ถึงจะต้องจ่ายเงินไปมากหน่อย แต่ฮุ่ยเหมยได้พันธุ์ผักที่้ามาแล้วแบบนี้ ให้เธอจ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เสียดาย เพราะยังไงเงินก็ยังเหลืออีกมาก
ถ้าเงินหมดเธอก็จะเอาโสมมาขาย ตอนนี้เธอรู้สถานที่ที่รับซื้อแล้ว ต่อไปต้องแอบเอามาขายอีก ดีกว่าต้องไปแกล้งทำเป็ขุดดิน แบบนั้นสักวันต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน
สั่งซื้อข้าวของไปเยอะขนาดนี้คิดว่าคงพากันแบกไม่ไหว ฮุ่ยเหมยจึงขอฝากไว้ที่ร้านก่อน ซึ่งเถ้าแก่เ้าของร้านก็ยินดี
เดี๋ยวพอท่านลุงหลี่มารับ แล้วค่อยขนขึ้นเกวียน ซึ่งในความจริงแล้วฮุ่ยเหมยอยากได้รถเทียมม้าที่เร็วกว่าเกวียน แต่รอรอบหน้าที่ออกมาในเมืองก่อนค่อยซื้อ เพราะต้องให้พี่หยุ่นอี้มาเรียนรู้การขับรถม้าก่อนถึงจะซื้อได้
ขณะที่ออกจากร้านขายข้าวสารเสี่ยวหยางก็สะกิดแขนฮุ่ยเหมย บอกว่าเขาอยากได้น้ำตาลปั้น เธอเลยซื้อมาสามชิ้น กินคนละชิ้น พี่หยุ่นอี้ทำท่าว่าเขาไม่ใช่เด็กแล้ว แต่ก็กินอย่างมีความสุข
ฮุ่ยเหมยพาพี่หยุ่นอี้และเสี่ยวหยางเดินไปซื้อหมูกับไข่ ซึ่งเป็ของสองชิ้นสุดท้ายที่จะต้องซื้อในวันนี้ในตลาดขายหมู ร้านส่วนใหญ่ปิดเกือบหมดเหลืออยู่ไม่กี่ร้านแล้ว เพราะเป็่ตลาดวาย
ฮุ่ยเหมยเลือกทั้งหมูสามชั้น เนื้อแดง สันในสันนอก ซี่โครงหมูอ่อน กระดูกหมู และหัวหมู ซึ่งถือว่ายังไม่ได้ซื้อไปตุนไว้เยอะ เดี๋ยวเข้าฤดูหนาวจริงๆค่อยมาซื้อใหม่
ยังไงต่อไปฮุ่ยเหมยก็จะต้องเดินทางเข้ามาในเมืองบ่อยขึ้นอยู่แล้ว ส่วนไข่ไก่ซื้อมาเพียงยี่สิบฟอง
รอบนี้พี่หยุ่นอี้ส่งห่อผ้าที่ใส่ชุดของครอบครัวให้เสี่ยวหยางเป็คนถือ ส่วนพี่หยุ่นอี้ถือเนื้อหมูกับไข่ไก่
ฮุ่ยเหมยนั้นั้แ่แรกสิ่งที่เธอถือไว้คือกระบอกน้ำสามกระบอกสำหรับทุกคน ั้แ่เช้าเราสามคนก็ยังไม่ได้กินน้ำในกระบอกที่เตรียมมาเลย ตอนกินอาหารข้างทาง ก็กินน้ำจากในร้าน ส่วนน้ำในกระบอกนั้นฮุ่ยเหมยยินดีถือ เพราะไม่ได้หนักอะไรมากมาย
หลังจากเดินซื้อของทั้งวันเสี่ยวหยางเริ่มบ่นว่าเมื่อยแล้ว เราทั้งสามคนจึงเดินไปรอท่านลุงหลี่ตรงจุดเดิมที่ลงเกวียนเมื่อเช้า
ตอนที่กำลังนั่งรอ มีท่านยายคนหนึ่งเดินมาขายซาลาเปาไส้หมู เป็ซาลาเปาที่ลูกใหญ่มาก ฮุ่ยเหมยลองกินหนึ่งลูกพบว่าอร่อยดี เลยซื้อมายี่สิบลูก
