ทางด้านจอมยุทธกลุ่มที่กลับออกมาจากป่าหมอกตอนนี้ต่างก็พูดคุยกันอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองหมอกม่วง
“พวกเ้าได้ยินไหมเสียงนี้อีกแล้วระ หรือว่าพวกมันจะออกมาจากป่าหมอกแล้ว” จอมยุทธคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เป็ไปไม่ได้ ตะ แต่เสียงที่เราได้ยินเมื่อตอนเช้ามันยังไม่ดังขนาดนี้เลยระ หรือว่าพวกมันจะออกมาจากป่าหมอกแล้วจริงๆ” หลังจากนั้นก็มีบทสนทนาของเหล่าจอมยุทธอีกมากมาย
ระหว่างที่เหล่าจอมยุทธพูดคุยกันอยู่นั้นก็มีชายชราที่อยู่โต๊ะข้างๆนั่งฟังการสนทนาของกลุ่มจอมยุทธกลุ่มนี้อยู่ด้วยเช่นกัน
ในขณะที่ทุกคนพูดคุยกันอยู่นั้นกลับมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
“เฮ๊อะ! เ้าพวกไก่อ่อนพวกเ้าจะกลัวอะไรนักหนาก็แค่เสียงสัตว์อสูรระดับต่ำเท่านั้นให้มันมาสิเดี๋ยวข้านายน้อยอี้คนนี้จะจัดการสังหารมันเอง” เมื่อทุกคนหันไปตามเสียงก็ปรากฏบุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังยืนเชิดหน้าด้วยความเย่อหยิ่งสวมใส่ชุดจอมยุทธสีฟ้าขาว ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับชุดของสำนักฝึกยุทธชื่อดังสำนักหนึ่ง
“หืม! นึกว่าใครที่แท้ก็นายน้อยอี้หลางนายน้อยผู้มากความสามารถของตระกูลอี้นี่เอง” เสียงพูดของหนึ่งในจอมยุทธที่นั่งพูดคุยกันอยู่นั้นดังขึ้น
หลายคนได้ยินดังนั้นต่างก็กลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดงนายน้อยอี้หลางคนนี้นอกจากจะโง่งมและไม่รู้กาลเทศะแล้วยังนิยมชมชอบการยกยอปอปั้นจากผู้คนในเมืองหมอกม่วงนี้มาก
“ฮึ! สวะเช่นเ้ารู้จักข้าผู้นี้ด้วยรึ!ช่างสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ข้ายิ่งนัก เฮ๊อะ!” พูดจบชายหนุ่มก็สะบัดหน้าแล้วเดินจากไปนั่งโต๊ะที่ประจำทันที
ชายคนที่ถูกพาดพิงนั่งกำหมัดแน่นในใจก็ก่นด่าชายหนุ่มไม่น้อย ‘ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมหากแกไม่ใช่ลูกเ้าเมืองนี้แกได้ตายคาเท้าข้าแน่’ เมื่อสหายร่วมโต๊ะเห็นท่าทางของสหายตนก็พูดขึ้น
“เอาน่ะตานฉงแกจะไปใส่ใจกับคำพูดของมันทำไม แกก็รู้อยู่ว่ามันเป็คนยังไง”ตานฉงได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้น
“ไม่ลองเป็แกดูเล่าเย่ถง เฮ๊อะ! สัตว์อสูรระดับต่ำงั้นรึ!ฮึ! ข้าล่ะอยากจะขำจนตาย มันบอกว่าหมูป่าเพลิงและกระทิงคลั่งระดับปฐีเป็สัตว์อสูรระดับต่ำทั้งที่ตัวมันเองยังอยู่แค่ระดับปราณพิภพขั้นกลางข้าอยากรู้นักถ้ามันเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรพวกนั้นสภาพศพมันจะเป็เช่นไร”พูดจบชายหนุ่มก็จ้องนายน้อยอี้ด้วยหางตา
“นี่ขนาดหมู่ป่าเพลิงและกระทิงคลั่งระดับปฐียังหนีตายออกมาจากส่วนลึกของป่าหมอกแล้วคนอย่างมันจะเอาอะไรไปสู้กับสัตว์อสูรระดับสูง โง่เง่าสิ้นดี! นั่นอะไรใส่ชุดเลียนแบบสำนักัฟ้างั้นรึ!คิดว่าคนอย่างมันจะมีปัญญาเข้าได้” ตานฉงพูดขึ้นด้วยความโมโห
