คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงนิ่งงันไป เขายื่นมือไปตรวจจับชีพจรของนางแล้วก็ใช้ฝ่ามือวัดไข้ที่หน้าผากของนางด้วย หลังจากนั้นเขาจึงได้เอ่ยถามนางออกมาด้วยน้ำเสียงแดกดัน
“เ้าก็ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยนี่นา ชีพจรของเ้าก็ไม่ได้ผิดปกติ สงสัยว่าเ้าจะใช้หัวคิดไปกับการต่อสู้กับอนุเฉียวจนหมดแล้ว ยามนี้จึงได้มักจะทำแต่เื่ที่ไร้หัวคิดเช่นนี้” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงพลันมีสีหน้าบึ้งตึงในทันที
“ข้าก็แค่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ข้าจะทำเพื่อตนเอง แต้มพรหมจรรย์นี่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็คนต้นคิด มันไม่ใช่แค่เพียงจุดสีแดงที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของสตรีแต่เป็สิ่งที่ตีตราว่าสตรีผู้นั้นประพฤติตนอยู่ในกรอบที่บรรดาบุรุษเป็ผู้กำหนดหรือไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งหลักสามเชื่อฟังสี่จรรยาที่ท่านพ่อของข้าอยากให้ข้ายึดถือ ไม่ว่าจะมองทางทิศไหนก็ล้วนเป็สิ่งที่ทำให้สตรีต้องตกเป็เบี้ยล่างของบุรุษเป็ส่วนใหญ่” ฮวาจื่อชิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“สามเชื่อฟัง เชื่อฟังข้อที่หนึ่งก็คือสตรีก่อนแต่งงานต้องเชื่อฟังบิดา เชื่อฟังข้อที่สองก็คือสตรีหลังแต่งงานต้องเชื่อฟังสามี ส่วนเชื่อฟังข้อที่สามก็คือสตรีที่สามีเสียชีวิตต้องเชื่อฟังบุตรชาย ไม่ว่าจะเป็ข้อไหนล้วนกำหนดให้สตรีต้องยินยอมเชื่อฟังบุรุษในครอบครัวทั้งสิ้น ยังไม่ต้องพูดถึงสี่จรรยา ทั้งประพฤติงาม วาจาไพเราะ กิริยาและหน้าตาต้องงดงาม ยังมีงานฝีมือต้องงดงามอีกด้วย หลักสี่จรรยานี้ก็เป็แค่สิ่งที่สร้างความพึงพอใจให้แก่บุรุษเพียงเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดที่สตรีสามารถทำเพื่อตนเองเลย” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยจบฮวาจื่อเฉิงก็ยกมือเป็ทำนองว่าเขายอมแพ้แล้ว
“ไม่ต้องนำหลักการเ่าั้มาพูดกับข้าหรอก แค่เ้าบอกกับข้ามาตามตรงว่าเ้าคิดจะเอาเปรียบคนผู้นี้แล้วใช้เื่การสูญเสียความบริสุทธิ์ของตนเองมาขอความเห็นใจจากเซี่ยโหวใช่หรือไม่” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยถามเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็พยักหน้ารับ
“ถ้าเช่นนั้นเ้าห้ามเสียใจในภายหลังนะ” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็พยักหน้า เขาทอดถอนใจออกมาแล้วจึงได้เดินไปที่เตากำยานล้วงสมุนไพรหลายชนิดออกมาแล้วก็บ่นออกมาด้วยความจนใจ
“ทำไมข้าจะต้องให้ความร่วมมือกับเ้าด้วย วันหน้าเ้าจะต้องเสียใจที่ทำเื่นี้เป็แน่และตัวข้าเองก็คงจะต้องเสียใจกับเื่นี้เช่นเดียวกัน” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยพลางหันไปมองบุรุษที่นอนแผ่หลาแขนและขาถูกผูกติดกับเสาเตียงด้วยความเห็นใจ หากเป็ชายหนุ่มที่มีจิตใจชั่วช้าเมื่อได้รู้ว่าอีกสักครู่จะได้เอาเปรียบสตรีที่งดงามเช่นญาติผู้น้องของเขาคนชั่วช้าผู้นั้นจะต้องรู้สึกยินดีเป็แน่ แต่ชายหนุ่มที่กำลังนอนอยู่บนเตียงกลับไม่ได้มีท่าทีรู้สึกยินดีแถมยังเต็มไปด้วยความโกรธเคืองเสียด้วยซ้ำ เขาจึงได้เอ่ยกับชายหนุ่มผู้นั้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ
“ส่วนท่านก็ยอมหลับหูหลับตาให้นางเอาเปรียบสักหน่อยเถิด ถือเสียว่าวันนี้ท่านดวงตกมากที่ดันมาพบกับพวกข้าเข้าก็แล้วกัน” เมื่อเอ่ยจบเขาก็จุดไฟเผาสมุนไพรในเตากำยานแล้วรีบถอยห่างออกมาในทันที
