บทที่ 21 คำสั่งเสียของซูเหวินยวน สินเดิมทั้งหมดมอบให้เซิ่งจิ่งอวี้ใช้
ซูหลินเอ๋อร์ร้อนใจ ในขณะที่นางหวังยังคงร้องแรกแหกกระเชอ ไม่สนใจว่าผลที่ตามมาจะเป็อย่างไร นาง้าเพียงให้ซูเหวินยวนชดใช้
“ท่านแม่ ข้าพาท่านไปด้านหลังก่อน แล้วจะตามหมอมาดูให้นะเ้าคะ” ซูหลินเอ๋อร์เอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน
นางหวังสะบัดมือนางออกแล้วพูดว่า “ข้าไม่ไป ข้าจะเข้าวังเดี๋ยวนี้! พวกเ้ายังจะมองอะไรกันอีก? ยังไม่ลงมืออีก!”
หลายปีมานี้นางไม่เคยต้องเจ็บช้ำน้ำใจเช่นนี้มาก่อน เสียงของนางแหบแห้งไปหมดแล้ว
ซูหยวนสูดหายใจเข้าลึก ๆ เมื่อใจเย็นลงบ้างจึงเอ่ยขึ้นว่า “ซูเหวินยวน แค่เ้าเอาสินเดิมออกมาห้าหีบ เื่ในวันนี้ข้าจะไม่ถือสาหาความ เ้าเองก็คงไม่อยากให้เื่บานปลายไปถึงเบื้องพระยุคลบาทของฝ่าาหรอกใช่ไหม กว่าเ้าจะได้ตำแหน่งและฐานะอย่างทุกวันนี้มาก็ไม่ใช่เื่ง่าย!
เอาออกมาห้าหีบเพื่อช่วยเหลือน้องสาวของเ้า วันหน้าหากเ้ามีปัญหาอะไรในจวนเฉินอ๋อง นางจะได้ช่วยเหลือเ้าได้บ้าง หาไม่แล้ว หากน้องสาวของเ้าแต่งงานไม่ได้ เ้าก็อย่าหวังว่าจะได้เป็พระชายาเฉินต่อไปเลย!”
เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว ซูหยวนยังจะ้าสินเดิมอยู่อีกหรือ?
ซูเหวินยวนพลันรู้สึกว่านางดูถูกคุณค่าของหีบสมบัติพวกนั้นไปเสียแล้ว
แต่ถึงแม้ซูหยวนจะข่มขู่นางเช่นนี้ นางก็ยังคงไม่ยอมอ่อนข้อ
สินเดิมเป็ของเ้าของร่างเดิม เป็ของบุตรสาวคนโตของอันเล่อโหวผู้นั้น นางจะยอมยกของเ่าั้ให้กับศัตรูของเ้าของร่างเดิม เพื่อให้ชีวิตของตัวเองสุขสบายได้อย่างไร
ซูหยวนเป็คนหลอกลวงไร้หัวใจ ส่วนนางหวังและซูหลินเอ๋อร์ก็ไม่ใช่คนดีอะไร
ต่อให้นางต้องโยนสินเดิมทิ้งไป ก็ไม่มีทางให้พวกเขาสามคนได้ใช้แม้แต่น้อย
“ท่านพูดอะไรของท่านน่ะ?” นางหวังเป็คนแรกที่ไม่ยอม พร้อมกับตวาดลั่น
เมื่อพวกเขาเริ่มขัดแย้งกันเอง ซูเหวินยวนก็ไปไหนไม่ได้ สถานการณ์จึงตกอยู่ในภาวะชะงักงัน
ขณะที่กำลังวุ่นวายกันอยู่นั้น เซิ่งจิ่งอวี้ก็เดินเข้ามาจากด้านนอก พลางเอ่ยถาม
“ข้าเหมือนจะได้ยินว่า มีคนจะให้ข้าหย่ากับพระชายาเฉินหรือ?”