“เอาน่าแกก็จะไปใส่ใจมันทำไมมันก็อายุเพียงสิบสี่ขวบปีเท่านั้นมีระดับถึงปราณพิภพขั้นหกก็ถือว่าเป็อัจฉริยะแล้ว”ชายอีกคนพูดขึ้นด้วยความขมขื่น
“แกจะไปเอ่อชมมันทำไมมู่เสี่ยวอีกสิบชาตินู่นแหละมันถึงจะเข้าสำนักัฟ้าได้ สำนักนั้นเขารับแต่อัจฉริยะคนธรรมดาสามัญเช่นมันใครเขาจะรับ”เมื่อตานฉงพูดจบ มู่เสี่ยวกับเย่ถงก็ส่ายหน้าให้กับความเ้าอารมณ์ของสหายตน
แม้ทั้งสามจะเป็จอมยุทธที่รักการผจญภัยมีพลังในระดับปราณปฐีขั้นสองทั้งสามคนแต่ด้วยอายุที่มากถึงยี่สิบห้าปีกลับมีพลังแค่ระดับปราณปฐีขั้นต้นเท่านั้น
ทำให้ทั้งสามไม่ต่างจากบุคคลทั่วไปแต่กว่าที่ทั้งสามจะก้าวสู่ระดับนี้ได้ก็ต้องปากกัดตีนถีบด้วยตนเองเนื่องจากทั้งสามนั้นเป็เพียงเด็กกำพร้า ที่หนีตายมาจากหมู่บ้านที่ถูกสัตว์อสูรโจมตี
ต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากโลกที่โหดร้ายใบนี้ทั้งสามจึงเลือกเดินในเส้นทางผู้ฝึกยุทธ หาเงินโดยการล่าสัตว์อสูรระดับต่ำและสมุนไพรขายนำเงินที่ได้ไปซื้อสรรหาทรัพยากรที่ช่วยในการบ่มเพาะและใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ในระหว่างที่ทั้งสามคนคุยกันอยู่ มีชายชราคนหนึ่งที่แอบฟังการสนทนาของทั้งสามคนอยู่นานแล้วเดินเข้ามาสอบถามสิ่งที่ตนสงสัย
“เ้าหนุ่มข้าได้ยินพวกเ้าคุยกันเื่ที่เกิดขึ้นในป่าหมอกพวกเ้าพอจะบอกตาแก่เช่นข้าได้รึไม่ ว่าข้างในนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”เมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มทั้งสามคนก็หันไปยังต้นเสียง
พบกับชายชราผมขาวแต่งตัวด้วยชุดจอมยุทธสีขาวธรรมดาหนวดเครายาวถึงกลางอกใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัย แต่ดวงตากลับน่าเกรงขามทั้งยังมีบรรยากาศรอบตัวที่ยิ่งใหญ่เห็นดังนั้นทั้งสามต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าชายชราตรงหน้านั้นไม่ธรรมดา
“เรียนท่านผู้าุโพวกข้าก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในป่าหมอก แต่ตอนที่พวกข้าเข้าไปล่าสัตว์อสูรและหาของมาขายก็เกิดเสียงดังขึ้นทั้งเสียงการต่อสู้ทั้งเสียงร้องคำรามของสัตว์อสูรอีกทั้งยังมีแรงกดดันที่หนักหน่วงจนพวกข้าไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบ”เป็มู่เสี่ยวที่พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมต่อชายชราตรงหน้า จากนั้นเป็เย่ถงที่พูดขึ้นต่อ
“ไม่เพียงเท่านั้นนะขอรับ ในระหว่างที่พวกข้าลังเลอยู่นั้นมีฝูงหมูป่าเพลิงฝูงกระทิงคลั่งระดับปฐีขั้นสูงและฝูงสัตว์อสูรนานาชนิด วิ่งหนีออกมาจากส่วนลึกของป่าหมอกด้วย”เมื่อชายชราได้ฟังเื่ราวก็ครุ่นคิดแต่ในระหว่างนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งสอดแทรกขึ้นมา
“เฮ๊อะ! กะอีแค่เื่แต่งขึ้นมาใครๆก็พูดได้เ้าพวกกระจอก!” เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็จ้องมองไปยังต้นเสียง