“ข้าจะไปถ่วงเวลาเซี่ยโหวเอาไว้ สิ่งที่คิดจะทำก็รีบทำเสีย หากเปลี่ยนใจก็แค่ดับไฟในเตากำยานนั่นแล้วเปิดหน้าต่างระบายควันออกไปให้หมดก็ได้แล้ว” เมื่อเอ่ยจบเขาก็รีบวิ่งออกจากห้องแล้วปิดประตูให้นางในทันที
หลังจากออกจากห้องมาแล้วฮวาจื่อเฉิงทอดถอนใจออกมาด้วยความหนักอึ้ง เขาคิดว่านางไม่จำเป็ต้องทำลายตนเองเช่นนี้ แต่เมื่อคิดได้ว่าการทำลายตนเองในครั้งนี้อาจจะทำให้นางเป็อิสระจากคนในครอบครัวเขาจึงได้ยินยอมให้ความร่วมมือ เซี่ยโหวคือผู้าุโที่เขาคุ้นเคยมาั้แ่เด็ก เขาเชื่อว่าหากเซี่ยโหวพบเห็นว่าญาติผู้น้องของเขาสูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วย่อมไม่อาจจะตัดใจนำตัวนางส่งกลับไปให้บิดาของนางที่สกุลฮวาแน่
แต่เมื่อเขาเดินทางตรงไปหาเซี่ยโหว สิ่งที่เซี่ยโหวทำให้เขารู้สึกประหลาดใจก็คือเซี่ยโหวผู้นี้อยากจะให้บุตรชายได้แต่งงานกับญาติผู้น้องของเขามากจนถึงขั้นต้องพาคนมาตามหานางมากมายถึงขนาดนี้เลยหรือ
“คารวะเซี่ยโหว บังเอิญจริงข้ากำลัง้าความช่วยเหลือจากท่านอยู่พอดี” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยออกมาพลางเดินตรงเข้าไปหาเซี่ยจ้งหวายที่ในยามนี้บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดอย่างที่ฮวาจื่อเฉิงไม่เคยเห็นมาก่อน
ในขณะที่ฮวาจื่อเฉิงกำลังหาวิธีเหนี่ยวรั้งคนของเซี่ยโหวเอาไว้ฮวาจื่อชิงที่อยู่ในห้องตามลำพังกับบุรุษคุ้นหน้าก็กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ยามนี้บุรุษผู้นั้นกำลังนอนหายใจแรงขึ้นและมีใบหน้าแดงก่ำอยู่บนเตียง ควันที่ล่องลอยออกมาจากเตากำยานมีกลิ่นหอมเป็เอกลักษณ์ที่นางไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนและก็ทำให้นางรู้สึกร้อนรุ่มจนยากจะทนรับไหว
นางเดินไปใกล้เขาดึงเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองออกแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงเอนกายซบลงไปที่ร่างกายของเขา แม้ว่านางจะละโมบอยากจะสูดดมกลิ่นหอมจากร่างกายของเขามากเพียงใด แต่นางก็รู้ดีว่าต้องทำอย่างเบามือและพยายามระมัดระวังไม่ให้โดนาแของเขา
ผิวเนื้ออันตึงแน่นและน่าสนิทเสน่หาของเขาทำให้นางอยากแนบชิดมากยิ่งขึ้น กลิ่นกายของเขาที่ก่อนหน้านี้นางไม่เคยรู้สึกว่าน่าดึงดูดใจแต่ยามนี้มันกลับทำให้นางอดใจเอาไว้ไม่ไหวฝังจมูกลงไปที่ซอกคอของเขาเพื่อสูดดมกลิ่นหอมให้มากขึ้นแล้วนางก็พบว่ากลิ่นกายเฉพาะตัวของเขามันทำให้นางรู้สึกหลงใหลจนยากจะไถ่ถอน
“อื้อ!” เสียงคำรามด้วยความไม่พอใจของเขาทำให้นางเงยหน้าขึ้นจากซอกคออันเย้ายวนใจของเขา ความร้อนรุ่มที่มากขึ้นทำให้นางถอดเสื้อคลุมตัวในออกแล้วใช้ร่างกายของตนเองแนบชิดกับเรือนกายอันแข็งแกร่งของเขามากยิ่งขึ้น
“ทั้งที่ดวงตาของท่านไม่แจ่มใสเช่นเมื่อครู่นี้แล้ว แต่ยังคิดจะต่อต้านข้าอีก วางใจเถิดข้าจะรีบลงมือให้เร็วที่สุดและที่สำคัญข้าจะพยายามอ่อนโยนกับท่านให้มาก รับรองว่าจะไม่ทำให้ท่านได้รับาเ็อย่างแน่นอน” เมื่อเอ่ยจบนางก็ลงมือกับเขาตามความเข้าใจของตนเอง
นางเคยช่วยฮวาจื่อมู่เพาะพันธุ์ม้ามาก่อนย่อมรู้วิธีการบางอย่างอยู่บ้าง นางปลดผ้าผูกเอวของเขาออกปลดกางเกงของเขาลงยื่นมือไปลูบคลำสิ่งที่นางรู้ว่ามันจะสามารถทำลายความบริสุทธิ์ของตนเองได้ด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว แล้วหลังจากนั้นจึงได้ลงมือทำตามที่นางเคยเห็นผ่านตาจากรูปวาดในหนังสือต้องห้าม แน่นอนว่าหนังสือต้องห้ามเ่าั้ยิ่งเขียนหน้าปกเอาไว้ว่าเป็หนังสือต้องห้ามคนเช่นนางก็ยิ่งอยากเปิดดู…