดินออกไป เขายังคงจับจ้องคัมภีร์จำลองราก์ในมือของตนเอง เขาเริ่มเปิดอ่านเนื้อหาภายในคัมภีร์จำลองราก์อย่างช้าๆ
ยิ่งอ่านเคล็ดวิชาแล้วสวีหยางก็ยิ่งััได้ถึงความล้ำค่าของเคล็ดวิชานี้ แต่สิ่งที่เขาให้ความสนใจมากที่สุดกับไม่ใช่การทำความเข้าใจเคล็ดวิชา แต่เป็การจดจำเนื้อหาทั้งหมดภายในเคล็ดวิชาให้ได้ทั้งหมด เพื่อทำให้เคล็ดวิชานี้ปรากฏขึ้นบนหน้าต่างของระบบ
เพราะถึงอย่างไรเงื่อนไขของการทำให้เคล็ดวิชา เคล็ดวิชานึงปรากฏภายในตัวระบบ มันก็คือการที่เขาจะต้องจดจำเนื้อหาทั้งหมดภายในตำรานั้น
ยิ่งเป็ตำราที่มีระดับสูงขึ้นเนื้อหาภายในตำราเองก็ยิ่งมีมากขึ้น เพราะแบบนั้นตัวของเขาจึงต้องใช้เวลาในการจดจำไม่น้อย
แต่โชคดีที่เหมือนว่าหลังจากที่เก้าเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น ความทรงจำของเขาเองก็เหมือนว่าจะแม่นยำและก็ดีมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกันเพราะแบบนั้นการจำพวกมันน่าจะไม่ใช่เื่
…
ในอีกด้านหนึ่ง
หลังจากที่เถ้าแก่เนี้ยมู่กลับมาถึงร้านสุราของตนเอง วันนี้ร้านสุราไม่ได้เปิดทำให้นางนั้นต้องเดินไปเข้าทางหลังร้าน
เมื่อเข้ามาภายในร้านแล้วนางก็เดินขึ้นไปยังชั้นสอง ไปยังห้องพักส่วนตัวของตนเอง
เมื่อมาถึงแล้วก็ผลักเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบเห็นห้องที่ไม่กว้างขวางมากนัก เพียงแต่ว่าภายในห้องถูกตกแต่งเอาไว้อย่างงดงามไม่แตกต่างจากห้องหอของสตรีในตระกูลใหญ่
ทว่าไปในห้องแห่งนี้ไม่ได้ว่างเปล่าอะไรซึ่งผู้คน บริเวณกลางห้องมีคนผู้หนึ่งกำลังนั่งรอนางอยู่ เถ้าแก่เนี้ยมู่ก้าวเดินเข้ามาภายในห้องแล้วก็ปิดประตูลง
นางทำตัวสบายๆราวกับว่าไม่แปลกใจที่คนผู้นั้นมาอยู่ภายในห้องของตนเอง อีกฝ่ายคือชายหนุ่มผู้นึงที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวใบหน้าอ่อนเยาว์แต่ดวงตากับดูแตกต่างจากความอ่อนเยาว์บนใบหน้านี้กับดูผ่านโลกมามากมาย เขากำลังยกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างผ่อนคลาย ดวงตาเหลือบไปมองเถ้าแก่เนี้ยมู่ที่ก้าวเข้ามาภายในห้อง
ก่อนชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำราบเรียบ “เ้าไม่เห็นจำเป็จะต้องใช้เคล็ดวิชาก่อรากปราณเป็ค่าตอบแทนให้กับมดปลวกตัวนึงที่กำลังจะตายเลย”
“เคล็ดวิชาก่อรากปราณอย่างเคล็ดวิชาจำลองราก์ สำหรับพวกเราถือว่าเป็แค่เคล็ดวิชาก่อปราณระดับต่ำเท่านั้น มอบให้กับอีกฝ่ายไปก็ไม่เห็นจะเป็อันใดเลย”
“อีกอย่างค่าตอบแทนที่มอบให้ก็ต้องดูจริงใจสักหน่อย ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายก็อาจจะไม่ตอบตกลง”
“เห็นคนผู้นั้นเป็เช่นนั้นแต่อีกฝ่ายฉลาดเป็อย่างมาก การรับมือกับคนฉลาดพวกเราจึงต้องเอาความจริงใจออกมาสักหน่อย ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายอาจจะไม่ตอบตกลง” เถ้าแก่เนี้ยมู่ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
ชายหนุ่มชุดขาวแสดงใบหน้าเหยียดหยามแล้วเอ่ยขึ้น “อีกฝ่ายไม่ตอบตกลงก็แค่ไปหาคนอื่น ส่วนเ้ามดปลวกนั้นที่ไม่ตกลงก็แค่ตบให้ตายไป”
เถ้าแก่เนี้ยมู่ส่ายหน้า “เ้าไม่เข้าใจภายในเมืองไป๋สือแห่งนี้มีระดับปรมาจารย์ที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์อิสระอยู่ไม่กี่คน และภายในไม่กี่คนนั้นคนที่น่าจะบุกรุกเข้าไปภายในกองเนตร์สำเร็จก็มีเพียงแค่คนผู้นี้คนเดียวเท่านั้น”
เมื่อเห็นว่าศิษย์น้องของตนเองยืนยันเช่นนั้น บุรุษชุดขาวไม่ได้พูดอันใดอีกทำเพียงยกถ้วยชาในมือขึ้นดื่มเท่านั้น
…
วันถัดมา
ดวงอาทิตย์ค่อยๆปรากฏสุดๆขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ปัดเป่าความหนาวเย็นในยามราตรีให้ทุเลาเบาบางลงไปบ้าง กระนั้นทั่วทั้งดินแดนต้าเหยียนก็ยังถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน
ภายในห้องโถงแห่งเดิมสวีหยางยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิมเขานั่งมาเกือบหนึ่งวันแล้ว เคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญต้องยอมรับว่าเนื้อหาภายในนั้นลึกล้ำกว่าคัมภีร์ของผู้ฝึกยุทธ์หลายเท่า
ไม่เพียงแค่นั้นหลังจากได้อ่านตัวอักษรภายในคัมภีร์เคล็ดวิชาพวกนี้ สวีหยางยังพบเื่ที่น่าตกตะลึงบางอย่างอีกด้วย นั่นก็คือเมื่อเขาพยายามอ่านและจดจำเนื้อหามันจะจดจำได้ยากมาก เนื้อหาบางส่วนเขาต้องอ่านซ้ำถึงห้าหกรอบถึงจะจดจำเข้าไปภายในหัวได้อย่างไม่ลืมเลือน
ในเคล็ดวิชาที่เขาเคยอ่านมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ไม่เกิดสถานการณ์เช่นนี้ สวีหยางคิดว่าอาจจะเป็เพราะว่าคือเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญมันจึงมีความพิเศษบางอย่าง
ความพิเศษในส่วนนี้เขายังไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร เพราะแบบนั้นในตอนแรกที่เขาคิดว่าตนเองน่าจะจำเนื้อหาทั้งหมดได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม สุดท้ายก็ล้มเหลวเขานั่งมา 1 วันเต็มๆแล้วโดยที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน
แต่ในตอนนี้หลังจากที่พยายามมา 1 วันเต็มๆ ในที่สุดเขาก็สามารถจดจำเนื้อหาทั้งหมดภายในเคล็ดวิชานี้ได้
เสียงแจ้งเตือนไพเราะของระบบดังขึ้นภายในหูของเขา
[ยินดีด้วยท่านได้เรียนรู้ เคล็ดวิชาจำลองราก์ เรียบร้อยแล้ว]