แต่เมื่อรู้ว่าเป็เสียงของใครทั้งสามคนไม่เว้นแม้แต่เหล่าจอมยุทธที่นั่งฟังบทสนทนาต่างก็ส่ายหัวด้วยความระอาแต่กับชายชราที่คุยอยู่กับกลุ่มของมู่เสี่ยวไม่ได้มีความอดทนกันคนประเภทนี้มากนักยิ่งมาขัดจังหวะการสนทนาของตนยิ่งแล้วใหญ่
“น่ารำคาญ”ชายชราพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ จากนั้นจึงสะบัดมือคราหนึ่งส่งคลื่นลมปราณไปอัดกระแทกนายน้อยอี้ที่กำลังจ้องมองมาทางกลุ่มของมู่เสี่ยวด้วยสายตาดูถูกและเย่อหยิ่ง
ปั้ง! ตู้ม!! เสียงคลื่นลมปราณซัดนายน้อยอี้กระเด็นออกไปนอกโรงเตี๊ยมจนทุกคนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมได้แต่อ้าปากกว้าง
เมื่อได้สติกลับคืนมา ทุกคนล้วนสะใจกับการกระทำของชายชรามากส่วนผู้ติดตามนายน้อยอี้เมื่อเห็นนายน้อยของตนถูกทำร้าย ก็พุ่งเข้าหาชายชราหมายจะสั่งสอนแต่กลับถูกกลุ่มของมู่เสี่ยวนั้นเข้ามาขัดขวาง
“พวกแกอย่ามาขวางไอ้แก่นั่นมันบังอาจมาทำร้ายนายน้อยมันจะต้องถูกท่านเ้าเมืองลงโทษให้เราจับตัวมันไปเสียโดยดี” ผู้ติดตามนายน้อยอี้พูดขึ้นด้วยความเดือดดาล
แม้พวกตนจะสะใจแต่ก็ไม่อยากให้ชายชราคนดังกล่าวถูกทำร้ายถึงแม้จะรู้ว่าชายชรานั้นแข็งแกร่งกว่าพวกตนมากก็ตาม
ชายชราไม่ได้สนใจกลุ่มผู้ติดตามของนายน้อยอี้แม้แต่น้อยพลางหันมาพูดคุยกับมู่เสี่ยวต่อ
“เ้าหนุ่ม แล้วพวกเ้าคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นในป่าหมอก”เมื่อได้ยินคำถามของชายชรามู่เสี่ยวก็รีบตอบทันที เกรงว่าชายชราตรงหน้าจะไม่พอใจจนซัดตนกระเด็นไปอีกคน
“พวกข้าคิดว่าอาจจะเป็การต่อสู้ของสัตว์อสูรระดับสูงขอรับแต่ว่าแรงกดดันที่ััได้นั้นมันน่ากลัวกว่าแรงกดดันของสัตว์อสูรระดับปราณนภาหรือแม้แต่ปราณฟ้าหลายเท่าเลยขอรับผู้าุโ” เมื่อได้ยินคำตอบของมู่เสี่ยวชายชราก็ขมวดคิ้วมุ่น
“น่าแปลกหรือว่าจะเป็การต่อสู้ของสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิหรือราชันย์อสูร”ชายชราพึมพำขึ้นด้วยความแปลกใจ
แต่ด้วยความเงียบสงบของโรงเตี๊ยม และด้วยประสาทััของผู้ฝึกยุทธทำให้ทุกคนได้ยินที่สิ่งที่ชายชราพึมพำอย่างชัดเจน
จากนั้นก็เกิดเสียงฮือฮาของฝูงชนก็ดังขึ้นเพราะสิ่งที่ชายชราพูดนั้นทำให้ทุกคนที่ได้ยินสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว
หากใครมาได้ยินว่าการต่อสู้ของราชันย์อสูรแล้วไม่หวาดกลัวหรือใคนคนนั้นย่อมต้องเป็จอมยุทธที่แข็งแกร่งหรือเป็ตัวตนที่สูงส่งพอที่จะประมือกับราชันย์อสูรได้
ราชันย์อสูรหรือที่ผู้คนเรียกอีกอย่างก็คือสัตว์อสูรที่สามารถพัฒนาตนเองจนบรรลุพลังในระดับราชันย์ซึ่งถือเป็ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดที่ผู้คนเคยพบเจอ
ทั้งยังอยู่เหนือห่วงโซ่อาหารเป็ผู้ปกครองป่าอสูรร้อยราชันย์อย่างแท้จริง และชื่อป่าอสูรร้อยราชันย์ก็ได้มาจากในป่าแห่งนี้มีราชันย์อสูรนับร้อยตนปกครองอยู่นั่นเอง
ด้วยการที่พวกราชันย์อสูรหรือสัตว์อสูรในป่าอสูรร้อยราชันย์ไม่บุกจู่โจมผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้กับป่าอสูรร้อยราชันย์ เนื่องจากในทวีปปราณฟ้าแห่งนี้ป่าอสูรร้อยราชันย์ถือเป็พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุด
