ตอนที่ 173 ค้นหาทางออก
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ลองล้างผลาญมอนสเตอร์ดูเป็นไง ... หากมอนสเตอร์เป็นเครื่องมือของเดม่อนก็ไม่แน่ว่าเขาอาจเกิดโทสะและปรากฏตัวออกมาเมื่อสูญเสียมอนสเตอร์มากเกินไป”
เฟิร์สลองคิดเล่นๆ เท่านั้น เขาไม่รู้วิธีติดต่อกับเดม่อนจริงๆ และไม่รู้ว่ามันซ่อนตัวอยู่ที่ใดหรือจะอยู่ที่นี่จริงๆ หรือไม่
ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะอบิสหลายแห่งบนโลก มนุษย์ก็ล้างผลาญมอนสเตอร์จนหมดสิ้น แต่ก็ไม่มีเดม่อนปรากฏขึ้นมา บางแห่งมนุษย์ถึงขั้นยึดไว้เป็นฐานปฏิบัติการและอาศัยอยู่ที่นั่น
จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยได้ข่าวว่ามีเจ้าของออกมาทวงคืน
แต่วิธีนี้เป็นสิ่งเดียวที่เขาคิดได้ในตอนนี้ และไม่รู้ว่านี่จะเป็นความคิดที่จะสร้างความชอบธรรมเพื่อบ่มเพาะวิถีโลกเทียมหรือไม่ เพราะยิ่งกลืนกินวิญญาณมากเท่าไหร่ โลกเพลิงสีเงินของเขาก็จะยิ่งเติบโตมากขึ้นเท่านั้น
ขั้นพลังวิญญาณของเฟิร์สในตอนนี้ หลังจากที่ทะลวงขอบเขตดาราน้ำเงินได้ พลังวิญญาณก็คาดว่าจะยกระดับมาหยุดอยู่ที่ดาราแดงสี่แฉกเท่านั้น ซึ่งอ่อนแอกว่าขั้นพลังจริงๆ มาก และการบ่มเพาะวิถีกระบี่เองก็ไม่มีส่วนเพิ่มในพลังวิญญาณ
ทั้งนี้เฟิร์สเองก็ยังไม่รู้ว่าหากพลังอักขระยกระดับจะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านวิญญาณได้หรือไม่
ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็มาลองดูกันสักหน่อยเถอะ ไม่รู้ว่าการล้างผลาญมอนสเตอร์จะสร้างโทสะของเดม่อนได้หรือไม่?”
เมื่อตัดสินใจได้แล้วเฟิร์สจึงเหยียดกายลุกขึ้น ร่างของเขาค่อยๆ ลอยขึ้นไปดั่งเปลวไฟที่ต้องสายลม
ท่าทางของเฟิร์สในตอนนี้เยือกเย็นเหนือสิ่งอื่นใด ล่องลอยปานเทพ ปลดปล่อยกลิ่นอายที่สูงส่งกดขี่ผู้คน
สัมผัสที่ยิ่งใหญ่ถูกกวาดออกไปราวกับคลื่นมหาสมุทร
“ทางนั้น”
เด็กหนุ่มก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างเหมือนดั่งเปลวไฟกระพริบแล้วหายวับไปกับตา
นี่คือการผสมผสานร่างกายของเขาเข้ากับท่าร่างละอองแสงจันทร์ ร่างกายที่คล้ายมีคล้ายไม่มี วูบไหวดุจเปลวเพลิง เคลื่อนไหวกระพริบวาบ รวดเร็วดั่งภูติผี
มอนสเตอร์สี่ห้าตัวที่เหมือนกำลังนิทราหลับใหล
พวกมันรู้สึกเหมือนสายลมร้อนพัดผ่าน ซึ่งอุณหภูมิของที่นี่โดยปกติก็ร้อนอยู่แล้ว แต่ทว่าสายลมนี้กลับร้อนแรงยิ่งกว่า
ทว่าเมื่อรู้สึกตัวอีกที ร่างกายก็แตกสลายกลายเป็นฝุ่นเถ้าธุลีปลิวหายไปกับสายลม
วูม! วูม! วูม!
