บทที่59 ยมทูตดำขาว
ตอนอยู่ที่เขตสูบบุหรี่เย่จื่อเฉินแค่คิดว่าอยากให้ซูอี้อวิ๋นฮึดสู้
แต่ทุกอย่างกลับเหมือนที่ซูอี้อวิ๋นพูด
ผ่าตัดไม่สำเร็จ
เชื่อได้ไหม?
เย่จื่อเฉินก็อดถามใจตัวเองไม่ได้เหมือนกันเขาจะสามารถช่วยชีวิตของคุณซูที่แม้แต่ผู้นำทางการแพทย์ยังทำไม่ได้ให้กลับมาได้จริงๆเหรอ?
“เย่จื่อ นายตอบฉันสิ!”
ซูอี้อวิ๋นตวาดลั่นเหมือนคนบ้าเย่จื่อเฉินเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“เชื่อได้”
ทุกคนนอกห้องผ่าตัดเกิดอาการมึนงงเพราะเย่จื่อเฉินและซูอี้อวิ๋นมีเพียงซูฉีหลงคนเดียวที่ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา
“ผมช่วยคุณซูได้ แต่ผมมีข้อตกลงบางอย่าง”
คำพูดของเย่จื่อเฉินเรียกความวุ่นวายขึ้นมาได้ทันทีไม่ว่าจะเป็นเหล่าญาติของตระกูลซูหรือว่าทีมแพทย์ต่างก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา
“พ่อหนุ่ม นายจะมาพูดจามั่วๆ ไม่ได้นะ”
คนที่เปิดปากพูดขึ้นคือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ตอนที่ผ่าตัดเขาก็อยู่ด้วย
คุณซูที่อยู่ข้างในห้องไม่มีความเป็นไปได้ที่จะรอดชีวิตแล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงจะไม่ยุติการผ่าตัด
“ไอ้หนู ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอจะมาพูดจาเพ้อเจ้อได้นะ”
เย่จื่อเฉินทำให้ซูฉีหู่ตกใจอยู่ไม่น้อยเย่จื่อเฉินทำเพียงแค่ยิ้มเฉยเมยให้กับคำพูดเหล่านี้ ก่อนจะพูดขึ้น
“อย่าสงสัยกับคำพูดผมว่าจะจริงหรือไม่จริง พวกคุณทำไม่ได้ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะทำไม่ได้ด้วย”
“พ่อหนุ่ม เธอเป็นนักศึกษาแพทย์เหรอ?”
เจิ้งเฉิงรับรู้ได้ถึงความมั่นใจในตัวเองของเย่จื่อเฉินจึงเอ่ยปากถามออกไป
เย่จื่อเฉินพยักหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไรที่จริงเขาเป็นนักศึกษาคณะสัตวแพทย์ แต่เขาก็ต้องการโอกาสที่จะได้เข้าห้องผ่าตัดเหมือนกัน
ถ้าหากเขาบอกไปว่าเป็นสัตวแพทย์…
มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะได้เข้าไป
“ได้ ฉันให้โอกาสเธอ”
เจิ้งเฉิงเรียกพยาบาลให้นำชุดฆ่าเชื้อมาให้เย่จื่อเฉินซูฉีหู่ไม่เข้าใจว่าทำไมเจิ้งเฉิงถึงได้ตอบตกลง
“อาจารย์เจิ้ง…”
เจิ้งเฉิงยกมือขึ้นขัดคำพูดของซูฉีหู่ แล้วยิ้มก่อนจะพูดขึ้น
“ในเมื่อเด็กคนนี้มีความรู้ สู้ให้เขาลองดูสักหน่อยดีกว่าครับผมทราบดีว่าเรื่องนี้ต้องถามความเห็นชอบของทางครอบครัวพวกคุณก่อนแต่ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นพวกคุณหรือว่าคุณซูต่างก็ต้องการโอกาส”
แล้วตอนนี้ซูฉีหลงก็เข้ามาร่วมพูดด้วย “ฉีหู่เสี่ยวเย่เขาไม่ใช่คนธรรมดา เชื่อเขา”
ทั้งสองคนที่มีอำนาจที่สุดในเหตุการณ์ต่างก็ออกปากแล้ว ซูฉีหู่จึงทำได้เพียงกัดปากแล้วหลีกทางให้
“ผมบอกว่า ผมมีข้อตกลง”
“รอให้นายทำสำเร็จก่อนเถอะค่อยมาพูดเรื่องข้อตกลง”
เดิมทีซูฉีหู่ก็มองเย่จื่อเฉินเป็นคนที่ไม่เข้าตาอยู่แล้วน้ำเสียงก็เลยไม่เป็นมิตรเอามากๆ
เย่จื่อเฉินเม้มปาก ก่อนจะพูดขึ้น
“ผมจะพูดเดี๋ยวนี้!”