บ่าวรับใช้ส่วนใหญ่ในจวนล้วนอยู่ที่นี่ ยังมีบางส่วนแอบซ่อนดูอยู่ด้านหลัง ที่หน้าประตูจึงไม่มีใครเฝ้าอยู่เซิ่งจิ่งอวี้จึงเดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยเช่นนี้ และคำพูดของซูหยวนเมื่อครู่ เขาก็ได้ยินมาบ้างแล้ว
เมื่อเข้ามาเห็นความวุ่นวายในโถงด้านหน้า เซิ่งจิ่งอวี้ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้
คิดไว้แล้วว่าต้องมีเื่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขนาดนี้
ซูเหวินยวนมองเขาอย่างประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าเขาจะมา ปัญหาทางฝั่งฮองเฮาจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?
ใบหน้าของซูหยวนย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาเอ่ยถามอย่างหวาดหวั่น “ท่านอ๋องมาได้อย่างไรหรือขอรับ?”
แขกที่นั่งอยู่ตรงหน้ายังส่งกลับไปไม่ทันไร ไอ้บ้าเฉินอ๋องนั่นก็มาอีก คราวนี้เื่คงยุ่งยากแล้ว
เซิ่งจิ่งอวี้กล่าว “พระชายากลับมาเยี่ยมบ้าน ข้าก็สมควรจะมาด้วย แต่เสด็จแม่ทรงพระประชวร ข้าจึงจำต้องเข้าวัง นี่เพิ่งจะมาถึง คงไม่สายใช่หรือไม่?”
ซูหยวนไม่ตอบ ตอนนี้เขากำลังคิดว่า สถานการณ์วุ่นวายถึงเพียงนี้ โชคดีเสียอีกที่เขามองไม่เห็น
“ไม่สายหรอกเ้าค่ะ มาทันดูเื่สนุกพอดี ฮูหยินกำลังจะไปทูลฟ้องเสด็จพ่อ ให้ท่านอ๋องหย่ากับหม่อมฉันอยู่พอดี”
ซูเหวินยวนถอนหายใจ
ั้แ่เช้าตรู่ที่ต้องปะทะคารมในวังจนมาถึงจวนอัครมหาเสนาบดี นางก็เหนื่อยแล้ว อยากจะพักสักหน่อย
เซิ่งจิ่งอวี้ถามอย่างสงสัย “เพราะเหตุใด?”
ที่จริงเขาเห็นแผลบนใบหน้าของนางหวังแล้ว แต่ก็ต้องแสร้งทำเป็มองไม่เห็น การที่มองไม่เห็นในตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าพูดเข้าข้างซูเหวินยวน
นางหวังผลักซูหยวนออกไป แล้วพรวดพราดไปอยู่เบื้องหน้าเซิ่งจิ่งอวี้
“ซูเหวินยวนกรีดหน้าข้า! ท่านอ๋อง รีบหย่านางเสียเถิดเ้าค่ะ!”
ซูหยวนรีบเข้าไปปิดปากนาง ท่าทีของเซิ่งจิ่งอวี้ยังไม่ชัดเจน นางหวังยังกล้าพูดจาเช่นนี้อีก
“อ้อ?” เซิ่งจิ่งอวี้พลันเกิดความสนใจขึ้นมา “กรีดหน้าของเ้า ย่อมต้องมีเหตุผลกระมัง”
ไม่มีใครตอบอะไร
ซูเหวินยวนไม่อยากพูดมาก พูดไปพูดมาก็มีแต่เื่เดิม ๆ
ส่วนคนอื่น ๆ นั้นไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็ฝ่ายเรียกร้องสินเดิมก่อน
บัดนี้สินเดิมก็ถูกส่งไปที่จวนเฉินอ๋องหมดแล้ว หากพวกเขาพูดความจริงออกไป เฉินอ๋องจะยอมหรือ?