สุดท้ายพี่หยุ่นอี้กับเสี่ยวหยางก็พากันกินหมดไปคนละแปดลูก ที่เหลือให้ฮุ่ยเหมยกิน แต่เธอกินไม่หมด
ตอนแรกคิดว่าจะเอาไว้ฝากท่านลุงหลี่ แต่เสี่ยวหยางอยากกินอีก เลยกินที่เหลือจนหมด พอกินซาลาเปาเสร็จแล้วก็พากันกินน้ำจากกระบอกที่เตรียมมา แต่ละคนต่างรู้สึกว่าสดชื่นมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันใด
และไม่นานนัก ท่านลุงหลี่ก็เดินทางมาถึง “พวกเ้ารอลุงนานหรือไม่” ท่านลุงหลี่ถามด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เลยเ้าค่ะ ในเมืองมีอะไรมากมายที่น่าสนใจ พวกเราเสียเวลาไปหลายที่เลยเ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยตอบพร้อมยิ้มแฉ่ง
“ท่านลุงขอรับ พวกเราซื้อของแล้วฝากไว้ที่ร้าน อยากจะรบกวนท่านลุงขับเกวียนไปรับของที่พวกเราซื้อที่ร้านให้ด้วยขอรับ” พี่หยุ่นอี้พูดกับท่านลุงหลี่อย่างเกรงใจ
“พวกเ้านี่นา จะรบกวนได้อย่างไร ไปเร็ว...ร้านอยู่ตรงไหน ข้าจะไปขนของให้พวกเ้า” ท่านลุงหลี่พูดอย่างอารมณ์ดี มองสามพี่น้องที่ใส่ชุดใหม่ด้วยรอยยิ้ม
จนท่านลุงหลี่ขับเกวียนถึงร้านขายข้าวสาร พวกเราสามคนลงจากเกวียน แล้วเข้าไปยกข้าวของขึ้นเกวียน ตอนนี้พนักงานในร้านก็มาช่วยขนด้วย
“อัยยะ...พวกเ้า นี่พวกเ้าซื้อสิ่งใดบ้าง ถึงได้มากมายเช่นนี้” ท่านลุงหลี่ตกตะลึงกับข้าวของเครื่องใช้ที่เอาขึ้นเกวียน
พอขนของขึ้นเกวียนเสร็จ พี่หยุ่นอี้เดินไปด้านหน้านั่งข้างๆ ท่านลุงหลี่ เพราะบนเกวียนไม่มีที่พอจะนั่งได้อีก
“ลุงถามหน่อยเถอะ พวกเ้าได้เงินจากไหนกัน ถึงได้ซื้อข้าวของมากมายเช่นนี้”
“น้องสาวของข้า ขึ้นไปเก็บผิงกัวบนเขา เลยเจอสมุนไพรหายากขอรับ เอาไปขายได้เงินมามากหน่อย ก็เลยซื้อข้าวของเครื่องใช้มา ท่านลุงก็คงรู้ว่าครอบครัวของข้า แทบไม่มีข้าวของอันใดในบ้านเลย พอเรามีเงินแล้ว เลยซื้อมาให้ครบเลยขอรับ”
พี่หยุ่นอี้ตอบท่านลุงหลี่แบบนิ่งๆ ฮุ่ยเหมยได้ฟังแล้วก็ต้องอ้าปากค้าง นี่พี่ใหญ่แสนซื่อของเธอจริงหรือ ทำไมตอบได้ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก
“ดี ดี ลุงดีใจกับพวกเ้าด้วย โชคดีกันจริงๆ ลุงเห็นของที่พวกเ้าซื้อครั้งแรกยังใเลย ว่าพวกเ้าได้เงินมาจากไหน จึงซื้อของเยอะขนาดนี้ ฮ่าฮ่า”
ท่านลุงหลี่หัวเราะร่วน อย่างถูกใจที่รู้ว่าครอบครัวของพวกเราจะไม่ต้องลำบากแล้ว