ในทุกที่ที่เด็กหนุ่มเคลื่อนผ่านมอนสเตอร์มากมายต่างกลายเป็นเถ้าธุลี พวกมันไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อยว่าตนเองถูกดับสังหารสิ้นแล้ว
แกนสปีริตถูกชิ้นล้วนจมหายเข้าไปในมิติเก็บของ ซึ่งมิตินี้เด็กหนุ่มได้ผูกติดมันไว้กับวิญญาณ ทำให้สามารถใช้งานได้ดั่งใจนึก
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการบ่มเพาะที่สูงส่งของขั้นอักขระ การบ่มเพาะของเขาได้เลยครึ่งทางของขั้นสีเขียวเรียบร้อยแล้ว หากใช้เวลาอีกสักหน่อยก็คงสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นสีม่วงได้ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ต้องการรอคอยขนาดนั้น
เพราะกลัวว่าการจมจ่อมตระหนักรู้ในครั้งนี้จะกินเวลาไปอย่างยาวนานไม่รู้ตัว
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือการออกจากอบิสแห่งนี้เป็นเรื่องสำคัญ
เฟิร์สออกล่ามอนสเตอร์อย่างบ้าคลั่ง เขากลายเป็นสายลมที่น่าหวาดกลัว ดับสังหารมอนสเตอร์ไปอย่างมากมาย
ต้องรู้ไว้ว่ามอนสเตอร์เหล่านี้ล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เขาไม่ขยับกาย เพียงแค่ใช้ดวงตาจ้องมองก็สามารถล้างผลาญพวกมันเบื้องหน้าได้หมดแล้ว
วิถีกระบี่ที่สามร้ายกาจอย่างน่าขนลุก
นี่จึงไม่ใช่ที่น่าแปลกใจว่าทำไม ผู้คนที่เห็นผู้ฝึกฝนกระบี่จึงเรียกพวกเขาว่าเทพเซียน
“ยังไม่พอ ... ต้องสังหารให้มากกว่านี้” เฟิร์สไม่ได้รู้สึกถึงการมีอยู่ของเดม่อนผู้เป็นจ้าวมิติ
ตลอดเวลาทั้งวันเขาสามารถสังหารมอนสเตอร์ได้เป็นจำนวนนับพัน แต่นั่นก็ไม่ต่างไปจากมอนสเตอร์ต้นไม้ปีศาจตัวนั้น เขารู้แต่ว่าต้องสังหารมากกว่านี้ สังหารให้มากพอที่จะทำให้ผู้สร้างพวกมันเกิดความเจ็บใจ
ขณะเดียวกันในทุกๆ การสังหารโลกเพลิงสีเงินก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่ได้รวดเร็วเหมือนตอนที่พลังสปีริตถูกยกระดับเท่านั้น
เนื่องจากคุณภาพของวิญญาณมอนสเตอร์นั้นต่ำเป็นอย่างมาก ผลของมันจึงแสดงออกมาไม่มากนัก
หากวิญญาณของมอนสเตอร์มีคุณภาพมากพอล่ะก็เผ่าเดม่อนก็คงไม่ต้องการวิญญาณจากต่างโลก
สังหารอีก!
สังหารอีก!
ยังไม่มากพอ!
ต้องค้นหาแล้วสังหารให้ดับสิ้น!
เฟิร์สในตอนนี้แทบจะไม่ต่างไปจากสายลมสังหาร เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง
ทว่ามิติอบิสแห่งนี้กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก แม้เฟิร์สจะสังหารมอนสเตอร์ไปมากมาย แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออบิสแห่งนี้ขนาดนั้น
หลายครั้งที่เขาพบกับรังมอนสเตอร์ ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าราชาและนางพญาไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา พวกมันเป็นเหมือนเช่นมอนสเตอร์ตัวอื่นๆ ตายตกกลายเป็นเถ้าธุลีอย่างไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
เวลานั้นผ่านไปเรื่อยๆ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี
เวลานั้นผ่านไปอีกสามปีแล้ว
แม้แต่เฟิร์สเองก็ไม่คิดว่าเขาจะใช้เวลานานขนาดนี้ แต่จนแล้วจนรอดจ้าวมิติก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมา
จนในวันหนึ่ง เฟิร์สจึงหยุดเพื่อทบทวนตัวเองใหม่