“พูดมา!”
“หลังจากที่ผมทำสำเร็จคุณจะให้ซูเหยียนแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ได้”
เย่จื่อเฉินมองแววตาขุ่นเคืองของซูฉีหู่อย่างลืมความกลัว
ที่จริงถ้าให้พูดจากใจเย่จื่อเฉินค่อนข้างกลัวซูฉีหู่การทำงานในกองทัพทหารมานานหลายปีทำให้เขามักจะมีความน่าเกรงขามที่ทำให้คนรู้สึกกลัว
แต่เพื่อซูเหยียนและคุณซู เขาถึงได้พูดมันออกมา
“อย่าคิดจะโกหก ผมรู้ว่าคุณพูดจริงหรือพูดเล่น”
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นในดวงตาของเย่จื่อเฉินซูฉีหู่รับรู้แค่ว่าตัวเองใจลอยไปชั่วขนะหนึ่ง
หลังจากที่เขาได้สติกลับมา เขาก็เกิดความขลาดกลัวขึ้นมาเมื่อมองไปที่ดวงตาของเย่จื่อเฉิน
“ได้”
“ถ้าซูเหยียนคบกับผม คุณห้ามขัดขวาง”
ซูเหยียนที่ร้องไห้น้ำตาไหลพรากอยู่ทางด้านข้างพลันหน้าแดงขึ้นมาทันทีทีมแพทย์หลายคนที่อยู่รอบๆ ก็แสดงสีหน้างุนงงออกมาเช่นกัน
มิน่าล่ะเด็กคนนี้ถึงได้ทำแบบนี้ เพื่อผู้หญิงคนนี้นี่เอง
ในใจของหลายคนเริ่มเกิดความสงสัยไม่ใช่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่มีความรู้ ก็แค่ต้องการที่จะแสดงมันออกมาเท่านั้น
“อย่าลังเล เวลาของคุณซูมีไม่มาก ตอบผมมา”
ซูฉีหู่ลังเลไม่พูด เย่จื่อเฉินขมวดคิ้วมุ่น
“ได้” ซูฉีหู่ถลึงตาโตแล้วพูด “แต่ถ้าล้มเหลว ต่อไปเธอห้ามมีการติดต่อใดๆ กับซูเหยียนอีก”
“คุณช่างเป็นลูกกตัญญูจริงๆ”
เย่จื่อเฉินยิ้มขำแล้วพูด
“อย่าห่วงเลย ผมไม่มีทางล้มเหลว จำคำพูดของคุณก็แล้วกัน”
สิ้นเสียง เย่จื่อเฉินก็เดินไปที่ห้องผ่าตัด
เจิ้งเฉิงที่ยืนอยู่ข้างหลังเอ่ยปากพูด “ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรฉันสามารถเป็นผู้ช่วยให้เธอได้”
“ผมไม่ต้องการครับ”
คำตอบของเย่จื่อเฉินนั้นเย็นชาแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจจากนั้นจึงเดินเข้าห้องไป แล้วประตูห้องผ่าตัดก็ปิดลงในที่สุด
เจิ้งเฉิงมองซูเหยียนที่อยู่ทางด้านข้างเล็กน้อยเมื่อเห็นซูเหยียนกำหมัดแน่นพร้อมสวดภาวนาหลังจากเห็นแผ่นหลังที่เหมือนกับฮีโร่ในความคิดเมื่อครู่นี้
บางที เด็กคนนี้อาจจะทำสำเร็จจริงๆ ก็ได้
ภายในห้องผ่าตัด ร่างของคุณปู่ซูได้ถูกปิดคลุมด้วยผ้าขาวแล้วนี่เป็นการประกาศว่าการรักษานั้นล้มเหลว
ทำการกดเปิดหีบสมบัติในวีแชท จากนั้นเย่จื่อเฉินก็ถอนเอายาวิเศษออกมาหนึ่งเม็ด
“เสี่ยวเย่เข้ามาได้ยังไง?”
เสียงพึมพำเสียงหนึ่งดังขึ้นในอากาศเมื่อเย่จื่อเฉินเงยหน้าขึ้นถึงได้เห็นวิญญาณของคุณซูลอยอยู่กลางอากาศ
“คุณซู”
ในตอนที่พูดคำนี้ออกไป ยาวิเศษในมือของเย่จื่อเฉินพลันหล่นออกจากมือ
วิญญาณออกจากร่าง สิ่งนี้บ่งบอกว่าคุณซูได้ตายไปแล้ว
ยาวิเศษเม็ดนี้ไม่มีประโยชน์แล้ว
“เอ๊ะ เสี่ยวเย่ เธอมองเห็นฉันด้วยเหรอ?”
