สิบวันผ่านไป เหล่าทหารค่อยๆ ปรับตัวและเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับมอนสเตอร์อย่างช้าๆ คิตสึเนะจึงได้มีเวลาว่างไปทำหน้าที่สำรวจพื้นที่เพื่อไปรายงานกับซาชิ
“เป็นไงบ้างคิตสึเนะ?” ซาชิที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวหนึ่ง วางพู่กันและหันมาหาคิตสึเนะที่เดินเข้ามาในห้องทำงานอย่างอารมณ์ดี
“พี่ชาย ตอนนี้ในป่าเริ่มมีสมุนไพรเวทเติมโตขึ้นมาแล้วค่ะ อีกไม่นานน่าจะมีมอนสเตอร์ระดับเจ้าถิ่นเกิดขึ้นมาแล้ว”
“ถึงตอนนั้น เหล่าทหารคงรับมือไหวแล้วล่ะ”
“พี่คะ…”
“มีอะไรหรือ?”
“เราจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนเหรอคะ?”
“น่าจะอีกสองสามวัน เตรียมเสบียงกับรอคาราวานพ่อค้าปีศาจมาถึงเมืองนี้ พอดีผมมีของที่ต้องฝากพวกเขาไปให้จอมมารน่ะ”
“งั้นเหรอคะ!” คิตสึเนะถามกลับเพื่อยืนยันด้วยความดีใจ
“เบื่อที่นี่แล้วหรือไงคิตสึเนะ?”
“ก็แหม ครึ่งปีมานี้พวกเราไม่ได้ยืดเส้นยืดสายเลยนะคะ แล้วอีกอย่างพวกเรายังอยู่แค่ชายแดนเท่านั้นเอง”
“เอาน่าๆ อย่างน้อยๆ พวกเราก็ได้ผูกสัมพันธ์กับคนเมืองนี้เพื่อใช้เป็นรากฐานในการเจรจากับการค้าเวลาไปเมืองอื่น ๆ ได้นะ”
“นั่นก็จริงอยู่หรอก…”
“งั้นช่วงสองสามวันนี้ พวกเราก็หาข้อมูลและเตรียมเสบียงไว้กันเถอะ”
“นี่พวกเจ้าวางแผนร้ายกันอยู่หรือเปล่า?!” เรียวจินที่ยืนพิงขอบประตูอยู่พูดขึ้นพร้อมกัยรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม
“ก็ไม่ได้ร้ายขนาดนั้นหรอกคุณเรียวจิน” ซาชิหันไปยิ้มตอบกลับโดยไม่แสดงอาการแปลกใจที่เห็นเขา
“ถึงจะไม่ได้ร้ายสำหรับเจ้า แต่มันร้ายสำหรับข้านะ เพราะข้าเองก็คงจะเหงาแย่ถ้าเจ้าจากไป”
“อย่าพูดอะไรให้เข้าใจผิดแบบนั้นสิครับ เออใช่…พอดีคิตสึเนะไปเจอสมุนไพรเวทเริ่มเติบโตแล้ว แต่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะพอขายหรอกนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่พวกข้าสามารถทำโพชั่นระดับสูงถวายองค์จักรพรรดิได้สักปีละสองสามขวด ก็เป็นผลงานใหญ่หลวงแล้วล่ะ เผลอๆ จะสนับสนุนให้ทำกำแพงเลี้ยงมอนสเตอร์แบบนี้อีกสักสิบยี่สิบที่ก็ได้ ใครจะไปรู้”
“งั้นก็ดีแล้วครับ” ซาชิตอบอย่างโล่งใจ “พอดีผมกับคิตสึเนะพอจะปรุงยาได้ ถ้าแค่ระดับหนึ่งถึงสี่ก็พอจะสอนได้ แต่ไม่รู้ว่าคุณเรียวจินจะต้องการไหม?”
“จริงหรือ?! ทำไมข้าจะไม่ต้องการเล่า!” เรียวจินตอบกลับแทบจะทันที “ทำไมเจ้าช่างรอบรู้เสียจริง! ในหัวของเจ้ามันมีอะไรอยู่กันแน่!”
“มันก็แค่เรื่องที่รู้เท่านั้นแหละครับ”
“ฮ่าๆ ไม่บอกก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงวันนี้เจ้าต้องไปดื่มกับข้าแบบสามวันสามคืนเลย เพื่อเลี้ยงส่งเจ้าไง!”
“เออ…เดี๋ยวสิครับ เลี้ยงส่งมันจะไม่ไวไป เหวอ!!!!!!!!!!”