เซิ่งจิ่งอวี้กล่าวอย่างไม่พอใจ “ไม่มีใครตอบ แสดงว่าทำเื่ผิดต่อมโนธรรมสินะ พระชายาของข้าเจ็บช้ำน้ำใจบ้างหรือไม่?”
“ถูกทำให้โมโหจนเจ็บใจนี่นับไหมเ้าคะ?” ซูเหวินยวนย้อนถามอย่างฉุน ๆ มาที่นี่เที่ยวหนึ่ง ทำเอานางเกือบจะโมโหจนอกแตกตายอยู่แล้ว
ซูหยวนถลึงตาถาม “เ้ายังจะเจ็บใจอะไรอีก?”
ขณะนั้น สาวใช้คนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังของเซิ่งจิ่งอวี้ก็ก้าวออกมาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ท่านอัครมหาเสนาบดีซู พระชายาของพวกเราเมื่อยังเยาว์วัย เมื่อก่อนตอนอยู่ในจวนก็มักจะถูกรังแกอยู่เสมอ บัดนี้อย่างไรเสียนางก็เป็ถึงพระชายาเฉินแล้ว ท่านยังจะมารังแกพระชายาของพวกเราอีก ก็ดูจะไม่เหมาะสมแล้วกระมังเ้าคะ?”
นางคือพี่สาวของเมิ่งฉี นามว่าเมิ่งเย่ซาน
“ใครรังแกนางกัน?” ซูหลินเอ๋อร์มองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ทำไมคนของจวนเฉินอ๋องถึงได้กลับดำเป็ขาวกันได้ทุกคนเลยนะ?
เย่ซานกล่าว “ตอนที่พระชายาของพวกเราออกมาจากจวน บนเสื้อผ้ายังไม่มีรอยยับแม้แต่น้อย แต่ดูตอนนี้สิ ผมเผ้ายุ่งเหยิง มวยผมก็คลายออก สีหน้าก็ยังซีดเซียว เื่ทั้งหมดนี้คงไม่ได้เกิดจากความดีใจหรอกกระมัง?”
ยังไม่ทันที่ซูหยวนและคนอื่น ๆ จะได้ตอบ เซิ่งจิ่งอวี้ก็กล่าวขึ้น “มาที่นี่ก็นานพอสมควรแล้ว พระชายากลับจวนเฉินอ๋องเถอะ”
การที่เซิ่งจิ่งอวี้มาที่นี่ก็เพื่อเื่เดียว นั่นคือพาซูเหวินยวนจากไปอย่างปลอดภัย
นางหวังมองพวกเขาอย่างเจ็บใจ ส่วนซูหยวนไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว ด้านซูหลินเอ๋อร์นั้นกลับอยากให้นางรีบไปเสียให้พ้น ๆ
หากเื่บานปลายไปถึงฝ่าาจริง ๆ ชีวิตนี้นางก็จบสิ้นกันพอดี แล้ววันข้างหน้าจะไปต่อกรกับซูเหวินยวนได้อย่างไร?
เมื่อเดินออกจากโถงด้านหน้า ซูเหวินยวนก็นึกเื่หนึ่งขึ้นมาได้ นางจึงหยุดฝีเท้าลง
“เมิ่งฉี ไปวางเพลิงศาลบรรพชนที่สวนหลังบ้าน” ซูเหวินยวนสั่ง
“ขอรับ!” เมิ่งฉีหันหลังกลับแล้วเดินไปทันทีโดยไม่ถามแม้แต่คำเดียว
คนผู้นี้ช่างเชื่อฟังจริง ๆ
เย่ซานคิดจะห้าม แต่ลังเลไปชั่วครู่เดียว เมิ่งฉีก็หายลับไปแล้ว
เซิ่งจิ่งอวี้เอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน “เผาศาลบรรพชนเชียวหรือ เ้าไม่กลัวพวกเขาจะนำเื่นี้ไปทูลฟ้องเสด็จพ่อจริง ๆ หรือ?”