ชายชราทำหน้าประหลาดใจ แล้วลอยมาอยู่ข้างกายเย่จื่อเฉิน
ในตอนนี้หลิวฉิงก็ได้ออกมาจากเนตรมังกร พร้อมกับบิดขี้เกียจ
“ฮ่า หลับสบายชะมัดเลย เย่จื่อเฉินทำไมนายถึงมาอยู่ที่ห้องผ่าตัดได้ล่ะ”
แต่พอเธอเห็นชายชราที่ลอยอยู่กลางอากาศเหมือนกัน เธอก็ร้องตกใจทันที
“ผีนี่!”
“จะร้องทำไมเนี่ย แล้วเธอไม่ใช่ผีหรือไง?” เย่จื่อเฉินยกมือขึ้นไปจับหลิวฉิงลงมาพร้อมกับพยักหน้าให้ชายชราที่ใบหน้ายิ้มขมขื่นอยู่ “คุณซูครับผมเห็นคุณจริงๆ ครับ”
“ฮ่าฮ่า ฉันว่าแล้วว่าเธอต้องไม่ใช่คนธรรมดา”
ชายชรากลับไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นตกใจออกมามากเท่าใดนักราวกับว่าทุกอย่างเป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้
“ดีเลย เสี่ยวเย่มาแล้ว งั้นช่วยเอาคำพูดของฉันไปบอกลูกชายทั้งสองคนของฉันหน่อยสิ”
“ที่รัก ดูเหมือนว่าจะเป็นที่นี่แหละ”
จู่ๆ ก็มีเสียงคมชัดดังขึ้นภายในห้องผ่าตัดหลังจากที่ชายชราได้ยินเสียงนั้น ร่างกายก็สั่นเทิ้มขึ้นมา
“ที่นี่แหละ”
เสียงหยาบกระด้างเสียงหนึ่งดังขึ้น แล้วไม่นานก็มีผีสวมชุดขาวตัวหนึ่งและผีสวมชุดดำตัวหนึ่งที่สวมหมวกทรงกรวยเอาไว้บนหัวปรากฏออกมากลางอากาศภายในห้องผ่าตัด
ยมทูตดำขาว!
เย่จื่อเฉินอึ้งไปนิด ไม่คิดเลยว่าจะมียมทูตดำขาวอยู่จริงๆแถมยังเป็นคู่สามีภรรยาเสียด้วย
ดูจากท่าทางแล้ว พวกเขาสองคนน่าจะมาจับชายชราไป
“คุณซู คุณมาอยู่ข้างหลังผม”
เย่จื่อเฉินตะโกนขึ้นมาหนึ่งคำ ชายชราก็มาอยู่ข้างหลังเขาทันที
“ทางเบื้องบนบอกว่ามีผีแค่ตัวเดียวไม่ใช่เหรอแล้วทำไมถึงได้มีสองตัว แล้วยังมีคนเป็นอีก!”
เสียงแหลมคมชัดของยมทูตขาวดังขึ้นอีกครั้งยมทูตดำจึงมองไปทางเย่จื่อเฉินแวบหนึ่ง
“เชอะ คนเป็นมาเกี่ยวอะไรกับเรา แต่วิญญาณสาวตนนี้ เป็นวิญญาณผีสาวบริสุทธิ์ยังไม่สิ้นอายุขัย ผีแบบนี้ถ้าอยากไปเกิดก็ต้องรอให้สิ้นอายุขัยก่อนถึงจะมาถึงมือพวกเราแต่ว่าอู้หู…”
ยมทูตดำแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ถูมือไปมาพร้อมกับพูดขึ้น
“วิญญาณผีสาวบริสุทธิ์ตนนี้สวยจริงๆ”
ยมทูตขาวมีสีหน้าเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดเลยว่าผู้ชายของเธอหวั่นไหวกับวิญญาณผีสาวบริสุทธิ์ตนนี้แต่ภายในครอบครัวเธออยู่ในกลุ่มชนผู้อ่อนแอ แม้ว่าในใจเธอจะกล้าขุ่นเคืองแต่กลับไม่กล้าพูดออกมา
สิ้นเสียง ทั้งสองคนก็ถือโซ่เดินไปหาชายชรากับหลิวฉิงเดินไปได้ครึ่งทางยมทูตขาวก็หยุดเดินกะทันหัน
“ที่รัก คนเป็นคนนี้เหมือนกำลังจ้องเราอยู่เลย”