มีทรัพยากรสมุนไพรและพืชพรรณนานาชนิดที่เหมาะสมต่อการบ่มเพาะพลังทั้งยังมีพื้นที่ลี้ลับมากมายที่มีสมบัติและทรัพยากรซุกซ่อนอยู่
ในอดีตมีผู้คนมากมายที่โหยหาความแข็งแกร่งเข้าไปค้นหาและเก็บเกี่ยวทรัพยากรที่มีอยู่ในป่าอสูรร้อยราชันย์มากมายแต่ก็มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้กลับออกมา
เพราะนอกจากป่าอสูรร้อยราชันย์จะปกครองด้วยสัตว์อสูรระดับราชันย์แล้วยังมีสัตว์อสูรระดับสูงอยู่อาศัยมากมายนับไม่ถ้วน
การที่มีมนุษย์จำนวนมากบุกรุกเข้าไปในป่าอสูรร้อยราชันย์ทำให้บรรดาสัตว์อสูรต่างก็โกรธเกรี้ยวที่ถูกบุกรุกถิ่นอาศัย ทั้งยังเข่นฆ่าสังหารพวกพ้องของตนไปมากมาย
ดังนั้นเหล่าสัตว์อสูรต่างก็พากันเข่นฆ่าสังหารมนุษย์ที่บุกรุกถิ่นของตนทั้งยังตามไล่ล่าสังหารออกมานอกป่าอสูรร้อยราชันย์เข้าโจมตีหมู่บ้านตามรายทางสร้างความสูญเสียให้แก่ผู้คนจำนวนมาก
แม้่หลังๆมีคนเข้าไปเสี่ยงโชคในป่าอสูรร้อยราชันย์น้อยลงแต่ความเสียหายและความหวาดกลัวของผู้คนก็ยังไม่หมดไป เนื่องจากบางครั้งก็มีฝูงสัตว์อสูรหลบหนีออกมาจากป่าอสูรร้อยราชันย์เพราะหลีกหนีจากการต่อสู้ของสัตว์อสูรระดับสูง
หลังจากที่ชายชราครุ่นคิดและปะติดปะต่อเื่ราวที่เกิดขึ้นในป่าหมอกจึงพูดขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เจี่ยเยี่ยน” สิ้นเสียงชายชราก็ปรากฏชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหล่าใบหน้าเกลี้ยงเกลาปรากฏขึ้นมาต่อหน้าทุกคน ทำให้เหล่าชาวยุทธที่อยู่ในโรงเตี๊ยมต่างก็ใกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มไม่น้อย
ทางด้านชายหนุ่มที่ชื่อเจี่ยเยี่ยนเมื่อมาถึงก็ประสานมือแล้วก้มคำนับชายชราตรงหน้า
“ขอรับท่านเ้าสำนัก”
“เ้ากลับไปรายงานเื่ที่เกิดขึ้นในป่าหมอกให้เหล่าผู้าุโในสำนักทราบแล้วให้นำกำลังคนมาตรวจสอบป่าหมอกด้วย” พูดจบชายชราตรงหน้าก็หายไปทันทีชายที่ชื่อเจี่ยเยี่ยนหลังจากได้รับคำสั่งก็มุ่งหน้ากลับสำนักทันทีทิ้งให้คนในโรงเตี๊ยมใและตกตะลึงโดยเฉพาะกลุ่มของมู่เสี่ยว จากนั้นก็มีคนได้สติขึ้นมาคนแรกพูดขึ้น
“ชะ ชายคนนั้นเป็ศิษย์ของสำนักัฟ้าถะ ถ้าอย่างนั้นชายชราคนนั้นก็เป็เ้าสำนักัฟ้า ทะ ท่านหลี่เทียนิ”ชายคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตกตะลึง จากนั้นเสียงฮือฮาของคนในโรงเตี๊ยมก็ดังขึ้น
“ละ ละแล้วเื่ราชันย์อสูรที่ท่านหลี่เทียนิพูดมาล่ะ พะ พวกเราจะเอายังไง”ชายอีกคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว จากนั้นมู่เสี่ยวก็พูดขึ้น
“ทุกท่านข้าว่าพวกเราอย่าพึ่งแตกตื่นกันไปเลยข้าเชื่อว่าเื่นี้ท่านหลี่เทียนิต้องจัดการได้แน่แล้วไหนจะผู้าุโจากสำนักัฟ้าที่จะตามมาสมทบอีกข้าว่าพวกเราแยกย้ายกันเถอะ” มู่เสี่ยวพูดจบก็หันไปหาพวกของตน จ่ายเงินแล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยมและมุ่งหน้าไปยังป่าหมอกทันที
