“ก็...มีคุณสมบัติ”
“เต็มสิบไปเลย”
หลินเฟิง พูดโดยไม่ได้คิดอะไร
“...”
หยู่เหวินเซิ่งซิน โกรธจัดจนเกิดเสียงฟันกระทบกันดังออกมา
ส่วนทางหลินเฟิงกลับดูสงบนิ่ง
ทว่าซวนหยวนชิงเทียนที่อยู่ด้านข้างรู้สึกตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
นางจ้องไปยังหยู่เหวินเซิ่งซินอย่างโง่งม ใบหน้าอันงดงามของนางบัดนี้สูญเสียความคิดอ่านไปทั้งหมด ความตกตะลึง ความหวาดกลัว ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด
แม้แต่การหายใจของนางยังติดขัด กระทั่งหัวใจยังเต้นผิดจังหวะ
ในเวลานี้ราวกับมีพายุพัดความหาญกล้าของนางก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น
“ยะ..แย่แล้ว!”
“นางคือมหาปราชญ์ชิงเหลียนผู้โด่งดังคนนั้นหรือนี่?”
“ก่อนหน้านี้ข้าทำสิ่งใดลงไป?”
“ทั้งด่าเป็นยัยโง่ ทั้งโจมตีใส่ แถมยังไปจับกระต่ายน้อยของมหาปราชญ์อีก...”
“นี่ข้าทำสิ่งใดลงไป”
ซวนหยวนชิงเทียนพลันนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ตนทำอะไรลงไปบ้าง
ฉับพลันนั้นใจก็หล่นไปอยู่ตาตุ่ม
อีกฝ่ายคือมหาปราชญ์เชียวนะ!
หัวข้าคงไม่ได้อยู่ที่บ่าอีกแล้ว!!
....................
“เจ้าแน่ใจจริง ๆ หรือว่าต้องการรับมหาปราชญ์เข้ามาเป็นศิษย์ฝึกหัดของนิกายเจ้า?” น้ำเสียงของหยู่เหวินเซิ่งซินสงบลงพร้อมกับเอ่ยถามออกไป
ในเวลาเดียวกันนางก็จ้องมองไปยังหลินเฟิงด้วยแววตาเหยียดหยาม
ราวกับว่าการตัดสินใจของหลินเฟิง เป็นความคิดที่แสนจะโง่เขลา
“แน่นอนสิบส่วน” หลินเฟิงพยักหน้าโดยไม่ลังเล
หยู่เหวินเซิ่งซินนั้นเรียกได้ว่ามี วาสนา กายา พรสวรรค์ พร้อมทุกประการ แถมยังเป็นมหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิดอีก
“ตกลง ข้ายอมรับ...”
หลังจากนั้นนางก็เหลือบมองไปยังหลินเฟิงด้วยสายตาดูถูกดูแคลน “แต่ไม่รู้ว่าเจ้าจะเอาข้าอยู่หรือไม่”
ต้องรู้ก่อนว่านางคือมหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิด อีกทั้งนางยังมีร่างจิตวิญญาณหยินหายนะ มีพลังในการควบคุมมิติและเวลา ซ้ำวาสนาก็พุ่งทะยานสู่สวรรค์
นิกายไหนจะกล้ารับ ?
หากนางเข้าร่วมกันสำนักหรือนิกายที่ไม่คู่ควร ที่แห่งนั้นจะถูกอำนาจแห่งวาสนาของนางบดขยี้จนปี้ป่น
ยิ่งไปกว่านั้นนิกายหรือสำนักแห่งนั้นอาจถูกพลังแห่งฟ้าดินทำลายล้าง
เพราะไม่มีนิกายหรือสำนักใดที่เหมาะสมจะให้มหาปราชญ์เข้าไปเป็นศิษย์
มหาปราชญ์คือผู้ที่รู้แจ้งถึงกฎแห่งฟ้าดิน ในทางกลับกันมันตัวตนที่แสดงถึงเจตจำนงแห่งฟ้าดินเช่นกัน
และการที่มหาปราชญ์กลายเป็นศิษย์ฝึกหัดเช่นนี้ ย่อมหมายถึงการตบหน้าเจตจำนงแห่งฟ้าดินเต็ม ๆ
เช่นนั้นจะไม่เกิดภัยพิบัติได้อย่างไร ?