“ตลอดเวลาสามปีมานี้ฉันไล่ล่าสังหารมอนสเตอร์ไปนับล้าน แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของจ้าวมิติ หรือว่ามันจะเป็นความคิดที่ผิด?” เขาเริ่มไตร่ตรองต่อการกระทำของตนเอง
สังหารมอนสเตอร์ไปนับล้าน จนในที่สุดขั้นพลังวิญญาณก็เทียบเท่ากับขั้นพลังสปีริตดาราน้ำเงิน
แต่ขั้นพลังบ่มเพาะสปีริตนั้นกลับก้าวหน้ามากขึ้น ในตอนนี้เขาได้เข้าสู่ขั้นดาราน้ำเงินสองแฉกแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดูดซับแกนสปีริตก็ตาม ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะการโคจรเลียนแบบมอนสเตอร์ทั้งสิ้น ยิ่งเป็นตอนที่เขาสังหารมอนสเตอร์ พลังสปีริตที่ดูดซับเข้าไปจะมากยิ่งกว่าเดิม ทำให้การบ่มเพาะมีความก้าวหน้าเช่นนี้
ทว่าตอนที่เฟิร์สกำลังสำรวจการบ่มเพาะของตนเองนั้นเอง นั่นก็ทำให้เขาฉุดคิดบางอย่างขึ้นมา
“หากมอนสเตอร์ไม่ใช่ของสำคัญสำหรับจ้าวมิติเดม่อน นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขาสร้างมอนสเตอร์ขึ้นมาจากพลังสปีริตที่นี่ เหตุผลที่มอนสเตอร์มีความแข็งแกร่งและอ่อนแอแตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะอบิสทั้งส้ิน อบิสสีขาวมีพลังสปีริตอยู่เบาบางมอนสเตอร์จึงมีความอ่อนแอ แต่อบิสระดับสูงกลับสร้างมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ นั่นอาจเป็นไปได้ว่าจ้าวมิติได้สร้างพวกมันขึ้นมาจากพลังสปีริต” เฟิร์สตระหนักถึงเรื่องนี้ได้
หากนำเหตุผลของการมีอยู่ของแกนสปีริตมาประกอบ นั่นก็ยิ่งทำให้แนวคิดนี้สมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น
เวลานั้นเองดวงตาของเด็กหนุ่มพลันมีความลิงโลดขึ้นมา
“ที่แท้ฉันก็เดินหมากผิดตามาตลอด ถ้าอบิสที่นี่มีพลังสปีริตมากพอ ต่อให้ฉันฆ่ามอนสเตอร์ไปนับไม่ถ้วนมันก็ไม่ส่งผลอะไร แต่ถ้าฉันดูดซับพลังสปีริตของที่นี่ทั้งหมดล่ะ ... หากเป็นแบบนั้นจ้าวมิติจะต้องโมโหเป็นอย่างมากแน่นอน” มุมปากของเด็กหนุ่มมีรอยยิ้มขึ้นมา
ตอนนั้นเองเขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
เฟิร์สเหินตัวขึ้นกลางอากาศแล้วนำซากศพของมอนสเตอร์จำนวนนับไม่ถ้วนมาสร้างเป็นวัตถุบางอย่างขึ้น
นิ้วมืออันขาวเรียวเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
ในทุกครั้งที่นิ้วมือเหล่านั้นเคลื่อนไหว อักขระสีเขียวมากมายจะเปล่งแสงวูบวาบ
ซากศพมอนสเตอร์มากมายถูกนำมาเป็นวัตถุหลอมแปร
หลายวันผ่านไปยุทธภัณฑ์อักขระขั้นสีเขียวชิ้นใหญ่โตก็ปรากฏขึ้น
มันคือหอคอยยักษ์ที่มีรูปร่างเหมือนโครงกระดูกตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า
เพราะการรังสรรค์ด้วยเวลาที่ไม่มาก เขาจึงไม่ได้พิถีพิถันกับการสร้างหอคอยนี้ แม้จะเป็นงานหยาบๆ แต่โครงสร้างของมันกลับดูตระการตาเป็นอย่างมาก ยิ่งเป็นรากที่หยั่งลึกลงพื้นดิน ราวกับจะแทงลึกเพื่อดูดกลืนลาวาด้านล่างเป็นอาหาร ยิ่งทำให้มันดูลึกลับและน่าเกรงขามมากขึ้น
นี่เป็นแค่โครงสร้างภายนอกเท่านั้น แต่ภายในหอคอยยังประกอบไปด้วยวงแหวนอักขระจำนวนนับไม่ถ้วน ค่ายกลมากมายกำลังทำงานกันอย่างสอดคล้องอยู่ข้างในนั้น
“ในที่สุดฉันก็สามารถสร้างหอคอยดาวเคลื่อนดาราคล้อยได้สำเร็จ ไม่เสียแรงที่ใช้เวลาเกือบสองเดือนไปกับมัน” เฟิร์สเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