เมื่อมีกลุ่มของมู่เสี่ยวนำแล้วก็ย่อมมีกลุ่มจอมยุทธกลุ่มอื่นเดินตามไปยังป่าหมอกเพื่อไขความข้องใจให้กระจ่างส่วนผู้ติดตามของนายน้อยอี้นั้นต่างก็ยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เมื่อทราบสถานะที่แท้จริงของบุคคลที่นายน้อยของพวกตนไปล่วงเกิน
เมื่อได้สติกลับมาก็พานายน้อยกลับไปรักษาตัวส่วนชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นต่างก็หยิบยกเื่ที่เกิดขึ้นในโรงเตี๊ยมไปพูดคุยกันจนข่าวลือเื่ของราชันย์อสูรและเ้าสำนักัฟ้ากระจายไปทั่วทั้งเมือง
ณ จวนเ้าเมือง อี้ชางหลิวเ้าเมืองหมอกม่วงที่กำลังหารืออยู่กับเหล่าแม่ทัพและขุนนางในขณะที่กำลังหารือกันอยู่นั้นทหารที่เฝ้าอยู่หน้าห้องโถงก็เข้ามารายงานด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“เ้ามีอะไร ไม่รู้รึไงว่าข้ากำลังทำงานอยู่”เ้าเมืองะโขึ้นมาด้วยความเดือดดาล
“ระ เรียนท่านเ้าเมือง นะนายน้อยอี้หลางถูกทำร้ายขอรับ”
ปัง!! เมื่อได้ยินรายงานของทหารอี้ชางหลิวก็ะเิโทสะออกมาด้วยความเดือดดาล จนนายทหารที่เข้ามารายงานนั้นต้องสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว
“มันเป็ใคร! ใครมันบังอาจมาทำร้ายลูกชายข้าพวกเ้าไปลากตัวมันมา” เ้าเมืองสั่งออกมาด้วยความโกรธที่มีคนมาทำร้ายลูกชายสุดที่รักของมันนายทหารที่ได้ยินคำสั่งเ้าเมืองก็ตาลีตาเหลือกรีบกล่าวห้ามนายของตนทันที
“ชะ ช้าก่อนขอรับท่านเ้าเมืองท่านจะทำแบบนี้ไม่ได้นะขอรับ แบบนั้นหายนะมาเยือนเมืองนี้แน่เลยขอรับ” นายทหารพูดขึ้นด้วยความร้อนรน
“หึ! ในเมืองนี้ข้ามีอำนาจมากที่สุดไม่มีใครที่ทำร้ายลูกข้าแล้วยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ไปรีบลากตัวมันมาอีก” ได้ยินดังนั้นนายทหารก็ได้แต่ก่นด่าลูกน้องของนายน้อยตนทันทีที่โยนภาระมาให้ตน
“ตะ แต่คนที่ทำร้ายนายน้อย ตะคือเ้าสำนักัฟ้านะขอรับ” เมื่อสิ้นเสียงนายทหาร ผู้คนในห้องโถงพลันหยุดนิ่งราวกับถูกอัสนีบาตฟาดใส่ทางด้านเ้าเมืองเมื่อได้สติก็รีบพูดขึ้นมา
“จะ เ้าว่าอย่างไงนะรีบเล่าเื่ราวทั้งหมดมา” เมื่อได้ยินดังนั้นนายทหารคนดังกล่าวก็ออกไปลากผู้ติดตามให้มาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเตี๊ยมทั้งที่เกิดขึ้นในป่าหมอกที่ตนได้ยินมาจากกลุ่มจอมยุทธและเื่ที่นายน้อยตนเข้าไปหาเื่ดูถูกกลุ่มคนดังกล่าว
ทั้งเื่ที่นายน้อยของตนเข้าไปพูดแทรกการสนทนาของชายชราจนชายชราไม่พอใจลงมือทำร้ายสุดท้ายก็พูดถึงเื่ราวของราชันย์อสูรและตัวตนที่แท้จริงของชายชราคนดังกล่าว
ทุกคนในห้องโถงเมื่อได้ยินเื่ราวดังกล่าวก็ราวกับโดนสายอัสนีบาตฟาดใส่เป็ครั้งคราวจนสุดท้ายก็ได้ทราบข่าวที่ตนกำลัง้า เมื่อรู้เื่ราวทั้งหมดเ้าเมืองก็ยิ่งใทั้งเื่การต่อสู้ของราชันย์อสูรในป่าหมอกและเื่ที่ลูกชายตัวดีของตน
จากนั้นเ้าเมืองก็สั่งลงโทษบุตรชายตนที่เกือบทำให้เมืองทั้งเมืองต้องล่มสลายและส่งข่าวคราวไปแจ้งเื่ที่เกิดขึ้นกับทางเมืองหลวง