“นางหวังเป็คนพูดเองว่าถ้าข้ามีปัญญา ก็ให้วางเพลิงอีกสักรอบ ในเมื่อนางไม่กลัว แล้วข้าจะกลัวทำไม?”
ซูเหวินยวนประคองแขนของเซิ่งจิ่งอวี้ พาเขาเดินออกไปข้างนอก
ทุกเื่ราวย่อมต้องมีที่มา หากซูหยวนจะนำเื่เพลิงไหม้ครั้งนี้ไปทูลฟ้องฮ่องเต้ ซูเหวินยวนก็จะได้ถือโอกาสนี้ตอบคำถามเื่เพลิงไหม้ที่จวนเฉินอ๋องไปเสียเลยว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
หากพวกเขาไม่หาเื่ นางก็อยากจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขเช่นกัน
อีกอย่างหนึ่งคือ ศาลบรรพชนแห่งนั้น เ้าของร่างเดิมเคยต้องไปคุกเข่าอยู่หลายครั้ง แต่ละครั้งอย่างน้อยก็สามวัน
เยว่ซิ่วร้องไห้จนตัวสั่นแล้ว เมื่อได้ยินว่าซูเหวินยวนจะเผาศาลบรรพชน นางก็นึกถึงวันเวลาเ่าั้ในอดีตขึ้นมาทันที
ในศาลบรรพชนไม่มีป้ายิญญาของมารดานาง แต่นางกลับต้องไปคุกเข่าอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าวันแล้ววันเล่า…
บ่าวรับใช้ในจวนล้วนอยู่ที่โถงด้านหน้า การที่เมิ่งฉีไปเผาศาลบรรพชน จึงไม่มีใครเห็นแม้แต่คนเดียว
แต่เมื่อไฟลุกโชนขึ้น ทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่าไฟนี้เป็ฝีมือของพระชายา
เฉินอ๋อง
ดูเหมือนว่าพระชายาจะโปรดปรานการวางเพลิง ไม่ว่าจะเป็จวนเฉินอ๋องหรือจวนอัครมหาเสนาบดี ก็ต้องโดนเผาสักครั้งถึงจะถูก
บนรถม้า ทั้งสองคนต่างเงียบงัน เื่วุ่นวายตลอด่เช้าที่ผ่านมานั้นช่างมากมายเหลือเกิน
เซิ่งจิ่งอวี้คิดว่าซูเหวินยวนจะถามว่าฮองเฮารับสั่งอะไรบ้าง แต่นางกลับไม่ถาม เอาแต่นั่งเงียบ ๆ
สุดท้ายเป็เซิ่งจิ่งอวี้ที่อดรนทนไม่ไหว เอ่ยถามขึ้นก่อน “เ้าไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยหรือ?”
“อยากเ้าค่ะ” ซูเหวินยวนคว้ามือของเขาไว้ สายตาของนางเต็มไปด้วยความจริงจังจริงใจ
“หากวันใดวันหนึ่ง ข้าหาเื่จนตัวตาย สินเดิมทั้งหมดก็เป็ของท่าน ท่านจะนำไปผลาญเล่นอย่างไรก็ได้ ใช้ไม่หมดก็โยนทิ้งไปเสีย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ห้ามยกให้คนพวกนั้นเป็อันขาด และถ้าหากเป็ไปได้... ได้โปรดตั้งป้ายิญญาให้ท่านแม่ของข้าด้วยนะเ้าคะ”
นี่เป็สิ่งที่ซูเหวินยวนเอ่ยออกมาหลังจากผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว
อันเล่อโหวเป็ฏแผ่นดิน ป้ายิญญาของพวกเขาย่อมไม่อาจมีได้
แต่ป้ายิญญาของท่านแม่ของนาง บางทีอาจจะเป็ไปได้ เพราะเมื่อครั้งนั้นฝ่าาก็ไม่ได้ทรงเอาโทษท่านแม่ด้วย