“ไปซะแล้ว…” คิตสึเนะพึมพำกับตัวเองที่กำลังมองซาชิโดนเรียวจินลากคอออกไปจากห้องทำงาน
[-]
แสงตะวันแรงกล้าสาดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่าง เหล่าชายฉกรรจ์มนุษย์สัตว์นอนเกลื่อนกลาดไปทั่วทั้งห้องโถง เสียงกรนดังสนั่นกับกลิ่นสุรามากมายทำให้บรรยากาศในห้องนั้นหนักอึ้งในแบบที่ยากเกินกว่าจะอธิบาย…ในหลายๆ ความหมาย
“เจ้าเข้าไปก่อนสิ”
“เจ้าสิเข้าไป ถ้าหากท่านเรียวจินตื่นขึ้นมาต่อว่าข้าจะทำยังไง”
เสียงเหล่าสาวใช้กระซิบกระซาบเกี่ยงกันเคาะประตูห้องโถง ด้วยเพราะเกรงใจและเกรงกลัวเหล่าหัวหน้ากิลด์ ท่านนายพล และเหล่าพนักงานธุรการ
เพราะได้รับคำสั่งให้เตรียมอาหารและเครื่องดื่มมากมายพร้อมทั้งคำสั่งห้ามใครเข้าออกจากห้อง แต่ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว แต่ก็ยังไร้ซึ่งวี่แววใครจะเปิดประตูออกมา
“นี่! พวกเจ้าน่ะ เห็นท่านเรียวจินไหม?”
ทหารหนุ่มที่มีหูกระต่ายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาที่กลุ่มสาวใช้ที่ยืนอออยู่หน้าห้องที่ดูลุกลี้ลุกลน
“ท่านเรียนจินยังไม่ออกจากห้องเลย พวกเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี”
“ช่วยไม่ได้! ต้องเข้าไปแล้วล่ะ”
โครม!
ประตูถูกทหารหนุ่มเปิดออกอย่างแรง กลิ่นสุรารุนแรงถาโถมเข้าปะทะใบหน้าของเหล่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตู หากเป็นมนุษย์ธรรมดาคงได้รับกลิ่นฉุนธรรมดา แต่ทว่า สำหรับมนุษย์สัตว์นั้นไม่ใช่ เพราะจมูกของมนุษย์สัตว์นั้นดีกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่า นั่นหมายความว่า…พวกเขาได้รับกลิ่นเหม็นมากกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่านั่นเอง
“หึมมมม กลิ่นเหล้า! ดื่มกันไปเท่าไรกันเนี่ย แล้วท่านเรียวจินอยู่ไหนน่ะ?”
“ตรงนั้นไง!”
“โถ่! ท่านเรียวจิน ทำไมถึงนอนท่านั้นได้ล่ะขอรับ”
ทหารหนุ่มร้องโอดครวญขึ้น เมื่อเห็นเรียวจินหลับในสภาพขาชี้ฟ้า เพราะเก้าอี้นวมที่เขานั่งนั้นหงายหลังอยู่ สิ้นสภาพนายพลผู้หน้าเกรงขาม
“พวกเจ้าทุกคน เรื่องนี้ฉุกเฉิน เอาตัวทุกคนในนี้ไปทำความสะอาดร่างกาย และจับแต่งตัวให้สมเกียรติ เพราะว่าทูตขององค์จักรพรรดิเดินทางมาใกล้จะมาถึงแล้ว หากไม่รีบจะเกิดปัญหาได้นะ”
“เอ๋!!” สุดท้าย เหล่าสาวใช้ก็ได้รวมตัวกันนำตัวของเหล่าบุรุษขี้เมาไปโยนลงอ่างแช่น้ำอย่างเร่งด่วน
[-]
ห้องโถงรับรอง เป็นห้องขนาดใหญ่กว่าห้องโถงที่ใช้สำหรับงานสังสรรค์ที่เรียวจิน ซาชิ และเหล่าบุคคลสำคัญไปดื่มกันเมื่อคืน ทางเดินยาวไปสู่บัลลังก์สีขาวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ดูสง่าแต่ก็ดูไม่ยิ่งใหญ่เกินไป ทหารประจำการสวมเกราะหนักถือหอกยืนอยู่ทั้งสองฝั่งทางเดิน เหล่าบุคคลสำคัญต่างก็ยืนอยู่ทั้งซ้ายและขวาของบัลลังก์ดูเสริมอำนาจได้ดียิ่ง
ชายชราที่ศีรษะมีเขาของมังกรเดินถือพานที่ถูกวางด้วยม้วนกระดาษสีทองคำด้วยความสง่า เหล่าผู้ติดตามน้อยใหญ่ไม่ว่าสาวใช้และทหารต่างก็อยู่ในชุดที่หรูหราน่าเชยชมยิ่ง