เดิมที หยู่เหวินเซิ่งซินคิดว่าเจ้านิกายเทพกระบี่เป็นสัตว์ประหลาดที่ซุกซ่อนอยู่ในเงามืดเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
แต่ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ไอ้หน้าโง่คนหนึ่งที่ต้องการให้นางเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่ในฐานะศิษย์ฝึกหัด
ถ้าเช่นนั้นก็อย่าหาว่าไม่เตือน
นิกายเทพกระบี่จะมีคุณสมบัติพอที่จะรับเอามหาปราชญ์มาเข้าร่วมได้เยี่ยงไร ?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรับเข้าเป็นศิษย์ฝึกหัดด้วยซ้ำ
เมื่อถึงเวลานั้น เจ้านิกายจะไม่สามารถหนีจากชะตากรรมอันน่าสังเวชได้ เกรงว่าเขาคงจะถูกบดขยี้ด้วยเจตจำนงแห่งฟ้าดินโดยไม่ทันได้แม้แต่จะร้องขอชีวิต
ต่อจากนั้นนางก็จะสามารถดูดซับปราณวิญญาณจากนิกายเทพกระบี่ได้ตามที่ต้องการ
แบบนี้มันไม่เท่ากับว่าสวรรค์เข้าข้างหรอกหรือ ?
ไม่ใช่ว่านางเป็นคนวางแผน แต่อีกฝ่ายทำตัวเอง เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล แค่เจ้าทำการสาบานตนเข้านิกายก็เพียงพอ” หลินเฟิงเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง
..............
ในทางกลับกัน ซวนหยวนชิงเทียนอดไม่ได้ที่จะกังวล
เรื่องวาสนานั้น นางรู้ว่ามันไม่ใช่ภาพลวงตาแต่มีอยู่จริง
ต้องรู้ว่าการกลับชาติมาเกิดของมหาปราชญ์นั้นเรียกได้ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะท้าทายต่อสวรรค์ชั้นฟ้า แล้วนิกายเทพกระบี่จะสามารถต้านทานพลังที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นได้หรือ ?
เวลานี้นางเริ่มกังวล
แต่เมื่อคิดว่านิกายแห่งนี้มีวาสนามังกรทองและแผนผังดาราโจวเทียนที่ทอดยาวไปหลายหมื่นลี้ ความไม่สบายใจในคราแรกก็เริ่มจางลง
.....................
ขณะนั้นหยู่เหวินเซิ่งซินก็เหลือบมองไปยังหลินเฟิง ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด พร้อมกับเอ่ยขึ้น “สวรรค์เป็นพยาน! ข้า หยู่เหวินเซิ่งซิน วันนี้จะขอเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่ในฐานะศิษย์ฝึกหัด!”
แต่ละถ้อยคำนั้นหนักแน่นและชัดเจน
ดุดัน ทรงพลัง!
เมื่อสิ้นเสียงลง ราวกับฟ้าดินรับรู้ เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอย่างฉับพลัน แรงกดดันอันมหาศาลของกฎแห่งฟ้าดินปะทุขึ้น
เวลาต่อมา
นิกายเทพกระบี่พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอบด้านสี่ทิศมีเสียงคำรามอึกทึก เมฆสีดำทมิฬเข้าปกคลุมบดบังท้องฟ้า
แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังหรี่แสงจางลง
พลังอันมหาศาลกวาดกระจายออกไปรอบบริเวณอย่างหนาแน่น ราวกับพร้อมจะบดขยี้นิกายเทพกระบี่ให้สิ้นซาก
ท่ามกลางหายนะที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ได้ทำให้ซวนหยวนชิงเทียนรู้สึกสั่นสะท้าน ผมรุกตั้ง เหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดขึ้น
ที่ด้านหนึ่งของยอดเขาทั้ง 108 ลูก สรรพสิ่งทั้งหลายพากันสั่นสะท้าน และรู้สึกได้ว่าราวกับจุดจบของโลกมาเยือน
พลังที่มองไม่เห็นของฟ้าดินควบแน่นอย่างต่อเนื่องบนอากาศ ราวกับสัตว์ร้ายที่ค่อย ๆ ตื่นขึ้นในความมืดมิด
น่าเกรงขาม!
หลินเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาเงยศีรษะขึ้นมองไปบนท้องฟ้า สีหน้าของเขาสงบนิ่ง ร่างกายสูงตั้งตรงตระหง่านไม่ไหวติง
ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนหยู่เหวินเซิ่งซินที่อยู่ด้านข้าง หลังจากเห็นพลังแห่งฟ้าดินที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน สีหน้าของนางก็แสดงถึงความภาคภูมิใจออกมาโดยที่ไม่ได้เก็บซ่อน
มันคือความภาคภูมิใจของนางอย่างแท้จริง!
การกลับชาติมาเกิดของมหาปราชญ์ จะมาทำให้เสียชื่อเช่นนี้ได้อย่างไร
มหาปราชญ์คือเจตจำนงแห่งฟ้าดิน และได้รับการยอมรับจากกฎแห่งฟ้าดิน
การท้าทายอำนาจสวรรค์ เท่ากับรนหาที่ตาย!!
เวลานี้นางโค้งคำนับไปยังหลินเฟิง เล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยขึ้น “ศิษย์ฝึกหัด หยู่เหวินเซิ่งซิน คารวะท่านเจ้านิกาย!!”
ทันทีที่กล่าวจบ
เปรี้ยงงงง!!!
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นบนฟากฟ้าทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านหลังถึงกับหัวใจหยุดเต้น อีกทั้งเสียงที่ดังขึ้นครั้งนี้ยังทำให้หูดับไปชั่วขณะ
เสียงฟ้าคำรามยังคงดังกึกก้องอย่างต่อเนื่อง
แรงกดดันจากพลังแห่งฟ้าดินยังคงเพิ่มพูนราวกับไม่มีวันจบสิ้น
แม้แต่ต้นไม้สูงใหญ่บนยอดเขานิกายเทพกระบี่ยังถูกทำลาย
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางความว่างเปล่าด้านหลังหยู่เหวินเซิ่งซิน ก็ปรากฎเงาร่างสูงสิบจั้ง
มันคือร่างจิตวิญญาณหยินหายนะ
ไม่เพียงแต่ร่างนี้จะมีพลังในการต่อสู้เท่านั้น แต่ร่างนี้ยังมีพลังพิเศษเฉพาะตัวของมันอีกด้วย
ทันทีที่ร่างนี้ปรากฏขึ้น หมอกหนาก็เข้าปกคลุมร่างของนาง ปราณวิญญาณอันกว้างใหญ่ไพศาลและดูสูงส่งกวาดผ่านออกไปทั่วบริเวณ
ฉับพลัน สรรพสัตว์ทั้งหลายพลันกู่ร้องจนทั่วทั้งนิกายเทพกระบี่เต็มไปด้วยเสียงผสานอลหม่านไปหมด
ห่างไกลออกไปมีเงาร่างจาง ๆ ที่ราวกับเตรียมเปิดศึกกับหลินเฟิง หากไม่ใช่เพราะแรงกดดันจากฟ้าดิน เงาร่างเหล่านั้นคงจะมาปิดล้อมหลินเฟิง และทำการรุมทึ้งไปนานแล้ว
มีกระทั่งภาพมายาของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์บนฟากฟ้าที่โฉบลงมาพร้อมกับจ้องมองไปยังหลินเฟิงด้วยแววตาอาฆาต
ในเวลานี้เหนือศีรษะของหยู่เหวินเซิ่งซิน มีพลังปราณสีม่วงหมุนโคจรอยู่อย่างแน่นหนา
ช่างลึกลับและสูงส่งยิ่ง
พลังปราณสีม่วงนี้แท้จริงแล้วคือปราณวาสนาของหยู่เหวินเซิ่งซิน นั่นเอง
การคำนับจากมหาปราชญ์ ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถรับมันก็ได้ เว้นเสียแต่ว่าบุคคลผู้นั้นจะมีวาสนาหรือพลังที่สูงส่งกว่าผู้ที่คำนับ
มิเช่นนั้นการคำนับนี้ก็คือการดับวาสนาของผู้ที่ได้รับการคำนับเสียเอง
ผลที่ตามมาย่อมไม่มีผู้ใดคาดเดาได้
ในขณะนี้มุมปากของหยู่เหวินเซิ่งซินเผยอขึ้นเป็นรอยยิ้ม นางเหลือบมองไปยังหลินเฟิง เบา ๆ ซึ่งเป็นความหมายของการเยาะเย้ยถากถางอย่างชัดเจน
แม้แต่ในความคิดของนาง ภาพของหลินเฟิงที่ถูกสวรรค์บดขยี้ให้กลายเป็นเถ้าถ่านก็ปรากฏขึ้นมาแล้ว