เมื่อเหล่าทูตเดินมาถึงกลางห้องโถง ชายชราก็หยุดเดินพร้อมทั้งประกาศด้วยเสียงดังก้องห้องโถง
“เรียวจินรับราชโองการ”
เรียวจินสวมชุดเกราะเต็มยศยื่นอยู่ที่หน้าแท่นบัลลังก์ สะบัดผ้าคลุมเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าเพื่อทำความเคารพอย่างสง่างาม
“ข้า! เรียวจินรับราชโองการขอรับ” เรียวจินตอบรับพร้อมประกาศตนต่อหน้าทูตขององค์จักรพรรดิอย่างกล้าหาร
“จากผลงานการตรวจสอบการทุจริตในงานขุดเหมือง ทำให้เปิดโปงและขับไล่เหล่าพ่อค้าในเรื่องการถือกรรมสิทธิ์ผิดกฎหมายตั้งแต่บรรพบุรุษ การเลี่ยงภาษี ทั้งยังกดขี่ข่มเหงทำร้ายร่างกาย อีกทั้งแนวทางการพัฒนาและสร้างผังเมืองใหม่ที่ออกมายิ่งใหญ่และเป็นระบบจนได้รับคำชมและยังได้รับเกียรตินำผังเมืองใหม่นี้ไปทำเป็นผังเมืองตัวอย่างแก่เหล่าหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งการสร้างพื้นที่จำลองเพาะพันธ์มอนสเตอร์เพื่อฝึกฝนและเสาะหาวัตถุดิบมีค่าจากมอนสเตอร์ ทำให้ ‘มาร์เบิ้ล’ ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านระดับความแข็งแกร่งและเศรษฐกิจภายใน”
ชายชราเริ่มสาธยายผลงานตามที่ได้แจ้งไปเมื่อครั้งก่อน ทำให้การประกาศคุณงามความดีครั้งนี้ดูรวดเร็ว ทั้งที่ทูตขององค์จักรพรรดินั้นยังไม่เห็นผลงานด้วยตาของตัวเองด้วยซ้ำ
“และด้วยสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น องค์จักรพรรดิจึงให้เกียรติมอบบรรดาศักดิ์แต่งตั้ง! ‘นายพลเรียวจิน’ ขึ้นเป็น ‘ดยุกเรียวจิน มาร์เบิ้ล’ ตั้งแต่บัตรนี้เป็นต้นไป!”
“เอ๋…!”
เรียวจินแหงนหน้ามองทูตชราด้วยความตกใจ ด้วยเพราะตนคิดว่าเพียงแค่ตำแหน่งเจ้าเมืองเล็กๆ หรือแค่บารอนก็มากเกินพอแล้วด้วยซ้ำ แต่ทำว่า “ดยุค” กลับออกมาจากทูตคนนั้นอย่างง่ายๆ
“รับไปสิ ‘เรียว’”
“ท่านปู่”
รอยยิ้มของชายชราช่างอบอุ่นหัวใจของเรียวจินนัก เพราะการจะระงับอาการดีใจเมื่อได้เห็นผู้เป็นปู่นั้นยากยิ่ง ด้วยเพราะตนเป็นถึงนายพลที่ยืนอยู่ข้างหน้าเหล่าคนนับพัน การจะวิ่งเข้าไปออดอ้อนปู่ของตนเหมือนเด็กๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม และยิ่งในสถานะการนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แต่ในใจของชายชราคนนี้กลับยิ่งกว่าปลื้มใจ ตั้งแต่ครั้งได้ยินข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่หลานของตนอยู่ ก็เริ่มทำทุกวิถีทางเพื่อขอร้ององค์จักรพรรดิรับสั่งมอบหมายให้ตนได้รับหน้าที่เป็นทูตในครั้งนี้ และเพราะแบบนั้น การที่ตนได้อ่านราชโองการและกลั้นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติไปด้วย มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับชายชราคนนี้
“ท่านปู่รอข้าประเดี๋ยวนะขอรับ” แต่ทว่า เรียวจินกลับยกมือห้ามผู้เป็นปู่ไม่ให้เดินเข้ามา ก่อนจะลุกแล้ววิ่งออกไปตามทางเดินด้านหลังห้องโถง ก่อนจะได้ยินเสียงไกลๆ ดังขึ้นมา….
“แหวะ!!!!!!!!!!!!!!!!!”
และตามด้วยเสียงสาวใช้ก็เริ่มวิ่งกันจ้าละหวั่นเพื่อพยุงชายขี้เมาที่กำลังระบายของเสียให้ลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างทุลักทุเล